Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ป
ปกรณ์ ปราสาททอง
•
ติดตาม
20 ก.ค. 2020 เวลา 04:07 • ความคิดเห็น
การปฏิบัติธรรมตามรอยองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตามสัจจะที่ตัวเองให้ไว้
ทางเดินของจิต คัดเอาท์กรรม
“ฉลาดทางโลกมีแต่กรรม” ..”ฉลาดทางธรรม ..มีแต่หนีกรรม พ้นเวรจากกรรม พ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย”
ฝึกกายให้นิ่งเป็นฤาษี พอได้กายฤาษีแล้ว ก็เอาจิต..จิตมาประทับอยู่ที่กาย จิตก็จะนิ่งเกิดขึ้น ฝึกกายจิตให้นิ่ง พอนิ่งเมื่อไหร่ จิตก็ลอยขึ้นมา พร้อมกับให้สตินำเหตุนำผลมา
กราบพระแล้ว ถวายสัจจะขอปฏิบัติธรรมตามรอยองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดนเรือนกายคของคุณบิดามารดาที่ข้าพเจ้าอาศัย เพื่อสะสมบุญกุศล ศีล สมาธิ ปัญญา บารมีเป็นเวลา 30 นาที ขออาราธนาแสงรัตนะ หนุนนำจิตข้าพเจ้าให้รู้แจ้งเห็นจริง ตามคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ข้าพเจ้าปรารถนาให้กายมีบุญ ให้จิตมีธรรม ให้จิตมีแสงรัตนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้จิตเข้มแข็ง มีสติ ปัญญา เฉลียวฉลาด รู้แจ้งเห็นจริงทั้งทางโลกและทางธรรม ตามคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยมรรค ๔ ผล ๔ พระนิพพาน ๑ สาธุพุทธังวันทามิ สาธุธัมมังวันทามิ สาธุสังฆังวันธามิ
นั่งพับเพียบเรียบร้อย แล้วสำรวจตัวเอง จัดท่าทางให้เรียบร้อย
ค่อยๆยกมือซ้ายขึ้นมาวางบนตักมารดา ยกบิดาขึ้นมาอยู่กับมารดาอยู่ในตักเรา
ให้ระลึกอย่างนี้ตลอดการปฏิบัติทุกครั้งไป เพื่อให้จิตของเราไม่ก้าวร้าว ไม่มีความระมัดระวังเรื่องของกาย คราวนี้ถ้าเราระลึกได้ อ้อ..เราอาศัยกายบิดามารดาอยู่ เราก็ระมัดระวัง ไม่ให้กายเอียงซ้ายเอียงขวา ลืมตาหลับตา ยุงกัดมดกัดอะไรต่างๆเราก็ระมัดระวัง แล้วก็ให้..พอนั่งเสร็จเรียบร้อยแล้ว ด้วยเราระมัดระวังดี บิดามารดาของเราจะสอน สอนให้มีความขันติอดทน โดยให้มียุงกัดบ้างมดกัดบ้าง เพื่อจะให้จิตเราทน
คราวนี้มาพูดถึงเรื่องสัจจะที่ให้ไว้ เราปฏิบัติอยู่นี่ ยุงกัดมดกัดเนี่ยเราจะทน ทนให้ถึงสัจจะของเรา ไม่ขยับเขยื้อน เมื่อทำได้เช่นนี้ ต่อไปเจ็บปวดการนั่งประพฤติปฏิบัติ ก็จะมีความอดทนเกิดขึ้น กลัวสัจจะ ..จะเสีย อยากให้สัจจะของเราเนี่ย เป็นสัจจะที่แข็ง ขาวสะอาด ที่ไม่มีกรรมมาปนเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้น เพราะถ้าเราขยับไปไล่ยุงไล่มด นั่นก็คือการยึด การไปทำลายเขาได้ ทำให้จิตของเรามีกรรมขึ้น เราต้องระมัดระวังเพื่อให้สัจจะขาวสะอาด เมื่อทำได้จิตของเราก็จะดี และสว่างไสวด้วยธรรม ของตัวเราเอง
เรามาเข้าเรื่องกัน เรื่องการประพฤติปฏิบัติ
ขันธะ อุต ตะกัง จิตตะ วะริยาโน ขันทะ กะริยาโต สันทะอุตะกัง วะรังตัน เต จิตตะวะโก โหตุ ปัต บัพพะชา พาธิ รัตตะวาโร โห ตุ
มาถึงเข้าเรื่องราวการฝึกหัดปฏิบัติ ให้จิตของเราเดินทางตามรอยองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราก็หมั่นดูการประพฤติปฏิบัติของเรา ดูอย่างไรบ้าง ดูการเดินของเรา เดินจงกรม นั่งสมาธิ ยืนสมาธิ นอนสมาธิต่างๆ เราจะเห็นว่า “เรามีสัจจะควบคุมตลอด” ถ้าไม่มีสัจจะควบคุม. จิตน้อยๆของเรา ไม่สามารถจะควบคุมการประพฤติปฏิบัติของเราได้ เพราะเรายังไม่มี ธาตุที่เป็นธรรม จิตที่เป็นธรรม ยังวุ่นวายอยู่กับโลภโกรธหลง เมื่อเราเดินไปมากๆ นั่งมากๆยืนมากๆเข้า ความรู้ต่างๆ ปัญญาเกิดขึ้น โดยสัจจะที่เข็นไปให้รับรู้เรื่องราวต่างๆ พอมีปัญญาก็เปรียบเทียบทางโลกและทางธรรม ที่เราเดินไป... เดินไปแล้วเนี่ย สร้างเวรสร้างกรรม นั่งก็พูดเรื่องราวต่างๆที่เป็นความยึดบ้าง โกรธบ้าง โลภหลงบ้าง อะไรก็แล้วแต่..เกิดขึ้น ก็ยืนก็เหมือนกัน เราก็มาเปรียบเทียบว่า อะไรมันสบาย กายตรงไหน ที่จิตเราใช้แล้ว จิตเราสบาย ไม่มีทุกข์
เมื่อเราไปทำงานทำการเกิดขึ้น ตอนนี้เรายืนปฏิบัติอยู่หรือนั่งปฏิบัติอยู่หรือเดินปฏิบัตอยู่ เราก็ระลึกได้ พอระลึกได้ จิตแข็งขึ้นดีขึ้น เมื่อไปทำงานฝึก จิตของเราก็มีสติที่ควบคุมอารมณ์จะทำเรื่องราวต่างๆ เพื่อจะเลี้ยงสังขารเราเท่านั้น ไม่ไปทะเยอทะยานเรื่องราวของ..ใฝ่หายศฐาบรรดาศักดิ์ หรือเงินทองที่เราทำงาน เพื่อจะได้มาเลี้ยงสังขาร ทำไปตามอัตภาพ ความไม่หลงในทรัพย์สินเงินทองยศฐาบรรดาศักดิ์มันก็เกิดขึ้น ให้แก่จิตของเราได้ศึกษา นี่คือการเปรียบเทียบเรื่องราวที่มาของกายที่มีสัจจะเข็นเข้าไป ถ้าไม่มีสัจจะ อะไรนิดอะไรหน่อย ฝึกตั้งแต่ยุงกัดมดกัด เจ็บปวดเกิดขึ้น บังเอิญถ้าเกิดลืมทรัพย์สมบัติวางไว้ก่อนสวดมนต์ จิตมันก็ไปอยู่ที่ทรัพย์สมบัติ พอดีความเร่งของกรรมมันก็เกิดขึ้น ยังไม่ทันไรนั่งไปได้หน่อยเดียว อยู่ไม่ไหวแล้ว แล้วใครมาขโมยเอาไป ลุกขึ้นไปหยิบทรัพย์สมบัติที่ยึดมาได้ สัจจะของเราก็ละลายไป คราวนี้มันไม่ละลายแค่นั้น เราทำต่อให้มันครบสัจจะ มันต่อยังไง... มันก็ต่อไม่ติด เพราะมันไปถึงคำว่ายึด ”ยึดในกรรมเสียแล้ว” เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ต้องระมัดระวัง เมื่อมันหาย ก็หายไป หามันใหม่ มันอยู่ไม่ได้ใช้มัน ต้องพิจารณาเช่นนี้ เราก็จะได้เนื้อความให้จิตของเราได้รับรู้เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้น ถ้ามากเข้า ครั้งที่หนึ่งทำ ครั้งที่สองจะตามมาติดๆกัน แล้วในที่สุด สัจจะเราก็ไม่มีที่จะเข็นเข้าไปประพฤติปฏิบัติ หรือสวดมนต์สร้างบุญสร้างกุศล มันค่อยๆยุดิ เพราะดึง...”กรรมมันดึง” ดึงให้จิตของเราไปอยู่กับกรรม
อยู่ดีๆเค้าก็ร้องกัน นี่..หญิงชายพวกนี้เค้าจะนี้ข้าพเจ้าไปหมดแล้ว เค้าก็ไม่อยากให้จากเขาไป เค้าก็ให้อยู่ลุ่มหลงอยู่อย่างนี้ แต่เมื่อใครจะไปจริงๆตั้งใจไปจริงๆด้วยความบริสุทธิ์ใจจริงๆเค้าก็ปล่อยเราไป ให้ไปสร้างบุญสร้างกุศลบารมี ต้องบริสุทธ์ใจ คราวนี้ ถ้าไม่บริสุทธิ์ใจ ไปหาผู้ที่ชี้เรื่องราวให้ตัวรู้ ไม่ใช่ตัวกระทำ เค้าก็ให้หลงใหลอยู่กับไอ้ตัวรู้พวกนั้น แล้วก็จากเค้าไปไม่ได้ โลภโกรธหลง แม่ตันหาแม่อรดีทั้งหลายก็จะดึงเราอยู่ ไม่ไปไหน ก็จมอยู่ที่เก่า นั่นคือเรื่องราวที่”ธรรมโลกุตระ” เขามาแสดงบ่งบอก ที่..จิตดวงใดที่จะสัมผัสธรรมโลกุตระ ต้องเด็ดขาดจากโลภโกรธหลง หรือตัวยึดต่างๆตัดออกให้ได้ เค้าก็จะสอน ไม่ใช่เค้าจะสอนทีเดียว เขาจะก็ค่อยๆสอน ค่อยๆ ให้รับรู้ ทีละนิดทีละหน่อย เช่นเหมือนกับยุงกัดมดกัด เราไม่ได้ใส่ใจ ต่อไป พอรู้เรื่องราวเหล่านี้ ต่อไปเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา หลงลืมทรัพย์สมบัติ ห่วงใยมากทรัพย์สมบัติ เค้าให้ศึกษาตัวเจ็บเล็กๆน้อยๆก่อน เมื่อทนได้ เค้าก็ไปเอาเรื่องใหญ่ขึ้นมา ว่าจะทนไหวไหม เพราะไอ้ตัวนั้นมันตัวใหญ่ ทรัพย์สินเงินทองเนี่ย มันมีโลภโกรธหลง ทิฐิอะไรต่างๆกว่าจะหามาได้ ต้องใช้อารมณ์แบบนั้นเกิดขึ้น อวดดีอวดเก่ง อวดฉลาดขึ้นมา ก็อยู่ตรงนั้นแหละ กลายเป็นอะไร อวดดีอวดเก่งอวดฉลาด กลายเป็นอวดความโง่ให้กับตัวเราเอง ไม่ได้ไปไหน แต่ทุกคนก็นิยมชมชอบ ว่าคนนี้เป็นคนเก่งเป็นคนดี เป็นคนเฉลียวฉลาดรู้เรื่องราวต่างๆ ถามอะไรรู้หมดเลย แต่ปฏิบัติไม่ได้ แต่ไปดูแล้วเนี่ย ดูจิตของผู้นั้น เราเห็นว่ามันฉลาดหรือเปล่า เค้าจะบอกตัวเองว่า เราเนี่ยโง่ โง่ที่หลงอยู่กับตัวสรรเสริญเยินยอ หลงกับทรัพย์สมบัติที่เค้าปรนเปรอให้มา ทั้งๆที่ สิ่งเหล่านี้เอาไปไม่ได้ ทำให้เราจิตเห็นตัวเองดีแล้วเกิดขึ้น ก็เป็นอันตรายให้เกิดจิต จิตก็ดำถูกตัวสรรเสริญเยินยอ เอาโลภโกรธหลงไปเคลือบ เคลือบด้วยแก้วแหวนเงินทองที่มันเป็นตัวโลภโกรธหลงนั่นแหละ แก้วแหวนเงินทองยศถาบรรดาศักดิ์ไปเคลือบจิต ปิดจิตไม่ให้รับรู้เรื่องราว..เรื่องราวการหนีกรรม เห็นสิ่งที่เรามีอยู่นั้นเป็นสิ่งอันประเสริฐ เป็นเงินเป็นทองเป็นยศฐาบรรดาศักดิ์บ้านช่อง แม้สิ่งที่มีชีวิตไม่มีชีวิตก็เป็นสิ่งประเสริฐ ที่ไปหลงใหลยึดอยู่เช่นนั้น นั่นก็คือ”ความโง่ของผู้ฉลาด” ที่ไม่มีจิตที่ไม่ได้มาประพฤติปฏิบัติในเหตุและผล ออกมาจากอารมณ์กรรมตัวกระทำนั่นเอง เค้าให้หลงใหลเป็นผู้ฉลาดเฉลียวในเรื่องการรับรู้เรื่องราวของทั้งโลก “ฉลาดทางโลกมีแต่กรรม” ..”ฉลาดทางธรรม ..มีแต่หนีกรรม พ้นเวรจากกรรม พ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย” แต่จิตทุกดวงก็ไม่ใฝ่หาในเรื่องราวเหล่านี้ ใฝ่หาแต่เรื่องราวของความทุกข์เข้ามาในจิตตัวเอง โดยมากฉันก็มีสติ ฉันก็ปัญญารับรู้ แล้วก็มีอะไรต่างๆ บางทีไอ้ความรู้อวดดีถือดีต่างๆ ปิดประตูตัวเอง ก็เลยไปไหนไม่ได้ ก็จมอยู่กับสิ่งที่ตัวเองไม่รู้เกิดขึ้น
การที่จะรู้ได้ รู้ได้จากการปรับพฤติปฏิบัติของเรา เรายังไม่มีปัญญา ก็หาผู้ที่มีปัญญาคัดเอาท์กรรม ที่ผู้ที่คัดเอาท์กรรม ไม่ใช่พูดให้หลงใหลกรรม แต่ที่ฟังกันอยู่ปัจจุบัน ต้องการฟังเรื่องหลงอยู่ในกรรม อยู่ในกิเลสตันหาต่างๆ อยู่ในโลภโกรธหลง ถ้าเราไปสรรเสริญเยินยอผู้นั้น ผู้นั้นจะชอบอกชอบใจ ถ้าไปขัดใจนิด เค้าก็จะไม่พอใจ เพราะอะไร เพราะตัวหลง ตัวอวดดีนั่นแหละ มันเกิดขึ้น ที่ชี้ให้เห็น ก็เพื่อให้ไปศึกษา ว่าตัวเราไม่รู้ รู้ ก็เหมือนไม่รู้ เพราะยังไม่เห็นอารมณ์กันตัวกระทำที่เกิดขึ้นจากจิตเป็นปัตจัตตังของเรา
ผู้ที่จะเดินทางไปพระนิพพานหรือจะไปชั้น 16 ชั้นฟ้าก็แล้วแต่. ชั้นดุสิตก็แล้วแต่ ต้องรู้จักจิตของเราเสียก่อน รู้จักอารมณ์ เรียนศึกษาอารมณ์ของเรา ค่อยๆไปทีละนิดเรื่องอารมณ์ ใช่ไปอุปโลกน์ขึ้น มา นี่ฉันรู้แล้ว คืออารมณ์ ไปเป็นผู้รู้ สติอยู่ตรงไหน เรียนสติ รู้จักสติ สติไปจับอารมณ์ได้แค่ไหน แล้วจิตของเราไปอยู่ตรงไหน จิตของเราขาวสะอาด แต่ถูกอารมณ์กรรมตัวกระทำดึงเรื่องราวต่างๆเป็นสีดำสีม่วงไปปิด..ไปปิดจิตของเรา จิตของเราเหมือนกับคนตาบอดนะ มองอะไรไม่เห็น อารมณ์มันก็ส่งไปให้..ส่งไปให้ สติไม่สามารถจะตื่นขึ้นมาได้ ก็ปล่อยให้ จิตของเราสั่งการให้สติของเรา ไปอยู่กับหูตาจมูกลิ้นกายใจวิญญาณทั้งหก ไปกระทำงานตามสิ่งที่อารมณ์เค้าสั่ง
ที่ประพฤติปฏิบัติเนี่ย เพื่อจะลอก ...ลอกไอ้สีต่างๆ ออกไปทีละนิด..ทีละนิด เพื่อดึงอารมณ์ให้จิตมันลอยขึ้นมา...ลอยขึ้นมา..มาสัมผัสแสงสว่างเหตุผลต่างๆ..มาอยู่กับสติ ไม่ใช่ไปอยู่กับอารมณ์ เมื่อจิตอยู่กับสติ สติสามารถ...ดึงอารมณ์ขึ้นมาพิจารณาเรื่องราวต่างๆเกิดขึ้น การเดินทางของจิตเป็นอย่างนี้ แต่เรามันเดินข้ามขั้นตอน เห็นเป็นมนุษย์สุดประเสริฐแล้วฉันจะทำอะไรก็ได้ หมูหมาเป็ดไก่ไอ้พวกนี้มีแต่กรรม เห็นคนโน้นก็มีแต่กรรม เราประพฤติปฏิบัติธรรม มาอยู่ในแว่นแคว้นของบุญกุศลบารมี ก็อวดอีกว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ที่มีบุญกุศลบารมี เป็นผู้หยั่งรู้.รู้เรื่องราวต่างๆ ตัวอวดตัวที่ประมาทของตัวเอง นั่นแหละคือตัวไม่รู้ ตัวที่หลง..หลงว่าตัวเองเป็นผู้วิเศษเสียแล้ว จึงไมฟังอะไรทั้งนั้น ปฏิบัติไปก็ปฏิบัติไปอย่างนั้นให้มันหมดชั่วโมง หมดเวลาที่ตั้งสัจจะ ที่เค้าบังคับไว้ หรือตัวเองบังคับตัวเองให้มันจบลง
มาฝึกกันใหม่เริ่มกันใหม่ ฝึกกายให้นิ่ง กายนิ่งแล้วเนี่ย เราก็ดูให้มันนิ่งจริงๆ นิ่งไม่ไหวติง พอนิ่งแล้วนี่ ดูซิว่าเป็นกายฤาษีได้หรือยัง เราก็จับดูอย่างนั้นแหละ ดูเป็นชั่วโมง มันจะนิ่งหรือไม่นิ่ง หายใจเป็นยังไงอะไรยังไง ก็ดู..ดูนิ่ง..ฝึกกายให้นิ่งเป็นฤาษี แล้วยุงต่างๆมดต่างๆจะมากัดเราอะไรเรา ทำไมรับรู้ ทำไมไปยุ่งกับเขาได้อย่างไร แสดงว่า”กายเรายังไม่นิ่ง” มันยังมีการเจ็บปวดเกิดขึ้นก็ยังไม่นิ่ง “นิ่งต้องไม่รู้” เหมือนต้นเสา “เสามันไม่รู้จักอะไร นี่คือกายฤาษี” พอได้กายฤาษีแล้ว ก็เอาจิต จิตมาประทับอยู่ที่กาย จิตก็จะนิ่งเกิดขึ้น ฝึกกายจิตให้นิ่ง เค้าทำกันอย่างนี้ ต้องทำให้กายเป็นฤาษีเหมือนองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าองค์พระสิทธัตถะ ท่านไปเรียนกายฤาษีมา แล้วท่านก็นิ่ง พอนิ่งเมื่อไหร่ จิตก็ลอยขึ้นมา พร้อมกับให้สตินำเหตุนำผลมา ทำไมต้องเกิด ทำไมต้องโกรธ ทำไมต้องเกลียด หลงอย่างโง้นอย่างนี้มันมาจากไหนตรงไหน สติก็คลายสีจากอารมณ์ มาเป็นตัวกระทำเกิดจากหูปากจมูกลิ้นกายใจวิญญาณทั้งหก แต่วันนี้บอกให้สูงไป ค่อยๆเดินทางไป บอกให้รู้ไว้ก่อน ต่อไปก็ต้องศึกษาเหมือนกัน จำไว้ล่วงหน้า นานนานถึงจะมาคุยมาบอกกันที ให้รับรู้กันพอประมาณ ไม่ใช่ว่าอยากให้ทำให้ได้ ให้รู้ให้ได้ ที่มาเห็นว่า จิตที่มาอยู่สถานที่นี้ เป็นจิตที่กลัว จิตที่ไม่มีความเก่งไม่ความอวดดีถือดี จิตที่ไม่รู้อะไร นั่นแหละคือสิ่งที่เรายังโง่อยู่ ก็เรียนให้มันฉลาดขึ้น ไอ้นี่อวดว่าตัวเองฉลาด มันก็เลยเป็นความโง่ของตัวเราเอง นั่นแหละมันถูกสิ่งเหล่านี้ทำให้โง่
คราวนี้เราศึกษาเราก็ต้องทำอย่างนี้ ก็ทำไป เดินค่อยๆ เค้าเรียกว่าเปิดประตู ค่อยๆแง้มประตูว่าข้างในมีอะไรบ้าง ไม่ใช่พรวดพาดเข้าไปเลย เจ้าของห้องเจ้าของประตูเขา เค้าจะว่าอย่างไร เกิดเจ้าของห้องเค้าไม่อยู่ เราแง้มๆเข้าไป พรวดพาดเข้าไปเลย เราก็ไม่รู้ว่า มีอะไรอยู่ในนั้น อาจมีตัวโลภ ตัวโกรธ ตัวหลง แก้วแหวนเงินทองหรือสีดำมืดออกมา อสรพิษรับผิดจะกัดเราก็ได้ นี่คือผู้มีสติ ที่จะแง้ม..แง้มอารมณ์ของเรา ออกมาดูพฤติกรรมอารมณ์ของตัวเอง จิตเราจะได้มาคลี่คลายร่วมกับสติของเรารับรู้เรื่องราวต่างๆ กว่าจะได้มาถึงตรงนี้ จิตทุกดวงลำบากมากดังนั้น ไม่ใช่สบายมา ต้องทนทุกข์อยู่กับสังขารต่างๆมามากมายก่ายกอง ชาตินี้ก็ดีขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง เรายังมีบุญหนุนนำช่วยเหลือ เกื้อกูลห้อมล้อมสังขารให้มีความสุขพอประมาณ เมื่อเรารู้อย่างนี้ เราก็ไม่ทนงตนว่า เป็นมนุษย์ที่ครบอาการ 32 มีแล้วที่ทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วไอ้กายที่จะเป็นมนุษย์ มีอีกไหม ที่จิตของเราจะต้องจากมนุษย์สังขารนี้ไป เราจะได้พ่อแม่บิดามารดาเป็นรูปแบบไหน ยังไม่รู้ แล้วจิตของเราจะพาการตัดรอนของกรรมด้วยมากน้อยแค่ไหน ถ้าเราไม่ศึกษา โอกาสที่จะนำเรื่องราวเหล่านี้จะถูกกรรมเค้าตัดรอนเสียก่อน ไปเห็นดีเห็นงามการสรรเสริญเยินยอ ไอ้ตัวสรรเสริญเยินยอเนี่ย ทำให้จิตผู้นั้นถือดีอวดดี เห็นตัวเองดีแล้ว พอนั่นแล้วก็จะเกิด “ทิฐิเกิดขึ้น” คราวนี้”พอทิฐิที่เกิดขึ้น ความไม่พอใจก็เกิดขึ้น ไอ้ตัวไม่พอใจเนี่ย ความโกรธความแค้นเกิดขึ้น นั่นแหละไม่มีใครเขาทำให้แก่แล้ว เราบอกว่าข้าพเจ้ามาถือศีลปฏิบัตินะ ข้าพเจ้ามาบวชเรียนนะ มาเป็นพระภิกษุสงฆ์มาเป็นชีเค้าไม่ละเว้น เนี่ย...จิตอยู่ที่การกระทำ ในสิ่งที่สมควรแก่เหตุเท่านั้น เราต้องมาระมัดระวังเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้น มาแล้ว ครองผ้าเครื่องหมายของธรรมแล้วเนี่ย เราต้องหมั่นดูจิตของเรามีทิฏฐิไหม มีความโกรธมีความหลง อยากได้ตัวสรรเสริญเยินยอ แล้วมันไปทางไหน เอ.. เราไม่ลดเลยนะเนี่ย เสียทีเสร็จแล้วที่ห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ห่มผ้ากาสาวพัสตร์แล้วไม่ลดอารมณ์ต่างๆ เราใช้กายบิดามารดาผิดแล้ว ก็ต้องไปเกิดเป็นกรรมต่างๆเนี่ย จึงชี้ไม่รู้จะชี้ยังไง ถึงจะให้เข้าใจ แต่เอาเถอะ ฟังแค่นี้ก็สูง ปฏิบัติกันไม่ถึง แต่บอกไว้ล่วงหน้า ของทั้งหมดบอกไว้ล่วงหน้าทั้งนั้น แต่ปัจจุบันมีนิดเดียวเท่านั้นเองมีไม่มาก งั้นก็จะลาอยู่แค่นี้แหละ จิตตาวะสังฆะโห กัปปะติยามะเน ศัทธาวะริกะยาโย วัฎฎะ วะราโย โหตุ
สาธุ ณ.สถานสักการะนี้ ต่อเบื้องพระพักตร์ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ข้าพเจ้าขาลาสัจจะต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมด้วยกายวาจาใจ ข้าพเจ้าปรารถนาขอให้ปรารถนาขอให้กายเป็นบุญ จิตมีธรรม จิตมีแสงรัตนะขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้จิตเข้มแข็ง ให้มีสติปัญญา และความจำ ขอให้คุณบิดาและมารดา ผู้อุปการะ ผู้อุปถัมภ์ เจ้ากรรมและนายเวร องคครูบาอาจารย์ อุปัจฌาย อาจารย์ พระแม่พระธรณี พระแม่พระคงคา พระแม่พระพระเพลิง พระแม่พระพาย แม่พระโภสพ โปรดอนุโมทนากุศลในครั้งนี้ และโปรดอโหสิกรรมให้กับข้าพเจ้าด้วย
สาธุพุทธังวันทามิ สาธุธัมมังวันทามิ สาธุสังฆังวันธามิ
บันทึก
2
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย