13 ส.ค. 2020 เวลา 05:59 • ความคิดเห็น
การปฏิบัติธรรม ความสำคัญของสัจจะ
ความสำคัญ ในการสร้างสัจจะ ในการสร้างบุญกุศล สร้างบารมีลดละอารมณ์ หนีกรรม
พอปฏิบัติไปมากๆ เห็นสัจจะ เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นเรื่องจริงจัง ที่เราไม่อยากจะเกิดอีกแล้ว โดยใช้สัจจะเป็นผู้ละลายดีและชั่วออกไป คือ ทำให้กายนิ่ง จิตเฉย จิตไม่มีอะไร เมื่อจิตไม่มีอะไร จิตนิ่งเท่าไหร่ จิตเข้าพระนิพพานเมื่อนั้น เพราะไม่มีดีและชั่วเกิดขึ้น
เราก็เริ่มต้น ทำกายให้แข็ง ดึงหลังให้ตึง มือก็วางให้เป็นระเบียบ ดูต้นคอ ของเราให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เพราะเรายังไม่ชำนิชำนาญ ในการนั่งประพฤติปฏิบัติ มันต้องนั่งปุ๊บ แข็งเป็นหินเลย อย่างนั้นก็เป็นผู้ชำนิชำนาญ เรื่องการประพฤติปฏิบัติ ที่ให้เราเรื่องเหล่านี้ ก็เพราะว่า เราจะได้ควบคุมอารมณ์ไปในตัว คือเราสร้างสติของเราให้รับรู้ เรื่องราวของกาย ต่อไปเราก็จะรับรู้กิริยาของการประพฤติปฏิบัติของเรา นั้นก็คือเรื่องราวที่เราต้องสำรวจเป็นนิจสิน
การที่มาประพฤติปฏิบัติธรรมเป็นนิจสินก็ถือว่า เป็นการกระทำให้จิตของเรานั้นได้รู้เรื่องของความทุกข์ของตัวเอง ว่าข้างหน้านั้นมันมีอะไรบ้าง ที่จะทำให้เรามีทุกข์ มองดูข้างหลังผ่านพ้นมา เราก็เห็นแล้วมันน่ากลัวขนาดไหน ก็ต้องไปคล้องกรรมกับคนโน้นคนนี้ ต้องเอากายของเราไปคล้องกรรม วาจาของเราไปคล้องกรรม ในเรื่องราวต่างๆมากมาย เพราะใครกันที่ทำให้เราทุกข์ มองดู มองไปมองมาหาคนโน้นคนนี้หมด มาทำให้เราทุกข์ก็หาไม่ แท้ที่จริงแล้ว อยู่ในตัวตนของเราคืออารมณ์ อารมณ์พาเรา พาหูตาจมูกลิ้นกายใจของเรานี่ ไปสมสู่ที่โน้นที่นี่ ไปคล้องกรรม เป็นทุกข์เกิดขึ้น แต่การกระทำของเรา บางทีก็มีความสุข บางทีก็มีความทุกข์ที่เกิดขึ้น กายวาจาของเรานั้นบางครั้ง เราพูดออกไปว่าถูกต้อง แต่ไม่เคยสำรวจย้อนกลับมาว่า ถูกหรือผิด คำว่าถูกต้อง หมายถึงว่า ไม่มีคำว่าดีและชั่วเกิดขึ้น นั้นก็คือเรื่องที่เราพูดถูกต้อง บางที่เราก็พูดดี แต่ไปพูดเรื่องราวต่างๆ ที่ทำให้คนอื่นเขาเสียหายก็มี แล้วคู่กรณีเสียหายก็มี นั้นก็คือการคล้องกรรมที่เกิดขึ้น จะแก้ไขทีเดียวมันไม่ได้ มีอย่างเดียวที่จะแก้ไขได้ เราเดิน..คุย เรา..พูด หรือ เรานั่ง..คุย ยืน..คุย แล้วแต่เอาสิ่งเหล่านั้น มาประพฤติปฏิบัติ กล่าววาจา..ตอนนั่งก็ดี มาประพฤติปฏิบัติ การเดินก็ดี การยืนก็ดี ก็มาล้างตัวกระทำ สิ่งนั้น จะให้หยุดเลย มันหยุดไม่ได้ ต้องคล้องกรรมกันไปอย่างนี้ จนกว่าวาระจิตของเราเป็นหนึ่ง ถ้าเรายังไม่เป็นหนึ่ง ก็ยังต้องเป็นเช่นนี้ แต่ก็อยู่ในทางที่ถูกต้อง ไม่ทำให้เราต้องมีจิตที่ต้องรับทุกข์เรื่องราวต่างๆ ที่ตัวเรากระทำขึ้นจากกายวาจาใจของเรา
ผู้ที่นำพากายวาจใจของเราก็คืออารมณ์ ที่มันสั่งจิตของเรา เป็นผู้ให้เดินเรื่องราวของกาย เพราะฉะนั้น การที่จะเกิดมาใหม่ ก็มาจากอารมณ์ตัวกระทำ ไม่ได้มาจากไหน แล้วต้องมาเกิด แก่ เจ็บ ตาย เช่นนี้อีกต่อไป แล้วเมื่อไหร่ เราถึงจะจบ..เรื่องราวเหล่านี้ เมื่อจบยังไม่ได้ เราก็ค่อยๆ สะสมไป ทีละเล็กทีละน้อย อย่าไปรีบร้อนนะ อย่าไปนึกว่าเราเป็นผู้ทำได้ เราบอกทำไม่ได้ตลอดเวลา เราจะได้เป็นผู้ทำได้ ผู้ที่บอกว่าทำได้นั้นแหละคือผู้ที่ทำไม่ได้ เพราะไปประมาทตัวเอง นึกว่าตัวเองเข้าใจในสิ่งที่เรากระทำ ที่จริงเรายังไม่เข้าใจ ถ้าเราเข้าใจจริงๆ อยู่ไม่ได้ อยู่กับโลกเขาไม่ได้ ต้องผันแปรไปโน้น ไปอยู่ป่าอยู่เขา ไปอยู่ตามลำพัง เพื่อศึกษา ศึกษาอารมณ์ ไม่ได้ศึกษาใครที่ไหน อารมณ์ที่อยู่กับวิญญาณทั้งหก คือ หูตาจมูกลิ้นกายใจ ไม่ได้ไปศึกษาที่ไหน เพราะเราใช้ วิญญาณที่หกเนี่ยตลอดเวลา แล้วก็ไปสร้างกรรมบ้าง บุญกุศลบารมีบ้าง ทีนี้พอไปอยู่ป่า หรืออยู่ที่พิจารณาเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้น เราก็จะค่อยๆ เอาสิ่งเหล่านี้ กลับมาพิจารณาทีละอย่างสองอย่าง ว่าสิ่งที่เราทำว่าถูก นั้นคืออะไร อ้อ..นั้นถูก เราก็ต้องมาเกิดแก่เจ็บตายอีก ผิด..เราจะแก้ไขอย่างไร เราก็มีสัจจะเกิดขึ้น
สัจจะเกิดขึ้น ที่จะบังคับ..บังคับโดยที่ใช้สัจจะการประพฤติปฏิบัติ ในสิ่งที่เราฝึกขึ้นมาว่า เราจะเดินจงกรมหรือนั่งสมาธิอะไรต่างๆ เพื่อจะล้าง..ล้างสี่งที่เราผิดนั้น ออกจากจิตของเรา ไม่ใช่เอาเก็บไว้ คือ เมื่อล้างแล้วนี่ เท่ากับล้างที่ได้สะสมกับแม่ทั้งสี่ด้วย แม่ทั่งสี่ก็ถูกล้าง ของเสียๆเน่าๆ เอาออกไปทีละเล็กทีละน้อย แม่ทั้งสี่เราก็สะอาดสะอ้านเหมือนกับสถานที่นี้ สถานที่เราอยู่อาศัยมี ดินน้ำลมไฟอยู่ครบที่เราอยู่แล้วยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกเราอีกต่างหาก สถานที่นี้คือหูตาจมูกลิ้นกายใจ มันมีพร้อมไปหมดแล้ว แต่เราใช้ในทางสิ่งที่ผิดๆ เกิดขึ้น จึงต้องเกิดแก่เจ็บตายเป็นนิจสินอย่างนี้ ทำให้เราไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไร ถึงจะไม่เกิด. “หมั่นฝึก..หมั่นปฏิบัติ..โดยใช้สัจจะ..เป็นเครื่องที่ผูกมัดการกระทำของเรา” อย่าคิดว่าเราต้องสวดมนต์ทุกวัน ปฏิบัติทุกวัน เท่านั้นเท่านี้ นั้นเป็นเพียงรวบรวม รวบรวมเรื่องราวให้มีสัจจะเกิดขึ้น คราวนี้ พอปฏิบัติไปมากๆ เห็นสัจจะ เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นเรื่องจริงจัง ที่เราไม่อยากจะเกิดอีกแล้ว โดยใช้สัจจะเป็นผู้ละลายดีและชั่วออกไป คือ ทำให้กายนิ่ง จิตเฉย จิตไม่มีอะไร เมื่อจิตไม่มีอะไร จิตนิ่งเท่าไหร่ จิตเข้าพระนิพพานเมื่อนั้น เพราะไม่มีดีและชั่วเกิดขึ้น
คราวนี้ อย่างเราอยู่ไปอยู่ไปมันยังไม่หมดเรื่องราวต่างๆ พอนิ่งอยู่ชั่วขณะหนึ่ง เดี๋ยวไหลเข้ามาแล้ว ท่านจะไปจากข้าพเจ้าไม่ได้ นางตัณหาอรดีต่างๆเค้าก็เข้ามา เข้ามาเป็นเหตุเป็นผล ที่ให้เราหลงเกิดขึ้น พญามารเข้ามา..มาตัดเรื่องราวต่างๆ มีเรื่องราวที่จะหนุนนำให้เราเหมือนช่วยเหลือเราเหมือนกัน สิ่งที่นางอรดีนางตัณหา ในพญามารต่างๆนี้ เค้ามาช่วยเหลือเรา สิ่งต่างๆที่มันเกิดขึ้นเนี่ย คือที่เรากระทำไว้ต่างๆดีและชั่วนี้ สิ่งมันเกิดขึ้นเราจะได้มีจิตที่เข้มแข็ง จะได้พิจารณาออก แต่ว่าเราไม่มีสัจจะ ก็เลยทำให้ไปหลงใหล สิ่งที่จะได้ เห็นว่าจิตนิ่งดีแล้ว มีแสงสีอะไร ที่จะไปได้ จะก้าวอีก ก้าวเดียวก็พ้น แต่ถูกเค้าตัดรอนเสียก่อน ตัดรอนให้ไปยึดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ให้ไปยึดแสงสีบ้าง ภาพโน้นภาพนี้ เห็นโน้นเห็นนี่เกิดขึ้น เกิดความหลงใหลขึ้นมา เมื่อหลงไหลขึ้นมาก็ ผูกพันอยากจะได้ ตัวผมโลภเกิดขึ้น อยากจะได้ อยากจะเด่น อยากจะดังขึ้นมาแล้ว คราวนี้จะทำยังไง ก็มีความพยายาม มีทิฐิเกิดขึ้น ทิฐิเกิดขึ้น คิดถ้าโน้นถ้านี่เกิดขึ้น มันก็อยากจะได้สิ่งที่ต้องการ เป็นตัวโลภเกิดขึ้น เมื่อเป็นตัวโลภเกิดขึ้น ตัว ฤทธิ์เดชมันก็มา ส่งเสริมให้เรามีจิตที่หยิ่งผยองเกิดขึ้น ตัวอวดดีถือดีเกิดขึ้น ในที่สุดเราก็จม ปลักอยู่หลงใหลกับความโลภโกรธหลงนั่นเอง ไม่ได้ไปไหนหนีไม่ได้
คราวนี้เราจะมาพิจารณาเรื่องโลภโกรธหลง มันยังพิจารณากันยังไม่ได้ ต้องค่อยรู้จักกระทำขึ้น ที่บอกว่า
“กิริยา สันธะ สุขขัง “ กิริยาของเรานี้ จะทำอย่างไร ถึงให้มีความสุข
“สันธะ” หมายถึง จิตที่ปฏิบัติดีแล้ว ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบให้เกิดความสุข
แล้วจะแปลให้ฟังอีกนิดหนึ่ง
“โหนติเต กัตตะมัง ขันธะ” เขาบอกว่า สิ่งที่เรากระทำ เราแสดงกิริยาท่าทางอะไรต่างๆ ที่เราเคยผ่านพ้นมานั้น ก็ให้หมั่นพิจารณาขึ้น หมั่นพิจารณาเป็นเรื่องๆ ไป แล้วก็ตัดเรื่องราวตรงนั้น ออกไปทีละอย่างสองอย่าง แต่ก็ต้องใช้เวลา ต้องใช้ขันธ์..ต้องรู้จักขันธ์ของเราด้วย ขันธ์ห้าเป็นอย่างไร มาร่วมวงอยู่ด้วยหรือเปล่า เราก็ต้องรู้จักขันธ์ห้าเกิดขึ้นด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณทั้งหลายเนี่ย มันมาจากไหน อะไร อย่างไร ก็ต้องศึกษา ความละเอียดมันก็เกิดขึ้น การที่มาที่ไปเรื่องราวเหล่านี้ จากคำว่า “กิริยา มโน ทะศึกษา กิริยา โหตุ” มันเป็นอย่างนี้
ถ้าใจเราไม่มี”สัจจะ”แล้วจะไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นการกระทำเอา “สัจจะ” ทีละเล็กทีละน้อย เช่น ปฏิบัติ 1 ชั่วโมง ที่ได้กล่าวคำว่า ขอประพฤติปฏิบัติธรรม ถวายเป็น พุทธะบูชา ธัมมะบูชา สังฆะบูชา เป็นเวลา 30 นาที นั้นคือ สัจจะที่เข็นเข้าไป เข็นการกระทำของเรา ใน 30 นาที เราจะไม่ยุกยิก ไม่เอียงซ้ายเอียงขวา อะไรทั้งนั้น เราจะนิ่งเหมือนก้อนหิน ตาของเราก็ไม่ลืม อะไรจะมาปัด อะไรจะมายุแหย่อะไร เราก็เฉย ทำให้เรามีจิตที่เข้มแข็งขึ้นๆ เมื่อแข็งขึ้น จิตก็ลอยขึ้นมา โดยสติของเรา ดึงจิตของเราขึ้นมาพิจารณา.. พิจารณาเรื่องราวต่างๆ ที่ เราได้กระทำมาแล้ว โดยหูตาจมูกลิ้นกายใจของเราเป็นวิญญาณที่นำมาสู่การเกิดแก่เจ็บตาย เอามาพิจารณากันอย่างนี้ต้องค่อยๆ พิจารณาไป แต่ว่าเรายังไม่ถึงขั้นนั้น
เราก็ใช้..สติ..ใช้กายของเรานี่ค่อยๆดูไปก่อน ที่เขาเคยเขาสอนอะไร มีผู้เขาสอนให้พายเรือ นั้นแหละเรารู้จักการพาย ค่อยๆพาย ฝึกหัดพาย เพื่อให้มีสติในการพาย เมื่อสติเข้มแข็งดี แม้แต่ลม ทีจะมาใต้น้ำเหนือน้ำ ก็ไม่เคยหวั่นไหวอะไร พร้อมที่พิจารณาคลื่นนั้นมันเล็กหรือมันใหญ่ อย่างไรที่มันเกิดขึ้น แล้วเขาก็พิจารณา แล้วเขาก็สามารถฟันฝ่าอุปสรรค คือแข็ง สติจะแข็งขึ้น จิตจะนำสติผ่าน พ้นเรือลำนี้ ผ่านอุปสรรคลมคลื่นทั้งหลายไปได้ นั้นก็คือเรื่องราวหนุนโดยสัจจะ ที่เราจะบังคับเรือลำนี้ เหมือนกับ บังคับกายนี้ให้มันนิ่งให้ได้ จิตนิ่งให้ได้
ถ้าเราไม่มีสัจจะ มีสัจจะต้องรู้ด้วยว่า ข้าพเจ้าขอถวายสัจจะ นั่งปฏิบัติเป็นพุทธะบูชา เราต้องกำกับไปด้วยว่า สัจจะใช้เรื่องอะไร ปฏิบัติธรรมอย่างไรถึงจะเป็นสัจจะ ที่เราจะต้องเอามาใช้ เช่น สัจจะบอกว่าเดินจงกรม นั่งสมาธิเป็นเวลา 1 ชั่วโมง เดินไปนั่งไป 1 ชั่วโมงครบ แต่ไม่รู้ว่ามาใช้ ใช้มาเดินมานั่ง ไม่มีความรู้อะไรเลย ไม่มีอะไรที่จะเกิดขึ้น เราต้องเน้นไปว่า เราจะเดิน ตาของเราเพ่งมอง เส้น..สมมุติเส้นนี้เป็นเส้นบุญกุศลบารมี (สมมุติขึ้นมา โดยใช้ผ้าเทปกาวติดพื้นเป็นเส้นตรง เป็นเครื่องหมายให้ตาเราเพ่งมองขณะเดินจงกรม) สัจจะเข็นเข้ามาบังคับให้วิญญาณตาของเรา ถ่ายรูปหรือยึดเส้นทางของบุญกุศลบารมี ให้อยู่นิ่งอยู่อย่างงั้น เมื่อเรากำหนดอย่างนี้ได้ เส้นที่จะบอกนี้ มันกลายเป็นสีทองไปแล้ว ปฏิบัติมากๆ แสงสีทองเกิดขึ้น พอแสงสีทองเกิดขึ้น ถ้าสัจจะไม่รู้จักก็ไปหลง เพราะมันสีเหมือนกับของจริงๆเลย แล้วมีแสงมีสีที่ทำให้เราหลงใหลได้ ใครกันทำให้เกิดสิ่งเรานั้น คือ... พญามาร... เห็นไหม ตอนแรกเราคิดว่าดินฟ้าอากาศหรือพระพุทธเจ้าส่องแสงลงมา โอ้ย... สวยงามมาก แต่ปลายของเส้นทางที่เรากำหนดนี้ กลายเป็นสีดำสีม่วงเกิดขึ้น มันต้องใสสะอาดเป็นแสงที่ใสสะอาดสะอ้านจับต้องได้ เราก็เดิน จิตมันจะเฉยเดินผ่านไป. สีเหลืองประเทืองจิต มากเข้ามากเข้าเราก็จะรู้จักเรื่องราวต่างๆเพิ่มขึ้น คือ บุญกุศลบารมีที่เรากำลังทำอยู่ เดินไป เดินมาเดินอยู่เช่นนั้น เลยไม่รู้ว่าใช้เวลาไปเท่าไหร่ อาจจะเป็นวันเป็นคืนเลย ทั้งที่สัจจะเข็นแค่หนึ่งชั่วโมงอย่างนี้ แต่เราก็...สติจับอยู่ในความอิ่มเอิบของเส้นทางของธรรม ที่ส่งเสริมให้จิตเราได้รับเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้น นั่นก็คือสิ่งที่สัจจะเค้าเข็นไปอย่างนั้น นั่นคือสัจจะที่กระทำขึ้น
แม้แต่นั่งประพฤติปฏิบัติ เราก็กำหนดสสจะลงไปเลย บังคับกายให้นิ่ง ไม่ใช่นั่งสัจจะ 30 นาที ที่นั่งภาวนาพุทโธพุทโธ ถึง 30 นาทีแล้วก็ลุกไป มันก็ได้อยู่แค่นั้นเอง ได้เวลาตามสัจจะที่เราให้ไว้ แล้วกายไปไหน จิตไปไหน สติไปไหน มีแต่อารมณ์ในการนั่ง นั่งให้มันเมื่อยมันปวดเมื่อยเท่านั้นเอง เห็นไหมว่าการที่สร้างสัจจะ เค้าเข็นไปอย่างนี้ มีกำหนด เน้นเค้าไปว่าเรื่องราวอะไรบ้าง แม้แต่ท่ายืนสมาธิก็เช่นเดียวกัน เราต้องกำหนดอะไรบ้าง ถึงเป็นสมาธิในท่ายืน ทุกสิ่งทุกอย่างต้องสำรวจดูที่กายของเรา ใครเป็นผู้สำรวจ... สติของเราเป็นผู้สำรวจ ไม่ใช่ให้อารมณ์มาสำรวจ อารมณ์มาสำรวจจับปุ๊บ ตรงแล้วดีแล้วอะไรต่างๆเท่านั้นเองอารมณ์.
เพราะฉะนั้นที่นั่งเอียงกระเท่เล่ นั่งไม่แน่นแฟ้น นั่งไม่แน่นพอ แข็งแรงพอ อารมณ์บอกว่านั่งดีแล้วไม่ได้สำรวจ ฉะนั้นต้องใช้สติในการสำรวจ ค่อยๆสำรวจในนั่งฝึกหัด เห็นไหม นี่มันต้องแน่นไปหมด จะมาอยู่ๆฉันนั่งชำนาญแล้ว ถึงนั่งเลยปฏิบัติเลย ต้องค่อยค่อยทำ อย่ารีบร้อนไปไหน เวลาเป็นของเรา เราเป็นผู้กำหนดเองเวลา แล้วการกระทำ เราเป็นผู้กระทำ ไม่ใช่ใครที่ไหนเค้าจะบังคับให้เราทำอย่างโน้นอย่างนี้ เพียงแต่เขาชี้ให้เราเท่านั้นเอง เค้าไม่ได้มาดูแลแล้วหรอก เพราะว่าดูจนละเอียดละออ เค้าชี้ให้เห็นเท่านั้น เราจะทำหรือไม่ทำอยู่ที่จิตของเราเท่านั้น เค้าไม่มาบังคับเราไม่ได้ข้างใน. แต่เค้าชี้ให้แต่ข้างนอกเท่านั้น ผู้ที่ทำดีศึกษาเรื่องราวต่างๆ ฟังเรื่องราวต่างๆแล้ว เค้าชี้ให้เห็นแล้ว เราก็มาพิจารณาเรื่องราวเหล่านี้แล้วก็.. เป็นเหตุให้เราต้องกระทำ แล้วก็กระทำขึ้นมา เพื่อใคร เพื่อจิตของเรา ไม่ใช่ใครที่ไหน เพื่อจิตของเรา เราต้องเอาไปให้ได้ ทำดีให้ได้ ถ้าเราไม่เอาไป เดี๋ยวมันเดินไม้ไผ่อยู่..พาดอยู่ปากเหว ถ้าเราเดินไม่มีสติ เดินไม่มีความมั่นคง กายที่ไม่ได้สำรวจว่า จะเดินอีท่าไหน มันก็ตกเหวตายเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นเราจำเป็นต้องสำรวจในการที่ว่า เค้าชี้แล้วสำรวจเหตุผลนั้นๆเกิดขึ้น แล้วปฏิบัติโดยใช้สัจจะเป็นตัวบังคับ ไม่อย่างนั้นแล้ว กายก็ยังไม่แข็งง่อกแง่กอยู่อย่างนั้น เดี๋ยวนั่งไปหน่อย หายใจฝืดฝาดขึ้นมา ไปอยู่ที่..รำคาญอีกแล้ว หายใจแรงเหลือเกิน หายใจไม่ลึก หายใจไม่สะดวก ไม่สบาย ก็อารมณ์มันอยู่กับเรา เราไม่ตัดอารมณ์ออกไปได้ สติก็ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ มันใหญ่กว่า มันใหญ่จริงอารมณ์ มันสามารถปัดสติเราคว่ำคะเมนได้ แล้วเราก็ต้องฝึกเรื่องสติ สติก็คือฝึกที่ลมหายใจเข้าออกนั้นแหละ ฝึกให้รู้จักคำว่า สติ แล้วจิตมันถึงจะลอยขึ้นมาพิจารณาเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น การเดินทางมันเป็นอย่างนี้ ค่อยๆเดินกันนะ อย่ารีบร้อน แล้วก็อย่า เมื่อปัจจัตตังเกิดขึ้น อะไรเกิดขึ้น อย่าอุปโลกน์ว่าเป็นของที่วิเศษวิโสอะไรกันนักหนา ต้องพิจารณากันให้ถ้วนถี่ ว่าสิ่งที่เกิดนั้นเป็นประโยชน์แก่จิตของเรา หรือว่าหลอกให้จิตของเราไปยึด หมั่นฝึกหมั่นสำรวจตัวเองให้ได้ ไม่มีใครเขาช่วยเราได้นะ ได้แต่ชี้ๆ ให้เราเห็นเท่านั้น แต่ผู้ที่จะกระทำคือจิตของเราเอง เมื่อได้มีที่อยู่ที่อาศัยอย่างดีแล้วนี่ หมั่นดูแลที่อยู่ที่อาศัยของเราให้ดี เราจะได้เป็นประโยชน์ให้แก่จิตของเรา ไม่ใช่ให้กับใคร มัวแต่ไปโน้นไปนี่ไปอะไรต่างๆ วุ่นวายอยู่อย่างนี้ มันก็ไปไม่ได้
คราวนี้ตัวที่มาตัดเรื่องราวต่างๆ มันมีเยอะ ไหนเคย ..เขาอุปโลกน์มาให้ทั้งนั้นแหละ เข้าให้มาใช้ เช่น ไสยศาสตร์ สามารถดึงวิญญาณตัวกระทำให้มาสิง อยู่ในตัวตน คนโน้นคนนี้ที่เกิดขึ้น แล้วก็ยังมีอะไร โอปปาติกะมาทำตัวเป็นใหญ่โตว่า ข้าเป็นพระอินทร์พระพรหมเกิดขึ้นไป เราก็ไปแสวงหาเรื่องราวเหล่านั้น นึกว่าเขาจะช่วยเราได้ เขาก็เหมือนผู้ที่อยากจะได้อะไรกับเรา เขาก็มาปรากฏขึ้น เขาก็มาหลอกโน้นหลอกนี่ เราก็เชื่อ เชื่อเขา เขาก็เอาของเราไปหมด บุญกุศลบารมีเอาไปหมด แล้วเราจะได้อะไร..กลับไป รู้แล้วว่าทรัพย์สมบัติเงินทอง แก้วแหวนเงินทอง ยศฐาบรรดาศักดิ์ เค้าหลอกให้เรา หลงอยู่ในกรรม ไม่ใช่ดิบดีอะไรนักหนาหรอก
เราเพียงแต่อาศัยเพื่อประทังสังขารไปชั่วขณะหนึ่ง แล้วเอาสังขารนั้นมาสร้างบุญกุศลบารมี ไม่ใช่เอาเป็นเรื่องเป็นราว ว่าฉันต้องมีเท่านั่นเท่านี้ ฉันต้องอย่างงั้นอย่างงี้ เลยไม่เอา..บุญก็ไม่เอา ทานก็ไม่เอา พ่อแม่ญาติพี่น้องก็ไม่ดูแลย ฉันจะเก็บเงินของฉัน เก็บทอง เก็บที่อยู่อาศัยก็มากมายก่ายกอง จิตก็แคบลงๆ ในที่สุด เวลาตายแล้วเป็นมดเป็นปลวก หรือว่าเป็นไก่อะไรอย่านี้ ไปอยู่อย่างนั้น เห็นแก่ได้ เห็นแก่กิน เห็นแก่อะไรต่างๆ พอความหลงมันเกิดขึ้น แล้วใครจะช่วยเรา ถ้าเราไม่ทำจิตของเรา กว้างไกลออกไป ทำบุญให้ทาน ให้กับครอบครัวบ้าง ให้ญาติพี่น้องที่เขาลำบากลำบน หรือเขาผู้ที่อยู่ใกล้เรือนเคียง เล็กๆน้อยๆอย่างนี้ เพื่ออะไร ..เพื่อต้องการให้จิตเรากว้างขวางขึ้น ขยายจิตของเรา ไม่ใช่เก็บจิตของเรา อยู่กับตัวเรา แล้วเราก็มีอารมณ์โลภอยู่ตลอดเวลา เห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ เป็นคนขี้ตระหนี่ถี่เหนียวเกิดขึ้น แล้วใคร ..แล้วเราจะอยู่ได้อย่างไร เมื่อตายไปแล้ว ไอ้ตัวขี้ตระหนี่ขี้เหนี่ยว เห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ ตายไปแล้ว จิตต้องได้รับด้วยความทุกข์ทรมาน เพราะไม่สามารถสร้างบุญสร้างกุศลสร้างบารมีได้ เพราะหวง เดี๋ยวไปนั่งเข้า เดี๋ยวยุงจะกัดบ้าง นั่งแล้วจะเจ็บจะปวดบ้าง ทรัพย์สินเงินทองที่หามาได้ด้วยความยาก จาก็หยาดเหงื่อแรงกายของเรา แสนลำบากเหลือเกิน กว่าจะได้ ซักเฟื้องซักสะลึงซักชั่ง เป็นอย่างนั้น เลยหวงใหญ่เลย แล้วเป็นยังไง มันก็หวงตัวเองอีกนะซิ ใจมันไม่กว้างขวาง จะไปนั่งประพฤติปฏิบัติ จะเดินไปวัด ไปหาพระไปทำบุญ ก็หวงเสียดายเงิน เสียดายทอง แล้วก็เสียดายร่างกายอีก เดี๋ยวร่างกายจะต้องไปถูกแดดถูกลม โอ้ว..มันสาระพัดที่จะอุปโลกน์ขึ้นมา เกิดจากอะไร เกิดจากอารมณ์ของเรา
จีงบอกว่าให้สร้างสติควบคุมอารมของเรา มันจะได้ทำให้จิตเรากระจัดกระจายจิตเรามันใหญ่โตเกิดขึ้น ไม่มีใครที่ไหนจะเก็บเรื่องราวเหล่านี้ไว้กับต้ัวเราเอง ถ้าเราไม่ปล่อยอารมย์ ไม่ปล่อยเรื่องราวที่เป็นกรรม ผู้ที่หาเงินทองยศฐานบรรดาศักดิ์มาให้ มาสู่ตัวเรานี้ เค้าหามาด้วยความยากลำบาก ทำไมไมสร้างเป็นบุญกุศล จะได้ไม่ต้องไประกำลำบากอะไร อีกต่อๆไป ในต่อๆไป เอาธรรมเหล่านั้นให้มาเป็นเป็นบุญกุศลเป็นบารมีไม่ดีกว่าหรือ แต่ไม่ใส่ใจเราทำหมดเนื้อหมดตัว เพียงแต่ว่า แบ่งปันเกิดขึ้น เหมือนกับว่าแบ่งปันจิตใจเราเกิดขึ้น เห็นมั้ยว่า สิ่งเหล่านี้สิ่งที่ทำให้จิตของเรา สติของเราสามารถบังคับอารมณ์ให้นำกายของเรานี้ มาสร้างบุญสร้างกุศลบารมีได้ ไม่เสียดายกาย ไม่เสียดายความเหน็ดเหนื่อย ไม่เสียดายเวลา ที่อารมณ์มันปรนเปรอว่า อย่าไปเลยไปวัดไปวา อะไรต่างๆ อย่าไปเลย เดี๋ยวมันเหนื่อย ลำบากอย่างงั้นอย่างงี้ จะกินจะอยู่ก็ลำบากอะไรต่างๆ เราต้องการผ่านตัวลำบาก ถึงต้องอุตส่าห์เดินทางมาถึงสถานที่สร้างบุญสร้างกุศลบารมี ไหนๆที่กล่าวอย่างนี้ ฉันก็มาจาก ส่งมาจากแสงสี ที่จะขอชมเรื่องราวเหล่านี้ โยมผู้หนึ่งพยายามไม่ เห็นแก่อารมณ์ ไม่เห็นแก่ตัวเรา พยายามท่อง พยายามมา มาฝึกหัดปฏิบัติ เพื่อจะต้องการหนีกรรม ไม่ใช่ว่าสร้างบุญสร้างกุศลบารมี ต้องการหนีกรรม จึงพยายามหมั่นมากระทำ แม้แต่จะมาลำบากยากเข็ญต่างๆ นั้นก็คือสัจจะที่เราตั้งอกตั้งใจ ผ่านพ้น ถ้าอยู่บ้านอยู่ช่องเป็นยังไง อยู่กับ เอา..พูดอย่างหยาบ อยู่กับนรก เพราะมันหลงอยู่เรื่องราวต่างๆ อยู่ตรงนั้น ไม่ไปไหน มันไม่โยนอารมณ์กรรมตัวกระทำทิ้ง มาโยนอารมณ์กรรมตัวกระทำทิ้ง มาที่สถานที่สร้างบุญกุศลบารมี ฉันไม่เอาดีกว่า ฉันมาหากายที่ ที่เป็นกายที่ไม่มีทุกข์ดีกว่า ก็อนุโมทนา ในการกระทำในทุกครั้ง และโยมทุกๆคนด้วยนะ ที่มาร่วมอยู่ในขณะนี้ ที่พูดอย่างนี้ ทำไมต้องมาพูด ก็เพื่อให้ผู้ที่มีจิตและนามธรรมอยู่แถวนี้ เขาจะได้รับรู้ได้ นำเก็บไปไว้ที่จิตของเขา นำไปเพื่อจะกระทำเหมือนกับญาตโยมที่มาชุมนุมในสถานที่นี้ ไม่ได้ว่าเจาะจงเป็นผู้หนึ่งผู้ใด ก็สำรวจตัวเองดูแล้วกัน ว่าอะไรเป็นอะไร จะบังคับให้คนโน้นคนนี้ต้องสละโน้นสละนี่ เพียงแต่ชี้ให้เห็นว่ามันมีความสำคัญอย่างไร ต่อจิตของเรา ที่เราต้องเดินทางไกล จะให้มันเดินทางสั้นๆ ได้ไหม ดึงสวรรค์ชั้นวิมานมาใกล้ๆ ได้มั้ย ทำยังไงถึงจะดึงมาได้ ก็ทำอย่างนี้ นั่งอยู่อย่างนี้ ทำแบบนี้ดึงอารมณ์กรรมตัวกระทำออกมาทิ้งให้ได้ แต่วันนี้ยังไม่ทิ้ง ไม่เป็นไร ทิ้งทรัพย์สมบัติก่อน สมบัติอะไร สมบัติเวลาที่ อารมณ์มันจะพาเราไปโน้นไปนี่ ทิ้งเวลา เป็นสมบัตอันใหญหลวงของเรา ทิ้งไป มาเป็นบุญกุศลบารมี ที่กระทำไปเช่นนี้ ก็พอประมาณแก่เหตุที่ได้ชี้เรื่องราวต่างๆทั้งหมด ไม่ได้บังคับหรือว่าไม่ได้มีจิตใจหุนหันที่จะทำให้ ทุกคนต้องมีความพยายามต่างๆ ที่ชี้เรื่อราวต่างๆ ว่า อะไรที่มีความสำคัญใก้แก่จิตในการเดินทางให้ระยะสั้น อย่าไปเดินระยะยาว เพราะระยะยาว ยังไม่รู้ว่า อะไรมันอยู่ข้างหน้ามี มีหลุม มีบ่อ มีน้ำร้อนน้ำเย็น อะไรต่างๆ มันจะลำบากลำบน เดินมันสั้นๆ เดินสั้นๆ ทำให้ได้ เกิดให้มันน้อยลงๆ ทำอย่างนี้ทำให้เกิดน้อย เมื่อเกิดน้อย ก็ตายน้อย เมื่อตายน้อย ตกลงไปๆมาๆ ไม่ต้องเกิด ก็ไม่ต้องตาย เท่านี้เอง มันของง่ายจะตายไป พูดง่ายๆ ฉันไม่เกิดแล้ว ฉันต่อไปๆฉันไม่ต้องตาย แล้วฉันเกิดมา ฉันไม่ต้องมานั่งแก่เฒ่าชราอีกแล้ว ไม่เหมือนคนแก่คนเฒ่าที่เขา เดินเหินไม่ได้ ลำบากลำบน กินอะไรก็ไม่ได้ หูตาฝ้าฟาง ต่อไปนี้ฉันไม่ต้องเป็นคนแก่อีกแล้ว ไม่อยากเกิดเป็นคนแก่ก็ต้องทิ้ง ทิ้งเวลาที่สร้างกรรม นำมาสร้างบุญสร้างกุศลบารมีให้แก่จิตของเรา ให้มีความรู้ให้ได้ ที่ให้พูด คำว่า “กายบิดามารดากราบพระ จิตอยู่ในเรือนกายบิดามารดา” นั้นก็พูดกันทุกวันๆ ตัวกระทำเขาจะปรากฏให้เอง จะเป็นเหตุเป็นผล เป็นเรื่องราวที่เราจะนึกไม่ถึง นั้นแหละคือการตัดรอนในการเกิดแก่เจ็บตาย
ขอฝากการกระทำกับดินฟ้าอากาศ
ลาสัจจะกัน
ณ สถานสักการะนี้ ต่อเบื้องพระพักตร์ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ข้าพเจ้าขอลาสัจจะ ต่อ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมด้วยกายวาจาใจ
ข้าพเจ้าปรารถนาของให้กายเป็นบุญ จิตมีธรรม จิตมีแสงรัตนะขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้จิตมีความเข้มแข็ง มีสติปัญญา และความจำ ขอให้คุณบิดาและมาดา ผู้อุปการะ ผู้อุปถัมภ์ เจ้ากรรมและนายเวร องค์ครูบาอาจารย์ ครูอุปัชฌายอาจารย์ พระแม่พระธรณี พระแม่พระคงคา พระแม่พระเพลิง พระแม่พระพาย แม่พระโภสพ โปรดอนุโมทนากุศลในครั้งนี้ และโปรดอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าด้วย
สาธุ พุทธังวันทามิ สาธุ ธัมมังวันทามิ สาธุสังฆังวันทามิ
โฆษณา