“วลาดิเมียร์ ปูติน” Ep.4 บันไดสู่การเป็นผู้นำตลอดกาล
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อุดมการณ์ทางการเมือง 3 ขั้ว คือ เสรีประชาธิปไตย คอมมิวนิสต์และฟาสซิสต์ ได้แย่งชิงความเป็นหนึ่งเดียว...
หลังจบสงครามโลกครั้งที่ 2 ฟาสซิสต์ก็ได้พ่ายแพ้และล่มสลายลงไป เหลือเพียงเสรีประชาธิปไตยและคอมมิวนิสต์ที่ยังคงฟาดฟันกันในสงครามเย็น...
และสุดท้าย กาลเวลาก็ได้พิสูจน์ว่าเสรีประชาธิปไตยนั้นเหมาะสมกับสังคมของมนุษย์มากกว่าคอมมิวนิสต์เมื่อสหภาพโซเวียตได้ล่มสลายลงไป...
โลกได้ยอมรับเสรีประชาธิปไตยเป็นอุดมการณ์ที่ถูกต้องและดีงามเพียงหนึ่งเดียว
รัสเซียที่ในอดีตเป็นโซเวียตซึ่งเป็นหัวหอกของโลกคอมมิวนิสต์ก็ยังยอมศิโรราบต่อเสรีประชาธิปไตย...
บอริส เยลต์ซิน ได้เปลี่ยนและวางรากฐานให้รัสเซียเป็นเสรีประชาธิปไตยและขับเคลื่อนด้วยทุนนิยม...
วลาดิเมียร์ ปูติน ได้เดินตามแนวทางของเสรีประชาธิปไตยและกำจัดบางสิ่งที่ขัดกับการพัฒนาประเทศออกไป...
แต่เมื่อเวลาผ่านไป รัสเซียที่หน้าฉากเป็นเสรีประชาธิปไตย แต่ทว่าหลังฉากกลับมีมือที่คอยควบคุมกลไกทางการเมืองภายในให้เป็นไปอีกแบบหนึ่ง...
ทุกท่านครับ นี่คือเรื่องราวในตอนสุดท้ายของซีรีส์ “วลาดิเมียร์ ปูติน”
เรื่องราวอิทธิพลของปูตินที่ได้ปกคลุมไปทั่วรัสเซีย...
เรื่องราวอำนาจมืดของปูตินที่คอยควบคุมรัสเซียให้เป็นไปตามแนวทางของตัวเอง...
เรื่องราวการใช้ความเป็นมหาอำนาจแทรกแซงการเมืองของโลก...
การปิดปากสื่อมวลชน...
ความนิยมที่ตกต่ำของปูติน...
การประท้วงขับไล่ปูติน...
การผนวกไครเมีย...
สงครามซีเรีย...
การสร้างฐานอำนาจที่ไม่อาจโค่นได้ของปูติน...
และนี่ คือ Ep.4 บันไดสู่การเป็นผู้นำตลอดกาล
1
โปรดนั่งลงเถิดครับ แล้วผมจะเล่าให้ฟัง...
ภาพจาก Bloomberg
จากการกำจัดกลุ่มโอลิกาซึ่งเป็นการปราบคอร์รัปชัน ทำให้เศรษฐกิจภายในรัสเซียขับเคลื่อนไปได้สะดวกกว่าแต่ก่อน อีกทั้งการจัดการกับกลุ่มกบฎเชชเนียอย่างเด็ดขาดทำให้สถานการณ์ภายในรัสเซียสงบและมั่นคงมากยิ่งขึ้น
และผลงานมาสเตอร์พีซของโววา คือ การวางท่อขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียไปยุโรป จนทำให้ยุโรปต้องพึ่งพิงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียมหาศาลแบบขาดไม่ได้ ซึ่งปัจจัยนี้ทำให้รัสเซียมีอำนาจต่อรองระหว่างประเทศที่สูงมากและขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของโลกอีกครั้ง
ด้วยผลงานที่เด่นชัดทำให้โววาชนะการเลือกตั้งในสมัยที่ 2 ได้ไม่ยากเย็น
แต่เมื่อเป็นประธานาธิบดีในสมัยที่ 2 โววาก็ยิ่งวางฐานอำนาจของตัวเองให้แน่นหนา อีกทั้งยังมีการปิดปากคนที่ต่อต้านตัวของโววาเอง
ซึ่งคนที่บังอาจลุกขึ้นมาต่อต้านโววา ก็มักจะจบไม่สวยทุกคน...
อย่างใน ค.ศ.2006 นักข่าวสาวแอนนา โพลิตคอฟสกายา ได้เขียนข่าวต่อต้านการปกครองของโววา ว่ามีการโกงการเลือกตั้ง ใช้อำนาจมืดกำจัดคนที่เห็นต่าง แฉเรื่องการทรมานในเชชเนียและบอกอีกว่า “วลาดิเมียร์ ปูติน คือผู้ก่อการร้ายแห่งรัฐ!”
ไม่กี่วันต่อมาก็พบว่าแอนนาถูกยิงตายอยู่หน้าประตูอพาร์ตเมนต์ของตัวเอง!
หรืออเล็กซานเดอร์ ลิตวิเนนโก ที่เป็น KGB เก่า แต่ออกมาแฉว่า “รัฐบาลของปูตินมีการคอร์รัปชัน อีกทั้งตัวของปูตินยังเป็นคนที่ชอบมีเซ็กส์กับเด็ก!”
หลังจากนั้นก็พบว่าอเล็กซานเดอร์ ได้ป่วยหนักและตายลงอย่างทรมานจากการดื่มชาผสมกัมมันตรังสีพลูโตเนียม-210
และอีกหลายรายทีเดียวที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์แล้วก็จบโดยการตกอับหรือไม่ก็ตายอย่างปริศนา...
แน่นอนครับว่ามีกระแสความไม่พอใจโววาปกคลุมอยู่ทั่วไป แต่ไม่มีใครที่กล้าออกมาแสดงตัวเท่านั้นเอง เรียกได้ว่า รัสเซียในตอนนี้บรรยากาศอึมครึมไม่ต่างจากการถูกมาเฟียปกครองเลยล่ะครับ
และแล้วก็ถึงปี ค.ศ.2008 ที่โววานั้นหมดวาระ (ประธานาธิบดีรัสเซียในตอนนั้น ห้ามดำรงตำแหน่งเกิน 2 วาระติดต่อกัน)
หลายๆคนในรัสเซีย (ที่ต่อต้านโววา) ต่างโล่งใจที่จะหลุดพ้นจากการปกครองแบบรัฐมาเฟียซักที
แต่ทว่า โววาได้วางหมากทางการเมืองไว้ทั้งหมดแล้ว! โดยการดัน ดิมิทรี เมดเวเดฟ ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดของตัวเองมากว่า 17 ปี เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี แล้วดิมิทรี ดันชนะการเลือกตั้งซะด้วย!
ดังนั้นในวันที่ 17 พฤษภาคม ค.ศ.2008 ดิมิทรี เมดเวเดฟ ก็ขึ้นเป็นประธานาธิบดี แล้วดิมิทรีก็แต่งตั้งให้โววา (หรือโววาแต่งตั้งตัวเองนั่นแหละ) เป็นนายกรัฐมนตรี
และแล้วรัสเซียก็ยังคงถูกปกคลุมด้วยอำนาจและอิทธิพลของวลาดิเมียร์ ปูตินต่อไป...
ภาพจาก Freedom House (แอนนา โพลิตคอฟสกายา)
ภาพจาก Business Insider (อเล็กซานเดอร์ ลิตวิเนนโก)
ภาพจาก Foreign Policy (วลาดิเมียร์ ปูติน และดิมิทรี เมดเวเดฟ)
แน่นอนครับว่าประชาชนรัสเซียรู้และโลกก็รู้ ว่าถึงแม้ดิมิทรีจะเป็นประธานาธิบดี แต่คนที่มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดเป็นโววาซึ่งเป็นนายก ดิมิทรีเป็นเพียงหุ่นเชิดบังหน้าและคั่นเวลาเพียงเท่านั้น
ซึ่งใน ค.ศ.2010 ดิมิทรีก็ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยการเพิ่มระยะเวลาการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจาก 4 ปีเป็น 6 ปี ซึ่งชัดเจนว่าเป็นความคิดของโววาที่จะวางหมากให้ตัวเองในสมัยต่อไปที่จะขึ้นเป็นประธานาธิบดี...
โดยในสมัยของเมดเดเวฟ (ที่โววาอยู่เบื้องหลัง) รัสเซียยิ่งกลายเป็นประเทศที่ปกครองด้วยอำนาจมืดมากยิ่งขึ้น เร่ิมเห็นการคอร์รัปชันที่ชัดเจนและการติดสินบนมากยิ่งขึ้น
โดยรัฐบาลรัสเซียมีการให้ความคุ้มครองกลุ่มอาชญากรรมลับๆ โดยแลกกับที่กลุ่มอาชญากรรมเหล่าน้ันทำงานสกปรกให้ ทั้งการฟอกเงิน ขู่กรรโชก ค้าอาวุธ หรือแม้กระทั่งลอบฆ่า!
โววาได้มีการตกลงกับกลุ่มผู้มีอิทธิพลและมาเฟียในรัสเซียเพื่อเป็นการสร้างฐานอำนาจให้ตัวเองให้สามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำได้อีกครั้งในอนาคตว่า “พวกเอ็งจะกอบโกยผลประโยชน์อะไรก็กอบโกยไป รัฐบาลจะทำเป็นมองไม่เห็น แต่แลกกับการที่พวกเอ็งต้องอยู่ใต้อิทธิพลของรัฐบาล และสนับสนุนตูเพียงคนเดียว!”
การตกลงกับกลุ่มผู้มีอิทธิพลทำให้อำนาจของโววามั่นคงจนยากที่จะโค่นลงได้ แต่ก็ต้องแลกกับการที่รัสเซียเต็มไปด้วยการคอร์รัปชันโกงกิน ติดสินบนกันกระจาย
เรียกได้ว่า โววาที่ตอนแรกกำจัดกลุ่มโอลิกาที่คอร์รัปชันไป แต่ต่อมาโววาก็ให้กลุ่มของตัวเองเข้ามาคอร์รัปชันซะเองเพื่อรักษาฐานอำนาจ...
และแล้วเศรษฐกิจของรัสเซียที่พึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเพียงอย่างเดียวก็เริ่มตกต่ำลงจากการคอร์รัปชัน
อีกทั้งโววายังได้ออกมาประกาศว่า “ผมจะลงสมัครเลือกตั้งประธานาธิบดีในสมัยที่ 3”
ประชาชนรัสเซียที่เริ่มเบื่อหน่ายและเอือมระอากับการปกครองในระบอบปูตินต่างพร้อมใจกันตะโกนว่า “พวกตูทนไม่ไหวแล้วนะโว้ย!”
แล้วก็มีประชาชนลุกขึ้นประท้วงกว่า 10,000 คนเพื่อโค่นล้มอำนาจของวลาดิเมียร์ ปูติน
จากวีรบุรุษของประเทศ ในตอนนี้โววากลายเป็นบุคคลที่คนรัสเซียเบื่อหน่ายและเกลียดชังไปซะแล้วล่ะครับ
แต่อย่างที่เล่าไป โววาวางหมากทางการเมืองไว้รัดกุมมาก จนการที่จะโค่นอำนาจของโววาลงเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้...
ภาพจาก ABC (การประท้วงขับไล่วลาดิเมียร์ ปูติน)
ถึงแม้จะมีการประท้วงเกิดขึ้น แต่การเลือกตั้งก็ยังดำเนินต่อไป และเป็นไปตามที่คาดไว้ครับ โววาชนะการเลือกตั้งและขึ้นเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 3 ใน ค.ศ.2012 (ซึ่งคราวนี้อยู่วาระละ 6 ปี)
ประชาชนที่ไม่พอใจก็ประท้วงกันต่อไป แล้วมีการออกมาแฉว่า “มีการโกงการเลือกตั้ง!” ซึ่งมีการพบว่าการเลือกตั้งในครั้งนี้พบการทุจริตกว่า 1,100 คดี! เช่น เกิดการข่มขู่ให้เลือกพรรคของรัฐบาล มีการยึดบัตรที่หย่อนลงหีบ คะแนนเสียงไม่ตรงกับจำนวนบัตร หรือแม้กระทั่งปลอมบัตรลงคะแนน
คราวนี้แหละครับ คลื่นมวลชนที่ไม่พอใจจากเพียงแค่หมื่นกว่าคน กลับกลายเป็นแสนคน พากันประท้วงขับไล่โววาให้ลงจากอำนาจ!
ซึ่งในตอนนั้นหมิ่นเหม่ที่จะเกิดการนองเลือดขึ้นในรัสเซียเลยล่ะครับ แต่ทว่าก็เกิดเหตุการณ์ที่สำคัญระหว่างประเทศขึ้นมาซะก่อน 2 เหตุการณ์
นั่นคือ การผนวกไครเมีย...
และสงครามซีเรีย...
ภาพจาก Al Jazeera (ไครเมีย ดินแดนข้อพิพาทระหว่างยูเครนและรัสเซีย)
โดยเหตุการณ์ในไครเมียเริ่มมาจากการที่ประชาชนยูเครนประท้วงขับไล่และโค่นล้มผู้นำวิคเตอร์ ยานูโควิช ในข้อหาคอร์รัปชัน ซึ่งวิคเตอร์ก็ได้หนีหัวซุกหัวซุนไปซบอกโววา ซึ่งโววาก็ต้อนรับวิคเตอร์อย่างดีเพราะวิคเตอร์สนับสนุนรัสเซียหลายอย่าง
1
แต่เหตุการณ์มันไม่ได้จบเพียงแค่นั้นน่ะสิครับ เมื่อประชาชนในดินแดนที่เรียกว่าไครเมียของยูเครนนั้นสนับสนุนวิคเตอร์ ก็พากันไม่พอใจว่า “ทำไมต้องไล่วิคเตอร์!” แล้วลุกฮือขึ้นประท้วงว่า “พวกเอ็งไล่วิคเตอร์ งั้นพวกตูก็จะตามวิคเตอร์ไปรัสเซียเหมือนกัน!”
ใช่แล้วครับ ประชาชนไครเมียลุกขึ้นประท้วงเพื่อจะแยกตัวเองออกจากยูเครนแล้วไปเข้าร่วมกับรัสเซีย (ซึ่งจริงๆแล้วประชาชนในไครเมียมีความผูกพันทางชาติพันธุ์ ภาษา และวัฒนธรรมกับรัสเซียมากกว่ายูเครนซะอีก)
ซึ่งมันได้ทำให้ประชาชนที่กำลังประท้วงโววาในรัสเซีย กลับพากันใจจดใจจ่อกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในไครเมียแทนที่จะใจจดใจจ่อกับการประท้วง!
โววาเมื่อเห็นโอกาสทองจึงเล็งว่า “ไครเมียเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ เพราะเป็นทางออกสู่ทะเลดำและเป็นเส้นทางการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ยอดเยี่ยม ไม่ว่ายังไงก็ต้องเอามาให้ได้!”
ว่าแล้วก็โววาก็ส่งกองทัพเข้าไปในไครเมียบุกยึดสนามบินและสถานที่ราชการ โดยให้เหตุผลว่า “ผมแค่ต้องการปกป้องประชาชนรัสเซียที่อยู่ในไครเมีย”
ไครเมียที่เห็นกองทัพรัสเซียเข้ามาก็พากันกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ แล้วประกาศแยกตัวออกจากยูเครน แต่ทว่า UN ก็ได้เข้ามาสกัดขาซะก่อนแล้วบอกว่า “พวกเอ็งจะทำแบบนี้ไม่ได้ มันผิดกฎหมายระหว่างประเทศ!”
แต่โววาก็ใช้สิทธิวีโต้ (การยับยั้งมติของ UN) จากการที่รัสเซียเป็นหนึ่งในคณะมนตรีความมั่นคงแห่ง UN แล้วผลักดันให้ไครเมียมีการลงประชามติว่าจะแยกจากยูเครนแล้วมารวมกับรัสเซียหรือเปล่า...
ผลปรากฏว่า ประชาชน 96.6% สนับสนุนให้แยกตัวจากยูเครนแล้วไปรวมกับรัสเซีย เมื่อเห็นแบบนั้น โววาจึงทำการผนวกไครเมียเข้ากับรัสเซียใน ค.ศ.2014
เมื่อเห็นไครเมียแยกตัวไปรวมกับรัสเซียได้ ประชาชนที่อยู่ในดอนบัสก์ (ดินแดนทางตะวันออกของยูเครน) ก็จะเอาบ้าง จึงประท้วงว่าจะแยกตัวออกจากยูเครนไปรวมกับรัสเซียเหมือนกับไครเมีย!
รัฐบาลยูเครนจึงบอกว่า “พวกเอ็งจะอะไรกันนักกันหนา!” แล้วก็ส่งกองทัพเข้าถล่มผู้ประท้วง ซึ่งเมื่อโววาเห็นแบบนั้น จึงสนับสนุนดอนบัสก์โดยการส่งอาวุธให้กับผู้ประท้วงเพื่อรบกับรัฐบาลยูเครน
1
จากเหตุการณ์ในไครเมียและดอสบัสก์ทำให้นานาชาติรุมประณามโววาอย่างหนัก แล้วพากันคว่ำบาตรรัสเซีย ทำให้เศรษฐกิจรัสเซียถึงขั้นวิกฤติเลยทีเดียวล่ะครับ
แต่ทว่า การห้าวในระดับนานาชาติของโววาครั้งนี้กลับถูกใจคนรัสเซียสุดๆ! คะแนนความนิยมที่เคยตกต่ำเริ่มไหลมาทางโววาอีกครั้งจากการผนวกไครเมีย! และแน่นอนว่าการประท้วงของประชาชนที่ขับไล่โววาก็เริ่มเบาบางลงไป
เรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเลยล่ะครับ โดยนกตัวแรกคือไครเมียซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เสริมอำนาจให้กับรัสเซีย และนกตัวที่สองคือการได้ใจประชาชนรัสเซียกลับมาอีกครั้ง (แต่ก็ต้องแลกมากับการโดนคว่ำบาตรจนเศรษฐกิจเกือบพังทลาย)
และอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ช่วยเสริมสร้างบารมีและความนิยมในตัวโววาอีกครั้ง คือ สงครามซีเรีย...
ภาพจาก The Sun (กองทัพรัสเซียเข้ายึดไครเมีย)
สงครามในซีเรีย เกิดมาจากเหตุการณ์อาหรับสปริงใน ค.ศ.2010 ที่เริ่มแรกประชาชนในตูนีเซียลุกขึ้นประท้วงแล้วโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการเบน อาลี จากเหตุการณ์การเผาตัวตายเพื่อประชดรัฐบาลของชายคนหนึ่ง
การโค่นล้มเบน อาลีในตูนีเซียก็กลายเป็นเอฟเฟคไปทั่วอาหรับ
มีการลุกขึ้นประท้วงแล้วโค่นล้มเผด็จการฮอสนี บูมารัคในอียิปต์...
มีการประท้วงแล้วโค่นล้มเผด็จการโมอัมมา กัดดาฟี่ในลิเบีย...
แล้วลามมาถึงซีเรียที่ประชาชนลุกขึ้นประท้วงเพื่อโค่นล้มเผด็จการบาซาร์ อัล อัดซาด แต่ทว่าอัดซาดไม่ยอม จึงส่งกองทัพเข้าถล่มผู้ประท้วงอย่างรุนแรงเกิดเป็นสงครามกลางเมืองในซีเรียขึ้นนั่นเองครับ
ซึ่งสงครามกลางเมืองซีเรีย ได้ขยายขึ้นไปเป็นสงครามระดับนานาชาติ ที่มีหลายมหาอำนาจและหลายชาติมากๆที่มารุมกินโต๊ะกันในซีเรีย เพราะซีเรียเป็นจุดสำคัญและเป็นผลประโยชน์ของหลายๆกลุ่ม (ซึ่งผมจะไม่ขอเล่าในที่นี้นะครับ เพราะมันจะยาวจนเกินไป)
หนึ่งในกลุ่มที่รบในซีเรียแล้วเกิดโด่งดังขึ้นมาคือกลุ่มที่เรียกว่า ISIS ซึ่งเป็นกลุ่มก่อการร้ายน้องใหม่ไฟแรงที่พึ่งแยกตัวออกมาจากอัลเคด้า แล้วสร้างวีรกรรมสุดโหดและสยองขวัญไปทั่วโลกอย่างการถ่ายคลิปตัดหัวนักโทษ เผานักโทษ และทรมานนักโทษลง Social Media ให้คนทั่วโลกขนลุกขนตั้งด้วยความสะพรึง...
ซึ่งอัดซาดนั้นเริ่มเสียเปรียบเมื่อต้องรบกับทั้งกลุ่มต่อต้านที่มีสหรัฐอเมริกาหนุนหลังและพวก ISIS ที่เริ่มฮึกเหิมได้ใจ
โววาจึงยื่นมือเข้ามาช่วยอัดซาด เพราะซีเรียเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของรัสเซีย เนื่องจากมีฐานทัพเรือทาร์ทัสที่รัสเซียเช่าไว้ตั้งอยู่ และซีเรียก็เป็นพื้นที่ที่โววาคิดจะสร้างท่อขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ อีกทั้งซีเรียยังเป็นคู่ค้าอาวุธที่สำคัญ รวมๆคือ ซีเรียเป็นพื้นที่สารพัดประโยชน์ที่โววาจะไม่ยอมให้ไปอยู่ใต้อิทธิพลของอเมริกาหรือ ISIS แน่นอน!
แล้วโววาก็สนับสนุนอาวุธให้กับกองกำลังของอัดซาด พร้อมส่งเครื่องบินรบบอมบ์ถล่มพวก ISIS และกลุ่มต่อต้าน!
การถล่ม ISIS และกลุ่มต่อต้านนั้น เหมือนเป็นการแสดงแสนยานุภาพทางเทคโนโลยีทหารของรัสเซียให้โลกได้เห็น เพราะโววาต้องการแสดงให้โลกได้รับรู้ว่า “รัสเซียก็เป็นมหาอำนาจของโลกเหมือนกัน!”
1
ทั้งเหตุการณ์ผนวกไครเมีย...
และเหตุการณ์ในซีเรีย...
ทำให้ชื่อของ “วลาดิเมียร์ ปูติน” เริ่มโด่งดังไปทั่วทั้งโลกในภาพลักษณ์ของความแข็งแกร่ง ความโหดและความไร้เทียมทาน จนเกิดมีมของปูตินที่นิยมและแพร่หลายในโลกออนไลน์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นมีมที่แสดงถึงความเหนือมนุษย์ที่คนธรรมดาไม่สามารถทำได้ เช่น ปูตินฆ่าหมีด้วยมือเปล่า ปูตินสามารถว่ายน้ำจากขั้วโลกเหนือไปขั้วโลกใต้ได้ ปูตินขี่หมี ฯลฯ
อีกทั้ง Forbes ก็ได้จัดให้ “วลาดิเมียร์ ปูติน” กลายเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก...
ภาพจาก Quint (สงครามในซีเรีย)
ภาพจาก Know Your Meme (ปูตินขี่หมี มีมที่โด่งดังไปทั่วโลก)
ภาพจาก Daily Star (ปูตินว่ายน้ำกับหมีหรือหนีหมีก็ไม่รู้...)
จากการผนวกไครเมียและเหตุการณ์ในซีเรีย ทำให้โววาได้รับความนิยมจากประชาชนรัสเซียสูงขึ้นมาก (และดูเหมือนคนทั่วทั้งโลกจะหันมาสนใจผู้นำคนนี้มากขึ้นด้วย)
แต่แน่นอนครับว่า บรรยากาศการเมืองในรัสเซียภายใต้การปกครองของโววาก็ยังคงอึมครึมไม่ต่างจากแต่ก่อน ยังคงมีการคอร์รัปชันของนักการเมืองและกลุ่มอิทธิพลในรัสเซีย
โววาก็ยังคงปกครองรัสเซียแบบรัฐมาเฟีย ใครออกมาวิพากษ์วิจารณ์หน่อยก็โดนเล่นงานหรือโดนเก็บไปตามๆกัน
1
อย่างบอริส เนียมซอฟที่เคยเป็นตัวเต็งทายาททางการเมืองของบอริส เยลต์ซิน แต่พอโววาเข้ามา จึงถูกตัดสิทธิ์ออกไป ซึ่งในตอนแรกเนียมซอฟนั้นสนับสนุนโววาในเรื่องการจัดการกบฎเชชเนียและกลุ่มโอลิกา
แต่พอโววาได้สร้างรัสเซียให้กลายเป็นรัฐมาเฟีย เนียมซอฟจึงเปลี่ยนไปเป็นฝ่ายที่ต่อต้านโววาในที่สุด
ซึ่งเนียมซอฟเป็นผู้นำคนสำคัญของกลุ่มต่อต้านโววา และได้ออกมาโจมตีว่า
“ปูตินผูกขาดอำนาจทางการเมือง รัสเซียขาดการถ่วงดุลอำนาจ การตัดสินใจอยู่ที่ปูตินเพียงคนเดียว และปูตินปกครองประชาชนด้วยความหวาดกลัว ซึ่งทั้งหมดมันอาจจะนำรัสเซียไปสู่ความพังพินาศทั้งระบบในอนาคต และคนที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือ ประชาชนรัสเซียเอง!”
และแน่นอนครับ วาระสุดท้ายของบอริส เนียมซอฟคือโดนลอบยิงใน ค.ศ.2015
การตายของเนียมซอฟทำให้คนรัสเซียโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่เริ่มกลับมาตื่นตัวมากขึ้นและรับรู้ว่า “ระบอบปูตินมันส่งผลที่ร้ายกาจต่อคนรัสเซีย”
แต่ก็ยังไม่มีพลังมากพอที่จะโค่นล้มระบอบแบบนี้ลงได้...
อีกทั้งใน ค.ศ.2018 โววาก็ชนะการเลือกตั้ง ขึ้นเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 4 ในที่สุด และดูเหมือนว่าตัวของโววานั้นจะไม่ยอมละทิ้งอำนาจของตัวเองง่ายๆ แล้วเริ่มคิดว่า “ทำไมต้องมาเลือกตั้งให้ยุ่งยาก ในเมื่ออำนาจทั้งหมดก็อยู่ในกำมือแล้ว”
ดังนั้น โววาจึงพยายามผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครั้ง โดยเขียนให้ตัวเองครองอำนาจยาวๆไปเลย 16 ปี (สิ้นสุด ค.ศ.2036)
และนี่ คือการสร้างบันไดที่ก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำตลอดกาลของชายที่ชื่อ “วลาดิเมียร์ ปูติน"
ภาพจาก Voice of America (การลอบยิงบอริส เนียมซอฟ)
ทุกท่านครับ และแล้วเราก็เดินทางมาถึงช่วงสุดท้ายของซีรีส์ “วลาดิเมียร์ ปูติน”
ชายคนนี้ได้ไต่เต้าขึ้นมาจากความมืด...
ชายคนนี้เคยล้มเหลวในชีวิตหลายครั้ง...
ชายคนนี้ได้ใช้ความสามารถของตัวเองปีนขึ้นไปจนถึงจุดสูงสุด...
ชายคนนี้ได้สร้างรัสเซียให้ผงาดเป็นมหาอำนาจอีกครั้ง...
ชายคนนี้ทำทุกอย่างเพื่อผลลัพธ์โดยไม่สนวิธีการ...
และชายคนนี้ได้นำรัสเซียเข้าสู่ยุคของตัวเอง...
ยุคที่อาจเต็มไปด้วยแสงสว่างและเมฆหมอกแห่งความหวาดหวั่น...
ยุคที่ต้องจารึกชื่อของเขาในประวัติศาสตร์รัสเซียว่า “ยุคสมัยของปูติน”
และถึงแม้ซีรีส์ชุดนี้จะจบลง แต่เรื่องราวของ “วลาดิเมียร์ ปูติน” นั้นยังไม่จบ...
ชายคนนี้ยังคงเป็นตัวละครสำคัญของโลกในยุคสมัยที่พวกเราอาศัยอยู่...
ชายคนนี้ยังคงมีอำนาจและอิทธิพลที่สามารถสั่นสะเทือนโลกทั้งใบได้เช่นเดียวกัน...
การก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ผู้นำตลอดกาลของเขา จะทำให้รัสเซียและโลกเป็นแบบไหนในอนาคตนั้น เราก็ทำได้เพียงแค่คาดเดาและเฝ้ารอดูกันเท่านั้น...
ภาพจาก The Week
อ้างอิง
Gessen, Masha. The Man Without a Face: The Unlikely Rise of Vladimir Putin, Riverhead Books, 2013.
Myers, Steve Lee. The New Tsar : The Rise of Vladimir Putin. New York : Knopf Publishing Group, 2015.
Putin, Vladimir. First Person: An Astonishingly Frank Self-Portrait by Russia's President, 2000.
University Press. Vladimir Putin : The Biography, University Press 2019.
    Charkrit Makchouy
    สนับสนุน20 เพชร
    จ.อ.ศักดิ์ศรี แดนสีแก้ว
    อคติมากไปหน่อย...