Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
เขมานันทะในใจเรา - ชาติพันธุ์ภาวนา
•
ติดตาม
19 ส.ค. 2020 เวลา 08:30 • ปรัชญา
บทที่ ๒๑-๓๐ ท่านอาจารย์สวนโมกข์ที่ข้าพเจ้ารู้จัก
(ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับชีวิตและงานของท่านพุทธทาสภิกขุ)
บรรยายที่ธรรมสถาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายหลังท่านพุทธทาสมรณภาพได้ราว ๑ ปี
บทที่ ๒๑
ประเทศเรานับตั้งแต่ตั้งกรุงสุโขทัยไม่นับศรีวิชัยเพราะยังเป็นปัญหาทางด้านประวัติศาสตร์ว่าเป็นอาณาจักรไทยด้วยหรือไม่ แต่ว่าสำหรับท่านอาจารย์นั้นท่านไม่สงสัยเลยว่า อาณาจักรศรีวิชัยนั้นเป็นไทยหรือไม่เป็นไทย แต่ผมจะเว้นไม่วิจารณ์ในแง่โบราณคดีและประวัติศาสตร์
ตั้งแต่สมัยสุโขทัยประเทศเราได้ติดต่อคบค้ากับจีนมานาน แต่เราไม่เคยยอมรับหรือนับถือความลุ่มลึกทางภูมิปัญญาของจีนเลย เรายังมีคำเรียกจีนว่าเจ๊ก มีความนัยที่ข่มขี่อยู่ในที เรียกชาวอินเดียว่าแขก
เราพึ่งรับทราบรู้เรื่องเซ็น เรื่องเต๋าเมื่อสามทศวรรษที่แล้วมานี่เอง เราพึ่งรู้ว่าจีนมีเรื่องลุ่มลึกมากกว่าที่เราคิด เราเห็นมหายานเป็นพวกกงเต๊ก พวกอาซิ้มตามโรงเจ เราเคยเห็นเท่านี้เอง เพราะเราเหยียดจีน แต่เราคบค้ากับจีน แต่เราไม่ยอมรับจีน
เมื่อสมัยรัชกาลที่สามนั้นท่าทีดีขึ้นเพราะว่ามเหสีองค์หนึ่งของรัชกาลที่ ๓ ทรงเป็นจีน รูปแบบของโบสถ์ก็เปลี่ยนหน้าบัน ช่อฟ้า คันทวยก็หายไป เหลือเป็นติดถ้วยโถโอชามที่หน้าบันแทน จีนก็เด่นสง่าขึ้น คงแป๊ะศิลปินจีนก็เด่นขึ้นในช่วงนั้น เราไม่ยอมรับบุคคลซึ่งเข้ามาผสมผสานเป็นเลือดเป็นเนื้อเดียวกับเรา ผมเองเป็นหลานจีน
ท่านอาจารย์เป็นคนแรกที่แปลพระคัมภีร์ของเซ็น คำสอนของฮวงโป สูตรของเว่ยหล่าง อย่างเป็นระบบ นำเสนออย่างเป็นระบบและแปลอย่างจริงจัง ก่อนหน้านั้นเซ็นก็กระเส็นกระสายในรูปของนิทานตลกขบขันว่าด้วยอาจารย์ถีบศิษย์ตกน้ำแล้วก็บรรลุธรรมอะไรทำนองนี้ เล่าสู่กันฟังสนุก เราแทบจะเอาประโยชน์ในส่วนสาระไม่ได้
แต่ว่าท่านอาจารย์ได้แปลอย่างกลั่นกรองมาก ผมคิดว่ายังเป็นคำแปลที่ใช้ได้อยู่จนทุกวันนี้ แม้ว่าท่านไม่ใช่นักแปลมืออาชีพก็ตาม แต่เนื่องจากท่านมีวิถีชีวิต ซึ่งสอดคล้องและเป็นไปในกระแสธรรมชาติ ดังนั้นจะแลเห็นอรรถะที่ซ่อนอยู่ในโวหารของเซ็นได้
ถ้าท่านไปที่สวนโมกข์ในโรงมหรสพนั้นจะพบว่าเซ็นได้ถูกนำเสนอผ่านทางรูปเขียนจิตรกรรมฝาผนังเป็นจำนวนมาก จนเป็นที่ตั้งของข้อครหานินทาว่า อาจารย์เป็นเซ็น เป็นมหายาน เป็นพวกนอกรีต
บรรยายที่ธรรมสถาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายหลังท่านพุทธทาสมรณภาพได้ราว ๑ ปี
บทที่ ๒๒
บุคลิกภาพของพระหนุ่มในวัยต้นของชีวิตเมื่อหกทศวรรษก่อน นับตั้งแต่พุมเรียงตราบเท่าวันสุดท้ายของชีวิตแปรเปลี่ยนไปเสมือนหน้ามือเป็นหลังมือ แต่ก็คือมืออันเดิม ท่าทีที่จ้วงจาบ แข็งกร้าวกับคุณค่าวิกฤติในสังคมนั้นเป็นไปอย่างรุนแรง
ลักษณะเช่นนี้เป็นลักษณะที่ท้าทาย ใครที่ขวัญอ่อนลงไปสนทนากับท่านแล้วอาจจะลำบาก เพราะว่าท่านไม่เอาใจพะเน้าพะนอผู้คนเหมือนที่เขาหวัง แต่ท่านต้องการกระชากหนังหัวของคนให้ตื่น ฟัง ๆ ดูแล้วน่าหวาดเสียว
ท่านบอกว่า เราอยู่ในช่วงเฉื่อยนิ่งทางวัฒนธรรม ทางจริยธรรม ทางศาสนธรรม ในทุกทาง ช่วงเฉื่อยนิ่งนี่สำคัญมาก คือเราเดินตามผู้นำโดยที่เราไม่รู้อะไรเป็นอะไรไปทางไหนก็ไปด้วย สังคมไทยอยู่ในบรรยากาศอึมครึมมาตลอด ก็เพราะว่า บุคคลที่เป็นที่ตั้งแห่งความรัก ไม่น่ารัก
เมื่อใดก็ตามที่ผู้นำทางสติปัญญาก็ดี ในทางการเมืองก็ดี ไม่รักมนุษย์ แต่มนุษย์ต้องรักเขา เพราะเขาเป็นผู้นำ เมื่อนั้นเราจะคลุมเครือ คือเรานับถือคนที่ไม่น่านับถือ เราต้องยกย่องเทิดทูนคนที่เรารู้อยู่แก่ใจว่า ไม่น่าเทิดทูน
ดังนั้นภาวะของเรา สะท้อนออกรวม ๆ เป็นภาวะสังคม เป็นภาวะสนธยาอึมครึมคลุมเครือไม่รู้ว่าดีหรือร้าย ช่วงนี้ผมเรียกว่าช่วงเฉื่อยนิ่งทางวัฒนธรรม นั่นคือสภาพแปลกแยกระหว่างคนไทยกับวัฒนธรรมไทย เกิดแปลกแยกกันไป คือคนไทยไม่เข้าใจวัฒนธรรมแต่เดิมของตัว นั่นคือช่วงเฉื่อยนิ่งและเป็นช่วงที่อันตรายมาก ถ้าหากมีวัฒนธรรมใหม่กระแทกเข้ามา เราจะเสียหลักเสียศูนย์ทันที
บรรยายที่ธรรมสถาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายหลังท่านพุทธทาสมรณภาพได้ราว ๑ ปี
บทที่ ๒๓
ในวงการเกษตรกรรมนั้นในช่วงปฏิวัติเขียวเราได้ค้นคิดทดลองจนได้พันธ์ุข้าวที่เรียกพันธ์ุข้าว ก.ข. ซึ่งหนึ่งกอมีถึง ๑๕ รวง ออกรวงเร็ว โดยใช้เทคนิควิทยาทางด้าน BIO การกระทำเช่นนั้นเป็นการทำลายเมล็ดพันธ์ุท้องถิ่นไปอย่างคาดไม่ถึง
ในทางเกษตรกรรมนั้น ชาวบ้านถูกหลอกล่อให้พึ่งพันธ์ุข้าววิทยาศาสตร์ แล้วทอดทิ้งพันธ์ุข้าวปิ่นแก้ว ซึ่งเราเคยเรียน ในความรู้รอบตัวว่าเป็นข้าวดีที่สุด เดี๋ยวนี้ไม่มี เพราะเมื่อเราไม่ใส่ใจมัน มันก็กลายพันธุ์ เราไม่รักษามัน
หน้าที่สำคัญของเกษตรกร คือ การสงวนพันธุ์ การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ในช่วงนั้น และการเผยแพร่ในแผนการพัฒนานั้น ได้ทำลายเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่น ซึ่งทรงค่านี้ไปอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์
ในทางวิชาช่างนะ เมื่อวิทยาลัยเทคนิคถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับความเข้าใจความรู้จากวัสดุที่ผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรมเหล็กกล้า เป็นวัฒนธรรมเหล็กกล้าแล้วทำให้ช่างชาวบ้าน เมล็ดพันธุ์แห่งวิชาช่างพื้นบ้านตกงานกันเป็นแถว คือภูมิปัญญาท้องถิ่นถูกดูแคลนจากคนรุ่นใหม่ว่าโง่เง่าเต่าตุ่น แล้วปู่ ย่า ตา ยาย ซึ่งเคยครองภูมิปัญญามานานนับศตวรรษ ไม่รู้จะแก้ตัวอย่างไร ไม่รู้จะอธิบายให้ลูก หลานฟังอย่างไรว่าอะไรเกิดขึ้น
สิ่งเหล่านี้หาได้รอดพ้นจากข่ายญาณของท่านอาจารย์สวนโมกข์ไปไม่ ท่านต้าน ยังเคยเรียกผมไปพบบอกว่า เราเปิดศึกกับเด็กหนุ่มแถวไชยาไหม? ท่านใช้คำนี้ เพราะว่าเด็กหนุ่มสาวเริ่มหันเห เริ่มดูแคลนพ่อแม่ ผมคิดว่าไม่มีอะไรน่าเศร้าเท่ากับว่า เราดูถูกดูแคลนบิดามารดาผู้ให้กำเนิดเรามา นี่เป็นเรื่องน่าเศร้าสลดมาก
บทที่ ๒๔
บทที่ ๒๕
ถาม : อาจารย์ว่าช่วงที่ตั้งต้น ที่ท่านได้อธิบายมาว่าเกือบจะตั้งนิกายใหม่นั้น ผมไม่ทราบว่าพอจะนำเสนอเรื่องแนวความคิดสักเล็กน้อยได้ไหมว่า นิกายใหม่นั้นท่านอาจารย์มีแนวความคิดเห็นเป็นแนวใด พอเค้า ๆ มาก็ได้ครับ
ตอบ : เรารับพุทธศาสนามาจากลังกา คัมภีร์หลักซึ่งรวบรวมโดยพระพุทธโฆษาจารย์ที่ว่าด้วยแก่นแท้ของพุทธศาสนาคือ คัมภีร์วิสุทธิมรรคนั้น มีบทบาทครอบงำ จูงใจ บำรุงวิถีชีวิตของชาวพุทธศรีลังกามานานมาก จนกระทั่งพระสงฆ์เชื่อว่าวิสุทธิมรรคเป็นแก่นสารยิ่งกว่าพระไตรปิฎกยิ่งกว่าพระสูตรใด ๆ ทั้งสิ้น
ในวิสุทธิมรรคได้อธิบายเรื่องปฏิจจสมุปบาท หรือที่เรียกปัจจยาการชนิดข้ามสามภพสามชาติ ที่จริงนั้นในวิสุทธิมรรคได้อธิบายเรื่องทีละขณะจิตด้วย แต่ไม่ได้เน้น แต่ไปเน้นเอาสามภพสามชาติ ซึ่งจุดนี้เองที่ท่านอาจารย์ถือว่า เป็นจุดวิกฤติ วิกฤติภูมิปัญญาของพุทธ เพราะว่าถ้ามันข้ามสามภพสามชาติ มันก็กลายเป็นสัสสตทิฏฐิ ซึ่งเป็นหนึ่งในมิจฉาทิฏฐิ ถูกไหมครับ?
จากจุดนี้เองที่นำไปสู่การวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง ทั้งนี้ไม่ได้หมายถึงว่าพระพุทธโฆษาจารย์นั้นไม่ได้พูดเรื่องการเกิดชั่วขณะจิต ท่านพูดไว้ด้วย แต่นิดเดียว เพราะว่าท่านเป็นเพียงผู้รวบรวม ร้อยกรอง
จากจุดที่ว่าอาสวะกิเลสดองอยู่ในสันดานข้ามภพข้ามชาติ หรือว่าอาสวะกิเลสหมายถึงความเคยชินที่จะเกิด ซึ่งข้อต่างนี้ฉกาจฉกรรจ์มากจนกระทั่งว่า จากจุดนี้นำไปสู่การแบ่งแยกในการภาวนาได้ เพราะว่าถ้ากิเลสดองในสันดานที่เรียกว่าอนุสัยนั้น ติดฝังลึกนอนนิ่งอยู่นานหลายภพชาติแล้ว การปฏิบัติต้องขัดเกลา ขูดเพียรทำทุกวิถีทางที่จะให้หมดสิ้น
แล้วถ้าเหตุอยู่ในชาติก่อน เมื่อจะแก้ให้แก้ที่เหตุ มันยื่นมือไปในอดีตชาติได้หรือ? พิเคราะห์ดูแล้วพิกลอยู่ ผมไม่ได้ตัดสินนะครับว่า พระพุทธโฆษาจารย์ถูกหรือผิด ผมเล่าว่าท่านอาจารย์มีข้อขัดแย้งอยู่อย่างไรเท่านั้น
ส่วนการที่เชื่อว่า อนุสัยนั้นเป็นสิ่งเพิ่งเกิดซึ่งเคยชินยิ่ง เพิ่งเกิดและเกิดอย่างรวดเร็ว การปฏิบัติก็ไปอีกแบบหนึ่งคือต้องเจริญสติ เพื่อให้ทันกับการเกิดชนิดนี้ ดังนั้นผู้ที่ถือกันว่าจิตเดิมแท้เป็นประภัสสร บริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่แล้ว กิเลสเป็นดุจอาคันตุกะที่จรมานั่นอย่างหนึ่ง กับเชื่อว่าเราเกิดมาแล้วแสนชาติ กิเลสดองในสันดาน เราต้องเกิดอีกนั้นมันเป็นความเชื่ออีกแบบหนึ่ง
ส่วนตัวของผมถือว่าความเชื่อทั้งสองนี้กลมกลืนกันได้ ไม่ถึงกับขัดแย้งอย่างรุนแรง เพราะด้านหนึ่งเป็นการมองแบบปุคคลาธิษฐาน มีคน มีสัตว์ คนต้องมีกิเลส มีการเดินทางไกล เหมือนคนโบราณพูดว่า เราเกิดมานี่เพื่อเสริมบารมีของเราให้เต็ม คือยังมีตัวตน มีอัตตาอยู่ อันนี้เป็นรากฐานของจริยธรรมแบบพุทธ
แต่เมื่อถึงเรื่องบทภาวนาชั้นสูง ท่านอาจารย์สวนโมกข์ท่านไม่ยอม เหมือนที่เล่าแล้วว่าท่านเป็นคนดื้อ ถ้าว่าจุดไหนที่อุกฤษฏ์ ท่านไม่ยอม ยอมไม่ได้ จากจุดนี้เองมันจะนำไปสู่การตั้งนิกายใหม่ ท่านไม่ตั้งหรอกครับ ท่านบอกว่าแต่ผมจะไม่ตั้ง ผมเชื่อว่ารากฐานของการพูดนี้ เนื่องจากท่านเคารพในบูรพาจารย์ด้วย
บทที่ ๒๖
ถาม : ท่านพุทธทาสนี้ จริง ๆ ท่านมีอัจฉริยภาพอะไรที่พิเศษกว่าคนปกติหรือเปล่าครับ เพราะว่าไม่ว่าหนังสือที่ท่านเขียนในแนวธรรมะกับการเมือง หรือธรรมะกับระบบการศึกษาของประเทศไทย หรือหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งความคิดท่านกว้างมากที่นำธรรมะไปอธิบายในแง่มุมต่าง ๆ แต่ว่าในขณะที่ถ้ามองอีกแง่หนึ่ง พระตามป่า หรือพระส่วนใหญ่ที่ปฏิบัติแล้วท่านก็จะพูดธรรมะในแนวเอามาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวัน แต่ว่าผมสงสัยว่าทำไมท่านสามารถโยงใย เหมือนกับคนที่ได้รับการศึกษาในระบบมหาวิทยาลัยหรือคนที่ได้รับการศึกษามาก ๆ จะขอถามอาจารย์ว่า เป็นเพราะท่านอาจารย์พุทธทาสอ่านมาก หรือว่าใช้วิธีศึกษาอย่างไร หรือว่าเป็นการรู้แจ้งจากภายใน แล้วจึงสามารถอธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ ได้ ขอบพระคุณครับ
ตอบ : เป็นคำถามที่ดีทีเดียว ที่จริงปัจจัยที่ทำให้ท่านอธิบายอะไรได้กว้าง ลุ่มลึก แล้วประการสำคัญที่สุดก็คือสืบสานอดีต ปัจจุบัน แล้วปูทางไปสู่อนาคตได้นั้นมีหลายปัจจัยมาก ความเป็นนักอ่านตัวยงด้วย ไม่ใช่อันใดอันหนึ่ง
ความใช้ชีวิตแนบสนิทกับธรรมชาติป่าเขา ความที่มีชีวิตติดดิน ซึ่งคำว่า ชีวิตติดดินหมายถึงว่า ตัดขาดจากความทะเยอทะยานที่จะเป็นเจ้าคุณ ที่จะเป็นสมเด็จ ซึ่งสิ่งนั้นจะรวบกวนความรู้สึกของผู้ที่หวังภาวนาเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นนักบวชแล้วไม่น่าจะมี
ในเถรคาถา-เถรีคาถาบอกว่า อาตมภาพจะท่องเที่ยวในไพรพง เอาอกแหวกหญ้าคา หมายความว่าจะทำตัวให้เป็นไม้ผุ คือแบติดดินเลย เพราะว่าสมณะต้องเป็นอย่างนั้น
ท่านอาจารย์ได้ปฏิบัติสิ่งเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง นับเวลาที่ยาวนาน ภูมิปัญญาของท่านนั้น ก็เกิดการประสานตัวกันขึ้น ทั้งประสบการณ์ด้านในเฉพาะตัว คืออาการประจักษ์แจ้งในตนเอง พร้อมกันนั้นท่านไม่ทอดทิ้งพระคัมภีร์ ท่านเป็นนักการศึกษาตัวยงทีเดียว ท่านทำมันหมดทุกด้าน
บทที่ ๒๗
ผมเล่าเรื่องส่วนตัวแทรก คงจะเป็นข้อมูลเสริมได้ หลังจากผมบวชอยู่ประมาณสามถึงสี่พรรษา ผมรู้สึกเบื่อหน่ายสวนโมกข์ เพราะว่าคนเริ่มที่จะไปมาหาสู่มากขึ้น ผมเองต้องการจะหลีกเร้นให้มากกว่านั้น ไปลาท่านเพื่อจะเข้าป่าให้ลึกไปกว่านั้น
ท่านเตือนคำหนึ่งซึ่งคิดว่ามีอุปการะคุณต่อผมมาก ท่านว่าการที่คุณคิดจะเข้าป่านั้นดี แต่ถ้าความรู้คุณเกิดในป่า คุณจะชักจูงประชาชนเข้าป่าด้วย แต่ถ้าความรู้คุณเกิดในเมือง ความรู้แจ้งของคุณนั้นก็จะเป็นประโยชน์ต่อคนในเมืองได้
ท่านอาจารย์นั้นเข้าป่าในช่วงชิงชัยทางปัญญา ปี ๗๕ แต่แล้วท่านค่อย ๆ เคลื่อนทัพกลับเข้าเมือง ปรากฏว่าท่านมีวิทยุ เดี๋ยวนีมี TV ด้วย เพื่อสื่อข่าวต่าง ๆ เมื่อช่วงที่มีการยิงดาวเทียมของสหรัฐสู่อวกาศครั้งแรก ท่านอาจารย์รับข่าวโดยตรงเลย ดูไปแล้วไม่น่าที่จะประสานกันได้อย่างแนบแน่นระหว่างพระป่ากับเทคโนโลยี แต่ท่านอาจารย์ประสานได้อย่างดี
ครั้งหนึ่งท่านบอกว่าผมไม่ใช่เป็นอัจฉริยะอะไร สมองผมไม่ได้ดีกว่าคนอื่น แต่ประการแรกคือผมมีเวลาว่างมากมาย แล้วก็ขยันขันแข็งอย่างต่อเนื่อง บางทีผมเห็นท่านเดินจงกรมเพื่อแปลศัพท์ ๆ เดียวเป็นชั่วโมงเลย เดินกลับไปกลับมา เพื่อจะหาคำแปลที่เหมาะเหม็งที่สุด ซึ่งนักแปลทั่วไปอาจไม่สนใจถึงขนาดนั้น อาศัยความรู้ทางภาษาแปลเลย โดยไม่เจาะแทงอรรถะที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังภาษา
ฉะนั้นภาษานี่มันเปิดเผยความจริง ลุ่มลึกไม่ได้แต่ก็ต้องอาศัยภาษาอีกนั่นเองซึ่งนำไปสู่ความจริงที่อยู่นอกเหนือภาษา เหมือนกวีเซ็นบอกว่า "นิ้วที่ชี้ไปที่พระจันทร์ ใครไปสนใจที่นิ้วนั่นก็เลยไม่ได้ดูของจริง" อาจารย์ท่านใช้นิ้วอย่างระมัดระวังและรอบคอบ ตั้งองศาที่เหมาะเพื่อชี้ไปที่พระจันทร์ แล้วก็เตือนเสมอว่า อย่าให้ยึดติดในคำพูด อย่ายึดติดในครูบาอาจารย์ อย่ายึดติดในเมือง ในป่า ในอะไรทั้งนั้น
ปัจจัยที่ทำให้แนวคิดหรือสติปัญญาของท่าน แทรกเข้าไปในทุกสนามของวิชาการ เนื่องจากท่านอ่านมาก ปฏิบัติมาก อยู่ใกล้ธรรมชาติมาก แล้วก็สากัจฉากับนักคิดมาก คือนักคิดทั้งหลายก็ไปหาท่านก็เกิดการโต้แย้งโต้เถียงกัน ผมเชื่อว่าท่านเรียนด้วย ท่านเรียนรู้จากคำถามคำตอบนั่นเอง
หลายครั้งที่ท่านแสดงอาการขอขมาที่ประชุม ในโอกาสวันเกิดที่เรียกว่าวันล้ออายุหนหนึ่ง ผมจำได้ ท่านประกาศถอนคำพูดที่เชื่อมาทั้งหมด เช่นจำได้ว่า ผมไม่เชื่อเรื่องประชาธิปไตยอีกแล้ว ก่อนหน้านั้นท่านหนุนประชาธิปไตยใหญ่ แต่ต่อมาท่านเริ่มบอกเมื่อไม่มีธรรมะ ประชาธิปไตยนี้เลวทรามมาก และเริ่มเทศนาหลักธรรมิกสังคมนิยม แล้วยังมีอีกหลายข้อทีเดียวที่ท่านขอถอนคำพูด แสดงว่าท่านเรียน ท่านมีพัฒนาการ
บทที่ ๒๘
ถาม : จะขอถามอีกนิดหนึ่งครับว่าตอนที่อาจารย์อยู่กับท่าน ไม่ทราบว่าท่านจำแนกเวลาที่ท่านใช้ในแต่ละวันเป็นประจำหรือเปล่า เช่นว่า กี่ชั่วโมงใช้ในการอ่านหนังสือ เขียนหนังสือ แล้วภาวนา หรือทำปฏิบัติกิจวัตรต่าง ๆ ครับ
ตอบ : อันนี้ผมตอบแทนไม่ได้ คนที่จะตอบแทนได้จริง ๆ น่าจะเป็นท่านอาจารย์โพธิ์ ผู้อยู่ใกล้ตลอดเวลาว่าท่านหลับกี่โมง แต่ผมเคยเห็นท่านนั่งอ่านหนังสือจนหลับอยู่ที่ตีนบันไดขึ้นห้องสมุดชั้นบน แล้วก็หลับตรงนั้นมีหลายครั้ง แล้วก็ในขณะที่ท่านอ่านหนังสือ แปลตำราท่านไม่ได้ละเลยงานที่เรียกว่างานกรรมกรเลย
ช่วงที่ผมเข้าไปใหม่ ๆ นั้นเป็นช่วงบุกเบิก เป็นช่วงสร้างโรงมหรสพ อาจารย์ก็เป็นกุลีคนหนึ่ง ตอนผมวาดรูป ท่านมานั่งตีกรอบให้ด้วย คือท่านมีเวลามาก
ดังนั้นความที่สอนคนอื่นโดยเอาตัวเองเข้าทดลอง ผมคิดว่านี่เป็นอุปการะใหญ่ ปกติคนเราง่ายที่จะสอนคนอื่น แล้วคนอื่นจะรับผิดชอบต่อคำสอนหรือไม่นั่นอีกเรื่องหนึ่งสำหรับท่านอาจารย์เมื่อสอนใครแล้ว ท่านมีประสบการณ์รองรับ แล้วท่านก็สืบต่อ
สมมติว่าสอนใครเรื่องหนึ่งเรื่องใดแล้วจะตามติดพัน อย่างผมเอง ถูกแนะให้ปั้นขยายอวโลกิเตศวร กล่าวได้นะครับว่า อวโลกิเตศวรองค์นั้นได้กลายเป็นนิมิตติดตาติดใจผมไปตลอดจนกระทั่งบัดนี้ไปทีไรเห็นเข้าก็นึกแต่เรื่องนั้น เพราะว่าท่านมาตรวจงานที่ไหน ท่านก็เน้นแต่ว่า เมื่อคุณทำอันนี้ คุณต้องเป็นอันนี้
บนเศียรของอวโลกิเตศวร มีดินแล้วก็หญ้าขึ้น คนที่ไปสวนโมกข์ก็จะเห็นเวลาหน้าฝน นั่นไม่ใช่อุบัติเหตุหรือบังเอิญ ผมปลูกขึ้นเอง เพราะว่าท่านบอกผมว่า ถ้าเป็นอวโลกิเตศวรจริงต้องติดดินได้ สามารถทูนหญ้าไว้บนหัวได้ ผมก็เลยนำมาเป็นสัญลักษณ์ กิจวัตรนั้นผมไม่ทราบชัดครับ เลยเล่าไม่ได้
บทที่ ๒๙
ถาม : จะขอเรียนถามซักข้อหนึ่ง อาจารย์พอจะทราบไหมครับ ที่งานค้างของท่านเจ้าคุณอาจารย์พุทธทาส ทราบมาเลา ๆ ว่า เรื่องธรรมโฆษณ์วรรณกรรมยังทำไม่เสร็จ จะพอทราบไหมครับว่ามีเรื่องอะไรบ้าง ที่เขียนมาก็คงจะมีเรื่องภาษาคนภาษาธรรม แต่ท่านอยากจะทำมากในช่วงหลังปัจฉิมวัยของท่านคือ พินัยกรรมธรรมะ
ตอบ : ก่อนอื่นผมจะมองไปสู่งานที่ดีเด่น คิดว่าภาษาคนภาษาธรรมนั้น เป็นงานชั้นเยี่ยมมาก ซึ่งเป็นกุญแจไขเข้าไปสู่รหัสลัทธิไม่เพียงของพุทธเท่านั้น อาจารย์เมื่อจับทางอันนี้ได้แล้ว ท่านสามารถใช้กุญแจอันนั้นไขเข้าสู่ไบเบิล เจนเนซิส ซึ่งอัศจรรย์มาก
งานหมวดที่สองก็คืองานประสานศาสนาต่าง ๆ ให้เป็นเอกภาพเดียว โลกไม่อาจประสบสันติสุขได้ด้วยศาสนาพุทธเพียงศาสนาเดียว ทุก ๆ ศาสนาจะต้องประสานร่วมมือไม่เพียงแต่มีท่าทีประสานร่วมมือเท่านั้น แต่ต้องจับแก่นของศาสนาของตัวว่าเหมือนกับของคนอื่นอยู่อย่างไร อย่างแท้จริง
สมดังที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า สัจจะมีเพียงอันเดียวเท่านั้น สัจจะที่สองไม่มี ถ้าว่ามีสัจจะของชาวคริสต์ด้วย สัจจะของชาวพุทธด้วย ทั้งคู่จะไม่จริงทั้งคู่เสียแล้ว
ในฐานะที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ตถาคตจะเกิดมาก็ตาม ไม่เกิดมาก็ตาม สิ่ง ๆ นั้นตั้งอยู่แล้ว ท่านยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับท่าน ดังนั้นสัจจะของธรรมชาติ ต้องเป็นอันเดียวกัน ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของอิทัปปัจจยตา หรือกฎขององค์พระผู้เป็นเจ้า หรืออะไรก็สุดแท้
เราไม่ควรตั้งแง่ว่า คุณพูดเรื่องพระเจ้าไม่เข้าเรื่องไม่เข้าราว พระผู้สร้างมีที่ไหน ท่านอาจารย์ไม่เคยทำอย่างนั้น
งานหมวดนี้ยังรอเวลาผู้ที่สืบสาน ซึ่งจะเป็นอุปการะคุณต่อโลกมากทีเดียว แต่ว่าเท่าที่ผมทราบมีพวกบาทหลวงจำนวนหนึ่งใส่ใจงานของท่านมาก โดยบรรยากาศรวมของโลก ชาวคริสต์ไม่ใช่น้อย ที่หันมาเป็นอาจารย์สอนวิปัสสนา นำวิธีการที่พระพุทธเจ้าสอน นำอานาปานสติไปสอน เราอย่ากลัวว่าเขาขโมยของเรา ยิ่งขโมยยิ่งดีครับ ช่วยให้มนุษย์เข้าถึงความจริงอันเดียวกัน ช่วยให้เขาพ้นทุกข์ยิ่งดีใหญ่เลย
แม้แต่การขอยืมโวหารจากพระไตรปิฎกไปแปล ผมยิ่งเห็นดี ซึ่งมีนักวิชาการของพุทธรังเกียจ และโกรธแค้นกันมากว่า ยืมศัพท์ของพุทธ คำว่า ราคะ โทสะ ไปใช้ทำไมในคัมภีร์นั้น เราจะหวงไว้ทำไมครับ ของดีก็ต้องแจกจ่าย
งานหมวดที่สามของท่านอาจารย์ คือการต้านวัตถุนิยม ท่านอาจารย์รณรงค์มาก แต่ในช่วงนั้นท่านเลือกใช้คำว่าวัตถุนิยม สมัยโน้นคำว่าบริโภคนิยมยังไม่เกิด เดี๋ยวนี้วัตถุนิยมของท่านอาจารย์นั้น ผมตีความเองว่าคือ บริโภคนิยมนั่นเอง บรรยากาศทั่วไปของประเทศเราเดี๋ยวนี้นี่ล้างผลาญมาก เราซื้อไม่รู้จักหยุด ห้างสรรพสินค้าได้กลายเป็นโบสถ์ของเรา เสาร์อาทิตย์มีแต่คนออกันเป็นพัน ๆ หมื่น ๆ แต่ได้รับความพอใจน้อยนิด
บทที่ ๓๐
ครั้งอดีตเมื่อสามทศวรรษที่แล้ว พุทธกับมุสลิมกลมกลืนเป็นที่สุด ชาวมุสลิมนั้นสันทัดในการจับปลา ออกทะเล เขาไม่มีศีลข้อปาณาเหมือนของพุทธ ชาวพุทธถนัดปลูกข้าว แล้วก็สุเหร่ากับโบสถ์ก็พึ่งกันอยู่ ชาวมุสลิมหาปลาแล้วเอาไปถวายวัด วัดก็นำคณะเอาข้าวสารไปบำรุงสุเหร่า ผมเห็นกับตา แกงเป็นหม้อ วันพระเอาไปถวาย ไปนั่งพนมมือด้วย ตอนผมเป็นนักบวชอยู่ ชาวมุสลิมมานั่งฟังเทศน์
เรื่องน่าเศร้าสลดในยุคอัศวินผยองในบ้านเมืองเรา เราเผาปอเนาะของชาวมุสลิมไปไม่รู้สักกี่โรง เพียงเพื่อจะข่มขี่ใหสยบ แล้วเราไปสร้างพระพุทธรูปมหึมาที่เขากงในหมู่บ้านมุสลิม สร้างข้ามสุเหร่าของเขา เราไม่แยแสเพื่อนมนุษย์ เราไม่แยแสศาสนาอื่น ในที่สุดวิกฤตการณ์ถาวรก็ตามมา เรื่องโจรแบ่งแยกดินแดนก็ติดตามมา นั่นเป็นผลพวงของอำนาจเผด็จการลืมตัวช่วงนั้น
ผลพวงของการกระทำผิดของผู้ที่หลงอำนาจในช่วงนั้น
ก่อนหน้านั้นไม่มี ชาวมุสลิมกับพุทธนี่ดีกันจะตาย โดยเฉพาะจังหวัดสงขลา เขาบวชเป็นพระให้แม่ แล้วสึกไปแล้วก็เข้าสุเหร่าให้พ่อ คือเขาเข้าใจทั้งพุทธทั้งมุสลิม ตนกูอับดุลราห์มานนั้นสร้างวัดที่กลันตันวัดหนึ่งให้แม่ เพราะมารดาของตนกูอับดุลราห์มานประธานมุสลิมโลกในอดีต เป็นพุทธ พ่อเขาเป็นมุสลิมแม่เป็นไทย
วิกฤตการณ์ทางใต้นี่เกิดจากการหลงอำนาจในช่วงอัศวินผยอง ตอนนั้นผมอยู่ชั้นมัธยม จำได้ว่ามีการถ่วงทะเล หะยีกีหลง เพื่อบังคับให้ยอมรับว่าเป็นกบฏ ทารุณกรรมอันนี้เกิดจากความหลงอำนาจ ไร้ศีลธรรม โหดเหี้ยม ชาวมุสลิมกลัว แต่ผลที่สุดเกิดผลร้ายทั้งสิ้น
บรรยายที่ธรรมสถาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายหลังท่านพุทธทาสมรณภาพได้ราว ๑ ปี
หมายเหตุ : การตั้งค่า "เห็นโพสต์ก่อน" จะทำให้ติดตามเพจฯ ได้อย่างต่อเนื่อง
บันทึก
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
"ท่านอาจารย์สวนโมกข์ที่ข้าพเจ้ารู้จัก (ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับชีวิตและงานของท่านพุทธทาสภิกขุ)"
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย