24 ส.ค. 2020 เวลา 23:18 • ปรัชญา
ปรีชาญาณของผู้ไม่รู้หนังสือ(๑ - ๕)
ปรีชาญาณของผู้ไม่รู้หนังสือ(๑)
"เมื่อหลวงพ่อตายแล้ว พูดถึงหลวงพ่อให้ดีๆ นะ" หมายถึง ให้ระมัดระวังสังวร ไม่ให้น้อย ไม่ให้มากเกิน
โดยทั่วไปเรารู้จักหลวงพ่อภายใต้สมัญญาว่า "ปรมาจารย์แห่งการเจริญสติ" ไม่ทราบว่าใครเป็นคนต้นคิด แต่ก็มีเหตุผลที่น่าสนใจ พร้อมกันนั้นผมยังรู้สึกลังเลที่จะยอมรับว่า "หลวงพ่อเป็นผู้ที่สอนในเรื่องของสติและการยกมือ" ตามที่ผมได้ใกล้ชิดท่าน หลายครั้งที่ท่านบอกว่า "พวกนั้นไปยกมือทำไม เจริญสติทำไม" นั่นอาจเป็นเพียงรหัสที่จะให้ผมรู้สึกอะไรบางอย่างก็เป็นได้
เรื่องราวที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ ขอให้ถือว่าเป็นเรื่องฟังเล่นเท่านั้น
มีอยู่วันหนึ่ง ผมได้รับมอบหมายจากหลวงพ่อให้อบรมบุคคลกลุ่มหนึ่ง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่วัดสนามใน ตอนนั้นผมยังเป็นนักบวชอยู่ ผมก็เริ่มอธิบายเรื่องสติ การรู้สึกตัว แล้วก็ชี้แนะว่า "สตินั้นเป็นปัจจุบันขณะ" ถ้าเรารู้สึกตัวอยู่กับปัจจุบันขณะ ความทุกข์ก็จะจบสิ้นลง ผมเหลือบตาไปดูที่ชั้นบนของกุฏิที่หลวงพ่ออาศัยอยู่ เห็นท่านนั่งฟัง เมื่อจบการแสดงธรรมกถานั้นแล้ว ท่านลงมาพูดกับผมเบาๆว่า "มันไม่ใช่เรื่องปัจจุบัน ถ้ากำหนดจดจ่ออยู่กับปัจจุบัน ก็ติดอยู่เท่านั้นเอง ต้องไปให้พ้นจากปัจจุบัน"
นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกต่อหลวงพ่อในลักษณะใหม่ คือลักษณะที่ว่า ในรูปร่างหน้าตาเฉยๆ ซื่อๆ ของท่านนั้น มีความกระฉับกระเฉงฉับพลันทางปัญญาซ่อนแฝงอยู่ ท่านฟังทุกถ้อยคำที่เราพูด แต่ก็ทำเหมือนไม่ฟัง ไม่รู้ไม่เห็น และเข้ามาถูกจังหวะจะโคนเสมอ
ปรีชาญาณของผู้ไม่รู้หนังสือ(๒)
ผมขอทบทวนพุทธภาษิตบทหนึ่งในเรื่องสติ (หมายถึงสติปัฏฐาน ๔) ว่าเป็นทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้สิ้นทุกข์ และในบางที่บางแห่งหรือหลายแห่งนั้น พูดรวบรัดว่าสติเป็นสิ่งที่ดี โปรดพิจารณาพุทธภาษิตที่ว่า "สติ มโต สุโว เสยโย เวรา น ปริมุจฺจติ" ความดีย่อมมีแด่ผู้มีสติเป็นนิตย์ แต่ไม่อาจหลุดพ้นไปจากเวรได้
ก่อนที่ผมจะหันมาศึกษาพระพุทธศาสนา ผมเคยฟังอาจารย์หลายท่านบรรยายธรรมะเน้นหนักเรื่องสติ ท่านหนึ่งอธิบายว่า "เมื่อราคะเกิดขึ้น ให้มีสติ พิจารณาว่าราคะนั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา" ผมก็เชื่อฟัง แต่หลายเดือนที่ผมเพียรตั้งสติ กำหนดรู้เช่นนั้น ผมรู้ว่ามันหนักมาก เพราะเมื่อเราไปรู้อะไร ก็จะติดอันนั้น จะจำฝังใจอันนั้น
หลายปีล่วงไป ผมไปมาหาสู่กับหลวงพ่อ ไม่ใช่คำสอนของหลวงพ่อที่เป็นคำอธิบาย แต่เป็นกลวิธีหรือความกระฉับกระเฉงของหลวงพ่อเอง ผมค่อยๆ เรียนรู้ว่าการกำหนดสติเช่นนั้นใช้ไม่ได้ สติไม่อาจนำเราออกจากทุกข์ได้ ปัจจุบันนั้นเองเป็นทุกข์ เราเป็นทุกข์เพราะติดอยู่กับปัจจุบันนั้นเอง ยิ่งการกำหนดรู้ด้วยแล้ว เราไปรู้อะไรเข้าก็จะยึดติดอันนั้น ถ้ารู้ความสงบก็ติดสงบ เพราะยางเหนียวของตัณหายังไม่แห้ง รู้ราคะก็ติดราคะ คำพูดที่ว่า "กำหนดรู้"นั้นถูก แต่กำหนดรู้อะไรและอย่างไรล่ะ
ผมไปมาหาสู่ท่านประมาณสิบแปดหรือสิบห้าปีเป็นอย่างน้อย แต่หกปีแรกนั้นผมเองไม่สามารถปลงใจเชื่อวิธีการของท่านได้ บางวันท่านบอกให้ผมเดินดูใจ ผมก็เดินทั้งวันดูใจ พอรุ่งเช้าท่านมาบอกว่า "ใจไม่มี" ก็เลยสับสน ไม่รู้ท่านจะเอาอย่างไรกันแน่ ผมจึงไปบอกท่าน "หลวงพ่อครับ ผมฟุ้งซ่านมาก ผมเป็นคนติดคิด"
หลวงพ่อบอก "ดี ให้มันฟุ้งอย่างนี้" และบอกผมว่าอย่าไปนั่งสงบเข้า เพราะเรียนมาในทางสงบเจริญสมถะ คือการข่มนิวรณ์ ๕ ได้แล้ว ก็ยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา นี่คือหลักที่เรียกว่า "กรรมฐาน" หลักเดิมที่เราเรียนกันมา
พอผมนั่งนิ่งสงบ หลวงพ่อก็แอบมาข้างหลัง เอานิ้วจี้แขนผมแล้วถามว่า "นั่งทำไม" ผมไม่เข้าใจท่านเลยว่าทำไมต้องมารบกวนเวลาของผมด้วย ผมเชื่อว่า เมื่อจิตใจสงบมากๆ แล้ว ก็จะไปถึงที่สุดของความสงบ แต่เรื่องของเรื่องกลับกลายเป็นติดในสิ่งที่รู้
เพราะฉะนั้น คำพูดที่ผมถือว่าเป็นกุญแจดอกสำคัญยิ่งที่ออกมาจากปากของหลวงพ่อสู่ใจผมก็คือ "รู้ แต่อย่าให้มันรู้อะไรเข้า" ถ้ารู้อะไร เช่นความสงบปีติ ก็จะติดอันนั้นทันที แล้วมันจะหมุนกลับ คำพูดของหลวงพ่อนี้ก้องในใจผมตลอดเวลาที่ไปมาหาสู่ท่าน จนกระทั่งหลวงพ่อเองกลายเป็นสัญลักษณ์ของการรู้ที่ไม่ต้องรู้อะไร เพราะรู้อะไรนี่ก็เป็นทุกข์เรื่องที่รู้ นอกจากรู้แล้วผ่านเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่หลวงพ่อย้ำบ่อย
ปรีชาญาณของผู้ไม่รู้หนังสือ(๓)
ผมขอเล่าย่อๆ ให้ฟังว่า สมัยนั้นผมเข้าใจตนเองว่ารู้ธรรมะบ้างแล้ว แต่ไม่ถึงที่สุด ผมบวชได้ประมาณเจ็ด-แปดพรรษา จากความรู้ในพระไตรปิฎก จากความจำ และการโยงข้อรู้ต่างๆ เข้าหากัน ผมสามารถพลิกแพลงตอบคำถามทุกคำถามได้ ก็เลยคิดว่าเราน่าจะเป็นผู้ที่พ้นทุกข์พ้นปัญหาแล้ว ประกอบกับความศรัทธาเป็นเบื้องต้นในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เครื่องแบบและสภาวะแวดล้อมภายใต้บรรยากาศของศาสนา ทำให้ผมรู้สึกเป็นสุข พอใจตนเองอยู่มาก
วันหนึ่งผมเทศนาอยู่ แล้วพวกพระนวกะซึ่งเป็นพระนักศึกษาได้แสดงความชื่นชมต่อสิ่งที่ผมอธิบายให้เขาเข้าใจเพิ่มขึ้น ช่วงนั้นสังคมไทยกำลังหันเหทิศทาง และนักศึกษาต้องการคำตอบจากพระสงฆ์และพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก เมื่อเทศนาจบ ผมก็เดินลงบันไดจะกลับกุฏิ หลวงพ่อยืนดักทางอยู่แล้วถามผมว่า "อาจารย์พูดดีมาก แต่หลวงพ่อ(หมายถึงตัวท่านเอง) สงสัยว่า ความรู้เหล่านี้ได้มาจากไหน" ท่านถามจังๆ ว่าความรู้เหล่านี้มาจากไหนกันแน่ ผมเชื่อว่าท่านสังเกตเห็นความลังเลของผม
คืนวันนั้นประมาณสี่ทุ่ม ท่านก็ไปหา เคาะประตู ผมกำลังจะเข้านอน ท่านถามหาเส้นด้าย ผมเข้าใจว่าท่านจะเอาไปชุนจีวร ตามธรรมดาพระจะพกด้ายและเข็มตามประสาพระ ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งในบรรดาอัฐบริขาร ผมก็ไปคลี่ด้ายมาแล้วถามหลวงพ่อว่าจะเอาสักเท่าไร ผมคิดว่าท่านจะเอาไปเย็บจีวร หลวงพ่อถามหามีด ผมก็หาให้ คลี่ด้ายให้ คิดว่าท่านจะตัดตามใจชอบ แล้วท่านก็ตัดจริงๆ พอตัดเสร็จ ท่านมองหน้าผมแล้วบอกว่า "ถ้าอาจารย์ (หมายถึงตัวผม) ไม่มาถึงจุดนี้ ก็จะยังไม่รู้จักพระพุทธเจ้า" ซึ่งผมงงมาก
ตามธรรมดานั้น พระสงฆ์มีจรรยาอยู่ข้อหนึ่ง คือ ไม่ถามกันซึ่งๆ หน้าถึงเรื่องมรรคผล แต่ผมก็ไม่โกรธอะไร ดังนั้นบางสิ่ง เช่น ความซื่อ แววตา น้ำเสียง ความเอื้ออาทร จึงไม่ปลุกโทสะของเราเลย แม้ดูเสมือนถูกท้าทาย
ตั้งแต่นั้นมา ทุกคืนเวลาสี่ทุ่ม สิ่งของในย่ามถูกนำมาวางเรียงรายเพื่ออธิบายอะไรของท่านก็ไม่รู้ ซึ่งผมไม่เข้าใจ
1
ปรีชาญาณของผู้ไม่รู้หนังสือ(๔)
หลังจากหกปีที่คลุกคลีกับท่าน แม้ผมเชื่อท่านแล้ว ผมก็ยังไม่เข้าใจท่าน จิตที่ติดยึดในทฤษฎีมันแก้ยากมากอย่างไร ผมได้หลวงพ่อช่วยแก้ไขในเรื่องนั้นๆ แต่ผมไม่ได้บอกว่าเดี๋ยวนี้ผมไม่มี อาจยังมีหลงเหลืออยู่มากก็ได้
โดยวิธีการนี้ ผมเริ่มมองสู่มิติใหม่ ผ่านพระบ้านนอกผู้ไม่รู้หนังสือ แต่มีบางสิ่งบางอย่างที่กระฉับกระเฉงและทันควัน
วันหนึ่งผมนั่งรับประทานอาหาร หลวงพ่อก็ชวนคุย (เหตุการณ์ช่วงนี้เป็นช่วงหลังแล้ว) ตอนนั้นผมศรัทธากลวิธีของท่านเต็มที่แล้ว ผมจึงไม่หันเหวิถีไปทางอื่น แต่ผมก็ยังไม่รู้จักท่านดี
เรื่องเกิดที่สิงคโปร์ ท่านถามผมว่า "ปีนี้อายุเท่าไรแล้ว"
ผมตอบว่า "สี่สิบครับ"
หลวงพ่อท่านก็ถามต่อว่า "เมื่อยังเล็กแม่สอนอะไรบ้าง จำได้ไหม"
ผมบอกว่า "จำไม่ได้ครับ เรื่องผ่านมาหลายปีแล้ว"
ทันใดนั้นหลวงพ่อลุกขึ้นยืน ทิ้งช้อนส้อมเสียงดัง ผลักเก้าอี้ที่นั่งไป
ผมจำเหตุการณ์นั้นได้ดี ผมตัวแข็ง กิริยาท่านเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน หันมามองหน้าผมและพูดขึ้นว่า
"เรื่องที่เกิดกับตัวเองเมื่อสี่สิบปีหยกๆ ยังไม่รู้ แล้วเรื่องกว่า ๒,๕๐๐ ปีก่อน ไม่รู้เอามาพูดอยู่ทำไม" จากนั้นท่านก็หันหน้าเดินจากไป
คืนนั้นผมนอนไม่หลับ เดินจงกรมทั้งคืน แล้วก็งงว่าจะเชื่ออะไรดี
พอรุ่งเช้าหลวงพ่อเดินไปหา พูดกับผมเบาๆ ว่า
"เข้าใจแล้วสิ รู้พระไตรปิฎกก็ดีเหมือนกัน" ท่านพูดเท่านี้แหละ
สิ่งนี้เป็นสิ่งเล็กน้อย ผมทราบดีว่าบทบาทเช่นนี้ของหลวงพ่อมีต่อหลายท่านด้วย หลายท่านซาบซึ้งหลวงพ่อมากมายกว่าผม ผมได้รู้จักอีกมิติหนึ่งของบุคคลภายใต้รูปร่างหน้าตาของคนเมืองเลย
เมื่อกี้ผมได้พูดถึงความเป็นสากลของหลวงพ่อว่า "สิ่งที่ท่านแสดงออกนั้นตรงๆ สดๆ" ผมเคยสังเกตเห็นหลายครั้งว่า หลวงพ่อไม่มีอะไรอยู่ก่อนหน้านั้น นอกจากบางสิ่งซึ่งเหมือนกระจกบริสุทธิ์ พร้อมเสมอที่จะสะท้อนภาพใบหน้าที่ชะโงกเข้าไปใกล้ ดังนั้น ผมยิ่งทดสอบหลวงพ่อเท่าไร ความเข้าใจของผมต่อตัวเองก็ยิ่งชัดขึ้นเท่านั้น
๕. ปรีชาญาณของผู้ไม่รู้หนังสือ(๕)
คราวหนึ่งหลวงพ่อให้ผมเทศนาแทนท่านโดยท่านนั่งอยู่ข้างๆ ผมเทศนาจบก็กังวลว่าเมื่อกี้ถูกหรือไม่ถูกนะ คิดอยู่ในใจ หลวงพ่อซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ กลับกล่าวลอยๆ ขึ้นว่า "พูดแล้วก็ทิ้งเสีย"
ผมคิดว่ามีสิ่งหนึ่งซึ่งสำคัญมาก คือ ความหมายที่ลุ่มลึกของกัลยาณมิตร ด้วยความซาบซึ้งในความเข้าใจของพระอานนท์ ทำให้ท่านกล่าวเฉพาะพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าว่า "กัลยาณมิตรเป็นครึ่งหนึ่งของพรหมจรรย์" พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า "อย่ากล่าวเช่นนั้นเลย อานนท์ กัลยาณมิตรเป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์" ผู้ได้กัลยาณมิตรนั้นเปรียบเสมือนรุ่งเช้าแห่งพระนิพพาน เหมือนรุ่งอรุณซึ่งพระอาทิตย์ไขแสง ต่อจากนั้นจะห้ามไม่ให้สู่เที่ยงวันย่อมเป็นไปไม่ได้
สิ่งที่ผมกล่าวมานี้เป็นเรื่องเล็กน้อยเกี่ยวกับประวัติของหลวงพ่อ ผมโชคดีที่ได้พบท่าน ได้กัลยาณมิตร จากอดีตที่มุ่งมั่นจะเป็นผู้รู้กับเขาสักคนหนึ่ง ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ แต่เมื่อพบท่านแล้ว กระทำให้ทิศทางชีวิตของผมเปลี่ยนไป หมุนไปสู่อีกด้านหนึ่ง
หลวงพ่อนั้นเป็นคนไม่รู้หนังสือ แล้วก็ไม่รู้ว่าโลกนี้กลม มีคนกำลังอธิบายให้สามเณรรูปหนึ่งรู้ว่าโลกนี้กลมอย่างไร หลวงพ่อก็เดินมาแล้วพูดว่า "หลวงพ่อไม่เห็นว่ามันกลม มันแบนนี่ หลวงพ่อเดินไปไหนมาไหนไม่เห็นมันกลมเลย" ผมต้องนั่งอธิบายโดยเขียนภาพให้ท่านดูว่า เดินจากจุดนี้ไปรอบโลกนี่เรากลับมาสู่ที่เดิมได้ หลวงพ่อแสดงความแปลกใจว่าเป็นไปได้อย่างไร
แต่พอจบหัวข้อนั้น ท่านก็พูดเบาๆ พอเข้าหูผมว่า "จะกลมหรือแบนก็ไม่เกี่ยวกับความรู้สึกตัว" ผมเรียนรู้จากท่านด้วยวิธีการเหล่านั้น คล้ายๆ ลูกฟุตบอลที่ส่งผ่านไปหน้าประตู แล้วนักฟุตบอลผู้ว่องไวก็ยิงทันที
โฆษณา