11 ก.ค. 2020 เวลา 11:47 • ประวัติศาสตร์
“ฉากสังหารราชวงศ์โรมานอฟ” โศกนาฏกรรมที่เต็มไปด้วยปริศนา
วันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ.1918 เวลาประมาณตีหนึ่งครึ่ง ณ บ้านอิปาติเยฟ เมืองเอกาเตรินเบิร์ก ภูมิภาคไซบีเรีย...
บุคคล 11 คน ซึ่งประกอบไปด้วย อดีตซาร์นิโคลัสที่ 2 อดีตซารินาอเล็กซานดรา อดีตเจ้าหญิงโอลก้า ทาเทียนา มาเรีย อนาสตาเซีย อดีตเจ้าชายอเล็กเซ หมอบ็อตคิน นางกำนัล และสาวรับใช้อีก 2 คน ได้ถูกนำตัวไปห้องใต้ดินของบ้าน...
ห้องที่เตรียมพร้อมไว้อย่างดีสำหรับงานสำคัญ...
ห้องที่มีมือปืนแอบซุ่มไว้อย่างมิดชิด...
มือปืนที่ได้รับคำสั่งอย่างเคร่งครัดอย่างเป็นระบบว่าใครจะต้องยิงใคร...
ทั้ง 11 คนเดินเข้ามาในห้องที่เป็นลานประหารอย่างไม่รู้ชะตากรรมว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น...
ภายในห้องเงียบสงัดเพราะไม่มีใครปริปากเลยแม้แต่น้อย มีเพียงมองลอกแลกอย่างกังวลเท่านั้น...
และทันใดนั้น กระสุนนัดแรกก็พุ่งเข้าสู่ขั้วหัวใจของซาร์นิโคลัสที่ 2...
มือปืนที่เหลือได้แสดงตัวออกมาแล้วปฏิบัติงานตัวเอง...
ในเสี้ยววินาที เสียงปืนก็ได้ดังระงมคละเคล้าไปกับเสียงโหยหวนด้วยความเจ็บปวด...
เมื่อเสียงปืนสงบลง ก็ปรากฏว่านางกำนัล เจ้าหญิงคนหนึ่ง และเจ้าชายยังคงมีลมหายใจที่รวยรินอยู่...
ทั้ง 3 คนจึงถูกยิงซ้ำ และแทงด้วยดาบปลายปืนจนแน่นิ่ง...
ศพทั้ง 11 ได้ถูกขนไปที่เหมืองร้างกลางป่าลึก...
ศพทั้งหมดถูกเผาเพื่อให้จำไม่ได้ว่าเป็นใคร พร้อมโยนลงไปในหลุม...
หลุมที่เป็นจุดจบของราชวงศ์โรมานอฟอันยิ่งใหญ่กว่า 300 ปี...
1
ทุกท่านครับ นี่คือเรื่องราวฉากสุดท้ายในการสังหารราชวงศ์โรมานอฟ...
ฉากที่ได้ถูกบันทึกไว้โดยผู้ที่สังหาร...
แต่ทว่า เวลาต่อมาได้มีผู้ที่เริ่มกังขาในฉากสังหารโหดนี้...
ฉากสังหารที่เริ่มมีการตั้งข้อสงสัยว่านี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมดหรือเปล่า?
ฉากนี้จะเป็นเรื่องจริงหรือเป็นเรื่องโกหกมดเท็จ...
และจริงๆแล้วเรื่องราวแบบไหนคือเรื่องจริง...
โปรดนั่งลงเถิดครับ แล้วผมจะเล่าให้ฟัง
ราชวงศ์โรมานอฟ เป็นราชวงศ์ของรัสเซียที่ปกครองอยู่ทั้งหมด 304 ปี ตั้งแต่ ค.ศ. 1613-1917 ซาร์องค์แรกคือซาร์มิคาอิล และซาร์องค์สุดท้ายคือ ซาร์นิโคลัสที่ 2
โดยชีวิตของเชื้อพระวงศ์โรมานอฟรุ่นสุดท้ายนั้น เรียกได้ว่า จบไม่สวยจริงๆครับ...
ก่อนอื่นผมขอเล่าถึงเหล่าเชื้อพระวงศ์รุ่นสุดท้ายของโรมานอฟก่อน...
องค์แรกคือซาร์นิโคลัสที่ 2 ได้ขึ้นครองราชย์เมื่อ ค.ศ.1894 ต่อจากซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 3
โดยซาร์นิโคลัสที่ 2 นั้นถือได้ว่าเป็นกษัตริย์ที่ค่อนข้างอ่อนแอ มีจิตใจโลเล ตัดสินใจด้วยตัวเองไม่ได้ เมื่อเกิดเรื่องต้องปรึกษาคนอื่นอยู่เสมอ และจะเชื่อการตัดสินใจของคนอื่น (ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นซารินา)
ภาพจาก Orthodox Christianity (ซาร์นิโคลัสที่ 2)
ต่อมาคือซารินาอเล็กซานดรา โดยอเล็กซานดรานั้นมีเลือดเยอรมันและเลือดอังกฤษแบบเข้มข้น ไม่มีเลือดรัสเซียแม้แต่หยดเดียว แต่ได้จับพลัดจับพลูมารักกับซาร์นิโคลัสที่ 2 จนได้ขึ้นเป็นซารินาของรัสเซียในที่สุด
ซึ่งว่ากันตามบริบท คือ ชาวรัสเซียสมัยนั้นต่างแอนตี้เยอรมันมาก ทำให้อเล็กซานดราก็โดนชาวรัสเซียแอนตี้ไปด้วย และมักโดนแขวะหรือซุบซิบว่า “นังผู้หญิงเยอรมัน!”
อีกทั้งซาร์นิโคลัสที่ 2 ก็มักเอาเรื่องการบ้านการเมืองมาปรึกษาซารินาอเล็กซานดราอยู่เสมอ ซึ่งการตัดสินใจเรื่องบ้านเมืองส่วนใหญ่ของซาร์ก็มาจากความคิดของซารินาทั้งนั้น! และการตัดสินใจเหล่านี้นี่แหละครับก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ราชวงศ์โรมานอฟล่มสลาย...
ซารินาอเล็กซานดรา
ซาร์และซารินามีธิดาด้วยกัน 4 องค์ และโอรสอีก 1 องค์ ซึ่งได้แก่
เจ้าหญิงโอลก้า ที่เป็นองค์โตสุด โดยนิสัยมีความคล้ายคลึงซาร์มากที่สุด คือ เป็นคนขี้อาย หัวอ่อน สุภาพ ใจดี ชอบการอ่านหนังสือและบทกวีมาก
ภาพจาก The Times (เจ้าหญิงโอลก้า)
ต่อมาคือเจ้าหญิงทาเทียนา ซึ่งมีหน้าตาคล้ายซารินาอเล็กซานดรามากที่สุด ทั้งยังเป็นลูกรักของซารินา มีนิสัยที่มีความเป็นทางการตามแบบฉบับเจ้าหญิงเป๊ะๆเลยล่ะครับ อีกทั้งยังมีความสามารถที่เก่งหลายด้านมากกว่าเจ้าหญิงโอลก้าที่เป็นพี่ ทั้งเรื่องเรียน การละเล่นหรือดนตรี และมีความเป็นผู้นำที่สุดในบรรดาเจ้าหญิงเจ้าชาย
ภาพจาก Wikipedia (เจ้าหญิงทัตยานา)
เจ้าหญิงองค์ที่สาม คือ เจ้าหญิงมาเรีย ซึ่งว่ากันว่าสวยที่สุดในบรรดาเจ้าหญิง โดยเจ้าหญิงมาเรียเป็นคนที่รูปร่างท้วมๆ มีน้ำมีนวล และนิสัยมีความเป็นผู้หญิงมากที่สุด ปราถนาที่จะมีชีวิตครอบครัวที่อบอุ่นแบบซาร์และซารินา
ภาพจาก Wikipedia (เจ้าหญิงมาเรีย)
และเจ้าหญิงองค์สุดท้อง คือ เจ้าหญิงอนาสตาเซีย ซึ่งเรียกได้ว่ามีลักษณะที่เด่นที่สุดเพราะมีรูปร่างเตี้ยและท้วม ชอบเล่นสนุก ซุกซน ทั้งยังไม่ชอบเรียน สมาธิสั้น เหม่อลอย รวมๆคือ มีความเป็นเจ้าหญิงน้อยที่สุด แต่ในขณะเดียวกันอนาสตาเซียก็เป็นเจ้าหญิงที่คนรู้จักมากที่สุด เพราะมีปมปริศนาที่เกิดขึ้นกับเจ้าหญิงองค์นี้ ซึ่งผมจะเล่าต่อไป...
ภาพจาก History101 (เจ้าหญิงอนาสตาเซีย)
และองค์สุดท้าย คือ เจ้าชายอเล็กเซ ซึ่งเป็นโอรสที่ทุกคนรอคอยมานานที่สุด เพราะที่ผ่านมาซาร์และซารินามีแต่เจ้าหญิงถึง 4 องค์ ไม่มีเจ้าชายซักที แต่ในที่สุดก็ได้อเล็กเซมาเป็นคนสุดท้อง โดยอเล็กเซถือได้ว่าเป็นซาเรวิช (เหมือนมกุฏราชกุมาร) ของราชวงศ์โรมานอฟ แต่ไม่รู้ว่าเพราะเวรกรรมหรือความซวยของโรมานอฟ ที่แม้จะได้เจ้าชายที่จะสืบบัลลังก์ต่อ แต่เจ้าชายองค์นี้กลับไม่สมประกอบซะอย่างงั้น!
โดยอเล็กเซนั้นเกิดมาพร้อมกับโรคที่เรียกว่า เฮโมฟิเลีย (โรคเลือดไม่แข็งตัวหรือไหลไม่หยุด) ซึ่งถือว่าเป็นโรคลึกลับในสมัยนั้นเลยล่ะครับ หากร่างกายของผู้ป่วยไปกระทบกับสิ่งไหนแรงๆ จะเกิดรอยช้ำและบวมไปอีกหลายวัน หรือตอนไหนที่มีเลือดกำเดาไหล ก็จะไหลอยู่อย่างนั้นไปอีกหลายวันเช่นกัน ซึ่งสร้างความเจ็บปวดทรมานทางร่างกายกับอเล็กเซ และความเจ็บปวดทางใจให้กับซาร์และซารินาสุดๆเลยล่ะครับ (ผู้ที่เป็นโรคนี้ในสมัยนั้นจะอายุสั้น)
ซึ่งเมื่ออเล็กเซได้รับความเจ็บปวดจากอาการเลือดไหลไม่หยุดนี้ ก็ไม่มีแพทย์หลวงคนไหนสามารถรักษาให้หายหรือบรรเทาอาการได้เลย ซาร์และซารินาต่างก็ตามหาแพทย์เก่งๆทั่วประเทศมา แต่ก็ไม่มีใครที่สามารถบรรเทาอาการได้ จนกระทั่งได้มีชายคนหนึ่งที่เป็นดั่งบุตรแห่งพระเจ้าสำหรับราชวงศ์โรมานอฟปรากฏตัวออกมา
ชายคนที่ว่า คือ เกรกอรี รัสปูติน...
2
ภาพจาก AH (เจ้าชายอเล็กเซ)
รัสปูติน เป็นนักบวชศักดิ์สิทธิ์ที่มีชื่อเสียงมาก และได้ถูกนำตัวเข้าเฝ้าซาร์และซารินา โดยเจ้าหญิงมอนเตเนโกร 2 องค์ที่คลั่งไคล้ในไสยศาสตร์
ก้าวแรกที่รัสปูตินเหยียบเข้ามาในวัง เหล่าข้ารับใช้และเชื้อพระวงศ์อื่นๆต่างคิดเหมือนกันว่า “กุ๊ยดีๆนี่เอง!”
เสื้อผ้าของรัสปูตินขาดรุ่ย มีกลิ่นสาบเหมือนไม่ได้อาบน้ำมาเป็นปี อีกทั้งมารยาทต่อหน้าซาร์และซารินาก็เรียกได้ว่า เหมือนไม่ได้คุยอยู่กับกษัตริย์และราชินี
ทางด้านซาร์นั้นก็ออกจะเกร็งๆกับท่าทีของรัสปูติน แต่ซารินานั้นรู้สึกศรัทธาและไว้ใจรัสปูตินมากทันทีที่พบ!
อีกทั้งรัสปูตินยังสามารถบรรเทาอาการจากโรคเฮโมฟิเลียของเจ้าชายอเล็กเซได้เหมือนใช้เวทย์มนต์เลยล่ะครับ! (ทุกวันนี้ก็ยังเป็นปริศนาว่ารัสปูตินทำได้อย่างไร)
เหตุผลนี้นี่แหละครับจึงทำให้ซาร์นั้นมองข้ามบุคลิกผิดมนุษย์มนาของรัสปูติน แล้วไว้ใจเหมือนเป็นเชื้อพระวงศ์อีกคนหนึ่งเลยทีเดียว!
อีกทั้งครอบครัวโรมานอฟทั้งเจ้าหญิงและเจ้าชายต่างก็ศรัทธาในตัวของรัสปูตินมาก ไม่มีท่าทีรังเกียจเลยแม้แต่น้อย ซึ่งสร้างความงงเป็นไก่ตาแตกให้กับชาววังคนอื่นสุดๆ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น! (แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะรัสปูตินเป็นคนที่ซาร์และซารินาไว้ใจมาก)
จนมีเรื่องซุบซิบนินทาออกไปนอกวังว่ารัสปูตินนั้นมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับซารินา (ซึ่งก็มีมูล) และเมื่อเป็นแบบนี้แล้วความคิดของรัสปูตินก็มีอิทธิพลต่อซารินา และความคิดของซารินาก็มีอิทธิพลต่อซาร์ที่เชื่อซารินาไปซะทุกเรื่อง
สรุปแล้ว รัสปูตินก็กลายเป็นผู้ครอบงำราชวงศ์โรมานอฟไปในที่สุด...
ภาพจาก ThoughtCo (เกรกอรี รัสปูติน)
การปกครองรัสเซียในสมัยของซาร์นิโคลัสที่ 2 นั้นเรียกได้ว่า ล้มเหลวในหลายๆด้าน ยิ่งเมื่อปกครองเป็นเวลานานเครดิตของซาร์องค์นี้ยิ่งลดลงไปเรื่อยๆ
ทั้งการที่นำรัสเซียอันยิ่งใหญ่ไปแพ้ญี่ปุ่นในสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น ใน ค.ศ.1904 จนขายหน้าไปทั่วโลก
จึงมีประชาชนลุกขึ้นประท้วงใน ค.ศ.1905 และซาร์ก็ได้สั่งให้ปราบปรามประชาชนอย่างรุนแรงแบบนองเลือดเลยทีเดียวล่ะครับ
อีกทั้งการใช้จ่ายของราชวงศ์โรมานอฟนั้นฟุ่มเฟือยสุดๆตรงข้ามกับเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังถอยหลังลงคลอง ซึ่งซาร์ก็ไม่ได้คิดที่จะแก้ปัญหานี้แต่อย่างใด
และแล้วใน ค.ศ.1914 กัฟฟริโล ปรินซิบ ซึ่งเป็นชาวเซิร์บ ได้ทำการลอบสังหารอาร์คดยุคฟรานซ์เฟอร์ดินานด์ที่เป็นองค์รัชทายาทของออสเตรีย-ฮังการี และชายา โดยอาวุธปืน
เสียงกระสุนสองนัดนั้นถือเป็นสัญญาณของการเริ่มสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งซาร์นิโคลัสที่ 2 กระตือรือร้นและอยากนำรัสเซียเข้าร่วมสงครามครั้งนี้จนตัวสั่นเลยล่ะครับ! เพราะต้องการกู้หน้ากลับคืนมาจากการแพ้ญี่ปุ่น และลบคำสบประมาทที่ว่ารัสเซียสมัยนี้นั้นอ่อนมาก...
แต่ก็มีบุคคลอีกหลายคนในคณะรัฐบาลรวมถึงรัสปูตินที่คัดค้านความคิดของซาร์ โดยรัสปูตินบอกว่า “อย่าเข้าร่วมสงครามครั้งนี้เป็นอันขาด! เพราะมีแต่จะสร้างความเสียหายให้กับรัสเซีย และถึงแม้รัสเซียจะชนะ แต่ประชาชนจะเป็นอย่างไรล่ะ สงครามครั้งนี้ถึงผลจะเป็นแบบไหนมันก็จะทำให้รัสเซียรวมถึงราชวงศ์โรมานอฟต้องถึงคราวล่มสลายแน่นอน!”
แต่ซาร์ก็ไม่สนใจเสียงคัดค้านของใคร แล้วนำรัสเซียเข้าสู่สงครามในที่สุด...
เป็นเรื่องน่าแปลกที่ครั้งนี้ซาร์ได้ตัดสินใจด้วยตัวเอง...
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะการคาดการณ์อย่างแม่นยำหรือญาณวิเศษ ที่การตัดสินใจครั้งนี้ได้นำไปสู่การล่มสลายของราชวงศ์โรมานอฟเหมือนที่รัสปูตินได้เตือนเอาไว้เป๊ะๆเลยล่ะครับ!
ภาพจาก ThoughtCo (ข่าวการลอบสังหารฟรานซ์เฟอร์ดินานด์และชายา)
เมื่อรัสเซียเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 ซาร์จึงจำเป็นต้องไปอยู่ในสมรภูมิ (เกือบ) แนวหน้า ซึ่งมีบทบาทเป็นผู้สังเกตการณ์มากกว่าเพราะไม่เก่งเรื่องทหาร โดยการบัญชาการรบเป็นหน้าที่ของแกรนด์ดยุคนิโคลัส
ราชวังและเมืองหลวงจึงปล่อยให้ซารินาคอยดูแล (ซึ่งมีรัสปูตินอยู่เบื้องหลัง) ซึ่งจากที่ประชาชนหลายๆคนนั้นแอนตี้ซารินาและรัสปูตินเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ในตอนนี้ก็ยิ่งแอนตี้มากขึ้นไปอีก!
การครอบงำและบงการความคิดราชวงศ์โรมานอฟของรัสปูติน ทำให้มีผู้ที่เกลียดขี้หน้าและไม่พอใจรัสปูตินจำนวนมากเลยล่ะครับ จนกระทั่งแผนสังหารรัสปูตินก็ได้เกิดขึ้นโดยเชื้อพระวงศ์คนหนึ่ง คือ เจ้าชายเฟลิกซ์ ยุสซูโปฟ
2
โดยเจ้าชายได้ล่อรัสปูตินไปดินเนอร์ที่คฤหาสน์ ซึ่งการสังหารรัสปูตินเรียกได้ว่า กว่าจะฆ่าได้ก็เล่นเอาใจหายใจคว่ำไปหลายรอบทีเดียว! เพราะรัสปูตินนั้นอึดตายยากหยั่งกับคนเหล็ก
โดยเร่ิมแรกมีการใส่สารหนูเข้าไปในอาหาร แต่ก็ทำอะไรชายคนนี้ไม่ได้ ยังคงพูดและหัวเราะได้ชิลๆเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น!
เมื่อสารหนูไม่ได้ผล เจ้าชายจึงใช้ปืนยิงรัสปูตินซะเลย เมื่อโดนกระสุนปืน รัสปูตินก็ล้มลงนอนไม่ไหวติง แล้วเจ้าชายก็ไปตามหมอมาตรวจ ซึ่งชีพจรนั้นแน่นิ่งไปแล้วจริงๆ
แต่ทันใดนั้นรัสปูตินก็ลืมตาขึ้นมา! แล้วกระโดดลุกพุ่งเข้าใส่เจ้าชายพร้อมน้ำลายที่ฟูมปาก
เจ้าชายสลัดรัสปูตินออกแล้วไปเรียกพรรคพวกที่ซ่อนอยู่ชั้นบน...
รัสปูตินได้วิ่งหนีออกทางหน้าคฤหาสน์ แต่แล้วกระสุน 4 นัด ก็พุ่งเข้าหาเขาแล้วล้มลงในที่สุด ซึ่งก็สร้างความตกใจให้กับเหล่าผู้สังหารอีกว่า “รัสปูตินยังไม่ตาย!”
เหล่าผู้สังหารจึงจับรัสปูตินไปถ่วงน้ำในทะเลสาบ ถึงสามารถจบชีวิตของคนเหล็กแห่งยุค 1900 คนนี้ได้ในที่สุด...
ภาพจาก Russia Beyond (การจำลองฉากสังหารรัสปูติน)
เมื่อข่าวการตายของรัสปูตินแพร่ออกไป เหมือนเป็นการจุดชนวนให้เหล่ามวลชนได้เริ่มก่อตัวมากขึ้นและพากันประท้วงให้ซาร์สละราชย์
และสภาดูมาที่ได้ตั้งขึ้นมาหลังจากที่รัสเซียแพ้ญี่ปุ่นก็ได้มีการถ่วงดุลอำนาจของซาร์ และเกิดพวกที่มีแนวคิดแบบประชาธิปไตย
ความอัดอั้นภายในใจของชาวรัสเซียก็ได้ระเบิดขึ้นไปทั่วประเทศ มีการเดินขบวนครั้งใหญ่ในเปโตรกราด (เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก) เพื่อต่อต้านสถาบันกษัตริย์
ซาร์จึงสั่งให้ทหารปราบปรามอย่างรุนแรงเหมือนที่เคยทำมา แต่ก็ไม่สำเร็จครับ เพราะคราวนี้ทหารบางส่วนต่างเห็นด้วยและพากันเข้าร่วมกับผู้ประท้วง!
ทั้งประชาชน ทหาร และสภาดูมากดดันซาร์จนถึงที่สุด จนซาร์ไม่มีทางเลือก เลยต้องสละราชย์ใน ค.ศ.1917
หลังซาร์สละราชย์ ประชาชนรัสเซียต่างก็คิดแบบเดียวกันว่า “รัสเซียไม่ต้องการสถาบันกษัตริย์อีกต่อไป!” ว่าแล้วก็ตั้งรัสเซียเป็นสาธารณรัฐ
แต่รัสเซียในยุคนี้นั้น เรียกว่า สมัยอำนาจคู่ (Dual Power) เพราะมี 2 กลุ่มที่มีอำนาจทัดเทียมกัน ทำให้มีรัฐบาลชั่วคราวปกครองเท่านั้น
ส่วนครอบครัวโรมานอฟก็ถูกควบคุมตัวแบบนักโทษอยู่ในวัง และต่อมาก็ได้ถูกย้ายไปที่เมืองโทบอลสค์ ในไซบีเรีย
การใช้ชีวิตของครอบครัวโรมานอฟในเมืองโทบอลสค์นั้น ไม่ได้ลำบากอะไรมากมาย ยังคงสะดวกสบายและมีความสุขดี (แม้จะไม่เท่าเมื่อก่อน)
แต่แล้ว การปกครองที่ไร้ทิศทางของรัฐบาลชั่วคราวในเวลา 7 เดือน ก็ทำให้ประชาชนลุกขึ้นประท้วงอีกครั้ง จนชายที่ชื่อว่า วลาดิเมียร์ เลนิน ได้นำพรรคบอลเชวิค ปลุกระดมกรรมกรและมวลชนทำการโค่นล้มรัฐบาลชั่วคราวในวันที่ 25 ตุลาคม ค.ศ.1917
เลนิน ได้ทำการเปลี่ยนรัสเซียเป็นสหภาพโซเวียต และตั้งเป็นรัฐคอมมิวนิสต์ขึ้นมาแห่งแรกของโลก...
และแล้ว เงามัจจุราชก็ได้คืบคลานมาสู่ครอบครัวโรมานอฟ...
ภาพจาก ThoughtCo (เลนินและการปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ.1917)
แต่ถึงพรรคบอลเชวิกจะปฏิวัติได้สำเร็จ ก็ยังต้องทำสงครามกับฝ่ายรัสเซียขาวที่มีแนวโน้มว่าจะฟื้นอำนาจของซาร์ขึ้นมาใหม่ ซึ่งกลายเป็นสงครามกลางเมืองในที่สุด
บอลเชวิกจึงได้ชิงย้ายครอบครัวโรมานอฟจากเมืองโทบอลสค์ไปยังเมืองเอกาเติร์นเบิร์ก ณ บ้านอิปาติเยฟ เพื่อป้องกันพวกรัสเซียขาวมาชิงตัวซาร์ไป...
และในวันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ.1918 ครอบครัวโรมานอฟก็ได้ถูกสังหารแบบที่ผมได้เล่าไปในตอนแรก
ฉากสังหารทั้งหมดได้ถูกบันทึกโดยยาโคฟ สเวิร์ดโลฟ ซึ่งต่อมาก็ได้มีผู้ตั้งข้อสงสัยครับว่าฉากสังหารทั้งหมดนั้นเป็นไปตามที่ยาโคฟได้เขียนไว้จริงๆหรือเปล่า?
ซึ่งมีการตั้งข้อสงสัยไว้ ดังนี้...
1) มีทหารบางคนที่ได้เข้าไปในห้องประหารตอนเช้า อ้างว่า “จากเหตุการณ์ที่ยาโคฟเขียนนั้น เป็นฉากสังหารที่โหดมากๆ ยิงคน 11 คน แถมยังมีการใช้ดาบปลายปืน แต่แปลกที่ห้องประหารนั้นกลับพบร่องรอยของเลือดน้อยมาก” (การทำความสะอาดรอยเลือดแบบหมดจดนั้นใช้เวลานาน)
2) มีคนที่อ้างว่าหลังจากคืนสังหาร ได้พบซารินาพร้อมเจ้าหญิงและเจ้าชายหลายครั้ง
3) ศพทั้ง 11 ตามที่ยาโคฟเขียน ควรที่จะอยู่รวมกัน แต่กลับกลายเป็นว่าชิ้นส่วนและร่องรอยที่พบมีน้อยเกินไป ศพที่อยู่รวมกันมีตั้ง 11 ศพ ควรจะเหลือร่องรอยไว้มากกว่านี้ (ถึงแม้ศพจะถูกเผา)
จากข้อสงสัยทั้งหมดนี้จึงมีการรวบรวมหลักฐานและเอกสารใหม่ จนได้ข้อสรุปที่แตกต่างจากที่ยาโคฟได้เขียนเอาไว้อีกทางหนึ่ง...
ภาพจาก History (ห้องสังหารราชวงศ์โรมานอฟ)
ข้อสรุปที่เรียบเรียงใหม่นี้ คือ ในคืนสังหาร ซารินาและเจ้าหญิงนั้นถูกทหารข่มขืนต่อหน้าซาร์ (รู้สึกว่าจะดาร์กกว่าเดิม) โดยผู้ที่ถูกสังหารจริงๆมีเพียงซาร์ เจ้าชาย หมอ นางกำนัล และสาวรับใช้เท่านั้น หลังจากนั้นซารินาและเจ้าหญิง ก็ได้ถูกนำตัวขึ้นรถไฟที่มีม่านดำปิดทึบทุกหน้าต่าง (มีพยานบุคคลเห็นรถไฟขบวนนี้) โดยรถไฟนี้ได้นำตัวซารินาและเจ้าหญิงไปที่เมืองเพิร์ม บอลเชวิกคิดว่าการจัดการซาร์และเจ้าชายก็ถือเป็นการจัดการราชวงศ์โรมานอฟแล้ว ส่วนซารินา เจ้าหญิง เก็บไว้เป็นเครื่องต่อรองกับเยอรมันเท่านั้น (ซารินาเป็นญาติสนิทกับไกเซอร์วิลเฮล์มที่ 2 ของเยอรมนี)
3
และในเมืองเพิร์มก็ได้มีพยาบาลสาวชื่อนาตาลยา มุทนิกค์พบครอบครัวโรมานอฟที่เหลือ โดยมีสภาพที่แย่มากเหมือนถูกทรมานอย่างทารุณ ผมของทุกคนโดนกร้อนจนติดหนังศีรษะ และหลังจากนั้นก็ไม่รู้ชะตากรรมของคนเหล่านี้อีกเลย (ซึ่งคาดว่าคงโดนสังหารภายหลังเพราะไร้ประโยชน์แล้วจากการที่เยอรมนีแพ้สงคราม)
1
ยังคงมีอีกหลายๆคนได้อ้างว่าพบเจ้าหญิงโรมานอฟในเมืองเพิร์ม...
อีกทั้งในเมืองเพิร์มยังมีการพบเครื่องเพชรของราชวงศ์โรมานอฟที่มีค่าหลายชิ้น จึงทำให้มีการเล็งไปที่ประเด็นว่าต้องมีคนของราชวงศ์อยู่ที่เมืองเพิร์มแน่นอน
แต่ไม่ว่าเหตุการณ์ทั้งสองทางจะต่างกันแค่ไหน แต่จุดจบของครอบครัวโรมานอฟก็คือ ทุกคนต่างถูกสังหาร ไม่มีใครรอดชีวิตอยู่ดี
จนกระทั่งได้มีหญิงสาวคนหนึ่งปรากฏตัวออกมาโดยมีการตั้งชื่อให้ชั่วคราวว่า แอนนา แอนเดอร์สัน
โดยหญิงสาวคนนี้ได้อ้างว่าตัวของเธอนั้น คือ เจ้าหญิงอนาสตาเซียแห่งราชวงศ์โรมานอฟ!
ภาพจาก Act the Giddy Goat (แอนนา แอนเดอร์สัน ผู้อ้างว่าคือเจ้าหญิงอนาสตาเซีย)
โดยเรื่องมันเริ่มวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1920 ที่เบอร์ลิน เยอรมนี โดยตำรวจได้พบหญิงสาวคนหนึ่งกระโดดจากสะพาน จึงได้เข้าไปช่วยแล้วนำส่งโรงพยาบาล
ซึ่งหญิงสาวคนนั้นก็ได้รับการดูแลอย่างดี แต่ก็ยังไม่ปริปากพูดอะไรมาก และภาษาเยอรมันที่หญิงสาวคนนี้พูดออกมาก็สำเนียงแปร่งๆ
หลายเดือนผ่านไป หญิงสาวคนนี้ได้หลุดพูดภาษารัสเซียที่เป็นสำเนียงแบบเป๊ะๆออกมา จนทำให้พยาบาลรู้ว่าเธอเป็นคนรัสเซียแน่นอน
และในที่สุดหญิงสาวคนนั้นก็ยอมพูดออกมาว่าเธอคือเจ้าหญิงอนาสตาเซียแห่งราชวงศ์โรมานอฟ!
โดยเธอได้เล่าว่า “ครอบครัวถูกสังหารทั้งหมดด้วยการกราดยิง ทุกคนเสียชีวิตหมด แต่เธอรอดมาได้เพราะกระสุนไม่ถูกจุดสำคัญ! และก็ได้รับความช่วยเหลือจากทหารคนหนึ่งชื่อ อเล็กซานเดอร์ ไซกอฟสกี้ สลับตัวเธอกับอีกคนระหว่างขนศพครอบครัวโรมานอฟไปฝัง จากนั้นอเล็กซานเดอร์ก็พาเธอเดินทางไปถึงโรมาเนีย และอยู่กินด้วยกันแบบสามีภรรยา 2 ปี แต่พออเล็กซานเดอร์เสียชีวิต เธอก็ไม่รู้จะไปไหน จึงเดินเท้ามาจนถึงเบอร์ลิน เงินก็ไม่มี จึงหมดอาลัยตายอยาก เลยกระโดดสะพานฆ่าตัวตายในที่สุด”
และแล้วเรื่องราวของหญิงสาวคนนี้ก็แพร่กระจายออกไป สร้างความฮือฮาให้กับทั่วทั้งโลกเลยล่ะครับ เหล่าเจ้านายโรมานอฟที่เหลืออยู่และผู้ใกล้ชิดราชวงศ์ต่างเดินทางมาเพื่อพิสูจน์ว่าหญิงสาวคนนี้ คือ อนาสตาเซียตัวจริงหรือแค่ลวงโลกเท่านั้น!
ซึ่งแน่นอนครับว่าหากเธอคืออนาสตาเซียจริงๆ สมบัติมหาศาลของโรมานอฟที่ซาร์นิโคลัสที่ 2 ได้ฝากเอาไว้ในธนาคารต่างประเทศ จะตกเป็นของเธอทันที! แต่ทว่าเจ้าชายคิริล วลาดิเมียร์ ที่เป็นลูกพี่ลูกน้องของซาร์นิโคลัสที่ 2 และเป็นผู้มีสิทธิ์รับมรดกเหล่านั้น ก็พยายามพิสูจน์และต่อสู้ว่า หญิงสาวคนนี้คืออนาสตาเซียตัวปลอม เธอเป็นเพียงหญิงคนงานชาวโปลที่ชื่อว่า ฟรานซิสก้า ชันซ์คอฟก้าเท่านั้น...
1
แต่แล้วหญิงสาวคนนี้ก็ได้ชื่อชั่วคราว คือ แอนนา แอนเดอร์สัน เพื่อใช้ต่อสู้ในชั้นศาลและเรียกคืนสถานภาพของเจ้าหญิงอนาสตาเซีย
ภาพเปรียบเทียบใบหน้าแอนนา แอนเดอร์สันกับเจ้าหญิงอนาสตาเซีย
แล้วการสอบสวนในศาลก็เริ่มขึ้น โดยพบว่ามีหลักฐานหลายอย่างเลยล่ะครับ ที่แสดงให้เห็นว่าแอนนาคนนี้คือเจ้าหญิงอนาสตาเซีย
ไม่ว่าจะเป็นการพิสูจน์ใบหน้าของทั้งสองคนที่ทางการแพทย์ได้ยืนยันว่าเป็นคนๆเดียวกัน!
แถมยังมีตำหนิที่เท้าเหมือนกัน (เรื่องนี้มีเพียงผู้ใกล้ชิดราชวงศ์เท่านั้นที่รู้)...
ญาติที่โปแลนด์ของหญิงโรงงานที่เจ้าชายคิริลอ้างนั้น ต่างบอกว่าไม่รู้จักแอนนา...
รูปร่าง ท่าทาง กริยา มือและเท้าของแอนนาถือว่าเป็นผู้ดี ไม่ใช่หญิงโรงงานแน่นอน...
แอนนารู้เรื่องราววงในของราชวงศ์ที่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่ครอบครัวโรมานอฟเท่านั้นที่รู้ อีกทั้งแอนนายังสามารถเขียนแผนผังของวังแม้กระทั่งเขตหวงห้ามได้อย่างละเอียดยิบ ซึ่งละเอียดเกินกว่าที่คนธรรมดาสามัญจะล่วงรู้ขนาดนี้ได้ นอกจากไปเจอมาด้วยตัวเอง...
เจ้าหญิงออลก้าซึ่งเป็นอาแท้ๆของอนาสตาเซีย เข้ามาพบแอนนาเพื่อพิสูจน์ ปรากฏว่าทั้งสองปรี่เข้ากอดกันแล้วร้องไห้ออกมา! และออลก้าได้ยืนยันออกมาเองเลยว่าแอนนาคืออนาสตาเซียตัวจริง...
ครูเปียร์ กิยาล ซึ่งเป็นครูสอนเจ้าหญิงเจ้าชายโรมานอฟทุกองค์ ก็เข้ามาพิสูจน์ แล้วออกปากเองเหมือนกันว่าแอนนา คือ อนาสตาเซีย...
และอีกหลายๆคนที่ใกล้ชิดราชวงศ์โรมานอฟต่างยืนยันว่าแอนนา คือ อนาสตาเซีย...
ซึ่งหลักฐานแค่นี้ก็น่าจะเพียงพอที่แอนนาจะได้สถานภาพของเจ้าหญงอนาสตาเซีย
แต่ทว่า ในชั้นศาล พยานที่เคยบอกว่าแอนนา คือ อนาสตาเซีย ต่างกลับคำเกือบทั้งหมด! บ้างก็บอกว่าจำผิด บ้างก็บอกว่ามาคิดอีกทีแล้วเธอไม่น่าจะใช่เจ้าหญิง (ซึ่งมีคนตั้งข้อสงสัยว่าเจ้าชายคิริล ได้บังคับให้พยานกลับคำพูด โดยการแบล็กเมลล์และให้ค่าตอบแทนอย่างงาม)
ซึ่งในที่สุด ค.ศ.1970 ศาลก็ได้ตัดสินให้คดียุติลงโดยไม่ได้ข้อสรุปว่า แอนนา แอนเดอร์สันคือเจ้าหญิงอนาสตาเซียจริงหรือไม่? (ซึ่งก็มีการตั้งข้อสงสัยกันอีกแหละครับว่าศาลก็โดนแทรกแซงเหมือนกัน)
แล้วแอนนาก็ถือได้ว่าแพ้คดีไปในที่สุด จึงเดินทางไปใช้ชีวิตที่สหรัฐอเมริกาจนเสียชีวิตใน ค.ศ.1984
เรื่องราวของแอนนาก็ได้สร้างความฉงนให้กับทั่วโลกว่า “ตกลงมันยังไงกันแน่วะ!”
จนต่อมาหลังโซเวียตล่มสลาย ก็ได้มีการรื้อฟื้นเรื่องราวของโรมานอฟขึ้นมาใหม่ จนในที่สุดทางการรัสเซียก็ได้พบกระดูกของเด็ก 2 คน ซึ่งตรวจสอบแล้วผลออกมาว่า เป็นกระดูกของเจ้าชายอเล็กเซ และเจ้าหญิงอนาสตาเซีย!
เป็นอันว่า แอนนา แอนเดอร์สัน จึงเป็นเพียงผู้แอบอ้างเท่านั้น! (แต่ก็น่าเหลือเชื่อและลึกลับมากๆเลยนะครับ ที่หลักฐานหลายชิ้นบ่งบอกว่าแอนนาคืออนาสตาเซีย)
ซึ่งก็ได้ข้อสรุปในที่สุดว่า ไม่มีใครรอดจากการสังหารในยุคของบอลเชวิก แต่ก็ยังคงมีข้อกังขาในฉากสังหารที่บ้านอิปาติเยฟอยู่เช่นเคยครับว่า
“เรื่องไหนคือเรื่องจริงกันแน่?”
“ราชวงศ์ถูกสังหารในบ้านอิปาติเยฟทุกคน”
“หรือมีเพียงซาร์ เจ้าชาย หมอ นางกำนัลและหญิงรับใช้ที่โดนสังหารในบ้านอิปาติเยฟ ส่วนซารินาและเจ้าหญิงถูกสังหารในภายหลัง”
ซึ่งก็ยังสรุปไม่ได้เพราะหลักฐานไม่เพียงพอ แถมหลักฐานที่มีต่างแย้งกันเอง...
แต่ถึงแม้เรื่องจริงจะออกมาในรูปแบบไหน จุดจบของราชวงศ์โรมานอฟก็นับเป็นโศกนาฏกรรมที่น่าเศร้าทั้งสิ้น...
และเรื่องราวนี้ก็ได้ทิ้งปริศนามากมายให้ผู้คนสงสัยและพูดถึงไปร่วมร้อยปี...
อ้างอิง
Ferro, Marc. Nicholas II : The Last of the Tsar, Oxford : Oxford University Press, 1995.
McNeal, Shay. The Secret Plots to Save the Tsar, Arrow Book, 2002.
Pipes, Richard. The Russian Revolution 1899-1919, London : Fontana Press, 1990.
Summer, Anthony and Mangold, Tom. The File on the Tsar, London : Orion Books Ltd., 2002.
    Troy
    สนับสนุน20 เพชร
    PS
    ผมนี่ นึกว่า วินทร์ เลียววารินทร์ มาลง Blockdit ซะอีก