“ราชวงศ์ทิวดอร์” Ep.1 กุหลาบขาวและกุหลาบแดง
ในยุคกลาง ยุโรปต่างถูกครอบงำด้วยอำนาจของศาสนจักรและขุนนาง
ซึ่งเป็นยุคสมัยที่ยุโรปล้าหลังอย่างแท้จริง...
1
แต่แล้ว ปัจจัยต่างๆก็สามารถทำให้ยุโรปปลดเปลื้องออกมาจากยุคกลางได้
จากดินแดนที่ล้าหลัง ยุโรปจะกลายมาเป็นผู้ที่ควบคุมโลกทั้งใบในไม่ช้า
2
และก่อเกิดหนึ่งในมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก
มหาอำนาจที่เรียกว่า “อังกฤษ”
ทุกท่านครับ นี่คือเรื่องราวการก้าวข้ามจากยุคกลางไปสู่ยุคใหม่ของอังกฤษ...
เรื่องราวความขัดแย้งในบัลลังก์...
เรื่องราวการแย่งชิงอำนาจของกษัตริย์และขุนนาง...
เรื่องราวกษัตริย์นักรักผู้โหดเหี้ยม...
เรื่องราวความบ้าเลือดของควีนองค์หนึ่ง...
เรื่องราวการก้าวสู่ยุคทองของอังกฤษ...
สงครามดอกกุหลาบ...
เฮนรี่ที่ 7...
เฮนรี่ที่ 8...
Bloody แมรี่...
ควีนอลิซาเบธที่ 1...
และนี่ คือเรื่องราว “ราชวงศ์ทิวดอร์”
โปรดนั่งลงเถิดครับ แล้วผมจะเล่าให้ฟัง...
ภาพจากซีรี่ส์ The White Princess
ก่อนอื่นใน Ep. นี้ ผมจะเล่าถึงเรื่องราวต้นกำเนิดของราชวงศ์ทิวดอร์กันก่อนนะครับ...
ในช่วงยุคกลางนั้น เหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดคงไม่พ้นสงครามครูเสด ที่เป็นสงครามศาสนาเพื่อแย่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ระหว่างคริสต์กับอิสลาม
โดยในช่วงแรกๆนั้นฝ่ายคริสต์คือยุโรปก็รบด้วยใจที่ศรัทธาจริงๆอยู่หรอกครับ แต่ต่อมาก็เหมือนรบเพื่อผลประโยชน์ เลยทำให้ในที่สุดฝ่ายคริสต์ก็พ่ายแพ้
แต่จากสงครามครูเสด ได้ทำให้ยุโรปเริ่มเห็นว่าตัวเองนั้นล้าหลังขนาดไหน คนยุโรปจึงพยายามถีบตัวเองออกมาจากแนวคิดของยุคกลางจนเกิดเป็นยุคที่เป็นรอยต่อ คือ ยุคเรอเนซองส์ ที่คนยุโรปเริ่มเชื่อในมนุษยนิยม
เกิดชนชั้นใหม่ที่เรียกว่า พ่อค้า...
พาวเวอร์ของขุนนางลดลงเพราะความบอบช้ำจากสงครามครูเสด...
ศาสนจักรเริ่มเสื่อมถอย...
คนเริ่มเกิดความรู้สึกเป็นชาติเดียวกันมากขึ้น...
ความคิดเหล่านี้ต่างผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดปกคลุมไปทั่วยุโรป...
แม้แต่ดินแดนที่ถูกตัดขาดจากแผ่นดินใหญ่ยุโรปอย่างอังกฤษ ก็ได้รับผลกระทบจนมีการเปลี่ยนแปลงภายในครั้งใหญ่ที่เป็นการแย่งชิงอำนาจระหว่างกษัตริย์กับขุนนาง
จนเกิดเป็นสงครามที่เรียกว่า “สงครามดอกกุหลาบ”
ภาพจาก Time Magazine (สงครามครูเสด)
ในตอนนั้นอังกฤษถูกปกครองโดยเฮนรี่ที่ 6 แห่งราชวงศ์แลงคาสเตอร์
ซึ่งในช่วงนี้เป็นช่วงท้ายของสงครามร้อยปีที่เป็นการรบระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส โดยในช่วงท้ายอังกฤษสูญเสียผลประโยชน์ให้ฝรั่งเศสไปเยอะมาก!
ทำให้ขุนนางนั้นถูกแบ่งออกเป็น 2 ก๊ก ได้แก่
ขุนนางที่ปลื้มเฮนรี่ที่ 6
กับขุนนางที่ไม่ปลื้มเฮนรี่ที่ 6
ฝ่ายขุนนางที่ไม่ปลื้มเฮนรี่ที่ 6 ก็พากันไม่พอใจแล้วโจมตีว่า “จริงๆแล้วเรื่องการเสียประโยชน์และดินแดนในสงครามร้อยปี ก็เพราะว่าพวกขุนนางที่อยู่ฝั่งเฮนรี่ที่ 6 อยู่เบื้องหลังเรื่องเหล่านี้ทั้งหมด!”
ขุนนางทั้ง 2 ก๊กก็มีการตบตีแย่งชิงอำนาจกัน ในขณะที่เฮนรี่ที่ 6 นั้นอ่อนแอ ไม่มีอำนาจอะไร โดนพวกขุนนางใช้ตัวเองเป็นเครื่องมือในการสร้างฐานอำนาจเท่านั้น
และยิ่งเฮนรี่ที่ 6 กับควีนมาร์กาเร็ต ไม่มีโอรส ทำให้เริ่มเกิดความตึงเครียดภายในมากขึ้นว่า “หลังจากเฮนรี่ที่ 6 ใครจะเป็นผู้สืบทอดบัลลังก์ล่ะทีนี้”
แล้วความตึงเครียดก็ยิ่งใกล้จุดระเบิดเมื่อเฮนรี่ที่ 6 เกิดป่วยขึ้นมา ทำให้ขุนนางที่โดดเด่นที่สุด แถมได้รับความนิยมจากประชาชนสูง อย่างริชาร์ดแห่งยอร์ค ได้กระโดดเข้ามาเป็นผู้สำเร็จราชการและเป็นผู้พิทักษ์บัลลังก์
ในตอนนี้อำนาจของริชาร์ดแห่งยอร์คเรียกได้ว่า “มากที่สุดในแผ่นดินอังกฤษ” หากหมดยุคเฮนรี่ที่ 6 ริชาร์ดแห่งยอร์ค ก็คงสามารถสืบต่อบัลลังก์อย่างไม่ยากเย็นอะไร
แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า เฮนรี่ที่ 6 หายป่วย อีกทั้งควีนมาร์กาเร็ตดันมีโอรสขึ้นมา!
ฝ่ายเฮนรี่ที่ 6 เมื่อมีโอรสคือเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด จึงพยายามกู้อำนาจของตัวเองกลับคืนมา...
แต่ฝ่ายของริชาร์ดมีหรือครับที่จะยอมง่ายๆ...
จึงมีการแตกหักแล้วรบกันเพื่อแย่งบัลลังก์ในที่สุด
โดยฝ่ายแลงคาสเตอร์ที่นำโดยเฮนรี่ที่ 6 มีสัญลักษณ์เป็นกุหลาบแดง
และฝ่ายยอร์คที่นำโดยริชาร์ด มีสัญลักษณ์เป็นกุหลาบขาว
เลยเรียกว่า “สงครามดอกกุหลาบ” นั่นเองครับ
ภาพจาก Wikipedia (สัญลักษณ์ของแลงคาสเตอร์และยอร์ก)
การรบแย่งบัลลังก์ของแลงคาสเตอร์และยอร์คเรียกได้ว่าสูสีคู่คี่กันมาก ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ ซึ่งก็สร้างความเสียหายให้ทั้งสองฝ่าย
1
จนในการรบที่เวคฟิล ริชาร์ดแห่งยอร์คก็ตายในสนามรบ
แต่ใช่ว่าสงครามจะจบครับ เมื่อลูกชายของริชาร์ดที่ชื่อเอ็ดเวิร์ด (ชื่อตัวละครอาจเหมือนๆกันต้องแยกให้ดีนะครับ) ก็ขึ้นมาบอกว่า “ถ้าพ่อตูมีสิทธิ์ในบัลลังก์ ตูก็ต้องมีสิทธิ์เหมือนกันสิ!”
ว่าแล้วเอ็ดเวิร์ดก็จัดการถล่มแลงคาสเตอร์จนฝ่ายยอร์กกลับขึ้นมาได้เปรียบ แล้วในที่สุดเอ็ดเวิร์ดก็สถาปนาตัวเองขึ้นเป็นกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 4
เฮนรี่ที่ 6 กับควีนมาร์กาเร็ตก็พากันหอบเจ้าชายหนีหัวซุกหัวซุนไปสกอตแลนด์
แต่แล้วทหารแลงคาสเตอร์เมื่อเห็นเฮนรี่ที่ 6 แทบไม่เหลืออะไรแล้ว ก็เลยพากัน “หักหลังแล้วไปเข้าฝ่ายยอร์คดีกว่า!” ว่าแล้วก็พากันจับเฮนรี่ที่ 6 ส่งตัวไปให้เอ็ดเวิร์ดที่ 4 เฮนรี่ที่ 6 จึงถูกขังอยู่ในหอคอยแห่งลอนดอน
ฝ่ายควีนมาร์กาเร็ตก็ไม่ยอมสิครับ เลยพยายามสร้างกองทัพแลงคาสเตอร์ขึ้นมาใหม่ แต่ทว่าเอ็ดเวิร์ดที่ 4 ได้มีการดีลกันกับสกอตแลนด์ไว้แล้ว จึงทำให้ควีนมาร์กาเร็ตและเจ้าชายถูกถีบออกไปจากสกอตแลนด์
ควีนมาร์กาเร็ตกับเจ้าชายจึงหนีหัวซุกหัวซุนไปฝรั่งเศสในที่สุด
1
เรื่องน่าจะจบที่ฝ่ายยอร์กชนะแล้วได้บัลลังก์ไป แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า เอ็ดเวิร์ดที่ 4 ไม่ได้ทำให้บ้านเมืองดีขึ้นซักเท่าไหร่ เลยเกิดเสียงต่อต้านจากประชาชน ทำให้ริชาร์ด เนวิล ที่เป็นขุนนางคนสนิทหักหลังเอาดื้อๆ!
ริชาร์ด เนวิลได้ไปสร้างกองทัพโดยร่วมมือกับควีนมาร์กาเร็ตทำการรวบรวมพวกแลงคาสเตอร์ขึ้นมาอีกครั้ง แล้วพากันไปถล่มเอ็ดเวิร์ดที่ 4
แต่แทนที่จะไปถล่มเขา กลับโดนเขาถล่มกลับมาซะเอง! ริชาร์ด เนวิล ตายในสนามรบ อีกทั้งต่อมาเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดก็ตายในสนามรบเช่นเดียวกัน! และควีนมาร์กาเร็ตถูกจับไปขังในหอคอยแห่งลอนดอน
ต่อมาเอ็ดเวิร์ดที่ 4 ต้องการกำจัดสายของแลงคาสเตอร์ให้หมดสิ้นไปซะ! จึงจับเฮนรี่ที่ 6 ที่ถูกขังอยู่ตัดหัว!
ทำให้แลงคาสเตอร์สายตรงถูกจัดการจนเกลี้ยง...
ฝ่ายยอร์คเหมือนจะชนะแบบเบ็ดเสร็จไปแล้ว แต่ก็เกิดเรื่องขึ้นอีกเมื่อเอ็ดเวิร์ดที่ 4 สวรรคตกะทันหัน!
โอรสของเอ็ดเวิร์ดที่ 4 จึงขึ้นครองราชย์ต่อในนาม เอ็ดเวิร์ดที่ 5
แต่ริชาร์ดแห่งกลอสเตอร์ที่เป็นน้องชายของเอ็ดเวิร์ดที่ 4 ไม่ยอมน่ะสิครับ! เลยโจมตีเอ็ดเวิร์ดที่ 5 ต่างๆนานาว่า “ไอ้ลูกนอกสมรส ไม่มีสิทธิ์ในบัลลังก์!” แล้วก็มีการตบตีแย่งชิงอำนาจกันในฝ่ายยอร์ก
แล้วต่อมา เอ็ดเวิร์ดที่ 5 ก็เกิดหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย! (คงจะโดนเก็บไปตามระเบียบ) ริชาร์ดแห่งกลอสเตอร์เลยฮุบเอาบัลลังก์ สถาปนาตัวเองเป็นกษัตริย์ริชาร์ดที่ 3
ในขณะที่ฝ่ายยอร์คกำลังแย่งชิงอำนาจกันอย่างเมามัน ฝ่ายแลงคาสเตอร์ก็ได้ก่อตัวขึ้นมาใหม่ โดยชายธรรมด๊าธรรมดาคนหนึ่ง ที่เป็นขุนนางปลายแถวและมีเลือดแลงคาสเตอร์อยู่น้อยมาก...
ชายคนนั้นชื่อว่า เฮนรี่ ทิวดอร์
ภาพจาก The History Press (เฮนรี่ ทิวดอร์)
เฮนรี่ ทิวดอร์ ถือว่าเป็นสายแลงคาสเตอร์ที่ห่างไกลจากสิทธิ์ในบัลลังก์มาก แต่เมื่อแลงคาสเตอร์สายตรงโดนกำจัดไปเรื่อยๆ สายจึงขยับมาที่ตัวของเฮนรี่ ทิวดอร์เรื่อยๆเช่นกัน
เฮนรี่ ทิวดอร์ไต่เต้าจนกลายเป็นผู้นำฝ่ายแลงคาสเตอร์ ทำการฟื้นฟูกองทัพขึ้นมาใหม่ แล้วจัดการไปถล่มริชาร์ดที่ 3 เพื่อแย่งบัลลังก์คืนกลับมาสู่แลงคาสเตอร์อีกครั้ง!
1
ฝ่ายริชาร์ดที่ 3 ที่พึ่งบอบช้ำจากการตบตีแย่งอำนาจกันมาสดๆร้อนๆ อำนาจและกองทัพก็อ่อนแอ ทำให้โดนกองทัพแลงคาสเตอร์ถล่มจนราบคาบ แล้วริชาร์ดที่ 3 ก็สวรรคตกลางสนามรบ...
จากนั้นเฮนรี่ ทิวดอร์ ก็ทำการสถาปนาตัวเองเป็นกษัตริย์เฮนรี่ที่ 7...
โดยเฮนรี่ที่ 7 ไม่ได้นำอังกฤษกลับไปสู่ราชวงศ์แลงคาสเตอร์หรือยอร์ค...
แต่ได้นำอังกฤษเข้าสู่ราชวงศ์ใหม่ที่ใช้สัญลักษณ์กุหลาบแดงและกุหลาบขาว...
เหมือนเป็นการบอกว่า “แลงคาสเตอร์กับยอร์ค เลิกตีกันได้แล้ว ไม่ว่าใครจะขาวจะแดง แต่พวกเราก็มีเลือดอังกฤษเหมือนกัน เพราะฉะนั้น จับมือกันแล้วอยู่ภายใต้กุหลาบขาวและกุหลาบแดงซะ!”
และนี่ คือจุดเริ่มต้นของราชวงศ์ทิวดอร์
ภาพจาก Serious Science (สัญลักษณ์ของราชวงศ์ทิวดอร์ที่เป็นการรวมกุหลาบขาวและกุหลาบแดงเข้าด้วยกัน)
แต่เมื่อตั้งราชวงศ์ทิวดอร์ขึ้นมา ถึงปากจะบอกว่าแลงคาสเตอร์และยอร์ครวมกัน แต่จริงๆแล้วยังไงแลงคาสเตอร์ก็ยังเหนือกว่าอยู่วันยังค่ำเพราะเป็นผู้ชนะ
ฝ่ายยอร์กจึงมีการสร้างกองทัพขึ้นมา แต่เฮนรี่ที่ 7 รู้ทันจึงจัดการถล่มพวกยอร์คที่ต่อต้านจนเกลี้ยง!
และเฮนรี่ที่ 7 ก็ต้องการสยบฝ่ายยอร์คให้เด็ดขาด ไม่ให้ลุกขึ้นมาเหิมเกริมอีกครั้ง จึงจัดการเอาคนที่ใหญ่โตที่สุดในฝ่ายยอร์คมาเป็นเมียซะ!
เจ้าหญิงอลิซาเบธที่เป็นธิดาองค์โตของเอ็ดเวิร์ดที่ 4 ซึ่งตอนนี้เป็นคนที่ใหญ่โตที่สุดของฝ่ายยอร์ค ก็ถูกจับให้แต่งงานกับเฮนรี่ที่ 7
ซึ่งเป็นการรวมแลงคาสเตอร์และยอร์คให้เป็นหนึ่งเดียวอย่างเป็นทางการ
กุหลาบขาวและกุหลาบแดงเลยสามารถรวมกันได้ในที่สุด...
ภาพจาก ซีรี่ส์ The White Princess (ฉากแต่งงานของเฮนรี่ที่ 7 และเจ้าหญิงอลิซาเบธ)
เฮนรี่ที่ 7 จะรู้สึกลึกซึ้งขนาดไหนกับควีนอลิซาเบธนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญเลยครับ เพราะชัดเจนอยู่แล้วว่าการแต่งงานครั้งนี้ เฮนรี่ที่ 7 นั้นหวังสิ่งอื่นนอกจากความรัก
ไม่ว่าจะเป็นการสยบฝ่ายยอร์คให้อยู่แทบเท้า...
หรือการต้องการมีโอรสทันที เพื่อตัดสิทธิ์พวกเจ้านายเก่าๆที่จ่อคิวรอจะโค่นล้มตัวของเฮนรี่ที่ 7 แล้วฮุบเอาบัลลังก์...
ซึ่งในที่สุดเฮนรี่ที่ 7 กับควีนอลิซาเบธก็มีโอรสและธิดาทั้งหมด 7 องค์ แต่เหลือรอดจนเติบโตแค่ 4 องค์เท่านั้น คือ...
เจ้าชายอาเธอร์ที่เป็นรัชทายาท
เจ้าชายเฮนรี่
เจ้าหญิงมาร์กาเร็ต
และเจ้าหญิงแมรี่
ภาพจาก Pinterest (เหล่าเจ้าชายเจ้าหญิงที่เติบโตของเฮนรี่ที่ 7 และควีนอลิซาเบธ)
เฮนรี่ที่ 7 นั้นเรียกได้ว่าไม่ค่อยได้รับการศึกษาซักเท่าไหร่ รบก็ไม่ได้เก่ง ปรัชญาก็ไม่ค่อยจำ ดนตรีก็ไม่ได้เล่น วรรณกรรมก็ไม่เคยเขียน แต่มีเพียงจุดเด่นเดียวที่ทำให้ราชวงศ์ทิวดอร์มั่นคง คือ
“เฮนรี่ที่ 7 เก็บเงินเก่ง”
1
ดังนั้น เฮนรี่ที่ 7 จะเซนต์ซิทีฟเรื่องเงินๆทองๆมาก มีการหาเงิน เก็บเงิน ทำรายรับรายจ่ายอย่างเคร่งครัด และจะหยุมหยิมในค่าใช้จ่ายทุกเรื่อง
ซึ่งจากความหยุมหยิมขี้เหนียวของเฮนรี่ที่ 7 นี่แหละครับ ทำให้อังกฤษเริ่มมีเงินเก็บมหาศาลที่ในอนาคตจะทำให้อังกฤษเป็นชาติที่ร่ำรวยที่สุดชาติหนึ่งในยุโรป
ส่วนในต่างประเทศนั้น เฮนรี่ที่ 7 จะใช้การแต่งงานเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ อย่างเจ้าหญิงมาร์กาเร็ตก็ให้แต่งกับกษัตริย์เจมส์ที่ 4 แห่งสกอตแลนด์ เพื่อขยายอิทธิพลของอังกฤษอีกทางหนึ่ง
ส่วนลูกรักอย่างเจ้าชายอาเธอร์ที่เป็นรัชทายาทก็ถูกเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดี แล้วเล็งว่าจะให้แต่งกับแคทเธอรีนแห่งอารากอน เจ้าหญิงของสเปน ซึ่งสเปนในตอนนั้นเริ่มก้าวสู่การเป็นมหาอำนาจ เฮนรี่ที่ 7 คิดว่า “การเชื่อมความสัมพันธ์กับสเปน จะยิ่งทำให้อังกฤษแข็งแกร่ง!”
เมื่อมีการตกลงกับสเปนเรียบร้อยแล้ว เจ้าชายอาเธอร์กับแคทเธอรีนแห่งอารากอนก็ได้แต่งกันตอนที่ทั้งคู่อายุ 15 ปีเท่ากัน
แต่ทว่า หลังจากแต่งงานได้ไม่กี่วัน เจ้าชายอาเธอร์ดันป่วยด้วยวัณโรคแล้วสิ้นพระชนม์กะทันหัน!
แคทเธอรีนแห่งอารากอนที่เพิ่งเข้าพิธีแต่งงานไปหยกๆก็เป็นหม้ายสิครับทีนี้!
เฮนรี่ที่ 7 คิดหนักสุดๆว่าจะทำยังไงดี! เพราะหากส่งตัวแคทเธอรีนกลับไป อำนาจของอังกฤษจะลดลงแน่นอน แต่แล้วเฮนรี่ที่ 7 ก็ปิ๊งไอเดียหนึ่งขึ้นมาแล้วทำการเสนอกษัตริย์เฟอร์ดินาน ของสเปน
“เอางี้มั้ยกษัตริย์เฟอร์ดินาน งั้นก็ให้แคทเธอรีนมาแต่งกับข้าแล้วขึ้นเป็นควีนอังกฤษไปเลยเป็นไง” (ในตอนนี้ควีนอลิซาเบธได้เสียไปแล้ว)
พูดง่ายๆคือ เฮนรี่ที่ 7 จะเอาแคทเธอรีนที่เป็นลูกสะใภ้เป็นเมียนั่นเองครับ เพื่อรับประกันฐานอำนาจของอังกฤษ
แน่นอนครับว่ากษัตริย์เฟอร์ดินานตอบกลับมาว่า “เอ็งจะบ้ารึไง! คิดมาได้ยังไง ข้าไม่ยอมหรอกโว้ย!”
เมื่อกษัตริย์เฟอร์ดินานปฏิเสธ ไอเดียนี้เลยตกไป เฮนรี่ที่ 7 เลยเสนออีกไอเดียขึ้นมา คือ “งั้นเอางี้ ให้แคทเธอรีนมาแต่งกับเฮนรี่ (โอรสองค์รอง) แล้วกัน”
กษัตริย์เฟอร์ดินานนั้นก็ไม่ได้พอใจกับไอเดียที่สองซักเท่าไหร่ แต่ก็คิดว่า “เอาก็เอาวะ ยังไงก็ดีกว่าไอเดียแรก”
แล้วในที่สุดเจ้าชายเฮนรี่และแคทเธอรีนแห่งอารากอนก็หมั้นกัน
ซึ่งในอนาคตเจ้าชายเฮนรี่จะขึ้นเป็น กษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 โดยจะเป็นตัวละครหลักที่สำคัญมากใน Ep. ต่อไป
ภาพจาก Olivia Longueville (แคทเธอรีนแห่งอารากอนและเจ้าชายเฮนรี่)
อังกฤษในปลายยุคกลางนั้น ก็ได้รับผลกระทบจากสงครามครูเสดที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลายๆด้านในยุโรป
กษัตริย์และขุนนางได้เกิดความขัดแย้งกันในเรื่องของอำนาจ...
ความขัดแย้งนั้นได้กลายเป็นเกมชิงบัลลังก์อังกฤษในชื่อของสงครามดอกกุหลาบ...
กุหลาบขาวและกุหลาบแดงก็ทำการห้ำหั่นจนตายกันไปข้างหนึ่ง...
สงครามทำให้ทั้งสองฝ่ายต่างบอบช้ำ...
และในตอนสุดท้าย ผู้ชนะในเกมชิงบัลลังก์ดันเป็นขุนนางปลายแถวโนเนมที่ผงาดขึ้นมา...
ขุนนางคนนั้นได้บัลลังก์ไปครอบครองแล้วขึ้นเป็นกษัตริย์เฮนรี่ที่ 7...
กุหลาบขาวและกุหลาบแดงก็ได้รวมกันเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ราชวงศ์ทิวดอร์...
ราชวงศ์ที่ได้นำพาอังกฤษหลุดพ้นจากยุคกลางแล้วก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่...
“ยุคสมัยที่อังกฤษจะกลายเป็นมหาอำนาจ”
1
ภาพจาก St Michaels History
ใน Ep.ต่อไป จะเป็นเรื่องราวที่คลาสสิคที่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษ...
เรื่องราวของเฮนรี่ที่ 8 กับหญิงสาวทั้ง 6 คน...
เรื่องราวการปฏิรูปศาสนาในอังกฤษ...
เรื่องราวความขัดแย้งที่เริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้งในราชวงศ์...
แคทเธอรีนแห่งอารากอน...
แอน โบลีน...
เจน ซีย์มัวร์...
แอนน์แห่งคลีฟ...
แคทเทอรีน โฮเวิร์ด...
แคทเธอรีน พาร์...
การสร้างนิกาย Chruch of England...
และการนองเลือด...
ใน Ep.2 กษัตริย์นักรักผู้โหดเหี้ยม
ภาพจากซีรี่ส์ The Tudors
อ้างอิง
Jones, Dan. The Wars of the Roses: The Fall of the Plantagenets and the Rise of the Tudors. London : Viking, 2014.
Meyer, G.J. The Tudors: The Complete Story of England's Most Notorious Dynasty. Delacorte Press, 2010.
    Mai Metaprayoon
    เพิ่งได้มาอ่าน สนุกสุดๆ เลยค่ะ อำนาจนี่น่าจะเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในโลกแล้วละมังคะ สูญสิ้นชีวิตกันนับไม่ถ้วน เพื่ออำนาจของคนไม่กี่คน น่ากลัวจริงๆ เล...ดูเพิ่มเติม