“วลาดิเมียร์ ปูติน” Ep.3 ขาวและดำ
3
ในความคิดของมนุษย์นั้นมีการเปรียบความดีเป็นสีขาวและความชั่วร้ายเป็นสีดำ
2
แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่มีมนุษย์คนไหนที่เป็นสีขาวล้วนๆ หรือเป็นสีดำล้วนๆ
เราทุกคนต่างมี 2 สีผสมกัน ซึ่งกลายเป็นสีเทาด้วยกันทุกคน
โดยจะแตกต่างกันตรงที่แต่ละคนนั้นเป็นสีเทาเฉดไหน...
ทุกท่านครับ ใน Ep.นี้ ผมจะนำพาทุกท่านไปพบกับสีขาวและสีดำของวลาดิเมียร์ ปูติน
สีขาวของเขาได้ทำให้ประเทศที่กำลังจะพังทลาย ผงาดขึ้นมาใหม่อีกครั้ง...
สีขาวของเขาได้สร้างประเทศให้มั่นคงและกลายเป็นมหาอำนาจของโลก...
แต่ในสีขาวก็ได้มีสีดำซ้อนอยู่ข้างหลัง...
สีดำที่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สีขาวสร้างสิ่งที่ว่ามาทั้งหมดได้สำเร็จ
และนี่ คือเรื่องราว “วลาดิเมียร์ ปูติน” Ep.3 ขาวและดำ
โปรดนั่งลงเถิดครับ แล้วผมจะเล่าให้ฟัง...
ใน Ep.ที่แล้ว ทั้งบอริส เยลต์ซิน และ บอริส บีรีซอฟกี รวมถึงกลุ่มโอลิกา ต่างยอมรับและผลักดันให้ตัวของโววาเป็นทายาททางการเมืองของบอริส เยลต์ซิน ที่ตอนนี้ป่วยออดๆแอดๆ
บอริส เยลต์ซินได้แต่งตั้งให้โววาเป็นนายกรัฐมนตรีใน ค.ศ.1999 โดยทั้งคณะรัฐบาล สภาดูมา หรือแม้กระทั่งประชาชนส่วนใหญ่ก็ตั้งคำถามเดียวกันว่า “ปูตินเป็นใคร?”
ความโนเนมและความจืดชืดของโววานั้นสามารถปิดบังตัวตนหรือความสามารถที่แท้จริงเอาไว้อย่างแนบเนียน ทำให้กลุ่มโอลิกาที่คิดจะใช้โววาเป็นหุ่นเชิดนั้นตายใจ
โววาได้ขึ้นมาเป็นนายกในช่วงที่ประเทศกำลังเต็มไปด้วยปัญหาวุ่นวายหลายอย่างเลยล่ะครับ
การคอร์รัปชันของรัฐบาลเยลต์ซินกับกลุ่มโอลิกา...
1
สงครามกบฎแบ่งแยกดินแดนเชชเนีย...
เศรษฐกิจที่ตกต่ำของรัสเซีย...
เมื่อทั้งเยลต์ซินและกลุ่มโอลิกาไว้ใจและตั้งโววาเป็นนายก โววาก็คิดแล้วครับว่า “นี่แหละคือโอกาสทองที่จะสร้างผลงานซักอย่างหนึ่ง”
โววาได้ตัดตัวเลือกในเรื่องเศรษฐกิจและคอร์รัปชันออกไปก่อน เพราะยังไม่ได้มีอำนาจขนาดนั้นและคิดว่ายังไม่ถึงเวลา
โววาจึงเบนเข็มไปที่ปัญหาในเชชเนีย ซึ่งเหตุการณ์ก็พอเหมาะพอเจาะเหลือเกินเมื่อโววาเป็นนายกได้แค่เดือนเดียว ก็เกิดเหตุวางระเบิดตึกที่พักอาศัย 4 ชั้นในมอสโก มีผู้เสียชีวิต 294 คน! อีกทั้งกลุ่มกบฎในเชชเนียได้ประกาศแยกตัวแล้วตั้งรัฐบาลของตัวเอง
1
โววาก็ทำการประกาศออกสื่อทางโทรทัศน์ว่า “การระเบิดในมอสโกเป็นฝีมือของพวกกบฎแบ่งแยกดินแดนในเชชเนีย! ผมขอประณามพวกมันว่าเป็นผู้ก่อการร้ายที่เราต้องกำจัด รวมถึงหยุดยั้งการแบ่งแยกดินแดนในเชชเนียเพื่อไม่ให้ที่อื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่าง”
1
โววาได้โยงเหตุการณ์ทั้งสองเข้าด้วยกัน ทำการจุดไฟแห่งความแค้นของชาวรัสเซียขึ้นมาใหม่เพื่อให้มีการจัดการปัญหาในเชชเนียอย่างเด็ดขาด (มีการโจมตีจากฝ่ายตรงข้ามโววาในภายหลังว่าการระเบิดในมอสโกเป็นฝีมือของ FSB ซึ่งจริงแค่ไหนก็ไม่สามารถบอกได้)
2
โววายังมีการพูดอีกว่า “เราจะถล่มเชชเนีย และผมได้สั่งอย่างเด็ดขาดว่าหากเจอพวกผู้ก่อการร้ายที่ไหน ให้กำจัดมันที่นั่น ถ้าเจอในส้วมก็ฆ่ามันหมกส้วม!”
1
คำประกาศดังกล่าวห่างไกลจากคำประกาศทางการทูตที่ถูกต้องไปพอสมควรเลยล่ะครับ แต่มันกลับถูกใจคนรัสเซียสุดๆ! ทำให้คะแนนความนิยมในตัวโววาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
2
หลังจากประกาศอย่างเด็ดเดี่ยวแล้ว โววาก็สั่งให้กองทัพเข้าถล่มเชชเนียแบบที่พูด เกิดเป็นสงครามเชชเนียครั้งที่ 2 ขึ้นมา
2
ซึ่งทั้งหมดในตอนนี้เป็นแผนของบอริส บีรีซอฟสกี้ ที่จะสร้างโววาจากคนที่ไม่มีใครรู้จัก ให้กลายเป็นวีรบุรุษจากสงครามเชชเนียนี่แหละครับ
ภาพจาก Wikipedia (สงครามเชชเนียครั้งที่ 2)
โดยสงครามเชชเนียครั้งที่ 2 นี้แตกต่างจากครั้งแรก เพราะในครั้งแรกนั้นกองทัพรัสเซียไม่ได้จริงจังกับการรบในเชชเนียซักเท่าไหร่ แถมมีการดูถูกพวกกบฎว่าก็แค่พวกกระจอกที่อยากมีดินแดนของตัวเอง ซึ่งต่อมาก็รู้ว่าพวกนี้จัดการยากกว่าที่คิด
เนื่องจากพวกกบฎมีการรบแบบกองโจร แฝงตัวอยู่ในพลเรือน ทำให้ฝ่ายทหารรัสเซียทำงานลำบาก เพราะต้องแยกกบฎกับพลเรือนออกจากกัน
ทำให้รัสเซียไม่สามารถเอาชนะพวกกบฎได้ซักที สงครามก็ยืดเยื้อ ริดลอนทั้งคนและทรัพยากรของรัสเซียไปมหาศาล เศรษฐกิจที่แย่อยู่แล้วก็ยิ่งแย่เข้าไปอีก
1
แต่พอมาครั้งที่ 2 โววาที่พึ่งเป็นนายกก็ไม่ได้ดูถูกพวกกบฎเลยซักนิด จึงใช้กองทัพเต็มกำลังผนวกกับเทคโนโลยีทางทหารที่ยอดเยี่ยมที่สุดงัดมากระหน่ำพวกกบฎแบบมีเท่าไหร่ใส่ไม่ยั้ง! อีกทั้งยังไม่สนว่าใครเป็นกบฎหรือใครเป็นพลเรือน
1
เพราะในความคิดของโววา “ชาวเชเชน (คนเชชเนีย) ทุกคนที่ขวางทางทหารรัสเซีย ล้วนเป็นผู้ก่อการร้ายที่ต้องกำจัด!”
1
แล้วโววาก็เข้าไปบัญชาการที่สมรภูมิด้วยตัวเอง...
มีการสั่งให้ทิ้งระเบิดปูพรมทำลายกรอสนีที่เป็นเมืองหลวงของเชชเนียจนราบคาบ โดยไม่สนว่าคนที่โดนจะเป็นกบฎหรือพลเรือน...
1
ที่ไหนคิดว่าเป็นที่หลบซ่อนของพวกกบฎต่างถูกบอมบ์จนราบเป็นหน้ากลอง แล้วค่อยให้ทหารเข้าไปเคลียร์ทีหลัง...
ทั้งกบฎและพลเรือนล้มตายกันเป็นใบไม้ร่วง...
เหล่ากบฎต่างหนีตายกระจัดกระจาย แตกออกเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย...
โววาเปิดสงครามแบบเต็มรูปแบบถล่มกลยุทธ์กองโจรของเชชเนียแบบไม่คำนึงถึงมนุษยธรรม...
1
แต่ในระยะเวลาอันรวดเร็ว โววาก็สยบเหล่ากบฎได้ แล้วเชชเนียก็ตกอยู่ในกำมือของรัสเซียในที่สุด
จากสงครามนี้คนเชชเนียต่างโกรธแค้นและเกลียดชังโววาเข้ากระดูกดำ แต่กลับกันคนรัสเซียกลับชื่นชมและชื่นชอบจนถึงขนาดเทิดทูนโววา แล้วยกให้เป็นวีรบุรุษเลยทีเดียว
ภาพจาก BBC (วลาดิเมียร์ ปูติน ขับเครื่องบินไปบัญชาการรบด้วยตัวเองในสงครามเชชเนียครั้งที่ 2)
ภาจาก National Security Archive (สภาพเมืองหลังโดนระเบิดปูพรม)
และในวันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ.1999 บอริส เยลต์ซินที่เริ่มป่วยหนักจึงตัดสินใจลาออกจากการเป็นประธานาธิบดี เลยเกิดการเลือกตั้งขึ้นมาในรัสเซีย
แน่นอนครับว่า ด้วยผลงานที่โดดเด่นและความนิยมที่พุ่งสูงปรี๊ด โววาก็ชนะการเลือกตั้ง แล้วขึ้นเป็นประธานาธิบดีของรัสเซียในวันที่ 7 พฤษภาคม ค.ศ.2000
1
ทางด้านบอริส บีรีซอฟสกี้และกลุ่มโอลิกาต่างคิดว่า “เป็นไปตามที่เราวางแผนไว้”
แต่โววาไม่ได้คิดแบบนั้น เพราะเมื่อในตอนนี้เขาเป็นประธานาธิบดี มีผลงาน ได้รับความนิยมสูง และเริ่มมีอำนาจล้นมือ
1
ดังนั้น โววาจึงเริ่มแก้โจทย์ปัญหาข้อต่อไป นั่นคือ การคอร์รัปชัน...
ว่าแล้วโววาจึงเรียกกลุ่มโอลิกามาประชุม แล้วประกาศอย่างเด็ดขาดว่า “ตูไม่จำเป็นต้องอยู่ใต้อำนาจของพวกเอ็งอีกต่อไปแล้ว พวกเอ็งมีแต่จะทำให้รัสเซียล่มจม เวลาแห่งความสุขจบลงแล้ว ถึงเวลาที่พวกเอ็งต้องเอาสิ่งที่กอบโกยไปในช่วงที่โซเวียตล่มสลายและในยุคของเยลต์ซินกลับคืนมาให้หมด!”
2
เหล่าโอลิกาต่างโต้ว่า “นี่เอ็งมีอำนาจอะไรมาสั่งพวกเรา”
โอลิกาต่างคิดว่าตัวเองคุมได้ทุกอย่างหรืออำนาจยังคงอยู่ที่กลุ่มของตัวเองมาโดยตลอด...
แต่พวกเขาคิดผิด เพราะในตอนนี้โววาได้สร้างฐานอำนาจไว้ก่อนที่จะขึ้นเป็นประธานาธิบดี (โดยเฉพาะใน FSB ที่โววาได้วางฐานอำนาจของตัวเองไว้ตอนที่เป็นผู้นำองค์กร)
1
โววาได้สั่งให้มีการตั้งข้อหาอาชญากรรม ข้อหาคอร์รัปชัน โกงทรัพย์สินแผ่นดิน ตรวจสอบธุรกิจย้อนหลัง แล้วส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นและจับกุมพวกโอลิกา
3
วลาดิเมียร์ กูซินสกี้ เจ้าพ่อวงการสื่อรัสเซีย...
วลาดิเมียร์ โปตานิน เจ้าพ่อวงการการเงินรัสเซีย...
วาจิต อเล็กซเปอรอฟ ประธานบริษัทลุกออยล์...
โรมัน อับราโมวิช เจ้าของบริษัทน้ำมันซิปเนฟต์...
และอีกหลายๆคน รวมถึงบอริส บีรีซอฟสกี้...
บางคนก็เสียทรัพย์สินไปทั้งหมด...
บางคนก็ถูกจับเข้าคุก...
บางคนก็ลี้ภัยไปต่างประเทศ...
บางคนก็ตายอย่างลึกลับ...
หรือบางคนที่ไหวตัวทันอย่างโรมัน อับราโมวิช ที่ชิงขายหุ้นส่วนธุรกิจในประเทศ แล้วไปซื้อสินทรัพย์หรือธุรกิจที่อยู่ในต่างประเทศ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเชลซี ทำให้มีการมองว่าเชลซีเป็นเครื่องมือย้ายเงินทุนของโรมันและเป็นการสร้างชื่อเสียงในระดับสากลของโรมันเองเพื่อลบประวัติที่ด่างพร้อยในอดีต...
4
อีกทั้งโรมันยังมีการโอนหุ้นและทรัพย์สินที่ส่อแววว่าโกงมา คืนให้กับรัฐบาลตั้งแต่แรก แล้วยอมอยู่ใต้อำนาจพร้อมสนับสนุนโววา ทำให้ไม่โดนเล่นงานหนักเหมือนโอลิกาคนอื่นๆ
ส่วนตัวเอ้อย่างบอริส บีรีซอฟสกี้ ก็หนีไปประเทศอังกฤษด้วยความเจ็บใจและความแค้นที่ระอุอยู่เต็มอก จึงโจมตีและพยายามดิสเครดิตของโววาเรื่อง “การสังหารโหดในเชชเนีย” ซึ่งเรื่องเชชเนีย บีรีซอฟสกี้นั้นก็อยู่เบื้องหลัง เพียงแต่ตอนนี้โดนหักหลังเลยออกมาแฉซะเลย...
แต่เหมือนบีรีซอฟสกี้จะเล่นผิดคน เพราะหลังจากออกมาด่าโววา มีหลายครั้งมากที่บีรีซอฟสกี้เฉียดตายจากการลอบสังหารทั้งจากการวางยาพิษ ลอบยิง หรือแม้กระทั่งเจออาวุธเคมีอย่างสารกัมตรังสี
1
ทำให้บีรีซอฟสกี้ต้องอยู่อย่างหวาดระแวง ทรัพย์สินก็เริ่มร่อยหรอไปเรื่อยๆ ซึ่งสุดท้ายบีรีซอฟสกี้ก็มีการเขียนจดหมายไปหาโววา “ยกโทษให้พี่เถอะ พี่ยอมแล้ว” (แต่ในค.ศ.2013 ก็พบบีรีซอฟสกี้ผูกคอตายในบ้านที่อังกฤษ)
1
และแล้ว ชายผู้ที่ถูกกลุ่มโอลิกาสร้างขึ้นมา ได้เป็นคนฝังกลุ่มโอลิกาลงหลุมด้วยตัวเอง...
1
ภาพจาก Business Insider (บอริส บีรีซอฟสกี้ และโรมัน อับราโมวิช)
ภาพจาก Sky News (บอริส บีรีซอฟสกี้ผูกคอตายในบ้านที่อังกฤษ)
เป็นอันว่าการจัดการการคอร์รัปชันของกลุ่มโอลิกานั้นเป็นผลสำเร็จ แต่ทว่าปัญหาเชชเนียนั้นดูเหมือนจะยังไม่จบครับ...
เหล่ากบฎที่โดนถล่มแล้วหนีไปได้ก็ไม่ยอม จึงมีการตั้งเป็นกลุ่มขึ้นมาใหม่แล้วทำการก่อการร้ายและวินาศกรรมในรัสเซีย
ใน ค.ศ.2002 กลุ่มกบฎในเชชเนียได้บุกยึดโรงละครดูโบรฟก้าในมอสโก แล้วจับชาวรัสเซียและชาวต่างชาติ 850 คน เป็นตัวประกัน! โดยกลุ่มกบฎต่อรองให้มีการถอนทหารรัสเซียออกจากเชชเนียซะ!
ทางโววาจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาด “ไม่มีการต่อรองใดๆทั้งสิ้นกับผู้ก่อการร้าย!”
1
ว่าแล้วก็สั่งหน่วยรบพิเศษอย่างสเปทซนาซและ SOBR เข้าล้อมโรงละคร แล้วปล่อยก๊าซชนิดหนึ่งเข้าไปในโรงละคร จากนั้นหน่วยรบพิเศษก็เข้าไปปะทะกับกลุ่มกบฎอย่างดุเดือด
แน่นอนครับว่าทั้งกบฎและตัวประกันต่างก็ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการปะทะและจากการสูดดมก๊าซลึกลับ ที่ทั้งหมอและโรงพยาบาลไม่รู้ว่าเป็นก๊าซชนิดใด อีกทั้งโววายังสั่งอย่างหนักแน่นว่า “ความลับทางราชการ ห้ามเปิดเผย” ทำให้หมอไม่สามารถรักษาชีวิตตัวประกันไว้ได้
5
ภาพจาก Pinterest (เหตุการณ์จับตัวประกันที่โรงละครในมอสโก ค.ศ.2002)
ภาพจาก Medium (การช่วยเหลือตัวประกันที่โดนรมก๊าซ)
กลุ่มกบฎก็ยังไม่ยอมเหมือนเดิมครับ จึงก่อเหตุอีกครั้งใน ค.ศ.2004 โดยบุกเข้าไปในโรงเรียนหมายเลข 1 ที่เมืองเบสลัน แล้วจบครู นักเรียน และผู้ปกครองจำนวนกว่า 1,000 คนเป็นตัวประกันในโรงยิม! แล้วต่อรองให้มีการถอนทหารรัสเซียออกจากเชชเนียเหมือนเดิม และเรียกร้องให้โววาลาออกไปซะ!
กลุ่มกบฎคิดว่า ครั้งนี้โววาคงไม่บ้าบิ่นถึงขนาดส่งทหารเข้าปราบปรามเหมือนครั้งก่อน เพราะในครั้งนี้มีเด็กจำนวนมากเป็นตัวประกันด้วย!
2
แต่ดูเหมือนกลุ่มกบฎจะคิดตื้นเกินไป เพราะชายที่ชื่อ “วลาดิเมียร์ ปูติน” สามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของชาติ!
และแน่นอนครับ “ไม่มีการต่อรองใดๆทั้งสิ้นกับผู้ก่อการร้าย!”
1
แล้วโววาก็ได้ทำเหมือนที่เคยทำในเชชเนีย โดยการส่งทหารอาวุธครบมือพร้อมรถถังเข้าบดขยี้โรงเรียนหมายเลข 1 อย่างไร้ปรานี โดยไม่สนว่าใครจะเป็นกบฎหรือใครจะเป็นตัวประกัน!
ผลคือ มีคนตายกว่า 330 คน! ซึ่งมีกลุ่มกบฎเพียง 31 คน ที่เหลืออีก 300 คนเป็นตัวประกัน ซึ่งเกินครึ่งเป็นเด็ก!
3
และจากเหตุการณ์นี้กลุ่มกบฎก็ไม่มีการก่อวินาศกรรมหรือก่อการร้ายในรัสเซียอีกเลย เพราะรับรู้แล้วว่า “ปูตินมันโหดและบ้าเกินกว่าที่จะไปเล่นด้วย!”
2
ภาพจาก X-ray Screener (เหตุการณ์จับตัวประกันในโรงเรียนหมายเลข 1 ค.ศ.2004)
ภาพจาก Pinterest (การช่วยเหลือตัวประกัน)
ภาพจาก The Independent (การช่วยเหลือตัวประกัน)
ภาพจาก Free Republic (สภาพโรงยิมหลังการปะทะ)
ภาพจาก UKFMNews (คนเสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่โรงเรียนหมายเลข 1)
แน่นอนครับว่า จากการเหตุการณ์จัดการกลุ่มกบฎทั้งสองเหตุการณ์นี้ ทำให้โววาถูกโจมตีจากนานาชาติ รวมถึงประชาชนจำนวนหนึ่งว่าไร้มนุษยธรรม!
แต่โววาก็ไม่ได้สนใจ เพราะสิ่งที่โววาได้ทำให้กับรัสเซียนั้นดูเหมือนจะสามารถกลบเสียงที่ไม่พอใจของประชาชนได้ นั่นคือ การฟื้นเศรษฐกิจรัสเซียขึ้นมาจนกลายเป็นมหาอำนาจอีกครั้ง!
3
โววาได้เอาจุดเด่นของรัสเซียที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลและทรัพยากรโดยเฉพาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมาใช้สร้างความเป็นมหาอำนาจ
ในยุคโซเวียตหรือแม้กระทั่งยุคเยลต์ซินนั้น รัสเซียไม่ได้มีการเอาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมาใช้ให้เป็นประโยชน์ซักเท่าไหร่ (พูดง่ายๆคือมีของดีแต่ไม่ใช้)
แต่พอมาถึงยุคของโววา เขาได้เอาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนรัสเซีย โดยการตั้งกองทุนน้ำมัน แล้วทำการวางท่อเพื่อขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของตัวเองไปที่ประเทศในแถบยุโรป
1
แน่นอนว่ายุโรปที่เป็นดินแดนขาดแคลนน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ย่อมต้องการสินค้าเหล่านี้จากรัสเซียจำนวนมหาศาล
น้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ส่งไปในยุโรปทำให้รัสเซียมั่งคั่งขึ้นมาภายในไม่กี่ปี...
1
เครดิตในตัวของโววาก็สูงขึ้นจนสามารถชนะการเลือกตั้งในสมัยที่ 2 อย่างไม่ยากเย็น...
และเมื่อเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ฐานอำนาจของโววายิ่งมั่นคงมากขึ้นในรัสเซีย อีกทั้งยังมีการวางท่อเพิ่มมากขึ้นเพื่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติไปยุโรป
กลายเป็นว่ายุโรปต้องพึ่งพิงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียอย่างขาดไม่ได้ซะแล้วล่ะครับ
มันจึงทำให้รัสเซียมีอำนาจต่อรองระหว่างประเทศที่สูงมาก...
ภาพจาก BBC (การวางท่อส่งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันของรัสเซียไปยุโรป)
ต้องยอมรับจริงๆครับว่าชายคนนี้ได้เข้ามาสยบปัญหาในประเทศแทบทุกอย่างแล้วสร้างรัสเซียขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ซึ่งผลลัพธ์คือสีขาวที่เป็นความดีงาม
แต่เบื้องหลังของผลลัพธ์ที่เป็นสีขาวนั้น ชายคนนี้ก็ได้ใช้สีดำที่เป็นความชั่วร้ายเข้าจัดการกับปัญหาทั้งหมด
เพราะโลกแห่งความเป็นจริงโครงสร้างมันซับซ้อนจนเกินกว่าที่ทุกปัญหาสามารถแก้ด้วยการใช้สีขาวเพียงอย่างเดียวหรือใช้สีดำเพียงอย่างเดียว
2
ผมไม่ได้บอกว่าวิธีการของชายคนนี้ถูกต้องไปซะทั้งหมด
1
เพราะหลายอย่างเขามองแค่ผลลัพธ์มากกว่าจะมองวิธีการที่ทำให้สูญเสียอะไรไปบ้าง กว่าจะได้ผลลัพธ์แบบนั้น
1
และผมจะให้ทุกท่านได้ตัดสินด้วยตัวเอง...
ว่า “เห็นด้วยกับวิธีการของชายคนนี้” หรือ “ไม่เห็นด้วยกับวิธีการของชายคนนี้”
3
ชายผู้ซึ่งใช้ทั้งสีขาวและสีดำสร้างรัสเซียขึ้นมา (ด้วยเลือด)
ภาพจาก CapX
ทุกท่านครับ ฐานอำนาจของปูตินในขณะนี้เรียกได้ว่ามั่นคงเป็นอย่างมาก...
ไม่มีใครในรัสเซียที่ไม่รู้จักชื่อ “วลาดิเมียร์ ปูติน”
เขากลายเป็นชายผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในรัสเซีย...
ซึ่งตอนนี้เขาพร้อมที่จะนำรัสเซียเข้าไปมีปากมีเสียงในเวทีการเมืองโลกอีกครั้ง...
และพร้อมที่จะแผ่อิทธิพลของรัสเซียไปทั่วทั้งโลก...
ใน Ep. ต่อไปซึ่งเป็น Ep. สุดท้าย ทุกท่านจะได้พบเรื่องราวของ “วลาดิเมียร์ ปูติน” ที่เชื่อมมาถึงโลกปัจจุบัน
การวางฐานอำนาจของตัวเองให้มั่นคงยิ่งขึ้น...
3
ความไม่พอใจของประชาชนในระบอบปูติน...
การประท้วงการใช้อำนาจมืดของปูติน...
การกำจัดผู้ไม่เห็นด้วยอย่างไร้ปรานี...
ความเป็นมหาอำนาจของรัสเซีย...
การผนวกไครเมีย...
สงครามซีเรีย...
การถล่ม ISIS...
และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ...
ใน Ep.4 บันไดสู่การเป็นผู้นำตลอดกาล
ภาพจาก Bloomberg
อ้างอิง
Gessen, Masha. The Man Without a Face: The Unlikely Rise of Vladimir Putin, Riverhead Books, 2013.
1
Myers, Steve Lee. The New Tsar : The Rise of Vladimir Putin. New York : Knopf Publishing Group, 2015.
Putin, Vladimir. First Person: An Astonishingly Frank Self-Portrait by Russia's President, 2000.
1
University Press. Vladimir Putin : The Biography, University Press 2019.

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
53K รับชม
    NAT
    สนับสนุน20 เพชร
    kimleela
    ชอบค่ะ
    • กำลังนิยมในบล็อกดิต
      อีลอน เผย เคลียใจกับทิม คุกแล้ว หลังมีข่าว Apple อาจถอด Twitter ออก พร้อมขอบคุณทิม ที่ให้เยี่ยมชมสำนักงาน Apple ล่าสุดอีลอน มัสก์ ได้ทวีตว่า ตัวเขาได้มีการพูดคุยกับ ทิม คุก CEO ของ Apple แล้ว หลังก่อนหน้านี้มีข่าวว่า Apple ขู่ว่าอาจถอด Twitter ออกจาก App Store แบบไม่บอกสาเหตุ
      BGC Oppday Q3/2022 มุ่งพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต ก้าวสู่ผู้นำบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร คณะบริหาร บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) หรือ BGC ได้เข้าร่วม “BGC Opportunity Day Q3/2022” โดย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในรูปแบบออนไลน์ โดยมี นายศิลปรัตน์ วัฒนเกษตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ นายอดิศักดิ์ บัวประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน ร่วมให้ข้อมูลกับนักลงทุน
      ธานินทร์ vs Hatari กับตัวอย่าง case study ของ DNA ที่ไร้ซึ่งความชาตินิยมของคนไทย ส่วนตัวผมเป็นคนหนึ่งที่ค่อนข้างสนใจกับการพัฒนาชาติอย่างรวดเร็วในหลาย ๆ ชาติ ไม่ว่าจะเป็น จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่งเวียดนามเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงของเรา
      เหรียญทุกเหรียญมีสองด้านเสมอ เรื่องทุกเรื่องมีอย่างน้อยสองมุม เราจะเลือกมองด้านไหน?... การไม่ซื้อหวยก็คือการถูกหวยอย่างหนึ่ง
      ดูทั้งหมด