18 ส.ค. 2020 เวลา 23:38 • ปรัชญา
บทที่ ๑-๑๐ ท่านอาจารย์สวนโมกข์ที่ข้าพเจ้ารู้จัก
(ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับชีวิตและงานของท่านพุทธทาสภิกขุ).
บรรยายที่ธรรมสถาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายหลังท่านพุทธทาสมรณภาพได้ราว ๑ ปี
บทที่ ๑
เหตุผลที่ผมรับคำเชิญมาพูดเกี่ยวกับท่านอาจารย์สวนโมกข์ ก็มีอยู่ ๒ ประการ
ประการแรก คือ อยากจะพูดในสิ่งที่อยากจะพูดซึ่งคิดเพียงแต่ว่าจะได้เพิ่มเติมในส่วนที่ตัวเองได้รู้เห็น เพื่อประกอบกับทัศนะหรือสิ่งที่ท่านทั้งหลายได้ยินได้ฟังจากคนอื่นหรือพระภิกษุรูปอื่นเกี่ยวกับชีวิตของท่านอาจารย์
เหตุผลประการที่ ๒ ก็คือ ผมเองโดยส่วนตัวเป็นหนี้พระคุณท่านอาจารย์มาก ไม่รู้จะตอบแทนด้วยวิธีใด ตั้งแต่ท่านสิ้นบุญแล้วก็ยังไม่ได้ลงไปกราบศพ มัวแต่ไปพูดที่โน่นที่นี่ ถือเอาเป็นเสมือนว่าเป็นบุญกิริยา คือ การได้พูดถึงบุคคลที่เรารักเราเคารพ
ทั้งนี้ไม่ได้หมายถึงว่าเราจะเทิดทูนเฉพาะท่านอาจารย์สวนโมกข์คนเดียวเท่านั้น คนอื่นเราไม่นับถือ ผมไม่อยากจะเห็นตัวเองหรือเพื่อนฝูง หรือแม้แต่ชาวพุทธทั่วไปมีกิริยาอย่างนั้น ซึ่งเป็นอาการยึดมั่นยึดติดในครูบาอาจารย์ของตัว กิริยาเช่นนั้นในพุทธศาสนาถือว่าไม่งาม
แม้แต่พระพุทธเจ้าเองเมื่อไปแสดงธรรมจนอุบาสกอุบาสิกาเลื่อมใสแล้ว เปลี่ยนจากการนับถือพวกนิครนถ์หรือไชนะมานับถือท่าน ท่านยังเตือนว่าให้ทำทานทำบุญกับนักบวชที่เคยนับถือต่อไป
"เป็นครูหนึ่งวันเป็นบิดาชั่วชีวิต" คำพูดนี้เราได้ยินบ่อย ด้วยเหตุผลที่ว่าปราชญ์จีนโบราณถือว่าครูนั้นหายากยิ่งนัก เป็นธรรมเนียมของคนตะวันออก เมื่อบุคคลเริ่มออกแสวงหาความรู้แจ้งทางวิญญาณ ประการแรกเขาต้องหาครูของเขาให้พบก่อน
ปราศจากครูแล้วการงอกงามก้าวหน้าย่อมลำบาก เว้นไว้แต่กรณีของบุรุษชาติอาชาไนย อย่างกรณีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่แม้กระนั้นท่านก็ยังตั้งต้นด้วยครู แม้ว่าครูสอนไม่สมบูรณ์ก็ตาม
ท่านอาจารย์สวนโมกข์นั้นเคยปรารภให้ผมได้ยินอย่างน้อย ๒ ครั้ง เรื่องเกี่ยวกับครู ท่านใช้คำว่าผม เพราะว่าผมเองเป็นนักบวชตอนนั้น ท่านไม่ใช้คำว่าอาตมา ครูของผมคือ นายคลำ นั่นคือการทดลองความจริงแห่งชีวิต คลำทางไปโดยลำดับ ผมคิดว่านี่เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจเป็นเบื้องต้นต่อวิถีทางของท่านอาจารย์สวนโมกข์
บทที่ ๒
การมีความคิดสร้างสรรค์ มีความคิดมากมาย แต่แล้วความคิดอันนั้นก็ว่างเปล่าเหมือนฟองน้ำที่เหือดแห้งไปถ้าปราศจากการทดลอง มหาบุรุษทั้งหลายหรือบุรุษชาติอาชาไนยย่อมรักษาจิตดวงแรกที่เปี่ยมกุศลสำนึกไว้อย่างต่อเนื่องและยาวนาน ท่านอาจารย์สวนโมกข์ก็เหมือนกัน
ภายหลังนั้นท่านพูดกับผมว่า ที่จริงผมไม่ใช่คนมีความรู้ความสามารถอะไร แต่ผมมีสิ่งหนึ่งคือผมจริงเสมอ ท่านพูดอย่างนั้นแล้วเราจะเห็นว่าทุกครั้งที่ท่านเทศนา ท่านได้กระทำแล้วอย่างจริงจัง
พระภิกษุโดยทั่วไปมักจะพูดเล่นพูดหัวพูดให้โยมติดอกติดใจ แต่ว่าท่านอาจารย์เวลาเปิดมิติแห่งการเทศนานั้น บางทีเราใจเต้นระทึกกลัวท่านจะพูดอะไรที่เราไม่อยากได้ยิน ซึ่งเป็นนิสัยของเราที่ไม่อยากให้ใครมาเจาะแทงเข้ามาในหัวใจของเรา เหมือนกับว่าน้องสาวหรือเพื่อนบอกเราว่า เธอมันโง่ เราจะไม่ชอบทั้ง ๆ อาจจะเป็นเรื่องจริง
บทบาทของท่านอาจารย์สวนโมกข์นับตั้งแต่วันแรกของการตั้งสวนโมกข์ และปีนั้นเป็นปีประเดิมของการชิงชัยความเป็นผู้นำทางปัญญา ปีพ.ศ.๒๔๗๕ เป็นปีที่ประเทศเรามีประสบการณ์ครั้งใหม่ คือช่วงแห่งการโอนถ่ายอำนาจรัฐ จากการศูนย์รวมไปสู่คณะราษฎร์
สิ่งนี้ถ้าฐานะของผู้รับรู้เป็นนักเรียนนอก เช่น นายทหารที่เคยไปเรียนฝรั่งเศสก็ไม่แปลกอะไร เพราะเขารู้ว่าอำนาจตกถึงมือประชาชนได้ เขามีประสบการณ์ในการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงแล้ว แต่ผู้ที่ไม่เคยไปเรียนเมืองนอกอย่างท่านอาจารย์สวนโมกข์นั้นนับเป็นสิ่งใหม่ทีเดียว และผมเชื่อว่าผู้ที่มีพลังสร้างสรรค์ ซ่อนอยู่ในตัว ในช่วงนั้นคงเกิดการเคลื่อนไหวในกระแสความรู้สึกนึกคิดว่ามันอะไรกันนี่
ที่ภาษาโรมันเขาว่า โควาดิส แปลว่าจะเอาทางไหนกันแน่ เมื่ออำนาจที่เคยอยู่ในมือของพระมหากษัตริย์ ถูกโอนถ่ายไปสู่คณะราษฎร์ซึ่งเป็นอะไรก็ไม่รู้ในความรับรู้ของคนไทยทั่วไป
ดังนั้นผู้ที่มีพลังอยู่ในตัวจำต้องแสวงหาความจริงด้วยเหตุผลข้อนี้ละกระมัง ที่มหาเงื่อมซึ่งอยู่ในวัยท้าทายทางภูมิปัญญาและในการค้นหานั้น นำสวนโมกข์เข้าสู่ยุคแสวงหาหลักธรรมจากพระคัมภีร์ปิฎกและการปฏิบัติตนเสมือนแปลกประหลาด พึ่งตนเองในกระแสธรรมชาติ
ในช่วงชิงชัยความเป็นผู้นำทางปัญญานั้น ชื่อของสวนโมกขพลาราม บอกว่า เป็นอารามสวนป่าที่ให้พลังต่อวิมุติ นี่คือจิตดวงแรกที่ท่านตั้งปณิธานไว้ ผมเชื่อว่าถึงปัจจุบันนี้ปณิธานอันนี้ได้บรรลุถึงตามที่ท่านตั้งใจไว้แล้ว ตามระดับของท่าน ผมไม่ได้ใช้ประโยคว่าดีที่สุดในโลก ไม่มีใครทัดเทียม ไม่ใช่อย่างนั้น จุดนี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะได้เข้าใจอุปนิสัยของท่าน ก็คือท่านเป็นคนจริงและก็จิตดวงใดตั้งไว้แล้วก็ต่อสู้เพื่อรักษาจิตดวงแรกที่ตั้งปณิธานไว้ ให้บรรลุเป้าหมายให้ได้
บทที่ ๓
ครั้งหนึ่งผมเคยเรียนถามท่าน เมื่อสมัยผมเองยังเป็นนักบวชด้วยความท้อแท้ระอา หรือจะพูดว่าเบื่อหน่ายพรหมจรรย์ว่า การบวชช่างเต็มไปด้วยระเบียบกฎเกณฑ์มาก ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ชอบธรรมะ แต่ว่าเมื่อต้องปฏิบัติต้องควบคุมตัวเอง ต้องอดกลั้นนี่มันลำบากมาก เราชอบธรรมะแต่ไม่ชอบระเบียบอะไรที่มันบีบคั้นมากเกินไป
ผมสอบถามท่านด้วยความเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของท่าน ท่านกลับให้คำตอบเสมือนที่พระพุทธเจ้าให้คำตอบกับพราหมณ์ ซึ่งเข้าใจผิดในทางดีต่อพระองค์ อาจารย์ท่านบอกว่า เปล่า ผมไม่ได้แข็งแกร่งอะไร ผมคิดจะสึกตั้งหลายครั้งนะคุณรู้หรือเปล่า
นี่เป็นการบอกอะไรบางสิ่งที่ตรงไปตรงมา สัตย์ซื่อต่อความเป็นจริง ที่จริงท่านจะคุยโวทับเสียก็ได้ว่า ท่านแกร่ง ซึ่งผมก็เชื่ออยู่แล้ว เช่นเดียวกับที่พราหมณ์คนหนึ่งถามพระพุทธเจ้าว่าพระองค์เป็นสัพพัญญู ตลอดทุกขณะไหม คือรู้แจ้งอะไรทุกอย่างไหม แทนที่พระพุทธเจ้าตอบว่าใช่ ท่านบอกว่าเปล่า
ท่านบอกว่าตถาคตไม่ได้เป็นสัพพัญญู รู้แจ้งเห็นจริงตลอดทุก ๆ ขณะ พราหมณ์ก็ยังคิดเข้าข้างว่าก็แล้วทำไม เมื่อถูกถามปัญหาคราวไร พระองค์ท่านตอบได้ทันทีราวกับว่ารู้อยู่แล้วล่วงหน้าเล่า?
พระพุทธเจ้าท่านทรงอธิบายว่าเนื่องจากจิตท่านบริสุทธิ์ เมื่อโน้มไปสู่ปัญหา ๆ ก็แตกออก เนื่องจากมนุษย์เรานั้นมีอาสวะห่อหุ้ม ดังนั้นมีความเชื่องช้าทางภูมิปัญญา ปัญญาไม่แล่น ส่วนพระพุทธเจ้าผู้บริสุทธิ์นั้นก็ไม่ได้รู้คำตอบอยู่ล่วงหน้า
นี่คือบุคคลที่มีเกียรติในตัวเอง ในบรรดาผู้นำในทางจิตวิญญาณมีพระองค์เดียวที่โดดเด่นในความสัตย์ซื่อต่อเพื่อนมนุษย์ ไม่อ้างตัวว่าเป็นเทพเจ้า ไม่อ้างเรื่องอะไรทั้งสิ้น แม้แต่ว่าไม่อ้างตัวเองว่าเป็นประตูธรรมซึ่งทุกคนต้องเดินผ่าน นั่นเป็นเกียรติยศในความสัตย์ซื่อ ท่านอาจารย์สวนโมกข์ก็มีจริยาอย่างนั้น
บทที่ ๔
ท่านอาจารย์สวนโมกข์ที่ข้าพเจ้ารู้จัก (ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับชีวิตและงานของท่านพุทธทาสภิกขุ)
ปวงพระศาสดาในอดีต ไม่ว่าเป็นศาสดาที่ยิ่งใหญ่หรือศาสดาพยากรณ์ ซึ่งเป็นศาสดาที่มาเพื่อป่าวประกาศท้าทายอำนาจรัฐต่าง ๆ นั้นน่าจะมีอุปนิสัยหนึ่งก็คือความเป็นบุรุษชาติอาชาไนย เมื่อปฏิบัติแล้วก็ต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน
สำหรับเราท่านผู้มีบุญ คือได้พบพระพุทธศาสนา ได้พบครูบาอาจารย์ที่ดี แต่เราอาจจะด้อยในทางวาสนาที่จะได้ทำการกุศลใหญ่หลวงก็ได้ คือเรามีบุญแต่ว่าบารมีไม่หนุน
ผมคิดว่าคนโบราณผู้เป็นสัตบุรุษของไทย เขาพูดเขาคิดดีมาก ท่านคงได้ยินคำว่า "บุญพาวาสนาส่ง" ใช่ไหมครับ คือ "บุญพาวาสนาส่ง" การไปพระนิพพานนั้น ต้องอาศัยบุญและวาสนา บุญมีหากแต่บารมีไม่ถึงเขาพูดอย่างนี้
ที่จริงแล้วผมต้องออกตัวไว้ก่อนว่า ในการพูดถึงใครคนใดคนหนึ่งให้ถูกต้องบริบูรณ์นั้น เราทำได้ยาก ผมเองเมื่อต้องพูดเกี่ยวกับพระเดชพระคุณท่านอาจารย์สวนโมกข์นั้น ตะคร้นตะครอทีเดียว เพราะไม่รู้จะพูดออกรูปไหน ตั้งท่าจะพูดในเชิงวิชาการ คิดทบไปทวนมาคิดว่า มันอาจจะมีประโยชน์ แต่ว่าผู้อื่นคงพูดได้ดีกว่าผมแน่
ดังนั้นก็คิดว่า ช่วงหนึ่งที่ผมใช้ชีวิตร่วมกับท่าน ในช่วงก่อนหน้าที่โลกจะขานรับ และช่วงหลังจากโลกหรือประเทศชาติหรือในเอเชียนี้ขานรับท่านแล้วน่าจะมีเรื่องเล่าสู่กันฟังได้ สำหรับผมนั้นไม่ว่าโลกจะขานรับท่านหรือไม่ขานรับ ท่านยังเป็นท่านอาจารย์เหมือนเดิม เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร แวะไปผ่านสวนโมกข์ที่ไหนก็แวะเข้าไปนั่งถามปัญหาเรื่อยไป โดยไม่ได้รู้สึกว่าท่านยิ่งใหญ่หรือท่านเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการพุทธธรรมอะไร
ผมคงจะต้องนำเกร็ดเล็ก ๆ น้อยๆ มาเล่า แทนที่จะเป็นวิชาการ แต่นั่นย่อมหมายถึงอัตวิสัยของผมด้วย เพราะว่าผมเป็นผู้เล่า มีข้อเท็จจริงอันหนึ่งที่มีคนกล่าวกันว่า เมื่อนักเขียนเล่าอัตประวัติของตัวเองแล้ว จะมีความจริงน้อยกว่าเรื่องที่เขาแต่งขึ้นเสียอีก เพราะเขาได้วางกลไกป้องกันตัวไว้หลายจุดทีเดียว ผมเองไม่ใช่นักเขียน แต่ว่าจะเล่าเพื่อท่านจะได้ข่าวสารเกี่ยวกับบุคลิกภาพ อุปนิสัย ชีวิตส่วนตัว และการทดลองความจริงของท่าน
บทที่. ๕
มีคนเคราะห์ร้ายไม่ใช่น้อยที่ลงไปสวนโมกข์แล้วไปเห็นอากัปกิริยาของท่านแล้วเข้าใจไม่ได้ เช่นเลี้ยงไก่เต็มวัด หรือเลี้ยงปลารอบกุฏิ หรือเลี้ยงสุนัขพันธ์ุดี อาจจะเข้าใจผิดว่า แหม ท่านรักสวยรักงาม หรือเป็นอยู่ยิ่งกว่าคฤหัสถ์ผู้มั่งคั่งเสียอีก โดยข้อเท็จจริงแล้วไม่ได้เป็นอย่างนั้น
ข้อเท็จจริงคือ ท่านอาจารย์นั้นอุทิศเวลาช่วงหนึ่งนั้นสำหรับแปลพระคัมภีร์ แล้วผมจำได้ถึงวันคืนทุกข์ยากของท่านบิณฑบาต ท่านออกบิณฑบาตรับข้าวสวยจากชาวบ้านพร้อมกับน้ำแกง เพื่อให้ฉันแล้วมีแรง นั่งแปลคัมภีร์ที่เราอ่านกันแพร่หลายนั้นเกิดจากวิธีการอันนี้
เมื่อช่วงไหนที่แปลถึงคำพูดของพระพุทธเจ้าในบาลีว่า ตถาคตเป็นไก่ผู้พี่เกิดออกจากฟอง เจาะฟองออกมาก่อน ท่านอาจารย์นั้นก็เลี้ยงไก่ ท่านเลี้ยงเพื่อจะดูสิ่งเหล่านี้ ไก่ออกลูกออกหลานเป็นร้อย ๆ ตัว ทีนี้คนไม่เข้าใจคิดว่า แหม ท่านรักสวยรักงาม เลี้ยงสัตว์เลี้ยงสวย ๆ งาม ๆ แม้แต่เรื่องสุนัข
หลายกัณฑ์ทีเดียวของเทศนาล้วนออกมาจากการสังเกตชีวิตของสุนัข เช่น ศัพท์สำนวน "ยกหูชูหาง" ก็คือสุนัขเวลาจะกัดกันเนื่องจากแย่งชิงความสำคัญต่อกันและกัน
ผมได้เกริ่นแล้วว่าช่วงปี ๒๔๗๕ นั้นเป็นช่วงชิงชัยความเป็นผู้นำทางปัญญา ไม่ว่าอาจารย์ปรีดี หรือแม้แต่คนแผลง ๆ อย่างนายนรินทร์กลึง (นรินทร์ภาษิต) ก็ตาม นั่นเป็นปฏิกิริยาในช่วงโอนถ่ายอำนาจรัฐ ซึ่งแต่ละคนไม่แน่ใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นในสังคมนี้ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ใหญ่มาก ท่านอาจารย์ก็เหมือนกัน
ดังนั้นความเชื่อมั่นในตัวเองของท่านเป็นเหตุให้ค้นพระคัมภีร์ จากความรู้ภาษาบาลีในแค่เปรียญ ๓ สอบตกเปรียญ ๔ ซึ่งต่อมาภายหลังท่านไม่ยอมรับว่าท่านตก ท่านบอกผมว่ากรรมการต้องตรวจผิดแน่ ๆ
บทที่ ๖
ท่านคงได้ยินข่าวนะครับว่า ผู้คนรอบสวนโมกข์เก่า คือวัดตระพังจิก ถือว่ามีพระบ้ารูปหนึ่งไปอยู่ ไม่ค่อยพูด พูดน้อย ถ้าท่านเทียบภาพกับปัจจุบันนี้ ท่านเรียกตัวท่านเองว่าหมาบ้าหรือสุนัขปากร้าย
ช่วงของการเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพจากความเงียบขรึม สุขุม ลุ่มลึก นิ่ง สงบ ไม่พูด มาสู่การแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา และแรงกล้า หรือถึงขั้นที่บางคนอาจจะเห็นเป็นเรื่องก้าวร้าวต่อโลกและต่อสังคม
ช่วงการเปลี่ยนบุคลิกภาพอันนี้ ถ้าเรามองที่ท่าน เราอาจจะมองในแง่ลบว่าท่านเปลี่ยนไปมาก ผมเองเคยมองผิดไป เดี๋ยวนี้ผมมองใหม่แล้ว ผมมองว่าปฏิกิริยาของท่านก็เป็นสิ่งสะท้อน เป็นดัชนีชี้บ่งถึงสังคมไทยซึ่งฟอนเฟะได้ส่วนกันทีเดียว ท่านรุนแรงขึ้นทุกที จนกระทั่งเรียกตัวเองว่าสุนัขปากร้าย คนที่ขวัญอ่อนเกินไป เมื่อไปเจอท่านเข้าลำบากแน่ หลายครั้งหลายหนที่ปฏิกิริยานั้นแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา จนผู้ที่ไม่ค่อยคุ้นกับวิถีทางเช่นนี้รับไม่ได้และไม่ไปที่นั่นอีกเลย
ท่านอาจารย์เคยถูกโจมตีใส่ร้ายป้ายสีอย่างรุนแรงว่าเป็นพวกมหายาน เราถือกันว่าพวกมหายานเป็นพวกนอกรีต โปรดอย่าเข้าใจเช่นนั้น มหายานนั้นเป็นยานที่สูงส่งทีเดียว ถ้าเราศึกษาเข้าแล้วเราจะพบว่า ทุกสิ่งที่หินยานมี มหายานก็มี การแบ่งเป็นมหายาน-หินยานนั้นเกิดจากสภาพแวดล้อมทางสังคม ไล่ลำดับบริบทมาเรื่อยเท่านั้นเอง
ดังนั้นผู้ที่มีจิตใจเปิดกว้างอย่างท่านอาจารย์นั้นท่านไม่ยอมหยุดอยู่เฉพาะหินยาน
ศาสนาของพระพุทธเจ้านั้นไม่ใช่ระเบียบกฎเกณฑ์ที่เราจะสร้างขึ้นเองได้ เราต้องศึกษาเข้าไปสู่รากเหง้าที่มาของพระวัจนะที่แท้จริงนั้น
บทที่ ๗
จุดเด่นของวิถีทางของท่านอาจารย์ก็คือ ท่านไม่เพียงเข้าใจโลกแห่งการแปรเปลี่ยน ท่านเข้าใจชัดว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลง แต่มีบางพวกบางเหล่าหรือว่าบางท่านอาจจะเข้าใจเฉพาะลักษณะซึ่งแปรเปลี่ยนที่เรียกว่าอนิจจัง แต่ไม่เข้าใจลักษณะของการสืบต่อของพระพุทธศาสนาก็ได้
สำหรับท่านอาจารย์นั้นท่านเข้าใจทั้ง ๒ ด้าน การให้ความหมาย บทสวดมนต์และคำนิยามใหม่ พิธีกรรมต่าง ๆ ท่านรู้ว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องเปลี่ยน เพื่อให้เข้ากับสังคมซึ่งเปลี่ยนแปลงไป ภายใต้การพัฒนาอันมีเทคโนโลยีเป็นใหญ่ หรืออะไรก็สุดแท้ แต่พร้อมกันนั้นท่านไม่ได้ละทิ้งแก่นสารของอดีต
ครั้งหนึ่งท่านพูดกับผมว่า ที่จริงสิ่งที่ผมสอนนี้สามารถตั้งนิกายใหม่ได้ แต่ผมจะไม่ทำ ด้วยความเคารพในพระพุทธเจ้าก็ดี เคารพในปราชญ์ครั้งอดีต ท่านเป็นคนสุภาพอ่อนโยนยิ่ง แต่ภาพที่ออกมาล้วนแล้วแต่ทำให้รู้สึกตรงกันข้าม บางคนสั่นหน้า ส่ายหน้า เพราะว่าคำพูดซึ่งตรงไปตรงมา ค่อนข้างก้าวร้าว
นี่คือสิ่งที่ผมพยายามที่จะเล่าให้ฟังถึงช่วงแห่งการเปลี่ยนบุคลิกภาพของท่าน มันสะท้อนถึงสังคมไทยซึ่งหันเหและสับสน ข่ายญาณของท่านผู้นี้หากใครติดตามวาทะของท่านมาตลอด จะพบว่าท่านรู้ทันโลก,ชีวิต ท่านไม่ใช่เป็นพระภิกษุที่อยู่ป่า แล้วศึกษาพระคัมภีร์ พูดโวหารแบบพระเทศน์บนธรรมมาสน์แล้วไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับสังคมการเมือง
บทที่ ๘
ประมาณช่วงหลังปี ๒๕๐๐ ที่เรีกกันว่ากึ่งพุทธกาล องค์การสหประชาชาติได้ประจักษ์แจ้งขึ้นมาว่าปัญหาเรื่องการทวีของประชากรจะเป็นปัญหาหลักในอนาคต อาหารจะไม่เพียงพอ จึงเกิดโครงการใหญ่ซึ่งเรียกว่าปฏิวัติเขียว
ในช่วงนั้นเป็นโครงการซึ่งทุกคนปลาบปลื้มกันมาก จนกระทั่งผู้ที่ค้นคิดยาปราบแมลงที่เรียกดีดีทีนั้น ได้รับรางวัลโนเบล เพราะค้นพบกันว่าแมลงทำลายปริมาณของอาหารไป การปราบแมลงก็เท่ากับเป็นการเพิ่มผลผลิตอยู่ในตัว ดังนั้นถ้าจัดการกับแมลงได้แล้ว อาหารก็จะพอเพียงกับจำนวนประชากรซึ่งทวีขึ้นอย่างน่ากังวล
เดี๋ยวนี้เราประจักษ์ชัดกันว่าปัญหาเรื่องดีดีทีนั้น มันทำท่าจะฆ่ามนุษย์เอาเสียแล้ว การปฏิวัติเขียวครั้งนั้นไม่ใช่คำตอบ เรารู้กันแล้วว่ามันเป็นปัญหาหนัก ช่วงนั้นผู้ค้นพบดีดีทีนั้นในฐานะเป็นนักวิชาการนั้นสัตย์ซื่อต่อวิชาการก็ได้รับรางวัลโนเบลไป ไม่มีใครสงสัยในด้านลบของการใช้ดีดีที แต่ก็หาได้พ้นจากข่ายญาณของท่านอาจารย์สวนโมกข์ไปได้ไม่
ในช่วงที่โลกกำลังปลาบปลื้มกับปฏิวัติเขียว อาจารย์ท่านประณามอยู่ตลอดเวลา คือท่านระแวงว่าสิ่งนี้มันจะนำอะไรมาสู่มนุษย์ก็ไม่รู้ เดี๋ยวนี้เรารู้กันแล้วครับว่าทุกวันเรากินสารพิษเข้าไปมากมาย
บทที่ ๙
ในช่วงที่ท่านกำลังต่อสู้และกำลังปรับเปลี่ยนทั้งทัศนะและบุคลิกภาพนั้นเอง เป็นช่วงซึ่งมีปัญหากับสถาบันสงฆ์มาก สถาบันสงฆ์ค่อนข้างรังเกียจพระหนุ่มรูปนี้เพราะมีความคิดแปลกประหลาด พูดอะไรไม่เหมือนเพื่อน โจมตีพระพุทธรูปว่าเป็นภูเขาแห่งพุทธธรรม
แต่ว่าโดยข้อเท็จจริงแล้วนั้นท่านอาจารย์เป็นคนซาบซึ้งในพระพุทธรูปมาก ผมบอกได้เลย บางครั้งนั่งคุยกับผมเป็นชั่วโมงเรื่องความงามของพระพุทธรูป นั่นคืออีกด้านหนึ่งซึ่งละเอียดอ่อนและลุ่มลึก แต่ส่วนที่ท่านต้องแสดงออก ก็เพราะว่าเป็นปฏิกิริยาต่อคนทั่วไปที่ยึดถือพระพุทธรูปราวกับเป็นเจว็ดนั่นเอง ไม่ได้มองไปสู่สัญญลักษณ์แห่งการตรัสรู้
เหนือเศียรพระพุทธรูปมีสิ่งพวยพุ่งขึ้นไปข้างบนเรียกว่า ประภามณฑลหรือศิรประภา เป็นสัญลักษณ์ของการตรัสรู้อันสมบูรณ์ พระพุทธรูปไม่ใช่รูปเคารพ แต่เป็นสัญลักษณ์ของมณฑลธรรมอันโชติช่วง มีเรือนแก้ว
เรือนแก้วหมายถึง โพธิปักขิยธรรม ความใส่ใจในเรื่องความงามและศิลปะต่าง ๆ ของท่านอาจารย์มีอยู่อย่างมาก อาจจะไม่มีใครได้รับทราบว่า ท่านร้องเพลงไทยได้มากหลายเพลง จำได้มากแต่บทบาทที่แสดงออกต่อสังคม ดูตรงกันข้าม
ผมให้ข้อสังเกตว่าวัฒนธรรมนี่จะมี ๒ ลักษณะเสมอไป คือสิ่งที่เราแสดงออกสู่สาธารณะซึ่งเป็นเรื่องของการรู้จักกาลเวลา สถานที่ โอกาส และบุคคล แต่ลึก ๆ ในส่วนตัวของท่านนั้น เราจะพบอีกหลายแง่มุมทีเดียว
คณะสงฆ์เคยตั้งข้อรังเกียจกับท่าน มีพระเถระน้อยรูปมากที่เข้าใจท่าน ผมจะระบุถึงได้สักองค์หนึ่งก็คือสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร) วัดเทพศิรินทร์องค์หนึ่งที่รักและเข้าใจท่านอาจารย์มาก
สมเด็จพระสังฆราชที่อยู่ที่วัดเบญจะ ถึงกับเรียกท่านเข้ากรุงเทพฯ แล้วสั่งห้ามสอนพุทธศาสนา โดยเฉพาะเรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่น ท่านอาจารย์ก็บ่นให้ฟังว่า ที่จริงผมก็ไม่ควรสอนจริง ๆ ด้วย เพราะว่ามันอันตราย แต่ว่าท่านบอกว่า ผมเป็นคนดื้อ ถ้าสิ่งไหนถูกแล้วผมจะดื้อทันที นี่คือนิสัยของท่าน ท่านก็สอนจนได้และสอนจนกระทั่งวันสุดท้าย
แต่แล้วในช่วงฉัฏฐสังคายนา คือ การสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๖ ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศพม่า พระภิกษุเงื่อม ซึ่งถูกรังเกียจจากคณะสงฆ์นั้น กลับเป็นตัวแทนของคณะสงฆ์ไทย ไปประชุมระดับนานาชาติที่นั่น ทั้งนี้เพราะว่านายกรัฐมนตรีของพม่าเวลานั้นคือ อูนุ ผู้ที่ศรัทธาในพระพุทธศาสนามาก ระบุผ่านคณะสงฆ์ขอให้เอาพระรูปนี้ไปประชุม มันเป็นเสียอย่างนี้
ท่านพุทธทาสภิกขุ)
บทที่ ๑๐
ท่านอาจารย์นั้น แม้จะอยู่ในฐานะที่เป็นปราชญ์อยู่ในความทรงจำในช่วงหลังของสังคมไทยแล้วก็ตาม แต่ท่านยังเอ่ยถึงบุคคลที่ท่านเคารพด้วยจิตใจบ่อยครั้ง
ผมคิดว่ามีบุคคลอยู่ ๒ คน ที่มีอิทธิพลเหนือชีวิตของท่าน คนแรกนั้นเป็นเจ้า คือสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ท่านพูดถึงบ่อย ถึงความมีจริยาวัตรอันงดงาม ความเป็นนักปราชญ์ ความศรัทธามั่นในพุทธศาสนา แม้สึกจากพระไปแล้วก็ยังเอาบาตรและจีวรเก็บไว้เป็นเครื่องเตือนตนอะไรเหล่านี้ ซึ่งท่านพูดถึงในแง่ดีบ่อยมาก นั่นเป็นไปได้ทีเดียวที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้เป็นต้นแบบให้ท่านในช่วงหนึ่ง เพราะท่านยังหนุ่มน้อยอยู่มาก เมื่อสมัยที่สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ เสด็จลงไปศึกษาและรวบรวมวัตถุโบราณทางใต้
บุคคลที่สอง เป็นคนที่สำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของท่าน มีอิทธิพลเหนือชีวิตของท่านอย่างมากก็คือมารดาของท่านเอง บุคลิกภาพบางอย่างเกิดจากแม่ของท่าน เช่นท่านเล่าว่า แม่ของท่านนั้นเป็นคนละเอียดอ่อน เมื่อใช้ให้ท่านหุงข้าวแล้ว เห็นนั่งเฝ้าไฟนั่งดูหม้อเดือด แม่ท่านจะเตือนบอกว่า ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่ใช้ทำอะไรได้อีกตั้งหลายอย่าง ทำไมไม่ทำล่ะ เราจะเห็นว่า นิสัยส่วนนี้ท่านติดมาจากมารดาของท่าน
บรรยายที่ธรรมสถาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายหลังท่านพุทธทาสมรณภาพได้ราว ๑ ปี
โฆษณา