Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
เขมานันทะในใจเรา - ชาติพันธุ์ภาวนา
•
ติดตาม
19 ส.ค. 2020 เวลา 05:30 • ปรัชญา
บทที่ ๑๑-๒๐ ท่านอาจารย์สวนโมกข์ที่ข้าพเจ้ารู้จัก
(ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับชีวิตและงานของท่านพุทธทาสภิกขุ)
บรรยายที่ธรรมสถาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายหลังท่านพุทธทาสมรณภาพได้ราว ๑ ปี
บทที่ ๑๑
นับตั้งแต่เรารับพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทจากลังกาเข้ามาแล้วสืบสานกันกินเวลาได้ประมาณ ๘๐๐ ปีเศษ ปรากฏการณ์เช่นนี้นับเป็นสิ่งแปลก ในยุโรปหรือที่อื่นเมื่อรับศาสนาหนึ่งศาสนาใดแล้ว กินช่วงเวลาไม่เกิน ๓๐๐ ปีก็ถึงยุคมืด คือยุคไร้ศาสนา
แต่สำหรับประเทศไทย นี่เป็นเรื่องแปลกประหลาดเมื่อรับพุทธศาสนาเข้ามาแล้ว ตั้งมั่นอยู่ได้อย่างต่อเนื่องเหมือนต้นไม้ที่งอกแทงรากลึกแผ่กิ่งก้านกว้าง
นับตั้งแต่พระราชอาณาจักรสุโขทัยเป็นต้นมา ยังไม่เคยมีนักปราชญ์หรือสมณะรูปหนึ่งรูปใด ที่กล้าตีความพระพุทธวัจนะอย่างตรงไปตรงมา และอย่างเข้มข้นและจริงจัง ถ้าจะให้ผมพูดโดยส่วนตัวก็คือ มีท่านอาจารย์สวนโมกข์นี่แหละครับที่เป็นคนแรกในประวัติศาสตร์อันยาวนานของประเทศนี้
นักบวชทั่วๆ ไปในลำดับของประวัติศาสตร์ในห้วงเวลาในอดีต เขาจะถ่อมมากต่อการเทศนา รูปแบบของการเทศนาบนธรรมาสน์ท่านจะพบว่า เมื่อพระภิกษุขึ้นนั่งบนธรรมาสน์แล้วก็ตั้ง นะโมตัสสะ แล้วตั้งนิกเขปบท คือบทย่อเอาพระพุทธวัจนะที่เป็นบาลีขึ้นตั้ง แล้วก็จะแสดงความถ่อมว่า ณ บัดนี้อาตมภาพจะแสดงธรรมเทศนา ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ว่าเอาเองนะ คล้าย ๆทำนองนั้น ไม่กล้าแตะ ไม่กล้าใช้ความรู้สึกที่ซาบซึ้งหรือความรู้สึกที่ออกมาจากเนื้อในของชีวิตของตัวเข้าไปอธิบายสิ่งนั้น
ดังนั้นพุทธศาสนาเถรวาทจึงแตกตัวออกในลักษณะของสถาบัน มีลักษณะของทางวิชาการ พระพุทธศาสนาก็กลายเป็นรูปแบบหนึ่งของวัฒนธรรม แทนที่จะเป็นวิถีทางของการทำให้เข้าถึงและความดับทุกข์สมดังเจตนารมณ์ในเรื่องอริยสัจ ที่พระพุทธเจ้าท่านทรงสอน ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว มันต้องเป็นวิถีชีวิต ไม่ใช่วิถีแห่งวัฒนธรรม
เราพบว่า บุคคลอาจจะมีท่าทีทางวัฒนธรรมสูง แต่เขาอาจจะไม่ได้จริงใจก็ได้ เหมือนเวลาฝรั่งมาเราก็รำไทยให้เขาดู ถึงเวลาจริง ๆ เราก็ไม่ได้อยู่ในวัฒนธรรมของเรา แต่เราแสดงออกวัฒนธรรมของเราเพียงเพื่ออวดว่าเราเป็นชาวพุทธเท่านั้น สำหรับท่านอาจารย์ท่านไม่เป็นอย่างนั้น
บทที่ ๑๒
ด้วยความรู้ภาษาบาลีประการหนึ่ง โดยการภาวนาอย่างต่อเนื่องเป็นประการที่สอง และอีกประการสำคัญมากซึ่งเป็นบาทฐานที่ทำให้งานทั้งหมดของท่านอาจารย์เกิดเอกภาพและผิดแผกจากคณาจารย์องค์อื่น ก็คือการใช้ชีวิตซึ่งแนบสนิทกับธรรมชาติ
อันนี้ตราไว้ได้เลย ขีดเส้นใต้ตรงนี้ว่า ตลอดช่วง ๘๐๐ กว่าปี รูปแบบพุทธศาสนานั้นค่อนข้างเป็นราชสำนักในบ้านเมืองเรา ค่อนข้างเป็นระเบียบ เป็นวัฒนธรรมที่สูงส่ง แต่ว่าอาจจะห่างไกลวิถีทางแห่งธรรมชาติ
มีความนัยที่ลุ่มลึกอยู่อันหนึ่งในเรื่องนี้ในประเด็นนี้ก็คือ มนุษย์เราไม่เพียงเป็นส่วนหนึ่งในกระแสธรรมชาติอันไม่รู้สิ้นสุดเท่านั้น แต่มนุษย์นั้นยังเป็นอันหนึ่งเดียวกับธรรมชาติด้วย
ข้ออ้างอันนี้ผมอยากจะพูดว่าสำคัญมากตรงที่ว่า เมื่อมนุษย์คิดว่าตัวเองเป็นนายเหนือธรรมชาติในช่วงที่มนุษย์เลวร้ายมนุษย์ก็ทำลายธรรมชาติ เหมือนที่เรารู้กันอยู่เวลานี้ว่าเป็นวิกฤติการณ์แทบจะถาวรแล้ว
ในช่วงที่มนุษย์มีสำนึกขึ้นมาในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติก็จะเกิดการอนุรักษ์ จิตแห่งการทำลายและจิตอนุรักษ์นี่มันเป็นหยิน-หยางหมุนวน เมื่อถึงยุคหนึ่ง เดี๋ยวเราก็เริ่มทำลายกันอีก เราบำรุงธรรมชาติพอสมบูรณ์ เราก็ลืมตัว เดี๋ยวเราก็ทำลาย
ส่วนการอยู่เหนือการทำลายและอยู่เหนือการอนุรักษ์ ที่ว่ามนุษย์เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ ผมจะอ้างคำของจางจื้อ ปราชญ์จีนโบราณ ผมอาจจะออกสำเนียงจีนไม่สมบูรณ์ (ทั้ง ๆ เป็นหลานจีน แต่ไม่รู้ภาษาจีนเลย) จางจื้อพูดในนัยยะที่ลุ่มลึกว่า ทีตี้อืออั่วเป็งแช ฟ้าดินกับอั๊วเป็นอันเดียวกัน บวงหมั๊วอืออั้วอือเจ๊กอุยอีก สรรพสิ่งกับอั๊วเป็นอันเดียวกัน
นี่เป็นความนัยที่ลุ่มลึก มองโดยแง่ของจิตวิญญาณแล้วมนุษย์เป็นอันเดียวกับธรรมชาติ มองนัยยะที่แบ่งแยกมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งในกระแสธรรมชาติ วิถีชีวิตที่ท่านใช้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ผมคิดว่าเป็นบาทฐานใหญ่ที่ส่งผลสะท้อนอันยาวนานมาสู่ตัวท่านเอง สวนโมกข์และสังคมไทย และเป้าหมายของท่านก็คือ โลกโดยส่วนรวม
บทที่ ๑๓
บันทึกที่สดใหม่มากของท่านอาจารย์ ช่วงที่อยู่สวนโมกข์พุมเรียงเก่า ในกลางคืนเดือนหงายที่มีหมูป่าอะไรเหล่านั้น ยิ่งใหญ่กว่าบันทึกของเดวิด ธอโร่ เรารู้กันว่าเดวิด ธอโร่ ฤาษีตนแรกของอเมริกันนั้นมีผลงานที่ยิ่งใหญ่
แต่ว่าบันทึกช่วงต้นของท่านอาจารย์สวนโมกข์นั้นมีอะไรที่ลุ่มลึกมากกว่า บางทีท่านบันทึกถึงความเจิดจ้าของดวงจิตในขณะที่ภาวนาแล้วก็เกิดประสบการณ์สำคัญ ท่านใช้คำว่า ราวกับว่าสิ่งที่ตาเห็นนั้นเป็นสิ่งไม่ใช่ธรรมชาติหรือเหนือธรรมชาติ นั่นแสดงถึงการก้าวล่วงเข้าไปสู่มิติที่แปลกประหลาด เรียกได้ว่าเป็นประสบการณ์ทางดวงจิต
แต่ว่านั่นไม่ใช่สาระที่น่าใส่ใจนัก เพราะว่าแท้ที่จริงนั้นการอยู่ใกล้ชิดธรรมชาตินั้นให้กำเนิดถ้อยคำอันหนึ่ง
สำหรับส่วนตัวของผมแล้วถือว่าเป็นคำซึ่งได้ยินครั้งแรกในชีวิตได้แล้ว ตรึงตา ตรึงใจอยู่ไม่รู้หาย เมื่อท่านพูดว่าการปฏิบัติธรรมนั้นไม่ใช่อะไรอื่น คือการชำแรกตัวกลับสู่ธรรมชาติอีกหนหนึ่ง นี่สำคัญมาก สำหรับผมแล้วเป็นถ้อยคำยิ่งใหญ่มากทีเดียว
เพราะว่ามนุษย์เดินห่างจากธรรมชาติออกมา มนุษย์เมื่อสร้างอารยธรรมแล้ว อารยธรรมนั้นกลายเป็นอุปสรรคเป็นกำแพงกางกั้น เหมือนที่ท่านทราบว่า คำว่าอารยธรรมในภาษาอังกฤษคือคำว่า Civilization, Civil นี่แปลว่าพลเรือนก็ได้ หรือแปลว่าเมืองก็ได้ เมื่อสร้างเมืองแล้วเมืองอาจจะกีดกันไม่ให้เข้าถึงความจริงของธรรมชาติได้ จิตสำนึกซึ่งพัฒนาในเมืองนั้นง่ายจะติดยึดในสมมุติ ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงต้องหันหน้าออกจากวังและแสวงหา
ที่ท่านอาจารย์พูดซ้ำแล้วซ้ำอีกในเทศนาหลายแห่งหลายที่ ท่านว่าเกิดกลางดิน ใช้ชีวิตกลางดิน กินกลางดิน ตายกลางดิน วิถีชีวิตของมนุษย์เราที่สูงส่งนั้น ไม่ใช่วิถีชีวิตในพระราชวังหรือประดับประดาด้วยทองหยอง หรือเกียรติยศมากมาย คติของคนตะวันออกครั้งอดีตสมัยที่รุ่งเรืองด้วยความรู้แจ้งทางปัญญา วิถีที่เร่ร่อน วิถีที่ติดดินเท่านั้นที่จะสอดคล้องกับวัฏจักรและความเป็นไปของมหาวิถีของธรรมชาติทั้งมวล
ดังนั้นความยากไร้ ความเร่ร่อน ความเปล่าเปลือยเป็นสิ่งที่ทรงค่าอยู่ในตัวมัน
บทที่ ๑๔
ข้อขัดแย้งในทางทฤษฎีระหว่างความหมายของคำว่าอารยธรรมของปราชญ์ตะวันออกและตะวันตก มีอยู่อย่างฉกาจฉกรรจ์ คนตะวันตกถือว่า Civilization นั้นเกิดในกำแพงเมือง อะไรที่เกิดและพัฒนาขึ้นในเมืองถือว่าเป็นอารยธรรม ดังนั้นนอกกำแพงเมืองถือว่าเป็นอนารยะ เป็นป่าเถื่อน
แต่ถ้าท่านไม่หลงทางจากวิถีชีวิตของปราชญ์ตะวันออกแล้ว ท่านจะพบว่า ป่านั่นเองเป็นที่ตั้งของอารยธรรม ส่วนเมืองเป็นตัวปัญหา พระศาสดาผู้รู้แจ้งส่วนใหญ่ออกจากเมือง ไม่ว่าโซโรแอสเตอร์หรือพระพุทธองค์ก็ตาม หรือแม้แต่โสเครติสปราชญ์ทางตะวันตก ซึ่งถูกบีบให้ตายด้วยสมัครใจ ต้องออกเร่ร่อน
คำว่าภิกขุซึ่งแปลว่า ผู้ขอ ศัพท์เดียวกับคำว่า beggar นั่นเอง ทางตะวันออกถือว่าวิถีชีวิตของการเร่ร่อน เป็นผู้ขอนั้นเป็นชีวิตที่สูงส่ง ท่านอาจารย์เขียนคติพจน์อันนี้ไว้ที่โรงฉันเก่าของสวนโมกข์ธารน้ำไหล ซึ่งเดี๋ยวนี้ยังอยู่หรือไม่ผมไม่แน่ใจ high thinking plain living นี่คือวิถีทางของสวนโมกข์ คือคิดสูง ๆ คิดให้ลึก คิดให้กว้าง คิดให้ไกล แต่เป็นอยู่ให้ต่ำที่สุด
คติพจน์เหล่านี้เกิดขึ้นจากวิถีชีวิตของท่านเอง เมื่อผมลาเพศสมณะแล้วไปเยี่ยมท่านหลังจากไม่พบท่านร่วม ๑๐ ปี คำแรกที่ท่านถามผมนั้นท่านไม่ได้ถามว่า ทำงานอะไร รายได้เท่าไหร่ ท่านถามผมว่า คุณยังกินข้าวจานแมวอยู่หรือเปล่า เป็นคำทักทายซึ่งเตือนให้จำในสิ่งที่ตัวเองเข้าใจแล้ว
กินข้าวจานแมว อาบน้ำในคู เป็นอยู่เหมือนทาส มุ่งมาดความว่าง และคำตอบคือ ทำอย่างตายแล้ว มีแก้วอยู่ในมือ คือดวงจิตว่าง ประโยคสุดท้ายคือ แจกของส่องตะเกียง แต่ผมคงเป็นศิษย์ที่เลวไม่ได้ทำตามท่าน เพราะว่าท่านอาจารย์มีคติว่า ศิษย์คือผู้ที่ทำตาม
บทที่ ๑๕
ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งในวิถีชีวิตร่วมสมัยของคนเรา เราได้สูญเสียอะไรบางสิ่งซึ่งเป็นคุณค่าวิเศษที่เราเคยมีครั้งอดีตคือความมีกัลยาณมิตร ความมีคนที่เรานับถือบูชาไว้สักคนหนึ่งในหัวใจเรา นี่เป็นสิ่งสำคัญมาก
ถ้าผมจะเตือนความทรงจำของท่านได้ต่อสัญลักษณ์อันยิ่งใหญ่ของชาวพุทธ แม้ไม่ใช่เป็นพระพุทธวัจนะโดยตรงก็คือ ในชั่วโมงที่พระพุทธเจ้าจะถึงซึ่งอาการตรัสรู้อันสมบูรณ์นั้น มีธิดามารอยู่ ๓ ตน เป็นสัญลักษณ์ เป็นบุคคลาธิษฐาน นางแรกชื่อ นางราคา นางตัณหา และนางน้องซึ่งร้ายกาจที่สุดชื่ออรดี อรดีคือ อรติ แปลว่าไม่รัก ทำไมความไม่รักจึงเป็นอุปสรรคต่อสติปัญญาชั้นสูง นี่เป็นสิ่งที่น่าคิดมาก
จิตใจซึ่งไม่มีเมตตา กรุณา ไม่รัก ไม่สามารถที่เข้าถึงซึ่งการตรัสรู้ได้ ต่อเมื่อพระพุทธเจ้ากำหนดรู้นางทั้ง ๓ นั้นแล้ว ธิดาพญามารก็ถอยกรูด รตินี่แปลว่ารัก อะก็ไม่ แปลว่าไม่รัก ผมคิดว่ามีสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นคตินำทางของชาวพุทธ
ท่านอาจารย์สวนโมกข์พูดย้ำอยู่เสมอว่า สำหรับชาวพุทธที่แท้จริงแล้วย่อมมีเมตตาเป็นปุเรจาริก เมื่อจะทำอะไร หรือจะไปทางไหนเหมือนกับมีไฟส่องทาง ให้มีเมตตาเป็นเครื่องส่องทางไปข้างหน้า เพราะเมตตากับปัญญานั้นเป็น ๒ หน้าของเหรียญเดียวกัน
สติปัญญาชั้นสูงที่ว่าขันธ์ห้าไม่ใช่อะไรอื่นจากธรรมชาติ เป็นอันเดียวกับธรรมชาติ ชีวิตเป็นอันเดียวกัน นั่นเป็นปัญญาชั้นสูง และพร้อมกันนั้นเป็นเมตตาอีกด้วยเมื่อเห็นว่าชีวิตไม่ผิดแผกกัน
ยังมีคำพูดของชาวอีสานที่ลุ่มลึกมาก ที่จะเอามาสมทบกับความนัยที่ลุ่มลึกอันนี้ก็คือ ในบทเพลงเสียวสวาสดิ์ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นพูดไว้ว่า ยังมีชายคนหนึ่งชื่อว่าสัพพะเหล่าหลาก คน ๆ หนึ่ง คือสรรพสิ่งทั้งปวง
มนุษย์กับธรรมชาตินั้นแนบแน่นเป็นอันเดียวกัน อันอาจกำหนดท่าทีแห่งภูมิปัญญาและทิศทางแห่งอารยะธรรมแท้ได้ว่าเป็นมัชฌิปฏิปทา ประสานกลมกลืน ไม่ใช่สิ่งงอกงามในเมือง ทั้งไม่ใช่จากสมองของมนุษย์โดยไร้หัวใจ
รากฐานอารยธรรมแท้คือปัญญาและเมตตาอันเป็นไปในกระแสธรรมชาติ ไม่ใช่สภาพปรุงแต่ง เสแสร้งจนฝืนกระแสธรรมชาติ
บทที่ ๑๖
ลำดับถัดไปผมจะเล่าถึงวิธีที่ท่านอาจารย์ได้ช่วยผู้คนตามจริตนิสัยของแต่ละคน สิ่งนี้ผมคิดว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก ในพระพุทธศาสนาแจกแจงญาณไว้หลายอย่าง แต่มีญาณเดียวที่สงวนไว้สำหรับพระพุทธองค์คือนานาธิมุตติกญาณ คือญาณที่ล่วงรู้วิถีทางรอดของแต่ละคนซึ่งไม่เหมือนกัน
อย่างพระพุทธเจ้าทรงทำกับองคุลีมาล
อย่างหนึ่งกับปฏาจาราอย่างหนึ่ง กับบางคนบางทีท่านเสนอสิ่งล่ออย่างพระนันทกุมารน้องท่านนั่นทรงล่อจะให้นางฟ้า มันเป็นอุบายที่จะดึง ล่อจิต ซึ่งกำลังตกหลุมพรางอันหนึ่ง เหมือนกับดึงคนขึ้นจากหล่มโคลน แม้สิ่งนี้จะสงวนไว้สำหรับพระพุทธองค์ก็ตาม แต่ผมก็เห็นบ้างในท่านอาจารย์สวนโมกข์ ท่านมีอุบายที่หลอกล่อ
ดังนั้นผมจะเล่าอิงอัตวิสัยนิดหน่อย ผมไม่รู้จักใครอื่นดีกว่าตัวเอง ประสบการณ์คนอื่นผมเล่าแทนไม่ได้ แต่เล่าแทนประสบการณ์ของตัวเองว่า เมื่อออกบวชใหม่ ๆ นั้นต้องการคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ด้วยจิตใจที่ศรัทธาว่าพระพุทธเจ้าดีที่สุดในโลก ผมไม่ใส่ใจเรื่องพระเจ้า คำสอนของพระเยซู ของเล่าจื๊อไม่อยู่ในความรับรู้ของผม เมื่อผมไปหาท่านนั้น ผมเชื่อว่าท่านคงจับกำพืด จับทางของผมได้ว่าผมแคบอยู่อย่างไร
บางครั้งท่านพูดเล่าเรื่องตลกให้ผมหัวเราะ เพราะผมไม่หัวเราะเลย ไม่ยิ้มเลย ผมเครียดมาก ๆ ด้วยความรู้สึกที่ว่าความจริงนั้นต้องเคร่งเครียด ที่จริงผมเข้าใจผิดมาก ท่านพยายามเย้าแหย่ บางทีก็เล่าเรื่องตาเถรยายชีให้ฟัง ที่จริงผมฟังออก แต่ผมไม่กล้าหัวเราะ ท่านยังถามผมว่าคุณฟังไม่ออกรึ?
มีคราวหนึ่งท่านเรียกผมไป ปีนั้นเป็นปีที่โป๊ปจอห์นปอลที่ ๒ สันตะปาปาแห่งวาติกันขึ้นดำรงตำแหน่งแล้ว จอห์นปอลเป็นโป๊ปที่ถือกำเนิดในโปแลนด์ เป็นโป๊ปองค์แรกในค่ายสังคมนิยม ดังนั้นขวัญกำลังใจของชาวยุโรปในทางศาสนาดีขึ้นมากในปีนั้น ท่านอาจารย์เรียกผมไปบอกว่า ผมอยากจะให้ของขวัญโป๊ปจอห์นปอล คุณช่วยวาดรูปเกี่ยวกับพระเยซูให้หน่อยได้ไหม ท่านก็ยื่นไบเบิลให้ท่านสำทับว่า แต่คุณต้องอ่านให้หมดนะ ไม่งั้นคุณจะเขียนได้ยังไง
ผมก็รู้สึกอึดอัดนิดหน่อยว่า เราเป็นพระอยู่ด้วย แต่ก็เพื่อจะทำงานให้ท่าน ก็อ่าน ตั้งต้นอ่านตั้งแต่คัมภีร์เก่า ทีละหน้า ๆ เพื่อจะรวบรวมเนื้อหามาเขียนให้ได้ ผมเขียนร่างเสร็จเอาไปให้ท่านตรวจ ท่านก็วิจารณ์บ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ผมเขียนได้จำนวนหนึ่ง ปั้นด้วย ปั้นพระเยซู เล่าเป็นเกร็ดซักนิดหนึ่งว่าผมทำอย่างไร คือผมปั้นพระพุทธรูปก่อน แล้วก็เติมหนวด เติมผมให้ยาว เป็นพระเยซู แต่นั่นไม่สำคัญอะไร เมื่อผมเขียนได้จำนวนหนึ่งแล้ว ผมไปหาท่านครั้งหลังเพื่อให้ท่านวิจารณ์ ผมรู้สึกว่าท่านอาจารย์ได้สูญสิ้นความใส่ใจในสิ่งที่ท่านสั่งผมเรียบร้อยแล้ว
ผมไม่เข้าใจ แล้วก็ผิดหวังนิดหน่อย ทั้ง ๆ ที่เราทุ่มเทให้ ต่อมาภายหลัง จึงรู้ว่าท่านหลอกให้ผมอ่านไบเบิล ผมอ่านจนเป็นอุปการะ เป็นนิสัย ผมอ่านต่อมาอีกตั้งหลายปี เป็นสิบ ๆ ปีเลย แล้วต่อมาเมื่อผมเดินทางไปในยุโรปก็มีคุณูปการกับผมมากในการที่พูดกับชาวแคทอลิก หรือโปรแตสแตนท์ ผมเคยถูกเชิญไปสัมมนาหลายครั้งกับกลุ่มโปรแตสแตนท์ที่เยอรมันนี
ผมไม่นึกว่าสิ่งเหล่านี้มันจะเกิดอุปการะขึ้นในวันหน้า ทั้ง ๆ ที่ผมก็ไม่ต้องการมันเลย นั่นเป็นอุบายของท่านอาจารย์ ท่านอาจจะคิดจริงหรือเปล่า ผมก็ไม่แน่ใจ
บทที่ ๑๗
ทีนี้จะเล่าเรื่องที่ท่านเป็นนักทดลองความคิด ท่านอาจารย์นั้นไม่ใช่ผู้วิเศษ ดังนั้นบางทีท่านก็ทำอะไรพลาดได้ แต่ความผิดพลาดของท่านกลับเป็นบทเรียนที่ดีเสมอกับคนที่อยู่ใกล้ตัว
วันหนึ่งพวกเรา, คำว่าพวกเราหมายถึง พระ เณร คนวัด กำลังช่วยกันเทคานคอนกรีตเสริมเหล็ก ซึ่งเป็นงานที่หนักและเหนื่อยมาก เนื่องจากฉันอาหารมื้อเดียวแล้วก็ทำงานหนัก แต่นั่นคืออุดมคติของสวนโมกข์ในช่วงนั้น ๆ ขณะที่กวนปูนกันอยู่ ท่านอาจารย์พักจากการงานของท่านเดินมาถามว่า พวกคุณทำอะไรกันอยู่ บอกไปว่ากวนปูน ท่านพูดว่าพวกคุณโง่อยู่ได้ คุณไปกวนทำไมให้เสียเวลา ทำไมคุณไม่เอาปูนเอาทราย เอาหิน เอาน้ำเทรวมในถังน้ำมันแล้วก็ปิดฝา แล้วคุณก็กลิ้งมันไปในสนามหญ้า ไม่ต้องเหนื่อยแรง แล้วก็เอามาใช้ได้
ทุกคนก็สว่างไสวขึ้นในข้อแนะนำนั้น พูดกันว่า เออจริง ๆ ด้วย เราไม่เคยคิดกันมาก่อน แล้วทุกคนก็ปฏิบัติตาม ด้วยความหวังว่าจะบรรลุเป้าหมายนั้น กลิ้งกันไป กลิ้งกันมาจนเหงื่อแตก พอเปิดฝา หินอยู่หิน ทรายอยู่ทราย ปูนอยู่ปูน พวกเราก็ชักมีอารมณ์ครับ ทั้งเหนื่อยทั้งผิดหวัง อาจารย์ท่านเห็นเข้า ท่านก็หัวเราะ ท่านบอก ผมจะไปรู้อะไร ผมไม่เคยทำ
เป็นบทเรียนที่ดีมากครับว่าในความคิดนั้นต้องมีการทดลองความจริงด้วย จึงจะรู้ว่าสิ่งที่เราคิดนั้นถูกใกล้หรือห่างไกลจากเป้าหมายที่เราคิดไว้ ผมเล่าเล่นพอให้คลายเครียดครับ
บทที่ ๑๘
ทีนี้ผมจะนำเข้าไปสู่เรื่องซึ่งค่อนข้างลึก ความถ่อมของท่านอาจารย์นั้นมีอยู่อย่างสูง ผมเคยเห็นกับตาที่ท่านกราบอาจารย์องค์หนึ่งคิดว่าเป็นพระคู่สวดในวันอุปสมบทของท่านเอง อย่างอ่อนโยน ซึ่งผิดกับตอนที่ท่านนั่งบนธรรมาสน์อันดูราวกับราชสีห์ หรือผู้ที่กำลังประกาศธรรมะที่ยิ่งใหญ่
ท่านแนะนำให้ผมไปหาโยมคนหนึ่งซึ่งเป็นโรคเรื้อน คนที่ไปในสวนโมกข์ช่วงนั้นอาจจะไม่รู้จัก แต่บางคนอาจจะรู้ครับ ชื่อโยมย้วน ท่านอาจารย์ไม่ใช่บุคคลที่จะลืมคนอื่นได้ง่าย ๆ แม้คนนั้นจะเจ็บป่วยหรือโรคเรื้อนก็ตาม โยมย้วนหลบอยู่ในกระต๊อบเล็ก ๆ ไม่ค่อยได้สัมพันธ์กับผู้คนเพราะตระหนักชัดว่าตัวเองเป็นโรค ผมเข้าใจว่าไม่ใช่โรคเรื้อน เป็นโรคอะไรก็ไม่รู้ที่ผิวหนังเป็นผืน ๆ แข็ง ๆ ตามเนื้อตามตัว ผมไม่แน่ใจว่าเป็นโรคอะไร แต่เป็นโรคซึ่งน่ารังเกียจ
ท่านอาจารย์บอกผมว่า คุณไปหาโยมย้วน เขามีอะไรดีมาก แล้วท่านเล่าเรื่องโยมย้วนเมื่อสมัยหนุ่ม ๆ โยมย้วนเคยแสดงวาทะทางธรรมในที่สาธารณะจนเอาชนะมโนราห์โรงที่มีชื่อเสียงได้
ท่านควรจะทราบอย่างหนึ่งครับว่า คนปักษ์ใต้กับมโนราห์นี้เป็นของคล้าย ๆ คู่ขวัญ เป็นของที่โปรดปรานมาก แต่ด้วยอาศัยเพียงแต่ปากเปล่า โยมย้วนพูดธรรมะจนไม่มีใครดูมโนราห์เลย นั่นเป็นปรากฏการณ์ที่ฝังอยู่ในความทรงจำของท่านอาจารย์สวนโมกข์ ท่านเลยแนะบอกว่า คุณไปหาโยมย้วน เขามีอะไรดี ผมก็ไปหาอยู่หลายเวลา
ก็จริงดังที่ท่านแนะนำ คือโยมย้วนเป็นคนที่เป็นโรคซึ่งน่ารังเกียจ แต่ในร่างกายอันผุพังนั้นได้ซ่อนภูมิปัญญาชั้นสูงไว้มาก ท่านอาจารย์ถึงกับสั่งผมว่าให้เอาอะไรที่โยมย้วนเขาเขียนเป็นแผนภูมินั้นเอามาลอกขึ้นที่ฝาผนังในโรงมหรสพทางวิญญาณ ในฐานะที่เป็นทรัพย์สมบัติทางปัญญาของมนุษย์คนหนึ่ง ท่านไม่เคยลืมคนที่ได้ต่อสู้ในทางภูมิปัญญามาแล้ว
บทที่ ๑๙
ตลอดช่วงชีวิตของท่านมีความถ่อม แต่พร้อมกันนั้น ถ้าจะเลือกใช้คำว่าก้าวร้าวก็ได้อยู่ ท่านก้าวร้าวทางความคิด เวลาคิด คิดไม่เหมือนเพื่อน ต่อมาท่านก็แนะนำหลายคน รวมทั้งผมด้วย บอกว่าสิ่งใดที่เพื่อนเขาคิดอยู่แล้วทำอยู่แล้ว คุณอย่าเสียเวลาอีกเลย ควรจะคิดและทำในสิ่งที่คนอื่นเขาไม่ได้คิด และไม่ได้ทำนั่นแหละ หมายถึงในทางที่ดีนะครับ เพื่อช่วยค้ำจุนจรรโลงให้สังคมนี้ดีขึ้น
ผมจะเล่าถึงความถ่อมของท่าน แต่ที่จริงท่านห้ามเล่า ผมก็คงไม่ค่อยถ่อมเท่าไรที่นำมาเล่า แต่เล่าเกี่ยวกับตัวท่านไม่ใช่ตัวผม คือความรู้ในภาษาบาลีของท่านนั้นพอประมาณ แต่ว่าการตีความวินิจฉัย ถอดรหัสคำพูดของพระพุทธเจ้า ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องใหญ่ในแวดวงของพุทธศาสนา เนื่องจากกาลเวลา หยากไย่และวัชพืชของกาลเวลาทำให้คำสอนของพระพุทธเจ้าค่อนข้างพร่ามัว คือเราไม่รู้อะไรเป็นอะไร
อุปการคุณอันยิ่งใหญ่ของท่านอาจารย์ก็คือท่านทำให้ธรรมะหมวดต่าง ๆ เกิดสิ่งที่เรียกว่า ธรรมสโมธาน สอดสานสวมลงกันได้จนกระทั่งเห็นจุดสำคัญ จุดที่เรียกเป็นพุทธศาสนา เช่นเรื่องอิทัปปัจยตาก็ดี เรื่องปฏิจจสมุปบาทก็ดี ซึ่งแต่ก่อนแตกกันเป็นเสี่ยง พระสงฆ์ในอดีตก็อาศัยขนบธรรมเนียมการเทศนา ตั้งหัวข้อว่าวันนี้จะพูดเรื่องอริยสัจ พรุ่งจะพูดเรื่องโพชฌงค์ พรุ่งนี้พูดเรื่องโพธิปักขิยธรรม มะรืนนี้พูดเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งแต่ละส่วนนั้นเหมือนรูปซึ่งเราต่อกันไม่ติด เราไม่เห็นว่ามันสัมพันธ์กันอย่างไร
ท่านอาจารย์อาศัยความรู้บาลีและการภาวนา ภูมิปัญญาจากมหายานก็ดี กระทำให้เกิดธรรมสโมธาน คำนี้แปลว่า การสอดสวมรวมลง ท่านเคยอธิบายคำว่าแตกฉานไว้ผิดจากคนอื่น ท่านบอกว่าทั่วไปคำว่าแตกฉานอาจจะหมายถึงการแตกซ่าน คือฟุ้งซ่านไปก็ได้
คนนั้นดูคล้ายรู้มากแต่จริง ๆ ไม่รู้อะไรเลย พูดได้มากแต่ว่าไม่รู้มันมาได้อย่างไร ซึ่งนักวิชาการสมัยใหม่ เขาเรียกสิ่งนี้ว่าลัทธิอรรถาธิบาย หรือ ลัทธิทีถ้อย (Verbalism) เรียกว่าบ้าคำพูด พูดไปเรื่อย ๆ ธรรมะนี่พูดได้ทั้งวันทั้งคืน
แต่ท่านอธิบายเรื่องแตกฉานหมายถึงว่า สามารถกระจายแตกตัวไปแล้วรวมกลับมาที่ต้นตอได้ อันนี้นับว่าเป็นคำอธิบายที่เหมาะเหม็งมาก คือไม่ใช่ รู้มากอย่างเดียว แต่สามารถรู้รวมลงหนึ่งได้ คือทั้งหมดอยู่ในหนึ่ง และหนึ่งนั้นเป็นทั้งหมดได้ นี่คือคุณูปการของท่านทางทฤษฎี
บทที่ ๒๐
ยังมีพระสูตรที่สำคัญสูตรหนึ่งที่อธิบายถึงคุณสมบัติของพระอรหันต์ พระสูตรที่เรียกว่าอุปสันตบุคคล อุปสันตบุคคลคือผู้เข้าถึงสันติ ซึ่งหมายถึงพระอรหันต์ขีณาสพ สิ้นอาสวะแล้ว มีบทพระบาลีว่า อัตถังคะตัสสะ นัปปะมาณะมัตถิ เยนะ นัง วัชชุง ตัสสะ นัตถิ ซึ่งแปลว่า บุคคลผู้เข้าถึงซึ่งความตายแล้วมีไม่ประมาณ สมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชสมัยนั้นแปลไว้ว่าอย่างนี้
ท่านอาจารย์ท่านทราบดีว่าคำแปลนี้เป็นคำแปลซึ่งผิด แต่ท่านถ่อมท่านไม่ค้านไม่ติงด้วยความเคารพในพระเกียรติยศของสมเด็จพระสังฆราชพระองค์นั้น แต่ผมคงจะทำผิดที่มาเล่าให้ฟัง แต่ผมอยากจะให้เห็นความถ่อมของท่านอาจารย์เท่านั้น
ความที่ไว้หน้าผู้อื่น ท่านไม่ใช่คนที่อยากจะดัง พอเห็นคนอื่นผิด ก็จี้จุดผิดเพื่อให้ตัวเองได้เด่น ท่านไม่ทำอย่างนั้นเลย เหตุที่ผิดก็เพราะว่า อัตถังคะตัสสะ นัปปะมาณะมัติถิ หมายถึงบุรุษซึ่งถึงอัสดง ไม่ได้หมายถึงคนตาย คนตายมีมาแล้วไม่รู้ประมาณนี่ มันไม่ลึก ใคร ๆ ก็รู้ คนตายในอดีตไม่มีประมาณ
บุคคลถึงซึ่งอัสดงคตกลับหมายถึงพระอรหันต์ ผู้ที่ตัณหาทั้งหมดอัสดงแล้วไม่มีราคะ โทสะ โมหะ คำว่าไม่มีประมาณแปลว่าวิพากษ์ วิจารณ์ไม่ได้ว่าดีหรือชั่ว ว่าท่านเป็นอะไรคือวิจารณ์ไม่ได้ว่าท่านดีหรือท่านชั่วอยู่เหนือการคาดคิดใด ๆ นั่นหมายถึงผู้ที่กิเลสตัณหาถึงซึ่งอัสดงแล้ว มันไปคนละทิศคนละทาง
ความลุ่มลึกนี้อยู่คนละระดับ คนละระดับท่านอาจารย์พบสิ่งเหล่านี้มากมาย ไม่ใช่เพื่อติฉินหรือซ้ำเติม แต่ผมเล่าเพื่อให้เห็นว่าท่านเป็นคนถ่อม เพื่อจะถ่วงกับภาพพจน์ที่หลายคนเห็นว่าท่านเป็นคนก้าวร้าวชอบพูดอะไรจ้วงจาบ เรียกตัวเองว่าหมาบ้าบ้าง สุนัขปากร้ายบ้าง อะไรทำนองนั้น
บรรยายที่ธรรมสถาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายหลังท่านพุทธทาสมรณภาพได้ราว ๑ ปี
หมายเหตุ : การตั้งค่า "เห็นโพสต์ก่อน" จะทำให้ติดตามเพจฯ ได้อย่างต่อเนื่อง
บันทึก
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
"ท่านอาจารย์สวนโมกข์ที่ข้าพเจ้ารู้จัก (ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับชีวิตและงานของท่านพุทธทาสภิกขุ)"
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย