19 ส.ค. 2020 เวลา 08:30 • ปรัชญา
"ถึงจะเป็นหนี้ มีคนเรียนน้อย ก็ยังอยากสอนภาษา" สงวน วงศ์สุชาต
เคยนั่งนับเงินจนเมื่อยมือ แต่วันนี้มีหนี้สินมากมาย จนภรรยาต้องเตือนว่า "อย่าฆ่าตัวตายนะ" และไม่ว่าจะทุกข์แค่ไหน "อาจารย์สงวน วงศ์สุชาต" ก็ยังรักการสอน ชอบค้นคว้า และหาข้อสอบมาทำทุกวัน
เรื่อง : เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ | จุดประกาย กรุงเทพธุรกิจ
ภาพ : กอบภัค พรหมเรขา
กว่า 50 ปี ที่เขาช่วยเก็งข้อสอบ สอนภาษาอังกฤษให้คนไทยทั้งประเทศ จนเป็นที่ยอมรับของนักเรียน นักศึกษา หากใครมีโอกาสเรียนกับ "อาจารย์สงวน วงศ์สุชาต" ถ้าไม่ขี้เกียจเกินไป ก็จะมีความรู้ทางภาษาที่แตกฉาน โดยเฉพาะคำศัพท์ และแกรมมาร์ ฯลฯ จนสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ถ้าจะสอบชิงทุนเรียนต่อต่างประเทศ ก็ไม่เป็นรองใคร
อาจารย์สงวน เปิดโรงเรียนเสริมหลักสูตร (SLS)สอนภาษาอังกฤษทุกระดับชั้น ตั้งแต่ประถมจนถึงมหาวิทยาลัย รวมถึงคนที่จะไปศึกษาต่อต่างประเทศ ช่วงหลายสิบปีที่แล้วเฟื่องฟูมาก แต่เมื่อ 15 ปีที่แล้วคนเรียนค่อยๆ ลดลง และล่าสุดมีคนเรียนแค่ 2-3 คน จนกระทั่งไม่มีนักเรียน
ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ นั่งนับเงินแทบไม่ไหวจากธุรกิจโรงเรียนสอนภาษา จนต้องขยายสาขาไปต่างจังหวัด เพิ่มอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ดีที่สุด โดยใช้เงินทุนมากมาย ประกอบกับชอบทำบุญ ทำทาน ช่วยเหลือผู้คน ตั้งแต่หลักพันจนถึงหลักล้าน
เวลาทำบุญ ทำทาน หรือช่วยเหลือคนมีหนี้สิน เขาจะไม่คิดอะไรมาก พร้อมที่จะให้ แต่ปัจจุบันเขากลายเป็นคนมีหนี้กว่า 10 ล้านบาท ต้องประกาศขายตึกโรงเรียนเสริมหลักสูตร ย่านเสาชิงช้า โดยตั้งราคาไว้ที่ 80 ล้านบาท (ราคาต่อรองได้) ส่วนโรงเรียนเสริมหลักสูตรอาจารย์สงวน วงศ์สุชาต ย่านบางเขน พหลโยธิน 40 ยังเก็บไว้
หากไม่ได้มองแค่เรื่องเงินๆ ทองๆ และหนี้สิน คนที่เรียนกับอาจารย์สงวน ต่างรู้ดีว่า เขามีความเป็นครูสูงมาก ค้นคว้าและเตรียมการสอนอย่างดี เขารู้เทคนิคที่จะทำให้คนเรียนไม่เก่ง เข้าใจการใช้ภาษาและคำศัพท์มากขึ้น
เขายอมรับว่า รายได้น้อยลงตั้งแต่ 15 ปีที่แล้ว และตกฮวบในช่วงโควิดระบาด จนกระทั่งต้องเปิดสอนออนไลน์
“จากที่เคยมีคนมานั่งเรียนเต็มห้องเป็นพันๆ คนตอนนี้เหลือ 2-3 คน จึงต้องปรับไปอยู่ในออนไลน์ ผมมีหนี้ด้วย ทุกข์มาก ตอนนี้ทองสร้อย ยังอยู่ในโรงรับจำนำ พอเป็นหนี้เยอะๆ ภรรยาบอกว่าอย่าฆ่าตัวตายนะ เธอเตือนผมเป็นระยะ ผมได้สร้างความทุกข์ให้ครอบครัว”
- ความทุกข์ของคนมีหนี้
ปกติผมเป็นคนไม่ชอบเข้าสังคม ไม่ชอบให้สัมภาษณ์ คนก็นึกว่าหยิ่ง แต่ตอนนี้จำเป็นแล้ว ปกติเวลาคุยกับใคร สมองจะเบลอๆ แต่ถ้าทำงานวิชาการ 15 ชั่วโมงก็ทำได้ เมื่อก่อนเพื่อนฝูงนัดสังสรรค์ ผมไม่ค่อยไป เพราะผมต้องเตรียมการสอน
3
ในช่วง 50 ปีที่ผมสอนภาษา ผมไม่ได้คิดเรื่อง "เมคมันนี่" อย่างเดียว เรื่องเงินอยู่อันดับท้ายๆ สมัยรุ่งเรืองมากๆ เหมือนที่ผมพูดไป ตกเย็นก็นั่งนับเงิน จนเวทนาตัวเองว่า เราทำอะไรต้องมาทำงานเหมือนพนักงานธนาคาร เวลาพระอวยพรให้ร่ำรวยๆ ผมไม่เอาแล้ว ขอมีความสุขดีกว่า
สมัยก่อนมีเงินเยอะ เจอใครก็แจก ไปร้านตัดผมเห็นคนกวาดพื้นในร้าน ควักเงินให้เลยหนึ่งหมื่นบาท ใครมีหนี้สินก็ยัดใส่มือ เคยถอนเงินแล้วชวนคนขับรถเอาเงินไปแจกคน
บางครั้งให้จนหมดกระเป๋า มากที่สุดคือ เขียนเช็คห้าล้านบาทบริจาคให้วัด สมัยนี้พอจอดรถ ใครจะมาเปิดประตู ต้องรีบบอกว่าไม่เป็นไร เพราะไม่มีเงินให้ใครแล้ว ตอนที่ลำบากมากๆ อยากกินไก่แช่น้ำปลาครึ่งตัวในห้างฯ เดินวนอยู่หลายรอบ ในที่สุดตัดสินใจไม่ซื้อดีกว่า
4
ผมเป็นหนี้ เพราะเอาเงินไปลงทุนขยายโรงเรียนกวดวิชา และผมเป็นคนใจดี แจกเงินใครได้ก็แจก เพราะเงินเข้ามาง่ายเหลือเกิน เรื่องทำบุญ เดี๋ยวก็ทำล้านหนึ่งบ้าง ห้าล้านบ้าง
เริ่มเป็นหนี้ตอนอายุ 60 ตอนนั้นเอาบัตรเครดิตไปเบิกเงินล่วงหน้า เสียดอกเบี้ยอีก ตั้งแต่นั้นก็ลุ่มๆ ดอนๆ และคงไม่มีใครกล้าเตือนผม เราก็เป็นผู้ใหญ่แล้ว ตอนนี้เป็นหนี้ราวๆ 10 ล้านบาท ถ้าขายตึกได้ก็ปลดหนี้ได้ แต่ไม่ง่าย
1
ตอนนี้มีพนักงานเหลือแค่สองคน คนขับรถที่ช่วยอัพโหลดคอมพิวเตอร์ให้ด้วย กว่าจะเอาไฟล์สอนภาษาไว้ในออนไลน์ทั้งหมดได้คงปลายปี เพราะสิ่งที่ผมสอนไปมีหลายพันชั่วโมง และผมยังมีแม่บ้านที่คอยซื้อข้าว และส่งของให้คนสมัครออนไลน์ ตอนนี้มีคนสมัครเยอะขึ้นนิดหนึ่ง เพราะมีคนไปเขียนสมเพชไว้ และมีบางคนคิดว่า ผมสร้างภาพ ตอนนี้ผมยังติดค้างเงินเดือนพนักงาน จ่ายเงินไม่ครบมาสองปีแล้ว เงินชดเชยสิบเดือนยังไม่ได้ให้พนักงานเลย ค่อยๆ แบ่งปันไปเดือนละห้าพันบาท....
...เมื่อโลกไม่หยุดหมุน คนรุ่นเก่าก็ถูกแทนที่ด้วยคนรุ่นใหม่ นี่คือ "วัฎจักร" ที่อาจารย์สงวนเองก็ยอมรับ แต่ "คนรุ่นเก่า" อย่างเขา อยู่กับโลกใบใหม่นี้อย่างไร โดยเฉพาะ "อยู่กับหนี้" ในวัย 75 ?
1
ติดตามอ่านต่อได้กับบทสัมภาษณ์เข้มข้น โดย เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ ได้ที่นี่
โฆษณา