25 ก.ค. 2020 เวลา 02:19 • หุ้น & เศรษฐกิจ
ออมให้เงินโต ภาคกองทุนรวม EP10
“กองทุนตลาดเงินตอนที่ 1 รู้จักกองทุนตลาดเงิน”
สวัสดีครับ ในที่สุดเราก็จะเริ่มเจาะรายละเอียดกองทุนแต่ละประเภทกันแล้วววว กองทุนประเภทแรกที่เราจะมาเจาะกันคือกองทุนตลาดเงิน ซึ่งเป็นกองทุนที่มีระดับความเสี่ยงต่ำที่สุดคือเสี่ยงระดับ 1-2
ในกรณีที่กองทุนตลาดเงินลงทุนในประเทศล้วนๆ จะมีความเสี่ยงระดับ 1 แต่ถ้ามีการลงทุนต่างประเทศด้วยความเสี่ยงจะสูงขึ้นมาเป็นระดับ 2 เนาะ
ไม่ว่าความเสี่ยงจะต่ำหรือจะสูง ก่อนที่เราจะลงทุนในกองทุนรวมนอกจากความผันผวนของกราฟ NAV ที่เราต้องดูแน่ๆแล้ว เราต้องรู้ 3 เรื่องต่อไปนี้ด้วย
1. กองทุนนั้นลงทุนในสินทรัพย์อะไรบ้าง
2. สินทรัพย์นั้นทำเงินได้ไง และ ผลตอบแทนประมาณเท่าไหร่
3. สินทรัพย์นั้นมีความเสี่ยงอย่างไร คือมันจะเจ๊งจากอะไรได้บ้าง
ถ้าไม่รู้ ดูไม่ออก อย่าลงทุนนะครับ
1. ลงทุนในสินทรัพย์อะไรบ้าง?
กองทุนตลาดเงินเนี่ยก็จะลงทุนในตลาดเงิน ถถถถ ถุ้ยยย
เอาใหม่ กองทุนตลาดเงินจะลงทุนในสินทรัพย์ 2 อย่างเป็นหลัก และอาจจะมีอีก 1 อย่างเป็นสัดส่วนเล็กๆ นั่นคือ
1. เงินฝากธนาคาร
2. ตราสารหนี้ภาครัฐ (พันธบัตร) อายุสั้นๆ
3. ตราสารหนี้ภาคเอกชน (หุ้นกู้) อายุสั้นๆ เป็นสัดส่วนเล็กๆ
หลายๆคนอาจจะงง อะไรหว่า ตราสารหนี้, พันธบัตร, หุ้นกู้ ตอนนี้เข้าใจตามรูปนี้ก่อนนะครับ รายละเอียดเดี๋ยวค่อยว่ากันต่อในกองทุนตราสารหนี้
อธิบายรูปนิดนึงนะครับ พันธบัตรที่อายุสั้นๆจะมีชื่อเรียกเฉพาะว่า ตั๋วเงินคลัง (Tresury Bill) มักจะมีอายุเริ่มตั้งแต่ ครึ่งเดือน ไปถึง 1 ปี ในส่วนหุ้นกู้อายุสั้นๆไม่เกิน 1 ปี ก็มักจะเรียกว่าตั๋วแลกเงิน (Bill of Exchange)
2. สินทรัพย์นั้นทำเงินได้ไง และ ได้เงินเท่าไหร่?
เงินฝากธนาคาร เราน่าจะรู้จักกันดี ผลตอบแทนมาจากดอกเบี้ย ซึ่งดอกเบี้ยเงินฝากประจำช่วงนี้ (พ.ศ. 2563) มากสุดก็จะอยู่แถวๆ 1% นิดๆไม่เกินนี้ เราสามารถดูอัตราดอกเบี้ยเงินฝากได้จากลิงก์นี้ครับ
 
ส่วนผลตอบแทนของตราสารหนี้ ในตอนนี้ขอพูดเฉพาะตั๋วเงินคลังนะครับ
ผลตอบแทนของตั๋วเงินคลัง จะมาจากส่วนลด เช่น ตั๋วเงินคลังราคา 100 บาท อาจจะขาที่ราคา 99 บาท พอครบอายุก็ขายคืนที่ราคา 100 บาท ได้กำไรส่วนต่าง 1 บาท ตัวเลขนี้เป็นการสมมติให้ดูง่ายๆนะ
ซึ่งผลตอบแทนจะมากหรือน้อยนั้น ตามตำราท่านว่าจะอิงกับดอกเบี้ยนโยบาย แปลแบบบ้านๆคือขึ้นๆลงๆตามดอกเบี้ยนโยบาย แต่ไม่ต้องเท่ากันเป๊ะๆ (ปัจจุบัน ก.ค.2563 ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 0.5%)
ส่วนตัวผมจะตีง่ายๆว่าผลตอบแทนเฉลี่ยๆของตั๋วเงินคลังที่อายุไม่เกิน 1 ปีมันจะพอๆกับดอกเบี้ยฝากประจำนั่นแหละ
แต่ถ้าใครอยากรู้ละเอียดแบบลึกๆก็สามารถเข้าไปดูข้อมูลได้ในเว็บของธนาคารแห่งประเทศไทยตามรูปเลยฮะ
ที่มา: https://www.bot.or.th/Thai/DebtSecurities/Auction/Yields/Pages/default.aspx
จากรูปจะเห็นว่าผลตอบแทนตั๋วเงินคลังอายุ 14 วันลดลงมาเรื่อยๆ จากปี 2012 จนปัจจุบันเหลือไม่ถึง 1% ซึ่งก็เป็นไปตามการลดดอกเบี้ยนโยบาย (และวงรอบของเศรษฐกิจ) นะครับ ในส่วนของตั๋วเงินคลังที่อายุยาวกว่านี้ก็จะมีผลตอบแทนมากกว่านี้นิดหน่อย
สรุปเรื่องผลตอบแทน ทั้งเงินฝากและตั๋วเงินคลังนั้นมีผลตอบแทนที่คงที่ ดังนั้นสินทรัพย์ของกองทุนที่เอาไปลงทุนจึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามเวลา นึกภาพเราเอาเงินไปฝากธนาคารแล้วได้ดอกเข้ามาเรื่อยๆ เงินโดยรวมของเราก็เพิ่มขึ้น
ดังนั้นการที่กราฟ NAV –ของกองทุนตลาดเงินเป็นกราฟวิ่งขึ้นไปเรื่อยๆแทบไม่มีตกให้เห็น จึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล และ ด้วยความที่สินทรัพย์ที่ไปลงทุนให้ผลตอบแทนน้อย (ปัจจุบันอยู่ที่ 1% นิดๆ) ดังนั้นกองทุนจึงให้ผลตอบแทนน้อยตามไปด้วย ก็พอจะเดาได้ว่าน่าจะอยู่แถวๆ 1% นิดๆนี่แหละ
ถ้าเราเจอกองทุนไหน ลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนน้อย แต่ตัวกองทุนดันทะลึ่งให้ผลตอบแทนมากกว่า นั่นแปลว่ามีอะไรแปลกๆเกิดขึ้นแล้วนะครับ ทางที่ดีก็อย่าไปยุ่งดีกว่า
ด้วยความที่ปัจจุบัน ผลตอบแทนของทั้งเงินฝากและตั๋วเงินคลังมันน้อยมาก กองตลาดเงินบางกองจึงมีการลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชน (หุ้นกู้) อายุสั้นๆด้วย เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสัดส่วนการลงทุนในหุ้นกู้ถึงแม้จะไม่มาก แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงที่มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้บางกองตลาดเงินบางกองจะมีการลงทุนในหุ้นกู้ด้วย แต่ระดับความเสี่ยงของกองทุนยังเป็นระดับ 1 เท่าๆกับกองที่ลงทุนในพันธบัตรล้วนๆอยู่นะครับ นี่แหละที่ว่าเสี่ยงระดับเดียวกันจริง แต่พอไปดูในรายละเอียดแล้วมันเสี่ยงไม่เท่ากันเป๊ะๆ ประมาณว่ากองนี้เสี่ยง 1.1 อีกกองเสี่ยง 1.8 เดี๋ยวเราจะได้เห็นตอนไปเลือกกองทุน
3. ความเสี่ยงของสินทรัพย์?
ในส่วนของความเสี่ยงจากการเอาเงินไปฝากธนาคาร โอกาสขาดทุนคือธนาคารเจ๊ง ซึ่งเกิดขึ้นยากมากๆ
จบละเงินฝาก 5555 ไม่ซับซ้อนอะไรเนาะ
ความเสี่ยงของตั๋วเงินคลัง
เนื่องจากตั๋วเงินนั้นเป็นตราสารหนี้ประเภทหนึ่งเนาะ ซึ่งความเสี่ยงของตราสารหนี้ จะมีหลักๆ 2 อย่าง นั่นคือความเสี่ยงจากคนที่ออกตราสารหนี้ และ ความเสี่ยงจากอายุของตราสารหนี้ ตอนนี้เข้าใจตามนี้ไปก่อนนะครับ
1. ตราสารหนี้ที่ออกโดยภาครัฐจะเสี่ยงน้อยกว่าภาคเอกชน เพราะรัฐบาลมั่นคงกว่าเอกชน
โอกาสที่จะขาดทุนจากตั๋วเงินคลังก็คือโดนรัฐบาลเบี้ยว รัฐบาลในที่นี้ไม่ได้เจาะจงชุดไหนนะครับ สมมุติว่าเราซื้อตั๋วเงินคลังจากรัฐบาลนี้ แล้วต่อมามีการเปลี่ยนรัฐบาล เราก็ยังสามารถขายคืนตั๋วเงินคลังได้อยู่ดี ดังนั้นถ้าประเทศเราไม่เกิดเหตุการณ์แบบเวเนซูเอล่า หรือ เกิดสงครามโลกแล้วประเทศเราโดนระเบิดหายไปเลย รัฐบาลไม่เบี้ยวแน่นอน
ในทางทฤษฏีแล้วเขา (เขานี่คือตำรา) จะยกให้พันธบัตรซึ่งในที่นี้คือตั๋วเงินคลัง เป็นสินทรัพย์ที่ความเสี่ยงเป็นศูนย์ (Risk Free) เลยทีเดียว แน่นอนว่าเสี่ยงน้อยกว่าเงินฝากธนาคารด้วย
2. ตราสารหนี้ยิ่งอายุสั้นยิ่งเสี่ยงน้อย
ดังนั้นถ้าว่ากันตามตำรา ตั๋วเงินคลังอายุ 1 ปี ก็จะได้ผลตอบแทนมากกว่า และ เสี่ยงมากกว่าตั๋วเงินคลังอายุ 1 เดือน แต่ในทางปฏิบัติแล้วต่างกันน้อยมากครับ ทั้งความเสี่ยงและผลตอบแทน ตีไปว่าพอๆกันได้เลย
ถึงแม้ว่าในทางทฤษฏี ตั๋วเงินคลังจะเสี่ยงน้อยกว่าเงินฝาก แต่ในทางปฏิบัติมันก็เสี่ยงต่ำพอๆกัน และ เป็นสินทรัพย์ที่ความเสี่ยงต่ำที่สุดแล้วในบรรดาสินทรัพย์ทั้งหมดที่กองทุนรวมจะไปลงทุน ส่วนพันธบัตรที่อายุยาวกว่า 1 ปี และ หุ้นกู้ก็จะเสี่ยงมากขึ้น
ในช่องที่เห็นเป็นเครื่องหมายคำถาม เดี๋ยวจะค่อยๆทยอยปลดล็อกออกมาให้เห็นเมื่อเราไปถึงเรื่องนั้นๆนะครับ
และถ้าเจาะลงไปดูเฉพาะเงินฝากและตราสารหนี้ ความเสี่ยงจะเรียงได้แนวๆนี้
สามแถวจากล่าง (ตั๋วเงินคลังจนถึงพันธบัตร) ความเสี่ยงจะต่างกันนิดหน่อย ความเสี่ยงจะเริ่มเยอะขึ้นสำหรับหุ้นกู้อายุ 1 ปีขึ้นไปนะครับ
ข้อดีของกองทุนตลาดเงิน
 
1. โอกาสขาดทุนน้อยมาก อยากจะบอกว่าโอกาสแทบเป็น 0 แต่พูดไม่ได้ ถถถถ เพราะขึ้นชื่อว่ากองทุนรวมนั้นไม่มีการการันตีว่าเงินต้นจะอยู่ครบนะครับ
2. สภาพคล่องสูงกว่ากองทุนประเภทอื่นๆ ขายแล้วได้เงินที่ T+1
3. ได้ผลตอบแทนทุกวัน ถ้าเราฝากเงินออมทรัพย์ออนไลน์ เราจะได้ดอกเบี้ยปีละ 1-2 ครั้ง ซึ่งถ้าเราถอนเงินออกมาก่อนเราจะไม่ได้ดอกเบี้ย แต่กองทุนตลาดเงินเนี่ย NAV มันจะค่อยๆเพิ่มทุกวัน เราขายวันไหนก็ได้กำไร
4. เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นลงทุนในกองทุนรวม พอเห็นมีกองทุนมีกำไรจะได้มีกำลังใจศึกษาและลงทุนต่อไป
5. ทุกๆ บลจ. มีขาย
ข้อเสียของกองทุนตลาดเงิน
1. ผลตอบแทนน้อยมาก ยิ่งช่วงนี้ (พ.ศ. 2563) เงินฝากออมทรัพย์ออนไลน์บางแห่งให้ผลตอบแทนสูงกว่าด้วยซ้ำ
2. สภาพคล่องน้อยกว่าฝากธนาคาร ถึงจะสภาพคล่องสูงกว่ากองทุนประเภทอื่นๆ แต่ก็คล่องสู้เงินฝากออมทรัพย์ไม่ได้เพราะเงินฝากออมทรัพย์ถอนปุ๊ปได้เงินเลย
3. ผลตอบแทนอาจจะน้อยกว่าหรือมากกว่าตอนที่เราเลือก คือตอนเราเลือกกองทุนเราจะเห็นผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุน ซึ่งในอนาคตมันอาจจะได้มาก หรือ น้อยกว่านั้นก็ได้นะครับ
ตัวอย่างการใช้งานกองทุนตลาดเงิน
1. ใช้เก็บเงินเก็บฉุกเฉิน
ในกรณีที่เราต้องมีเงินเก็บเผื่อฉุกเฉินเยอะมากๆ เป็นหลักแสนหรือหลายแสน เราอาจจะแบ่งส่วนหนึ่งไว้ในธนาคาร และ แบ่งส่วนหนึ่งไว้ในกองทุนตลาดเงินเพื่อกระจายความเสี่ยง และให้ได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น
2. ใช้พักเงิน
คือมีเงินก้อนหนึ่ง ยังไม่มีแผนว่าจะเอาไปทำอะไร หรือ รอจังหวะลงทุน เราก็เอาไปใส่ไว้ในกองตลาดเงินก่อนเลย เช่น ได้โบนัสมาเป็นก้อนใหญ่ๆ อยากแบ่ง DCA กองทุนหุ้น ทุกๆเดือนก็ทำแบบนี้เลยครับ
กองตลาดเงินมันมีขายทุก บลจ. อยู่แล้ว เราอยาก DCA กองหุ้นของ บลจ.ไหน ก็ไปซื้อกองตลาดเงินของ บลจ. นั้นไว้ก่อน แล้วในแต่ละเดือนเราก็แบ่ง DCA กองหุ้นด้วยการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนจากกองตลาดเงินมาที่กองหุ้น ซึ่งไม่เสียค่าธรรมเนียม และ สะดวกรวดเร็วกว่าการโอนเงินจากธนาคาร หรือ จาก บลจ. อื่นๆไปซื้อ
อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 วิธีที่ว่านี้จะได้ผลดีก็ต่อเมื่อกองตลาดเงินนั้นมีผลตอบแทนที่ดีกว่าฝากธนาคารนะครับ ในปัจจุบันการเก็บฉุกเฉินส่วนที่สอง และการพักเงินอาจจะใช้บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ออนไลน์ดอกเบี้ยสูงแทน
จบภาคทฤษฏีแล้วนะครับ อาทิตย์หน้าเราจะไปภาคปฏิบัติด้วยการลองเลือกกองทุนตลาดเงินของจริงกันเลย
วันนี้สวัสดีครับ ชุบ ชุบ
ออมให้เงินโต วางแผนการเงินด้วยตัวเอง ใช้ภาษาบ้านๆ เข้าใจง่าย อ่านฟรีครับ
อ่านแล้วมีคำถาม ถามได้ที่เพจตลอดเวลา ยินดีตอบคำถามอย่างมากๆครับผม
ถ้าอ่านแล้วชอบ สั่งซื้อหนังสือออมให้เงินโตได้จากช่องทางต่อไปนี้นะครับ
Line : @proudorder
คลิก > https://bit.ly/33z7RLe
หรือ > Lazada : PROUD

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา