18 ก.ค. 2020 เวลา 02:15 • ธุรกิจ
ออมให้เงินโต ภาคกองทุนรวม EP09
“คำถามกองทุนรวมที่เจอบ่อย”
ก่อนที่เราจะไปเจาะลึกกองทุนรวมแต่ละประเภทกัน วันนี้มาเปิดซองคำถามกันก่อนนะครับ
พบกับคำถามยอดฮิต 5 อันดับที่เจอบ่อยมาก
คำถามยอดฮิตอันดับ 1. กองทุนเรานี่เราถือได้นานแค่ไหน มันมีหมดอายุหรือเปล่า
(ตอบ) ถ้าเป็นกองทุนเปิดส่วนใหญ่จะไม่มีหมดอายุครับ ถือนานแค่ไหนก็ได้ กองทุนหุ้น หลายๆกองทุนก็เปิดมาตั้งแต่ปี พศ.2539 โน่นก็มี
ดังนั้นในกรณีนี้การซื้อกองทุนรวมมันก็จะคล้ายๆการฝากธนาคาร นั่นคือเราสามารถซื้อ-ขายเมื่อไหร่ เท่าไหร่ หรือ ทิ้งไว้นานแค่ไหนก็ได้ ต่างกันที่การซื้อกองทุนรวมนั้นเราสามารถขาดทุนได้ (เรื่องซื้อ-ขาย เมื่อไหร่ เท่าไหร่ มันจะมีข้อยกเว้นในกรณีของกองทุนลดภาษี SSF RMF เดี๋ยวไว้ค่อยคุยกันทีหลัง)
อย่างไรก็ตามมีกองทุนเปิดส่วนน้อยที่มีกำหนดอายุ คือกองทุนที่เราเรียกว่า Term fund (อ่านว่าเทิร์มฟันด์) แปลไทยคือกองทุนแบบมีกำหนดอายุ ลงทุนในตราสารหนี้ พวกนี้จะมีอายุตั้งแต่ 3 เดือน, 6 เดือน, 1 ปี หรือ 3 ปีก็มี เดี๋ยวเราจะได้ลงรายละเอียดกันต่อไป
ส่วนกองทุนปิดที่ซื้อขายในตลาดหุ้น พวกกองทุนอสังหาริมทรัพย์ (REIT&PF) กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน บางส่วนจะมีกำหนดอายุเช่นกัน ซึ่งอายุพวกนี้มักจะยาวๆเป็น 10 ปี แต่เนื่องจากอยู่นอกขอบเขตของเนื้อหา ขอไม่พูดถึงนะครับ
คำถามยอดฮิตอันดับ 2. เราซื้อขายกองทุนกับใคร? ถ้าเราอยากซื้อหรืออยากขายวันนี้ เป็นไปได้มั๊ยที่เราอาจจะซื้อหรือขายไม่ได้?
(ตอบ) เราซื้อขายกองทุนรวมกับ บลจ. เท่านั้นครับ
ในกรณีที่เป็นวันทำการ ไม่ว่าอยากซื้อหรืออยากขาย เราสามารถทำได้ทันทีครับ
อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ เราจะไม่สามารถซื้อขายได้ ดังนั้นเงินส่วนที่เราเก็บไว้เผื่อใช้ฉุกเฉินควรเก็บไว้ในธนาคารนะครับ
อีกเรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับการขายกองทุนรวมก็คือ เมื่อเราขายกองทุนรวม เราจะไม่ได้เงินทันที แต่เราจะได้เงินในวันที่ “T+ตัวเลข” เช่น T+1, T+2, T+3
มันคืออะไร?
T คือวันที่เราส่งคำสั่งครับ ซึ่งจะต้องอยู่ในวันและเวลาทำการด้วย ถ้าเราส่งคำสั่งนอกเวลาทำการ “วัน T” จะเลื่อนเป็นวันทำการถัดไป
+ตัวเลข คือการนับจำนวนวันถัดจากวัน T เรานับเลขนั้นได้ในวันไหนเราจะได้เงินวันนั้น อธิบายให้ดูง่ายๆตามรูปนะครับ
T+1 ส่งคำสั่งซื้อในเวลาทำการ วันถัดไปเป็นวันทำการ
T+1 ส่งคำสั่งซื้อในเวลาทำการ วันถัดไปเป็นวันหยุด
T+1 ส่งคำสั่งซื้อนอกเวลาทำการ วันถัดไปเป็นวันหยุด
T+2 ส่งคำสั่งซื้อในเวลาทำการ วันถัดไปเป็นวันทำการ
T+2 ส่งคำสั่งซื้อในเวลาทำการ วันถัดไปเป็นวันหยุด
T+3 คงไม่ต้องอธิบายแล้วเนาะ ก็นับเพิ่มไปอีกวันนึงเท่านั้น
ทั้งนี้เราจะได้ราคาในวัน T นะครับ ไม่ว่าเราจะได้รับเงินในวันที่ T+อะไรก็ช่าง ราคาจะมาจากวัน T เท่านั้น
โดยปกติแล้วกองทุนกลุ่มที่เสี่ยงน้อยมากๆจะเราจะได้เงินในวันที่ T+1 ส่วนกองทุนที่เสี่ยงมากขึ้นตัวเลขที่บวกจะเพิ่มขึ้น เช่น กองทุนหุ้นจะอยู่ที่ T+3
จะเห็นว่ากองทุนรวมแต่ละประเภทเนี่ย สภาพคล่องมันไม่เท่ากันนะครับ อ่า ขออนุญาตอธิบายคำว่าสภาพคล่องแพร่พ โดยทั่วไปแล้วเราจะใช้กันอยู่ 3 ความหมาย
1. เปลี่ยนเป็นเงินได้เร็วแค่ไหน
ยิ่งเปลี่ยนเป็นเงินได้เร็วมากยิ่งมีสภาพคล่องมาก เช่น T+1 สภาพคล่องมีมากกว่า T+2 แต่ในกรณีเงินฝากธนาคารเราถอนเงินจากธนาคารจะได้เงินในวัน T เลย แบบนี้ฝากธนาคารมีสภาพคล่องมากกว่าซื้อกองทุน
2. ซื้อง่ายขายคล่องหรือเปล่า
ในกรณีที่เราลงทุนในกองทุนรวม ถึงจะซื้อ-ขายได้ในวันทำการเท่านั้น แต่มีคนรับซื้อและมีคนขายแน่นอนคือ บลจ. นั่นเอง ถือว่ามีสภาพคล่องมากกว่าสินทรัพย์บางอย่าง เช่น หุ้น หรือ กองทุนปิดบางตัว ที่ไม่ค่อยมีการซื้อขาย ทำให้บางครั้งเราอยากขายแต่ไม่มีคนซื้อ หรือเราอยากซื้อแต่ไม่มีคนขาย
ตัวอย่างที่เห็นภาพได้ชัดของการมีสภาพคล่องต่ำคืออสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้าน, ที่ดิน ซึ่งของที่มีสภาพคล่องต่ำเวลาขายคนขายก็อาจจะได้ราคาที่ไม่ดีนัก ยิ่งรีบขายยิ่งได้ราคาต่ำ แบบเราอยากรีบขายที่ดินตอนเราร้อนเงิน เราก็จะโดนกดราคายับ เป็นต้น
3. เงินสดเพียงพอสำหรับใช้จ่าย
ข้อนี้ใครทำธุรกิจน่าจะเห็นภาพ ในกรณีที่บริษัทมีเงินสดน้อย เกิดหมุนเงินไม่ทัน แบบนี้เราก็จะเรียกว่าบริษัทนี้ขาดสภาพคล่อง
ถามสั้นๆตอบซะยาวเลย ไปคำถามต่อไปกันเลย
คำถามยอดฮิตอันดับ 3. สงสัยเรื่องผลตอบแทนของกองทุนรวม สมมติเราซื้อกองทุนรวมที่มีผลตอบแทน 10% ต่อปีทบต้น แปลว่าเราซื้อต้นปี 100 บาท ปลายปีจะมีเงิน 10 บาทโอนเข้าบัญชีเราแบบนี้หรือเปล่า
(ตอบ) ไม่ใช่ครับ เรื่องนี้ต้องอธิบายยาวๆ
อย่างที่เคยคุยกันไปแล้วว่า เราจะได้ผลตอบแทนจากกองทุนรวม 2 แบบคือ NAV ที่เพิ่มขึ้นและปันผล
ถ้าเราซื้อกองทุนรวมที่ไม่มีปันผล ผลตอบแทนของเราคือ NAV ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น (มากกว่าตอนที่เราซื้อ) ถ้าเราอยากได้เงินก็ต้องขายหน่วยลงทุนครับ ซึ่งผมขอแบ่งเป็น 2 กรณี
1. ในกรณีที่เป็นกองทุนที่ความผันผวนน้อยมากๆอย่างพวกกองทุนตลาดเงิน เราสามารถคาดการณ์กำไรในระยะสั้นๆได้ ยกตัวอย่างเช่น
เราซื้อต้นปี 100,000 บาท ผลตอบแทนสมมติว่า 1% ต่อปีทบต้น ปลายปี NAV ก็ควรจะเพิ่มเป็น 101,000 บาท ซึ่งถ้าเราอยากเอากำไร 1,000 บาทออกมาใช้จ่าย เราก็ต้องขายหน่วยลงทุนออกไป
2. ในกรณีที่เป็นกองทุนที่มีความผันผวนสูงๆ เช่น กองทุนหุ้น เราจะไม่สามารถคิดแบบนั้นได้ในช่วง 1-5 ปีแรกครับ เพราะ NAV มันจะขึ้นๆลงๆ ผันผวนมากในระยะสั้น ในช่วง 5 ปีแรกนี้ดีไม่ดีเราจะขาดทุนด้วยซ้ำไป
แต่ทว่าถ้าเราอดทนถือนานๆเกิน 7 ปีขึ้นไปแล้ว กำไรที่ได้มานั้นมันจะอยู่ประมาณ 8-12% ทบต้นครับ
อ่าว งงเลยสิ 1-5 ปีแรกอาจจะขาดทุน แล้วหลังจากนั้นมันจะได้ 8-12% ต่อปีทบต้นได้ยังไง
เรื่องนี้อธิบายยากครับ ดูจากตัวอย่างของจริงกันดีกว่า จากรูปกราฟ NAV กองทุน TMB50 เราจะดู NAV ของกองทุนนี้ในปัจจุบันเทียบกับเมื่อ 10 ปีที่แล้ว
ข้อมูล ณ วันที่ 10 กค. 2563 รูปจาก https://www.wealkmagik.com
วันนี้ พ.ศ. 2563 NAV 88.5630 บาท
เมื่อ 10 ปีที่แล้ว พ.ศ. 2553 NAV 40.6351 บาท
ถ้ายังจำสูตรดอกเบี้ยทบต้นได้จาก EP2 เราลองมาคำนวณกันดูนะครับ
เนื่องจากเราสมมุติว่าเราซื้อกองทุนนี้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ดังนั้นมูลค่าในอนาคตคือ NAV ปัจจุบัน ส่วนมูลค่าปัจจุบันคือ NAV เมื่อ 10 ปีที่แล้ว จำนวนปีที่ลงทุนคือ 10 ปี
88.5630 = 40.6351 * (1+ผลตอบแทน/100)^10
2.17947 = (1+ผลตอบแทน/100)^10
จากนั้นเราต้องเอายกกำลัง 10 ออก ซึ่งทำได้โดยการยกกำลัง 1/10 ทั้งสองด้านของสมการ (ทำใน Excel ได้ครับ)
1.081023 = 1+ผลตอบแทน/100
0.081023 = ผลตอบแทน/100
ผลตอบแทน = 8.1023% ต่อปีทบต้น
จะเห็นว่าถ้าเราซื้อกองนี้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว แล้วถือมาจนถึงวันนี้ นี่ขนาด NAV ช่วงนี้ลดลงมาเยอะเพราะวิกฤตโควิด ก็ยังได้กำไรแถวๆ 8% อยู่นะครับ ถ้าไม่มีวิกฤตโควิดเราอาจจะลองเอา NAV ก่อนหน้านี้ที่เคยขึ้นไปแถวๆ 110 บาทมาคิด ผลตอบแทนก็จะเยอะกว่านี้แน่นอน
โดยสรุปคือ กองทุนหุ้นเนี่ย ระยะสั้นคาดหวังกำไรไม่ได้ แต่ระยะยาว NAV จะเพิ่มขึ้นแบบกำไรทบต้น ซึ่งการลงทุนในกองทุนรวมนั้นเราจะได้กำไรทบต้นโดยที่เราไม่ต้องทำอะไร ที่เป็นแบบนี้เพราะเมื่อกองทุนมีกำไร เขาจะเอากำไรที่เกิดขึ้นไปลงทุนอย่างต่อเนื่อง ถ้าเราไม่ขายหน่วยลงทุนออกมาเองแล้วยังไงๆ เราได้กำไรทบต้นแบบเต็มเหนี่ยวแน่นอน
แต่ในกรณีที่เราซื้อกองทุนหุ้นที่มีปันผล กองทุนจะโอนเงินปันผลเข้าบัญชีเรา ซึ่งโดยปกติแล้วปันผลของกองทุนหุ้นจะไม่เยอะครับ (ราวๆ 2-3% ต่อปี บางกองอาจจะมากหรือน้อยกว่านี้) ซึ่งรวมกับ NAV ที่เพิ่มขึ้นแล้ว เราก็จะได้ผลตอบแทนประมาณ 8-12% ต่อปีนั่นเอง แต่อย่างที่เคยคุยกันคือ กองทุนที่มีปันผลนั้นผลตอบแทนจริงอาจจะน้อยกว่านี้ เพราะเมื่อมีการปันผลออกมาทำให้กำไรนั้นไม่ถูกเอาไปลงทุนต่อ ทำให้ไม่เกิดการทบต้นแบบเต็มเหนี่ยว
คำถามยอดฮิตอันดับ 4. ซื้อกองทุน NAV สูงๆ กับ NAV ต่ำๆ มีผลกับผลตอบแทนที่เราจะได้หรือเปล่า?
(ตอบ) ไม่มีผลครับ
โดยปกติแล้ว NAV ของกองทุนในบ้านเรามักจะเริ่มที่ 10 บาท พอกองทุนดำเนินการไปได้ซักพักเริ่มมีกำไร NAV ก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการที่เราจะไปซื้อกองทุนที่ NAV 10-20 บาท กับ NAV หลัก 100 บาทเนี่ย ถ้าเป็นกองทุนประเภทเดียวกัน ผลตอบแทนที่เราได้ก็จะไม่หนีกันมาก (ถ้าบริหารดีเหมือนกันนะ)
พูดแล้วจะหาว่าโม้ ลองไปดูของจริงกันดีกว่า กรณีคลาสสิคที่ผมมักจะยกตัวอย่างคือกองทุน TMB50 (อีกแล้ว) กับ JB25
คือ 2 กองนี้เปรียบเทียบง่ายครับ บริหารโดย บลจ.ทหารไทยเหมือนกัน นโยบายลงทุนคล้ายๆกัน วิธีการเปรียบเทียบก็ต้องหาผลตอบแทนทบต้นต่อปีของทั้ง 2 กองเอามาเทียบกัน โดยผลตอบแทนนั้นต้องคิดจากช่วงเวลาเดียวกัน
นี่เป็นอีกเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องดู “ผลตอบแทนทบต้นต่อปี” (แบบในคำถามที่แล้ว) เพราะมันง่ายต่อการเอาไปเปรียบเทียบกับกองทุนอื่นและ ง่ายเมื่อเอาไปเปรียบเทียบกับมาตรฐานด้วย (ปกติกองทุนหุ้นจะให้ผลตอบแทน 8-12% ต่อปีทบต้น)
ข้อมูล ณ วันที่ 10 กค. 2563 รูปจาก https://www.wealkmagik.com
เมื่อ 10 ปีที่แล้ว พ.ศ.2553 NAV ของ TMB50 คือ 40.6351 บาท ส่วน JB25 คือ 17.1989 บาท
จะเห็นว่า NAV ของ TMB50 แพงกว่าประมาณเท่าตัวนิดๆเลยทีเดียว
ผ่านไป 10 ปี ปัจจุบัน พ.ศ.2563 NAV ของ TMB50 คือ 88.5630 บาท ส่วน JB25 คือ 36.6587 บาท
จากกราฟเราดูไม่ออกหรอกครับว่ากองไหนดีกว่ากัน ดังนั้นอย่างที่บอกไปแล้ว เราต้องหาผลตอบแทนทบต้นมาเทียบกัน ซึ่งของ TMB50 เรารู้แล้วจากข้อ 3 คือ 8.1023%
ดังนั้นเราก็ทำแบบเดียวกันเพื่อหาผลตอบแทนต่อปีทบต้นของ JB25 ขออนุญาตไม่แสดงวิธีทำนะครับ ได้ผลคือ 7.8618% ต่อปีทบต้น
ต่างกันแค่ 0.24% เท่านั้น ซึ่งความแตกต่างนี้ก็อาจจะมาจากการที่กองทุนถือหุ้นไม่เหมือนกันก็ได้ครับ (TMB50 ถือหุ้น 50 ตัว แต่ JB25 ถือหุ้น 25 ตัว)
แต่ที่แน่ๆคือไม่ว่ากองทุนนั้นจะมี NAV มากหรือน้อย ก็ไม่มีผลกับผลตอบแทนที่เราจะได้รับครับ
คำถามยอดฮิตอันดับ 5. ทำไมต้องลงทุนผ่านกองทุนรวม ลงทุนเองตรงๆได้หรือเปล่า
(ตอบ) การลงทุนในกองทุนรวมนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสียครับ มันก็เป็นเรื่องที่พูดยาก ว่าเราควรลงทุนผ่านกองทุนรวม หรือ ควรลงทุนเอง ซึ่งแต่ละคนก็จะมีข้อจำกัดต่างกัน ในที่นี้ขอพูดในภาพรวมละกันนะครับ
ข้อดี
1. ใช้เงินน้อย แต่กระจายความเสี่ยงได้ดี
ถ้าเราไปลงทุนด้วยตัวเอง เราจะต้องใช้เงินเยอะมากเพื่อกระจายความเสี่ยง เช่น เรามี 500 บาท เราอาจจะซื้อหุ้นบางตัวไม่ได้ด้วยซ้ำไป แต่ถ้าเราลงทุนผ่านกองทุนรวม เงิน 500 บาทนี้ทางกองทุนจะเอาไปรวมกับเงินของคนอื่นๆและกระจายเงิน 500 บาทของเราไปซื้อหุ้น 50 ตัวได้
2. ไม่ติดเรื่องการลงทุนขั้นต่ำ มีเงินน้อยก็ลงทุนได้
ในสินทรัพย์บางตัว เช่น หุ้น หรือ ตราสารหนี้ เขาจะมีขั้นต่ำในการลงทุนอยู่ ซึ่งบางทีเป็นหลักแสนบาทนะครับ แต่กองทุนรวมลงทุนขั้นต่ำหลัก 10-100 บาท เท่านั้นเอง
3. ไม่ต้องมีความเชี่ยวชาญมากก็ลงทุนได้
อย่างเช่นเราซื้อกองทุนหุ้น เราก็ไม่จำเป็นจะต้องเรียนรู้การวิเคราะห์หุ้นแบบเทพๆทั้งหลาย ขอแค่รู้ว่าเราควรลงทุนอย่างไร ต้องติดตามการดำเนินงานแบบไหน แค่นี้ก็พอแล้ว
4. ใช้เวลาน้อย
ต่อเนื่องจากข้อ 3 พอเราไม่ต้องคิดวิเคราะห์ให้วุ่นวาย มันก็ไม่ต้องใช้เวลามาก โดยทั่วๆไปอาจจะใช้เวลาดู 2-3 เดือนครั้ง แต่ละครั้งกินเวลา 5-10 นาที โอเคว่าช่วงที่เกิดวิกฤตก็อาจะจะต้องดูบ่อยหน่อยซักอาทิตย์ละครั้งซึ่งก็ใช้เวลาไม่นานอยู่ดี
5. ผลตอบแทนดีเมื่อเทียบกับความเสี่ยง คือไม่ต้องเสี่ยงเยอะแบบลงทุนเอง แต่ก็ยังได้ผลตอบแทนที่ดี ที่ชัดเจนคือกองทุนหุ้น ผลตอบแทนทบต้นปีละ 8-12% นี่ถือว่าโอเคเลยนะครับ (เงินเพิ่มประมาณเท่าตัวในเวลา 10 ปี)
6. ลดหย่อนภาษีได้ สำหรับกองทุนที่ให้สิทธิพิเศษทางภาษี ได้แก่กองทุน SSF และ RMF คือต่อให้เราเสียภาษีในอัตราต่ำสุดที่ 5% ซื้อกองทุนปุ๊ป เราจะได้ 5% นั้นคืนทันที เรียกว่าซื้อปุ๊ปได้ผลตอบแทน 5% เลย ยิ่งถ้าเราเสียภาษีเรตสูงๆก็จะยิ่งคุ้ม
ข้อเสีย
1. ผลตอบแทนกลางๆ สำหรับบางคนที่มีความเชี่ยวชาญและมีเงินเยอะ การลงทุนเองอาจจะทำผลตอบแทนได้ดีกว่าลงทุนผ่านกองทุนรวม
2. อาจจะไม่มีกองทุนที่มีการลงทุนแบบที่เราอยากได้เป๊ะๆ อารมณ์เหมือนเราไปซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปน่ะครับ มันจะไม่พอดีเป๊ะๆแบบเราไปสั่งตัดแน่นอน
3. ข้อมูลไม่เป็นปัจจุบัน ข้อมูลที่เราอ่านจาก Fund Fact Sheet (เดี๋ยว EP หน้าจะพาไปดู) มักเป็นข้อมูลจาก 6 เดือนที่แล้วหรือมากกว่านั้น ซึ่งโดยปกติแล้วกองทุนรวมจะออกรายงานออกมาทุกๆ 3-6 เดือน เอาจริงๆข้อนี้ก็ไม่ค่อยมีผลเท่าไหร่หรอกครับ อ่านจบซีรี่ย์นี้แล้วจะเข้าใจได้
คิดว่าวันนี้น่าจะเคลียร์ปัญหาที่ค้างคาในใจหลายๆคนไปได้เยอะนะครับ ถ้าใครยังมีคำถามก็ถามมาได้นะครับ สัปดาห์หน้า EP หน้าเป็นต้นไป เราจะไปลงรายละเอียดของกองทุนรวมแต่ละประเภทกัน เริ่มจากกองทุนตลาดเงินนะครับ
วันนี้สวัสดีครับ ชุบ ชุบ
ออมให้เงินโต วางแผนการเงินด้วยตัวเอง ใช้ภาษาบ้านๆ เข้าใจง่าย อ่านฟรีครับ
อ่านแล้วมีคำถาม ถามได้ที่เพจตลอดเวลา ยินดีตอบคำถามอย่างมากๆครับผม
ถ้าอ่านแล้วชอบ สั่งซื้อหนังสือออมให้เงินโตได้จากช่องทางต่อไปนี้นะครับ
Line : @proudorder
คลิก > https://bit.ly/33z7RLe
หรือ > Lazada : PROUD

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา