“โฮโลคอสต์ (Holocaust)” สัญลักษณ์ความโหดร้ายในสงครามโลกครั้งที่ 2
1
“ผู้ที่แข็งแกร่งคือผู้ที่จะอยู่รอดและวิวัฒนาการต่อไป ส่วนผู้ที่อ่อนแอคือผู้ที่ควรจะโดนกำจัดทิ้งและล่มสลายลงไป”
1
การคัดเลือกโดยธรรมชาติ (Natural Selection) ได้แพร่หลายในศตวรรษที่ 19 โดยชาร์ล ดาวิน
1
มันไม่เพียงแค่มีคุณค่าทางด้านชีววิทยาเท่านั้น...
แต่กลับมีคุณค่าทางด้านการเมืองและมโนความคิดของมนุษย์กลุ่มหนึ่งอีกด้วย...
อย่างการสร้างความชอบธรรมในการเข้าครอบครองอาณานิคมของคนผิวขาว...
“คนผิวขาวคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดและควรเป็นผู้ปกครองที่จะนำความศิวิไลซ์มาให้คนที่อ่อนแอและล้าหลังกว่าอย่างคนผิวดำและคนผิวเหลือง”
คนผิวขาวได้สร้างสิ่งที่เรียกว่า “ภาระของคนผิวขาว (White man’ Burden)” ซึ่งเป็นสิ่งที่หนักอึ้งและใหญ่ยิ่งที่พวกเขาต้องรับผิดชอบ...
การคัดเลือกโดยธรรมชาติถูกบิดเบือนและทรงอำนาจมากยิ่งขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่ 20
มันได้ถูกสร้างให้มีความชอบธรรมในการกวาดล้างเผ่าพันธุ์ที่แตกต่าง
“ชนชาติอารยันคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด ส่วนพวกที่อ่อนแอควรโดนกำจัดทิ้งให้สิ้นซาก”
จนนำไปสู่เหตุการณ์ที่เป็นสัญลักษณ์ของความเกลียดชัง...
สัญลักษณ์ของความโหดร้าย...
1
สัญลักษณ์ของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์...
1
กับเหตุการณ์ที่ชื่อว่า “โฮโลคอสต์ (Holocaust)”
เหตุการณ์ที่ “การคัดเลือกโดยธรรมชาติ” ได้กลายไปเป็น “การคัดเลือกโดยมนุษย์”
โปรดนั่งลงเถิดครับ แล้วผมจะเล่าให้ฟัง...
ภาพจาก Daily Star
ก่อนอื่นผมขอเล่าถึงการขึ้นสู่อำนาจของนาซีก่อนนะครับ โดยผมเคยเล่าไปแล้วในเรื่องของ “กระทรวงโฆษณาการ” ผมจึงขออนุญาตยกตอนต้นของบทความนั้นมาเล่าในบทความนี้ด้วย...
หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เยอรมนีเป็นประเทศผู้แพ้สงครามที่บอบช้ำมากที่สุด เศรษฐกิจพังทลายลงจากสงคราม ซ้ำยังโดนขูดรีดรังแกอย่างไม่เป็นธรรมจากสนธิสัญญาแวร์ซายโดยผู้ที่ชนะสงคราม
ประเทศเสียหายหนักขนาดนี้ การเมืองภายในก็ย่อมอ่อนแอ ประชาชนต่างพากันหมดความศรัทธาในตัวของไกเซอร์วิลเฮล์มที่ 2 ที่เป็นคนทำให้ประชาชนมาพบเจอกับสภาพแบบนี้ เลยพากันกดดันจนไกเซอร์ต้องหนีหัวซุกหัวซุนไปต่างประเทศ
เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว ทำให้เยอรมนีได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบกษัตริย์กลายมาเป็นระบอบสาธารณรัฐ ที่ใช้รัฐธรรมนูญไวมาร์ เราจึงเรียกช่วงนี้ว่า “สาธารณรัฐไวมาร์” นั่นเองครับ
แต่ระบอบใหม่ก็ไม่ได้ดีไปกว่าระบอบเก่าซักเท่าไหร่ เพราะรัฐบาลไวมาร์ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาปากท้อง การว่างงาน และปัญหาสังคมได้เลย จนทำให้มีการก่อจราจลขึ้นทั่วประเทศ
เมื่อรัฐบาลอ่อนหัด จึงได้เกิดพรรคการเมืองที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลขึ้นมา โดยพรรคที่เด่นๆนั้นมี 2 พรรคครับ คือ...
พรรคคอมมิวนิสต์ ที่ต้องการเปลี่ยนเยอรมันให้กลายเป็นเหมือนโซเวียต...
และพรรคนาซี ซึ่งนำโดยอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้ชูเรื่องชาตินิยมและความพิเศษสูงส่งของชาวอารยันขึ้นมา...
ทั้ง 2 พรรคก็ได้ต่อสู้ห้ำหั่นกันอย่างดุเดือดเพื่อชิงที่นั่งกันในสภา ผลัดกันได้เปรียบผลัดกันเสียเปรียบ แต่แล้วในที่สุดก็เกิดเหตุการณ์หนึ่งขึ้นใน ค.ศ.1933 คือ การเกิดเพลิงไหม้ที่อาคารทำการรัฐบาลเยอรมนี
พรรคนาซีจึงใช้เหตุผลและหลักฐานโจมตีว่า “เป็นฝีมือของพรรคคอมมิวนิสต์ในการก่อความวุ่นวายเพื่อโค่นล้มรัฐบาล” ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์ถูกดิสเครดิตไปอย่างหมดจด จนทำให้พรรคนาซีได้รับเสียงข้างมากในสภา ฮิตเลอร์ที่เป็นผู้นำพรรคได้ถูกแต่งตั้งจากประธานาธิบดีฟอน ฮิลเดลเบิร์ก ให้เป็นนายกรัฐมนตรี
เหตุการณ์เพลิงไหม้นั้น ได้มีการตั้งแง่ครับว่า อาจเป็นฝีมือของพรรคนาซีที่จัดฉากขึ้นเพื่อดิสเครดิตพรรคคอมมิวนิสต์...
หลังจากที่ฮิตเลอร์ขึ้นเป็นนายกได้เพียงปีเดียว ประธานาธิบดีฟอน ฮิลเดนเบิร์กก็ถึงแก่อสัญกรรม ฮิตเลอร์จึงใช้โอกาสนี้เปลี่ยนระบอบการปกครองประเทศกลายเป็นระบอบเผด็จการฟาสซิสต์ซะเลย!
และนี่ถือเป็นการสิ้นสุดยุคสาธารณรัฐไวมาร์อย่างสิ้นเชิง และเยอรมนีก็ได้เข้าสู่ยุคของนาซีที่เรียกว่า จักรวรรดิไรซ์ที่ 3 อย่างเต็มรูปแบบใน ค.ศ.1934
แนวคิดความสูงส่งของชาวอารยันจึงค่อยๆเริ่มแผลงฤทธิ์ออกมา...
ภาพจาก Wales Online (อดอล์ฟ ฮิตเลอร์และพรรคนาซี)
ในทรรศนะของฮิตเลอร์และนาซีนั้น เชื้อชาติที่สูงส่งที่สุด คือ ชนชาติเยอรมันที่มีเลือดของอารยัน โดยจะต้องมีผิวสีขาว ผมสีทอง ตาสีฟ้า...
เชื้อชาติที่รองลงมา คือ ชาวสลาฟ ชาวโปล ชาวเชก และชาวรัสเซีย...
1
และเชื้อชาติหรือกลุ่มคนที่ต่ำต้อยที่สุด คือ ชาวยิว ชาวยิปซี คนพิการ และคนรักร่วมเพศ...
เพราะฉะนั้น ชาวอารยันเยอรมันควรจะเป็นผู้ปกครอง เชื้อชาติที่รองจากอารยันลงมาควรเป็นพวกที่ถูกปกครอง ส่วนเชื้อชาติที่ต่ำต้อยที่สุดไม่ควรที่จะมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ด้วยซ้ำ ควรกำจัดทิ้งให้หมด!
เริ่มแรกที่นาซีกุมอำนาจ จึงได้มีการออกกฎหมายทำหมัน เพื่อต้องการสร้างเชื้อชาติที่แข็งแกร่งปราศจากโรคทางพันธุกรรม โดยกฎหมายนี้จะเป็นการบังคับทำหมันคนที่ป่วยเป็นโรคทางพันธุกรรมทุกชนิด รวมถึงพวกที่พิการไม่สมประกอบอย่าง หูหนวก ตาบอด จิตหลอน...
หลังจากนั้น นาซีก็ได้ทำการโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านชาวยิวที่อยู่ในเยอรมนี...
“ยิวคือพวกที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ตัวเองรอด”
“พวกเราชาวเยอรมันต้องอยู่อย่างลำบาก ในขณะที่พวกยิวดันอยู่อย่างสุขสบาย”
“ยิวเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเราแพ้สงคราม”
1
ความเกลียดชังยิวจึงได้ครอบคลุมไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว (จริงๆคนเยอรมันส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ชอบคนยิวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว) จนเกิดขบวนการต่อต้านยิวขึ้นมาในเยอรมนี...
นาซีเห็นแบบนั้นจึงกดดันยิวมากยิ่งขึ้นไปอีก มีการห้ามยิวดูละครในโรงละคร ห้ามยิวใช้สถานที่สาธารณะ มีการปิดประกาศแบ่งแยกยิวตามที่ต่างๆ เช่น
“ห้ามชาวยิวเข้าใช้บริการ”
“ยิวและสุนัขไม่อนุญาตให้เข้า”
“ยิวคือความโชคร้ายของพวกเรา”
ต่อมามีการออกกฎหมายนูเรมเบิร์ก เพื่อถอนสิทธิความเป็นพลเมืองของยิว ห้ามคนเยอรมันแต่งงานหรือสมสู่กับยิว...
การแอนตี้ยิวรุนแรงมากใน ค.ศ.1935 แต่พอ ค.ศ.1936 ก็ผ่อนปรนมากขึ้นเนื่องจากเยอรมนีต้องเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก นาซีจึงจำเป็นต้องซุกเรื่องเหล่านี้ไว้ใต้พรมซะก่อน
แต่หลังจากจบโอลิมปิก การต่อต้านยิวจึงเริ่มขึ้นอีกครั้ง และดูเหมือนจะรุนแรงมากกว่าเดิม ชาวยิวในเยอรมันที่โดนกดดันหนักเข้าๆก็พากันอพยพหนีไปต่างประเทศส่วนหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ก็ยังไม่มีการใช้กำลังเข้าห้ำหั่นกัน นาซีเพียงแค่กดดันยิวทางสังคมเท่านั้น จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์หนึ่งขึ้น ซึ่งเป็นชนวนไปสู่การเริ่มต้นใช้กำลังในการกวาดล้างยิว...
เหตุการณ์ที่ชื่อว่า “คืนกระจกแตก”
2
ภาพจาก Wikipedia (การคว่ำบาตรธุรกิจชาวยิว)
เรื่องของเรื่อง คือ ชาวยิวในเยอรมนีโดนกดดันหนักเข้าๆ จึงพากันอพยพออกจากเยอรมนี โดยข่าวการอพยพไปถึงหูของเด็กหนุ่มชาวยิวที่อยู่ในปารีสคนหนึ่งที่โกรธแค้นมาก เพราะครอบครัวของเขาก็เป็นชาวยิวที่อยู่ในเยอรมนี
เด็กหนุ่มคนนี้จึงไปร้องเรียนกับสถานทูตเยอรมันที่อยู่ในปารีส แต่ก็ไม่มีใครสนใจ ทำให้เด็กหนุ่มคนนี้โกรธจัดจนอยากล้างแค้นให้ครอบครัว เลยฆ่าแอนส์ท ฟอน ราท ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่สถานทูต
เป็นเรื่องสิครับทีนี้!
เมื่อข่าวนี้ได้ถูกนำไปปั่นกระแสและตีพิมพ์โดยนาซีในเยอรมนี
คนเยอรมันที่ได้รับรู้เรื่องราวก็โกรธแค้นสุดๆ...
วาทกรรม “ยิวฆ่าคนเยอรมัน” ได้เริ่มสร้างความเกลียดชังและอยากล้างแค้นให้กับคนเยอรมันไปทั่วประเทศ
นาซีจึงได้ใช้โอกาสนี้เปิดทางไปสู่ความรุนแรง โดยได้สั่งให้หน่วยเอสเอสและเอสเอเข้าไปทำลายอาคาร ทุบกระจก ปาก้อนหินใส่หน้าต่างตามบ้านและร้านค้าของชาวยิว
ชาวเยอรมันหัวรุนแรงก็ได้เข้าไปจัดการรุมกระทืบชาวยิว และมีการเผาโบสถ์ของยิวทั่วประเทศ เหตุการณ์นี้ทำให้ธุรกิจของยิวในเยอรมนีแทบจะพังพินาศลง มีชาวยิวถูกจับกุมกว่า 20,000 คน บาดเจ็บกว่า 1,000 คน และเสียชีวิตกว่า 100 คน!
ชาวยิวที่ถูกจับกุมก็ถูกส่งไปค่ายกักกัน...
ซึ่งในตอนแรกค่ายกักกันนั้นไม่ได้มีบทบาทมากซักเท่าไหร่ เพียงแค่จับชาวยิวในเยอรมนีมากักขังไว้เท่านั้น...
แต่แล้วเมื่อเยอรมนีได้บุกยึดโปแลนด์ใน ค.ศ.1939 ซึ่งเผอิญว่าโปแลนด์ดันมีประชากรชาวยิวจำนวนมหาศาล จึงทำให้หลังจากยึดโปแลนด์ได้ ชาวยิวเหล่านั้นจึงอยู่ใต้ปกครองของเยอรมัน
แนวคิดการสร้างค่ายกักกันในการใช้แรงงานและการสังหารหมู่จึงเริ่มแวบเข้ามาในความคิดของนาซีในที่สุด...
ภาพจาก Holocaust Encyclopedia (เหตุการณ์คืนกระจกแตก)
ภาพจาก Quara (เหตุการณ์คืนกระจกแตก)
ภาพจาก Military Times (เยอรมนีบุกยึดโปแลนด์ใน ค.ศ.1939 ซึ่งนำไปสู่การเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2)
ในการบุกยึดโปแลนด์นั้น ทหารเยอรมันเมื่อเข้ายึดเมืองไหนได้ก็จะจัดการเผาเมืองนั้น รวมถึงการจับชาวยิวส่วนหนึ่งมาเผาทั้งเป็นไปพร้อมกับโบสถ์
หลังจากที่ไฟมอดลง ทหารเยอรมันก็จะตามเช็คทีละบ้านๆ หากพบยิวก็จะยิงทิ้งทันที แต่ชาวยิวในโปแลนด์นั้นมีมากเกินไป ทำให้ยิ่งเยอรมันยึดโปแลนด์ได้มากเท่าไหร่ ยิ่งมีชาวยิวอยู่ในครอบครองมากเท่านั้น และยิ่งยากเกินไปที่จะกำจัดได้หมด
4
ในช่วงแรกนั้นจะมีการสร้างเกตโตขึ้นมาเพื่อแยกชาวยิวออกจากชาวโปล ซึ่งชาวยิวจะถูกส่งไปรวมกันในเกตโตที่มีกำแพงล้อมรอบแต่ไม่มีหลังคา
ต่อมาจึงมีการสร้างค่ายกักกันขึ้นมาทั้งในเยอรมนีและโปแลนด์เพื่อจัดการกับเชื้อชาติที่ต่ำต้อยสำหรับนาซีโดยเฉพาะ...
เริ่มตั้งแต่ค่ายคาเดา...
ค่ายซักเซนฮาวเซิน...
ค่ายบูเคนวัลด์...
ค่ายเชล์มโน...
แต่ในบรรดาค่ายทั้งหมด คงไม่มีค่ายไหนที่มีชื่อเสียง (หรือเสีย) มากไปกว่าค่ายที่ชื่อว่า “เอาชวิทซ์ (Auschwitz)” ที่สร้างขึ้นใน ค.ศ.1940
ค่ายที่ได้รับการขนานนามว่า “เป็นนรกบนดินอย่างแท้จริง”
ภาพจาก History of Sorts(เกตโต ซึ่งถือว่าเป็นคุกไร้หลังคาเอาไว้แยกชาวยิวออกจาชาวโปลก่อนที่จะมีค่ายกักกัน)
เมื่อกองทัพเยอรมันได้บุกยึดไปทั่วยุโรป จะมีการส่งนักโทษโดยเฉพาะชาวยิวและยิปซีขึ้นรถไฟไปที่ค่ายกักกัน ซึ่งส่งไปมากที่สุดที่ค่ายเอาชวิทซ์ในโปแลนด์
ซึ่งเมื่อมาถึงแล้วจะมีการแบ่งแยกนักโทษออกเป็นกลุ่มๆ โดยเด็กทารก คนแก่ คนป่วย คนพิการจะถูกแยกออกไปอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งพวกนี้จะถูกเก็บทันที...
ในช่วงแรกๆนั้นการสังหารนักโทษจะใช้หลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการยิงทิ้ง แขวนคอ เผาทั้งเป็น หรือฝังทั้งเป็น แต่ต่อมาจำนวนนักโทษเยอะเกินไป จึงจำเป็นต้องคิดค้นวิธีที่รวดเร็ว ใช้ทรัพยากรน้อยและมีประสิทธิภาพมากที่สุด
หวยจึงไปลงที่ “การรมแก๊ส” นั่นเองครับ...
โดยในแต่ละค่ายจะมีการสร้างห้องรมแก๊สไว้โดยเฉพาะ ซึ่งห้องหนึ่งจะรองรับนักโทษได้ถึง 1,200 คนเลยล่ะครับ!
ซึ่งวิธีการรมแก๊สนั้น ผู้คุมจะมีการหลอกล่อนักโทษว่า “จะพาไปอาบน้ำ” ซึ่งพอไปถึงห้องรมแก๊สนั้น ป้ายข้างหน้าก็จะถูกเขียนว่าห้องอาบน้ำจริงๆ
นักโทษจะถูกสั่งให้ถอดเสื้อผ้าออกให้หมด แล้วถูกพาเข้าไปในห้องซึ่งมีฝักบัวเหล็กอยู่รอบๆเพื่อให้เหยื่อตายใจ หลังจากนั้นประตูและไฟจะถูกปิดลง แล้วจึงมีการปล่อยแก๊สเข้าไปในห้อง...
ซึ่งใช้เวลาเพียง 3 นาที เหยื่อทั้งหมดภายในห้องก็จะตายจนเกลี้ยง หลังจากนั้นจะมีการขนศพทั้งหมดไปตรวจค้นทรัพย์สิน และสุดท้ายก็ส่งศพเหล่านั้นไปเผาจนหมด
1
หลังเหตุการณ์นั้น คาดว่าเหยื่อที่ตายจากการรมแก๊สมีประมาณ 1.3 ล้านคนเลยทีเดียว!
ภาพจาก The Times of Israel (ห้องรมแก๊สในค่ายเอาชวิทซ์)
ภาพจาก Pinterest (การขนศพไปเผา)
คนที่ไร้ประโยชน์สำหรับนาซีจะถูกรมแก๊ส ส่วนชายหนุ่มหญิงสาวที่แข็งแรง จะถูกคุมตัวไปยังค่ายกักกันอีกที โดยจะถูกตัดสินว่าจะเอาไปใช้แรงงานหรือจะเอาไปเป็นหนูทดลองทางการแพทย์
ส่วนเด็กนั้น มีประมาณ 200,000 คนที่ถูกส่งมายังเอาชวิทซ์ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะถูกส่งเข้าห้องรมแก๊สเพราะไร้ประโยชน์ และบางส่วนถูกส่งไปเป็นหนูทดลองทางการแพทย์
ส่วนทารกที่เผอิญว่าเกิดในค่ายนั้น อย่าหวังครับว่าจะรอด เพราะเมื่อทารกลืมตาดูโลก ก็จะโดนฆ่าทั้งทารกและแม่ทันที ทำให้นักโทษหญิงที่ตั้งท้องจึงช่วยกันพยายามปิดบังจนวันคลอด ที่เพื่อนนักโทษจะช่วยกันทำคลอดแบบลับๆ เสร็จแล้วก็จะฆ่าทารกนั้นทิ้งซะ! เพื่อรักษาชีวิตแม่เอาไว้...
ส่วนพวกที่ถูกส่งให้ไปใช้แรงงานใช่ว่าจะสบายกว่าคนอื่น ต้องทำงานวันละ 14 ชั่วโมง ถูกลงโทษ ถูกใช้แรงงานแบบทาส อาหารก็ได้เพียงแค่ซุปใสๆไม่กี่ถ้วย ซึ่งส่วนใหญ่พวกนี้จะตายเพราะความอดอยาก
แต่สภาพชีวิตของนักโทษในเอาชวิทซ์ที่เลวร้ายที่สุดคงไม่พ้นการกลายเป็นหนูทดลองทางการแพทย์ ซึ่งโปรเจกใหญ่ๆของนาซี คือ...
การทำหมัน...
และการทดลองฝาแฝด...
ภาพจาก Publico (โรงนอนในค่ายเอาชวิทซ์)
ภาพจาก United States Holocaust Memorial Museum (Holocaust)
การทดลองทางการแพทย์ในค่ายเอาชวิทซ์นั้นจะมีไฮน์ริช ฮิมเลอร์ ดูแลโดยเฉพาะ ซึ่งได้ให้ความสำคัญกับโปรเจกที่เกี่ยวกับ “การทำหมัน” เพื่อกำจัดเชื้อชาติที่ต่ำต้อยสำหรับชาวอารยันให้หมดสิ้นไป โดยเป้าหมายคือ การทำหมันนี้ต้องใช้เวลาน้อยที่สุด ประสิทธิภาพสูงที่สุดและราคาถูกที่สุด...
โดยคนที่ดูแลโปรเจก คือ คาร์ล เคลาเบิร์ก โดยจะมีการคัดเลือกนักโทษหญิงที่แต่งงานแล้วอายุ 20-40 ปี โดยเฉพาะคนที่เคยมีลูกจะถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษ และนักโทษชายบางส่วน
มีการทดลองทั้งการฉีดสารเคมี เช่น ฟอร์มาลีนและยาชา เข้าปากมดลูกเพื่อให้ท่อรังไข่อุดตัน...
หรือการฉายรังสีไปที่รังไข่ของเพศหญิงและอัณฑะของเพศชาย ซึ่งการฉายรังสีจะทำให้อวัยวะบริเวณช่องท้อง ขาหนีบ สโพก และก้นของเหยื่อเกิดรอยไหม้จนเป็นหนองไม่สามารถใช้การได้อีก...
ซึ่งการฉายรังสีจะมีการเช็คเป็นช่วงๆว่าเหยื่อยังสามารถร่วมเพศได้หรือไม่ ถ้ายังร่วมได้ก็จะมีการฉายรังสีซ้ำเข้าไปอีก และเมื่อยืนยันแล้วว่าระบบสืบพันธุ์ถูกทำลายจนหมดสิ้นแล้ว เหยื่อทดลองที่ไร้ประโยชน์เหล่านั้นก็จะถูกโยนเข้าห้องรมแก๊สทันที...
1
เหตุผลที่ต้องทดลองทำหมันอย่างจริงจังขนาดนี้ ก็เพราะนาซีคิดว่า เมื่อเยอรมนีชนะสงครามแล้ว ก็จะจับคนเชื้อชาติที่ต่ำต้อยมาทำหมันให้หมด คนเหล่านั้นจะได้ไม่ต้องสืบเชื้อสายอีกต่อไป จนล้มตายสูญพันธุ์กันไปเองจนหมด เหลือเพียงชนชาติอารยันที่จะเป็นผู้แข็งแกร่งอยู่บนโลกแต่เพียงผู้เดียว...
ภาพจาก Dotyk (คาร์ล เคลาเบิร์ก)
อีกโปรเจกหนึ่งที่นาซีให้ความสำคัญมากไม่แพ้การทำหมัน คือ การทดลองเกี่ยวกับฝาแฝด
โดยคนที่ดูแลโปรเจก คือ โจเซฟ เมงเกล ซึ่งเหยื่อที่นำมาทดลองนั้นเมงเกลจะเป็นผู้ไปเลือกด้วยตัวเอง มีการนำเด็กแฝดมาทดลองหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการตรวจเลือด เจาะน้ำไขสันหลัง การเปลี่ยนสีตาใ้ห้กลายเป็นสีฟ้าโดยฉีดสารเคมีใส่ตา ซึ่งหากแฝดคนไหนตาบอดหรือตายระหว่างทดลองเมงเกลก็จะควักลูกตาออกมาแล้วติดไว้บนฝาผนังในห้องทดลอง!
หรือมีการเย็บเด็กแฝดติดกันให้กลายเป็นแฝดสยามเพื่อดูการทำงานร่วมกันของอวัยวะภายในและเนื้อเยื่อ...
หรือการฉีดโรคร้ายเข้าไปในเด็กแฝดคนใดคนหนึ่งเพื่อนำร่างกายมาตรวจสอบเปรียบเทียบกับเด็กแฝดอีกคน...
เหยื่อทดลองที่ไร้ประโยชน์แล้ว แน่นอนว่าก็จะถูกโยนเข้าห้องรมแก๊ส...
โดยเหตุผลที่ต้องทดลองเกี่ยวกับฝาแฝดนั้นก็เพื่อต้องการค้นหาความลับในการขยายเผ่าพันธุ์ เพื่อให้เกิดความก้าวหน้าในการเพิ่มจำนวนชาติพันธุ์ที่สูงส่งอย่างอารยัน...
ภาพจาก Imagingenocide (การทดลองฝาแฝด)
การทดลองการทำหมัน ก็เพื่อต้องการกำจัดเชื้อชาติที่ต่ำต้อยออกไปจากโลกนี้...
ส่วนการทดลองฝาแฝดก็เพื่อต้องการขยายเผ่าพันธุ์ของเชื้อชาติอารยันให้ได้มากที่สุดเพื่อครอบครองโลกทั้งใบ...
นี่เป็นวิสัยทัศน์ของนาซีในสงครามโลกครั้งที่ 2...
นาซีได้มองการณ์ไกลไปถึงช่วงที่หากชนะสงคราม ชาวอารยันจะเป็นผู้ปกครองโลกใบนี้ ส่วนพวกที่นาซีมองว่าต่ำต้อยอย่างพวกยิว ยิปซี คนพิการ และคนรักร่วมเพศ ต้องถูกกวาดล้างไปจากโลกใบนี้...
แต่เหตุการณ์อย่างว่าก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริงเมื่อเยอรมนีได้แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2
ค่ายกักกันนรกเหล่านั้นก็ได้ถูกปลดปล่อยโดยทหารโซเวียตใน ค.ศ.1945
ความโหดร้ายที่มนุษย์ได้กระทำต่อมนุษย์ด้วยกันก็ได้ปรากฏแก่สายตาคนทั้งโลก...
โฮโลคอสต์ (Holocaust) กลายเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่คร่าชีวิตคนไปกว่า 10 ล้านคน...
1.3 ล้านคน ถูกรมแก๊ส...
ที่เหลือถูกสังหารโดยการยิง แขวนคอ เผาทั้งเป็น โดนทดลอง ความอดอยาก ฯลฯ
และคนที่ตายส่วนใหญ่เป็นชาวยิว...
ทุกท่านครับ นี่คือความทรงจำที่เลวร้ายที่สุดไม่ใช่แค่ของชาวยิวเท่านั้น...
แต่เป็นความทรงจำที่เลวร้ายที่สุดสำหรับชาวยุโรปด้วย...
อย่างที่ผมได้เคยกล่าวไปในหลายๆบทความ...
ความแตกต่างได้สร้างความเกลียดชัง...
แล้วความเกลียดชังก็ได้สร้างความขัดแย้ง...
ท้ายที่สุดความขัดแย้งก็นำไปสู่การทำลายล้าง...
โฮโลคอสต์ (Holocaust) ก็ถือเป็นบทเรียนที่ชุดความคิดแบบหนึ่งได้เข้าครอบงำคนกลุ่มหนึ่ง...
คนกลุ่มนั้นก็ได้มองคนอีกกลุ่มหนึ่งอย่างแปลกแยกแตกต่าง...
ความเกลียดชังก็ได้พอกพูนขึ้นจนกระทั่งต้องทำลายล้างกลุ่มคนที่แตกต่างให้หมดสิ้น...
โศกนาฏกรรมต่างๆในหน้าประวัติศาสตร์คงจะไม่เกิดขึ้น...
หากเราเพียงแค่เข้าใจและเคารพในความแตกต่างของกันและกัน
และนี่ คือเรื่องราว “โฮโลคอสต์ (Holocaust)” สัญลักษณ์ความโหดร้ายในสงครามโลกครั้งที่ 2
ภาพจาก Daniel Farjoun
อ้างอิง
Bauer, Yehuda. A History of Holocaust. Danbury : Frankin Watts, 1982.
Benz, Wolfgang. The Holocaust : A German Historian Examines the Genocide. London : Profele Books, 2000.
Dawidowicz, Lucy S. The War Against the Jews 1933-1945. New York : Holt, Rinechart and Winston, 1975.
Friend, Hedis. The Road of Auschwitz. Lincoln “ University of Nebraska Press,1996.

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
    Mahawan Samanaa
    สนับสนุน95 เพชร
    Dave Oi
    ทุกวันนี้ยิวทำกับปาเลสไตไม่มีใคพูดถึง