14 ก.ค. 2020 เวลา 16:04 • ความคิดเห็น
จิตที่หันหัวเรือเข้าพระนิพพาน
สิ่งที่เป็นกรรมอันใหญ่หลวงของเราก็คือโลภโกรธหลง อยู่ในกายของเราในจิตของเรา ก็เอาออกมา เอามาทิ้ง คือการประพฤติปฏิบัติ
เราได้ยินเสียงตัวเองว่า ขอน้อมถวายการประพฤติปฏิบัติเป็น พุทธะบูชา ธรรมมะบูชา สังฆบูชา ก็เท่ากับว่าเราจะเดินตามรอยองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อจะเดินตามรอยองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเดินหรือนั่งที่มีกายที่นิ่ง อารมณ์ความนึกคิดต่างๆท่านไม่มี นั่นก็คือการเดินตามรอยเพื่อน้อมถวายเป็นพุทธะบูชาธรรมมะบูชาสังฆบูชา ยิ่งจิตของเรามีความนอบน้อมโดยได้เรือนกายของคุณบิดามารดา ที่ท่านให้เรามาเพื่อสร้างบุญกุศลบารมี เหมือนการกระทำขึ้นว่า ตามที่เราได้สวดมนต์กันเกิดขึ้น
ขันเตติ สุขา บัพพะภูตา สันติมา เอตะมา สันติมา
เราก็สวดกันมาทุกวันทุกค่ำคืน เราก็ไม่รู้ว่า ขันเตติ สุขา คืออะไร เป็นอย่างไร มาอย่างไร ขันธ์ของเราก็คือ ขันธ์ห้า เตติ สุขา ก็เพื่อให้มีกิริยาในการยุติในการที่จะนำขันธ์ของเรานี่ ไปเกิดแก่เจ็บตายให้มันมากขึ้น คราวนี้จะหยุดการเกิดแก่เจ็บตายได้ ก็ต้องมาบวช บวชเพื่อละลายกรรมอารมณ์ตัวกระทำ ที่เกิดจากหูตาจมูกลิ้นกายใจของเรา อยู่มาทุกวันทุกวัน หาความที่เป็นองค์ความสุขที่แท้จริง ก็ยังไม่เจอ แต่เราก็อยากไขว่คว้าหาความสุขให้แก่จิตของเรา ที่จริงไม่ใช่ให้แก่จิต แต่ให้ ขันธ์ทั้งห้าของเรา ขันธ์ที่เกิดขึ้นในตัวตนของเราที่มีรูปร่าง กายของเรา อยากให้กายสบาย ให้กายเป็นอย่างนั้นอย่างนี้เกิดขึ้น กายก็รู้ว่ากายนี้เป็นกายของโลก เราก็มาใช้เขาชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้อยู่ไปตลอด เมื่อเราไม่ได้อยู่กับกายนี้ตลอด เราก็จะไปยึดกายได้อย่างไร ก็รีบ เขาให้เรามาสร้าง..สร้างบุญกุศลบารมีหนีกรรม เราก็รีบทำขึ้น โดยใช้ขันธ์ทั้งห้าที่เกิดขึ้นจากบิดามารดาที่ให้เรามา ให้มีหูตาจมูกลิ้นกายใจ แม่ทั้งสี่(ดินน้ำลมไฟ)ก็ช่วยเหลือเรา ประกอบขึ้นมาเป็นตัวตนให้กับเราได้อาศัยเกาะเกี่ยว ในสังขารนี้มีพร้อมไปหมด พร้อมทุกอย่างอาหารการกินขนมคาวหวานมีหมด กินอะไรมี ไอ้ความหลงกินลงนอนของเรา มันจมอยู่กับตรงนี้ เมื่อมันจมมากๆจิตของเราก็ไม่ไปไหน อยู่กับสังขารที่หลอกล่อให้จิต อยู่กับกรรม ให้มาเกิดแก่เจ็บตาย
จิตบางดวงที่ชาญฉลาด เค้าก็มาสร้างกิริยา เดินตามรอยองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า กิริยานั้นไม่มีกรรม มีแต่ปลดปล่อยกรรม เดินจงกรมเอย นั่งสมาธิ ยืนสมาธิ แม้แต่นอนหรือเรียกว่าไสยาสน์ ก็ปลดปล่อยกรรมทั้งหมด มาเปรียบเทียบเรื่องราวต่างๆของเรา เราเดินเรานั่งเรายืนมีแต่อารมณ์กรรมตลอด สิ่งที่จะกอบโกยโลภโกรธหลงออกจากจิตใจของเราไม่มี มีแต่อารมณ์ส่งเข้าไปให้กับจิต ส่งไปส่งไป มันมีอารมณ์ที่ไม่ปกติเกิดขึ้น เมื่อไม่ปกติเกิดขึ้น อารมณ์ก็ส่งให้..ไม่เอาไอ้โน้นไปเอาไอ้นี่ เรื่องยึดเรื่องนั้นเรื่องนี้เกิดขึ้น การกิน วาทะอะไรต่างๆเกิดขึ้นมากมาย ที่อารมณ์จะส่งให้จิตก็ทำ เพราะขันธ์ที่เราเอาไปนี้ จะไปสร้างแห่งความสุข เราไม่กระทำ จึงเกิดเป็นเรื่องราวที่เรานึกไม่ถึงว่าสิ่งนั้นจะเป็นกรรม ที่จริงมันก็ไม่มีกรรมอะไรมากแต่เป็นเศษของกรรม แต่มากๆเข้ามันก็กรรมใหญ่ขึ้น เช่น เวลาค่ำคืนร่างกายขันธ์ทั้งหมดนี้ก็จะเริ่มพักผ่อน ก็พาเค้าไปกินโน้นกินนี่ ด้วยอารมณ์สั่งจิตพากายไปกิน พอกินมากๆแล้ว ก็ทำลายตัวเอง อาหารไม่ย่อย นั้นก็คือ “หลง” อารมณ์ทำให้กายหลงอยู่เรื่องการกินการนอนอย่างนี้ แล้วเราจะจากคำว่า โลภโกรธหลงไปได้อย่างไร เราก็มาฝึกขึ้นเพื่อจะหนีไอ้โลภโกรธหลง ความยึดดี ถือดี อะไรต่างๆ เพื่อจะเอามันออกไปจากจิตของเราหรือจิตไม่ยอมให้อารมณ์สั่ง
เมื่อจิตได้รับรู้ได้รับรู้เรื่องราวการกระทำ..ศึกษามากขึ้น เราก็จะรู้จักคำว่า”สติ” เราเดินมาถึงสติกันสักนิดหนึ่ง สติของเรา. จิตของเราไปสะกิดให้ตัวสติขึ้นมาให้รับรู้ว่า อะไรคือลูกกะตา อะไรคือหู อะไรคือลิ้น อะไรคือจมูก อะไรต่างๆ ดูซิ..ว่าเรารู้จักเขามั้ย สติก็ส่งจิตศึกษา ศึกษาหูตาจมูกลิ้นกายใจของเรา จะใช้สติ.... จะต้องให้สติรับรู้ก่อนว่า นั่นคือหูนะ นั่นคือตานะ เค้ามีไว้ทำอะไรกันบ้างอะไร แล้วคราวนี้ก็ส่งไปให้จิต..จิตก็พิจารณา อ้าว..เลยไปนิดหนึ่ง “การที่จะให้สติ พาจิตไปศึกษา ต้องสงบด้วยกาย สงบด้วยอารมณ์ พอสงบดีแล้ว จิตก็ถามสติขึ้นมาว่า อะไรที่จะน่าศึกษาบ้าง สติก็ไม่ไปดูอารมณ์ ไม่ไปสร้างสมอารมณ์ ไม่คิดโน้นคิดนี่ แต่สติจะพาจิตไปดู...ไปดูตา... ดูหู ให้จิตพิจารณา สติก็คลี่คลาย เรื่องลูกนัยน์ตา ว่าลูกนัยน์ตามีไว้ทำอะไรบ้าง หูมีไว้เรื่องอะไรบ้าง สติก็แจกแจงขึ้นมา เมื่อแจกแจงขึ้นมา ส่งไปให้จิต จิตทำยังไง จิตก็พิจารณาขึ้นมาว่า ถ้าตาลืมขึ้นมา มองเห็นโน้น. เห็น..สิ่งนั้นเป็นตัวที่ทำให้เรายึด..ยึดโลภโกรธหลงอยู่หรือไม่ จิตต้องพิจารณาเรื่องราวต่างๆที่ตาไปมองเห็น สมมุติว่าตามองเห็นต้นไม้ สติบอกจิตว่า จิตมาดูลูกกะตานะ จะให้ตานี่ไปดูต้นไม้ ส่งไปให้จิต...จิตก็สั่งลูกนัยน์ตาตื่นลืมตาขึ้นมาดูต้นไม้ พอดูต้นไม้แล้ว วิญญาณตาก็มองทั่วต้นไม้ ตั้งแต่บนมาถึงล่าง และลึกลงไปใต้พื้นดิน คราวนี้..จิตก็พิจารณาไปว่าตาก็มองเพ่งไปว่า พิจารณาไปว่า..พิจารณาลำต้น ว่าลำต้นมันเกิดขึ้นมา เมื่อก่อนนี้ต้นไม้ต้นนี้ยังเล็กอยู่ แล้วมันก็โตได้ โตได้ ของเรื่องราวดินนำ้ลมไฟ ที่ก่อขึ้นมาที่ รากของมันไปดูดเอาอาหารการกินขึ้นมา ไปเลี้ยงลำต้น อะไรที่ทำงานได้บ้าง มีธาตุทั้งสี่อยู่ในต้นไม้ จิตต้องกลับมาพิจารณาตัวเอง เอ๊ะ...สังขารที่เราอาศัยอยู่นี้ มันก็มีธาตุดินธาตุน้ำธาตุลมธาตุไฟเหมือนกับต้นไม้ แต่ต้นไม้ทำไม ถึงไม่ไปไหนเลย... ทำไมอยู่กับที่ เพราะต้นไม้ไม่มีขันธ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในต้นไม้ ไม่มีวิญญาณอยู่ในต้นไม้ มันมีอยู่แค่นั้นเอง ทำไมโตวันโตคืนแล้วมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง จิตก็สั่ง..อ้าว... สติสั่งตา มองดูกิ่งไม้ใบไม้มีอะไรบ้างก่อเกิดขึ้นมา จิตก็พิจารณาตามวิญญาณตาที่ไปมองเห็นต้นไม้ เห็นมีกิ่งก้านสาขาและมีใบมีลูก มันมาจากไหน เมื่อกี้นี้มันมีแต่ลำต้น มีแม่ทั้งสี่หรือว่าธาตุดินธาตุน้ำธาตุไฟใช่ไหม ก็มองดูก้าน ดูกิ่งก้านของมัน ออกมา...ออกมา... เป็นโน้นเป็นนี่ ออกมา..ปรุงแต่ง..ปรังแต่ง..ของดินฟ้าอากาศ ให้ช่วยเหลือลำต้นให้มีใบเกิดขึ้น ใบนั้นเพื่ออะไร..เพื่อจะดูดอากาศ ดูดลมหายใจ ดูดอากาศเหมือนกับลมหายใจของเรานี่แหละ ลมหายใจของเราสูบเข้าสูบออก ทำให้ธาตุไฟที่ในต้นไม้ ธาตุน้ำ หมุนไปตามลำต้น จึงเกิดมีใบไม้ขึ้น แล้วก็อะไรมันเกิดขึ้น คราวนี้มันเกิดมีลูกขึ้นมา มีลูกกับการผสม...ผสมเกสร..ที่เกสรทั้งสองผสมกันมา เค้าเรียกว่า ที่ทั่วๆไป เรียกว่า ตัวผู้ตัวเมีย เหมือนหญิงกับชาย ธาตุทั้งสองผสมกันเกิดขึ้น ก็เป็นลูกเกิดขึ้น แต่อาหารที่เป็นลูกมีอะไรบ้าง ก็มีครบถ้วนมีทุกอย่าง มีธาตุทั้งสี่ แต่ไม่มีวิญญาณ แต่ไม่มีลมหายใจเข้าและออก เพราะไม่มีใบไม้ดูดเข้าไปส่ง ไปให้ ก็อยู่ชั่วระยะหนึ่ง ไอ้ลูกนั้นมันกันเน่าได้ เพราะไฟมันไม่มี มันไม่หมุนเวียน ก็เหมือนคนเรา ถ้าขาดลมหายใจ ไม่สามารถพัดเอาธาตุไฟ ไปรักษาน้ำเลือดน้ำหนอง มันก็เน่า มันก็ชืดไปไหนไม่ได้มนุษย์ก็แข็ง มันก็เย็นชืดขึ้นเหมือนกัน แต่การพิจารณาต่างๆนั้น ต้องค่อยๆทำ นี่เพียงแต่ ชี้ให้เห็นเป็นบางอย่างเท่านั้น ชี้ให้หมดก็ไม่ต้องทำอะไรแล้ว พอถึงก็นั่ง ขนาดเอามาทำอย่างนี้ เพียงแต่เอาข้าว... เอากับข้าวมาตั้งบนโต๊ะ ไปบอกให้เรากินเท่านั้น ถ้าเราไม่กินมันก็หิว ไม่ต้องอิ่ม ก็มาวางไว้ เพียงแต่อีกอย่างหนึ่ง ให้เรากินเท่านั้น เราจะกินหรือไม่กิน เรื่องของเรา จะได้รู้ว่ารสเปรี้ยวหวานมันเค็มเป็นอย่างไร กินแล้วมันไปไหน อาหารการกินเรื่องราวเหล่านี้เกิดจากสติ สตินำพาจิตของเรา ให้รู้จักลูกกะตาหูเกิดขึ้น ว่าเป็นวิญญาณ เป็นอะไรเกิดขึ้น ว่ามีความสำคัญอะไรให้กับสังขารนี้ ที่มาที่ไปของคำว่า “ขันเตติ สุขา” ถ้าจะให้.... พอมากิน..ถ้าเรารู้รสมากขึ้น รู้จักเรื่องราวต่างๆขึ้นมา ก็เหมือนกับคนที่เข้าเรียกว่า “บัพพะภูตา” อะไรอย่างนี้ “บัพพะภูตา” ก็มีการศึกษาเหมือนคนที่ ไม่วางแล้วเรื่องราวของกรรม สิ่งที่เป็นกรรมอันใหญ่หลวงของเราก็คือโลภโกรธหลง อยู่ในกายของเราในจิตของเรา ก็เอาออกมา เอามาทิ้ง คือการประพฤติปฏิบัติ ในการประพฤติปฏิบัติก็เรียกว่า “บัพพะชา”เหมือนกัน เพียงแต่ว่าไม่มีเครื่องนุ่งห่มที่เหนี่ยวรั้ง ให้ไปปล่อยอารมณ์กับตัวกระทำได้มากเท่านั้นเอง
ถ้ามีเครื่องหมายขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเครื่องของธรรมหุ้มห่อ ก็จะมีการปล่อยอารมณ์กรรมตัวกระทำได้มากขึ้นมากขึ้น เรียกว่าบรรเทากรรมตัวกระทำได้มากขึ้นมาก เป็นยังนุ่งห่มใส่ผ้าถุงใส่กางเกงอยู่ ก็เพียงแต่บรรเทาอันเบาบางช่วขณะหนึ่งขณะหนึ่งเป็นอย่างดี ดีกว่า สิ่งที่เหมือนกับเราที่ไปไหนมาไหน สะสม เหงื่อใคลไปทุกวันๆ ไม่ได้อาบน้ำอาบท่า มันก็เน่าเหม็น ได้มาอาบน้ำบ้าง เรื่องราวต่างๆมันก็ทุเลาเบาบางขึ้น ความเหม็นความเลอะเทอะเปรอะเปื้อน เราก็จัดคล่องเนื้อคล่องตัวขึ้น แต่การที่ปฏิบัติที่บ้านหรือที่ไหนที่ไม่จำกัดว่ามันมีห่วง ห่วงตัวทุกข์..ทุกข์อยู่ทุกที่ทุกทาง มันก็เลยยังไปไม่ได้ เพียงแต่อะลุ้มอล่วยรู้ๆไปเพียงงูๆปลาๆไป ก็ต้องค่อยๆเป็น ค่อยๆไป และสถานที่..ที่ไม่ใช่ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่าหวังเลยว่าที่ตรงนั้น... สถานที่นั้น... จะเป็นที่ฝึกหัดเอาอารมณ์กรรมตัวกระทำออกจากจิต เป็นที่..ที่เค้าทำมาหากิน ที่สำหรับ... ที่พระพุทธเจ้าสร้างบุญกุศลบารมี แล้วไม่ถวายต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรงนั้นจะเป็นสถานที่..ที่สร้างบุญกุศลได้อย่างไร ก็พิจารณากันเอานะ
คราวนี้การกระทำ สมมุติว่า ออกธุดงค์ไปอยู่ตามป่าตามเขาต่างๆ บริเวณนั้นเราก็กำหนดขึ้นมา เป็นบริเวณที่ ที่สำหรับสร้างบุญกุศลบารมีตามรอยองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ที่บ้าน..เราไปกำหนดได้ไหม กำหนดไม่ได้ ถ้ากำหนดแล้ว ทุกคนสามารถ...เป็นของพระพุทธเจ้านี่ ทุกคนสามารถเข้าออกหรือทำอะไรก็ได้ คราวนี้มันไม่ใช่ ถ้าไม่ใช่แล้ว เราจะไปกล่าวก็ไม่ได้ อย่างมาถึงวัด มาถึงที่... ที่สัมมาสัมพุทธเจ้า เราก็ปฏิบัติอะไรต่างๆ ตอนแรกมันไม่ค่อยดีแหละ พออยู่ไปจิตใจมันก็ค่อยๆดีขึ้นดีขึ้น มีปัญญาขึ้น ที่เรามาฝึกนี่เพื่อให้เกิดปัญญา เพราะเรายังไม่มีปัญญา เกิดให้มีปัญญาเพื่อจะหนีกรรม ไม่ใช่เพื่อให้มีปัญญา..แล้วไปสร้างกรรม ไปหาเงินหาทองมากมายก่ายกอง ยศฐาบรรดาศักดิ์..หาเท่าไหร่ก็ไม่พอ อะไรอย่างนี้ แล้วเมื่อไหร่... เราถึงจะหยุดการเกิด ที่มาอยู่สถานที่นี้เพื่อจากหยุดการเกิดแก่เจ็บตายขึ้น เมื่อเราไม่มีอะไรจะใช้ โลภโกรธหลงไม่มีใช้ ทิฐิความยึดมั่นความเชื่อมั่นอะไรต่างๆ ไม่มีจะใช้ มันจะเกิดมาเอาอะไรอีก ดีก็ไม่มี... ชั่วก็ไม่มี ไม่รู้จะเกิดมาทำไม ก็ไม่มีอะไรจะใช้ จิตก็ไม่ต้องเกิด “ จิตที่หันหัวเรือเข้าพระนิพพานนั่นเอง “ นี่ก็ค่อยๆทำกันไปสะสมกันไป เว้นว่างเรื่องราวต่างๆพอมาถึงที่นี่ มาถึงสถานที่... ที่เขาสร้างบุญสร้างกุศล เท่ากับเราอาบน้ำฟอกสบู่ถูตัว มีอะไรต่ออะไรมาขัดถู สิ่งที่มันเลอะเทอะออกไป มันก็ค่อยๆจางลงไปจางลงไป มันก็สะอาดสะอ้านขึ้น ถ้าไปอาบน้ำที่บ้าน ก็เปรียบเหมือนราดน้ำโครมๆแล้วก็จบ หรือว่าอาจจะอาบน้ำที่มันไม่ใสสะอาด มีน้ำโคลน ก็อาบกันไปมันไม่ใส ก็ยังดี ยังได้อาบ คือ ต้องมีการปฎิบัตินะ ปฏิบัตินั่นแหละเค้าเรียกการอาบน้ำ ชำระสิ่งโสโครก คือ โลภโกรธหลง ติดเนื้อติดตัวเรามา เพราะเรายังไม่มีปัญญาทิ้งทรัพย์สมบัติ ยศถาบรรดาศักดิ์ เราก็ต้องไปหามาปรนเปรอสังขาร ไม่ได้ไปปรนเปรอใคร ปรนเปรอคนโน้นคนนี้ พ่อแม่อะไรต่างๆ นั่นเป็นสิ่งที่ผลพลอยได้ของเขา สิ่งที่จำเป็นคือปรนเปรอสังขารตัวเอง นอกนั้นก็เป็นการเฉลี่ยไป ให้เค้าไปอะไรต่างๆ ก็ยังดีที่ ให้จิตเรากว้างขวางขึ้น สมมุติว่าปัจจัยมาได้ เราก็แบ่งปันให้ครอบครัว ให้สามีภรรยาบุตรธิดา พ่อแม่อะไรต่างๆ บางคนหามาได้เก็บไว้เลย ไม่ให้ใครทั้งนั้น พอตายไป จิตมันก็อยู่กับที่ทรัพย์สมบัตินั่นแหละไม่ได้ไปไหน คนที่ให้ตรงนั้น จิตไม่มีภาระอะไร ที่มันเป็นของเรามากมายนัก ก็ลอยไปสู่ที่ดีที่ดีงามเกิดขึ้น นี่ที่มาของบุญ.. ที่มาของบารมี ค่อยค่อยทำการขึ้น ให้มันเกิดมีขันธ์ที่ดี มีธาตุทั้งสี่ที่ดี ถ้าเราไม่ทำ สมมุติว่า เราจบแล้วชาตินี้สังขารนี้ แม่ทั้งสี่ไม่เคยมีบุญบารมีเลย ชาติหน้าเราเกิดมา..อะไร ก็มีแม่ทั้งสี่ที่ไม่มีบุญบารมี แล้วเราเป็นยังไง แม่ทั้งสี่ไม่มีบุญบารมี มันก็..จิตของเราก็อยู่ในสังขาร... สังขารที่เป็นกรรมเกิดขึ้น... น่ากลัวสังขารที่เป็นกรรม เราเป็นมนุษย์ ง่อยเปลี้ยเสียขาก็น่ากลัวแล้ว หูหนวกดาบอด มีสังขารที่ไม่มีบุญเลย เป็นโมฆะบุรุษ..เป็นโมฆะสตรี..เกิดขึ้น..กลายเป็นสัตว์จะทำยังไง ทำไป..ค่อยๆทำ ค่อยๆ แกะ เกิดมานับชาติไม่ได้อยู่แล้ว นึกถึงอย่างนี้นะ เกิดมานับชาติไม่ได้ ชาตินี้ได้รู้จัก “อารมณ์กรรมตัวกระทำ” ก็รีบๆ เอาไปทิ้งเสียบ้าง ทำอย่างนี้เค้าเรียกว่า โกยเอาสิ่งไม่ดีออกจากตัวตน แต่ไม่ได้สอนเรื่องพายเรือหรอก ถ้าบอกเหมือนกับเรานั่งเรือ โลภโกรธหลงมีขนมมีแก้วแหวนเงินทองมีอาหารการกินเต็มเรือเลย พชเราก็หลงกินหลงนอนอยู่ในลำเรือนั้น ก็ปล่อยเรือตามน้ำ เลือกตามน้ำมันเป็นยังไง มันไปทางไหนก็ไม่รู้ หันหัวไปทางไหนก็ไม่รู้ เราทำมาหากินไปวันหนึ่งวันหนึ่ง เราไม่รู้ว่า. ..หันหัวไปทางไหนเลย ดีก็ไม่รู้จัก ช้่วก็ไม่รู้จัก ทำกันไปวันหนึ่งวันหนึ่งในที่สุด จิตเราก็เป็นผู้ไม่รู้ สิ่งที่ไม่รู้ก็มีแต่กรรม แล้วสังขารของกรรมคืออะไร หมูหมาเป็ดไก่ทั้งหลาย ซึ่งจิตผู้นั้นต้องไปเกิด เพราะเป็นผู้ไม่รู้ เราทำให้รู้เสีย..จะได้รู้จักเค้า พยายามทำอะไรต่างๆเพื่อให้รู้จัก ตัวตนของเค้าให้ได้ ทรัพย์สินเงินทองก็มีเจ้าตัวตน เหมือนกับตัวโกรธก็มีตัวตน เป็นต้น อะไรต่างๆเค้ามีหน้ามีตากันทั้งนั้นแหละ แต่เราไม่เห็นหน้าเขาเอง ก็เดินทางไปดูหน้าเค้าไปศึกษาขึ้น นี่นั่งปฏิบัติอย่างนี้เพื่อศึกษา พอเห็นหน้าเขาแล้วตัวตนเขาแล้ว เขาออกจากจิตใจของเราไป เราก็ไม่เดินตามตัวโลภโกรธหลงอีกต่อไป มีอยู่แค่เนี่ย เดินทางกันง่ายง่าย เราก็เดินทางไปให้ถึง
โฆษณา