25 ส.ค. 2020 เวลา 00:18 • ปรัชญา
ปรีชาญาณของผู้ไม่รู้หนังสือ(๖ - ๑๑)
๖. ปรีชาญาณของผู้ไม่รู้หนังสือ(๖)
ในช่วงแรกๆ ผมไม่รู้จักหลวงพ่อเช่นนี้เลย ผมรู้จักหลวงพ่อแค่เป็นหลวงตาแก่ๆ รูปหนึ่งที่สงบเสงี่ยม น่ารักดี แต่เมื่อใกล้ชิดมากขึ้น ก็เห็นท่านเป็นอีกอย่างหนึ่ง
ผู้ซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับหลวงพ่อมักได้ยินคำพูดว่า "ให้ดูความคิด อย่าเข้าไปในความคิด อย่าหยุดความคิด" นั่นเป็นแกนกลางของการแสดงธรรมและกรรมวิธีปฏิบัติของหลวงพ่อ
เคล็ดการสอนของท่านได้รับการพัฒนามาเรื่อยๆ
หลวงพ่อทดลองให้ผมเฝ้าดูความคิดดังที่ผมเรียนแล้ว แต่กลับทำให้ผมสับสนมากยิ่งขึ้น ในที่สุดท่านก็เข้ามาพูดด้วยถ้อยคำซึ่งผมถือว่าเป็นเนื้อหาสาระทั้งหมดของคำสอน "รู้สึกตัวเฉยๆ ล้วนๆ ถ้วนๆ จากจุดนี้ มันจะคลี่คลายปัญหาทั้งหมด"
จำได้ว่า ในพรรษานั้นเองผมเริ่มแก้สถานการณ์ที่ยุ่งยากในตัวเองได้ ความหมายของคำว่า "ความรู้สึกตัวล้วนๆ ความรู้สึกตัวสดๆ" ที่ปรากฎอยู่นี้คือ เมื่อเราเคลื่อนมือแล้วรู้สึกวูบวาบขึ้นมา ซึ่งเป็นอยู่เองแล้ว แต่ถ้าเราไปกำหนดเพ่งมันเข้า ก็จะมีปัญหาติดตามมา
เพราะว่าการกำหนดเป็นการใช้เจตนา ใช้ความอยากเข้ากำหนด กว่าผมจะทำความเข้าใจความหมายที่เป็นกลางๆ อันเป็นความคลี่คลายได้ ผมต้องล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายครั้ง
๗. ปรีชาญาณของผู้ไม่รู้หนังสือ (๗)
ผมจะเล่าเรื่องการชู้ตฟุตบอลของหลวงพ่อ วันหนึ่งผมนั่งนวดท่านอยู่ ท่านนอนหลับตา ผมก็นวดเรื่อยๆ ในใจนึกกระหยิ่มภูมิใจที่ได้รับใช้ท่าน เมื่อเห็นว่าท่านหลับ จิตใจที่ปลื้มก็ปลงลงสู่สภาพปกติธรรมดา ทันใดนั้นหลวงพ่อลืมตาขึ้นมาทันทีแล้วบอกว่า "ให้ทำใจอย่างนี้"
ผมเข้าใจว่าท่านหลับ ที่จริงท่านไม่ได้หลับ จุดนี้ผมถือว่าเป็นการชู้ตลูกฟุตบอล ผู้ที่เล่นเกมนี้ได้ต้องเป็นผู้ที่รู้เท่าทันวาระจิต ไม่เช่นนั้นความผิดพลาดก็จะเกิดขึ้น เมื่อท่านลืมตาชี้นิ้วมา พร้อมกับบอกโดยย่อว่าให้ทำในใจอย่างนี้
ผมเห็นความปกติแวบเดียวนั้น เกิดความเข้าใจ เกิดความเห็นโดยตรง โดยไม่เกี่ยวกับคำบอกเล่าหรือความคิดใดๆ สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำพูดทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความหมายของตัวหนังสือ แต่คืออาการทางจิตใจว่าเป็นปกติหรือไม่ ประการใด
๘. ปรีชาญาณของผู้ไม่รู้หนังสือ (๘)
สิบแปดปีมาแล้วที่ผมค่อยพัฒนาจิตสำนึกใหม่ขึ้น จากจิตสำนึกของผู้หวังจะเป็นผู้รู้ ค่อยๆ เป็นคนที่ไม่รู้อะไรทีละน้อย ด้วยความอุปการะของหลวงพ่อ
ทุกครั้งที่ผมไปหาท่าน ผมจำได้อยู่เรื่องเดียวคือ "รู้โดยไม่รู้อะไร" อันเป็นสภาพหมดจด ท่านมองหน้าคล้ายท่านผลักเราที่มองท่านให้เรากลับเข้ามารู้ที่ตัวเราเอง บ่อยครั้งท่านเอาฝ่ามือของท่านทาบบนหน้าผากของผมแทนคำตอบ พร้อมกับคำว่า "รู้"
หลวงพ่อไม่ใช่สัญลักษณ์ของนักคิดหรือนักปราชญ์ แต่เป็นสัญลักษณ์ของคนที่ไม่ต้องถาม ไม่ปล่อยให้ความคิดหรือคำถามเกิดขึ้นโดยไม่รู้ไม่เห็น เพียงรู้และไม่ต้องรู้อะไร ซึ่งเป็นสิ่งที่ก้าวร้าวต่อความอยากรู้มากๆ
ดังนั้นเอง ในช่วงต้นเมื่อหลวงพ่อแนะนำให้ผมยกมือ ผมกระอักกระอ่วน ท่านแนะนำว่า "ทำอย่างนี้ ลองดู เดี๋ยวจะดีเอง" เป็นเวลาหกปีเศษที่ผมไม่ยอมทำตามเลย ผมคิดว่าเราจะคิดให้แตกหัก สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากหลวงพ่อในขั้นต้นคือ ท่านให้ยกมือสร้างจังหวะซึ่งเป็นการสกัดกั้นไม่ให้จิตทำงานแส่ส่าย ดังนั้น ผู้ที่ติดอยู่ในกระแสความคิดหรือเป็นนักคิดมากๆ จึงไม่ชอบใจ ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบ
แต่ถ้าเทศนาอรรถาธิบายแล้วชอบ แต่ฟังหลวงพ่อบ่อยเข้า ผมก็จำเข้าไว้ในจิตใจโดยไม่รู้ตัว
วันหนึ่งผมเข้าห้องน้ำ (ขอโทษด้วยที่ต้องพูดเรื่องพิเรนทร์นี้) ครั้นนั่งนาน ผมก็เลยลองพลิกมือแล้วยกขึ้นมาดู ยกไปยกมารู้สึก จิตใจเปลี่ยนแปลงให้รู้ให้เห็นต่อหน้า ทั้งๆ ที่ไม่ได้หลับตาหรือกำหนดอะไรเลย จากจุดนี้เองผมเริ่มเรียนรู้ เริ่มศรัทธา เริ่มปฏิบัติ
แต่ผมก็ปฏิบัติผิดอีกเป็นเวลานาน เรื่องนิดเดียวที่หลวงพ่อท้าทายว่าสามเดือนเท่านั้นคุณจะเข้าถึง แต่ของผมล่อเสียหกปี เพราะมีความคิดมากมาย ความสงสัยไม่รู้จบ และทั้งหมดคือ ไม่รู้สึกตัว
๙. ปรีชาญาณของผู้ไม่รู้หนังสือ (๙)
หลวงพ่อได้เตือนผมหลายครั้งแล้วว่า จุดที่แก้ไขได้ยากที่สุดในการเจริญภาวนาให้ไปสุดสายก็คือการเพ่ง เพราะการเพ่งคือการสะกดจิตตัวเอง มันจะไปสงบ สงบแล้วจะติดตัวนี้อยู่ ไม่สามารถหันกลับไปได้ เพราะเมื่อติดตัวสงบก็เกิดผู้ติดผู้ยึด และผู้ยึดก็พยายามยึดความสงบเป็นที่พึ่ง ความสงบที่ทำขึ้นนั้นไปสูงสุดก็แค่สงบ ท้ายสุดก็อ่อนล้า เกินนั้นไม่มี
ความสงบชนิดนี้เป็นสิ่งชั่วคราว เมื่อหมดแรงยึดถือก็จะกลายเป็นความฟุ้งซ่าน ไม่แนบแน่นอยู่กับความจริงได้ ทั้งนี้เพราะไปเพ่งปักจิตติดอยู่กับอารมณ์ แทนที่จะอยู่เหนืออารมณ์ การกำหนดรู้เช่นนี้คือการยึดติดอยู่กลายๆ
จุดนี้ผมคิดว่าเป็นสิ่งสำคัญในวิถีทางที่หลวงพ่อสอนสานุศิษย์ของท่าน สำหรับหลวงพ่อนั้น ไม่มีการกำหนดเป็นกรณี เพียงรู้แล้วผ่านเลย
วันหนึ่งท่านเห็นว่าผมยังไม่เข้าใจ ท่านก็ยกมือซ้ายขวาของท่านทับซ้อนกัน และเคลื่อนไหวมือทั้งคู่ให้ผมดู ท่านถามว่า "เห็นไหม"
ผมบอกว่า "ถ้าเห็นมือหน้า มือหลังก็เลือน ถ้าเห็นมือหลัง มือหน้าก็ไม่เห็น"
แล้วท่านถามว่า "ทำอย่างไรจึงจะเห็นหมด"
ผมบอกว่า "ต้องมองผ่านหมด"
หลวงพ่อก็บอกว่า "นั่นถูกแล้ว"
เมื่อเราดูป่า เราจะไม่เห็นต้นไม้ แต่ถ้าเราเห็นต้นไม้ต้นใดต้นหนึ่ง เราจะไม่เห็นป่าไม้เลย ดังนั้น หากมีต้นไม้ต้นหนึ่งถูกโค่น เราจะดูไม่ทัน ในการเจริญภาวนาก็เช่นกัน เราไม่ต้องการจะหยุดจ้องดูอะไรอยู่ เราต้องมองแทงทะลุตลอด การกำหนดรู้เพ่งจ้องนั้นคือการติดอยู่
ในช่วงต้นที่หลวงพ่อสอนนั้น ท่านย้ำเน้นอยู่สามพยางค์คือ "อึดใจเดียว" ถ้าไม่อึดใจเดียวแทงทะลุหมด จะไม่มีวันไปได้เลย เพราะเป็นโอกาสในการสร้างรูปของความคิดขึ้น เมื่อความคิดเกิด มันจะพูดว่าความสงบดีจริง หรือแม้แต่จะดูความคิด มันก็คิดว่ามันกำลังดูความคิด เป็นความคิดถึงความคิดตลอดเวลา
๑๐. ปรีชาญาณของผู้ไม่รู้หนังสือ (๑๐)
ผมจะเล่าเหตุการณ์ในสิงคโปร์ คราวที่หลวงพ่อได้เดินทางไปที่นั่น ผมได้เห็นอะไรบางสิ่งซึ่งเป็นสากลอย่างยิ่ง
มีเหตุการณ์เกิดขึ้นในโรงพยาบาล โดยที่ประธานชมรมพุทธของวิทยาลัยโพลีเทคนิคคือคุณหยกเหลียนไปเยี่ยม พอดีไม่มีคนเฝ้าไข้เลย ล่ามไม่มี แต่คุณหยกเหลียนพูดกับหลวงพ่อได้ด้วยภาษามือ ภาษาตาของหลวงพ่อ แล้วต่อมาภายหลังคุณหยกเหลียนเล่าให้ผมฟังว่า เหมือนกับมีคำพูดผ่านเข้ามาทางหัวใจว่า
"มาทำไม"
คุณหยกเหลียนพูดภาษาอังกฤษ (ซึ่งหลวงพ่อฟังไม่รู้เรื่องด้วย) ว่า "มาเรียนธรรมะ"
หลวงพ่อก็ลุกขึ้นพลิกมือให้ดู คุณหยกเหลียนพลิกตาม
หลวงพ่อบอกคุณหยกเหลียนว่า "เรียนธรรมะต้องรู้ที่นี่ เป็นเรื่องที่สัมผัสได้โดยตรง"
ผู้ที่เจริญภาวนาในแนวทางของหลวงพ่อแล้วนั้น เชื่อว่าจะเข้าใจได้ดีถึงการจับ ซึ่งผมคิดว่านั่นเป็นประตูที่สำคัญ หลวงพ่อมักใช้คำว่า "วัตถุ ปรมัตถ์ อาการ" ซึ่งหลายคนก็ท่องกันจนขึ้นปากขึ้นใจ
สิ่งเหล่านี้หลวงพ่อพูดจากประสบการณ์ของท่าน แต่ความหมายของคำว่า วัตถุ นั้น ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้คือวัตถุ ความคิดก็เป็นวัตถุ เป็นปรมัตถ์ เป็นอาการ เป็นสิ่งสัมผัสได้ด้วยสติสัมปชัญญะ
โดยทั่วไปเราคิดว่าความคิดเป็นนาม เมื่อพูดถึงความรู้สึกตัว ความรู้สึกนั้นก็เป็นฝักฝ่ายนามธรรม คนทั่วไปจึงมีความรู้สึกต่อทุกข์ต่อสุข แต่ความรู้สึกตัวล้วนๆ นี้ไม่เกี่ยวกับสุข-ทุกข์ เป็นความรู้สึกตัวล้วนๆเท่านั้น (สวสํเวทนา)
โดยการเปรียบเทียบชีวิตสามขั้นตอน อาจทำให้เรากระจ่างขึ้น
สมมติว่ามีใครคนหนึ่งตายลงหยกๆ ต่อหน้าต่อตา เซลล์ในร่างกายยังไม่ตาย แต่ตัวเขาตายแล้ว และมีใครคนหนึ่งมีเวทมนตร์ชุบชีวิตของเขาขึ้นมา คำถามก็คืออะไรเกิดขึ้นก่อน เมื่อเราเป็นผู้เฝ้าดู เราจะเห็นว่าการเคลื่อนไหวปรากฏก่อน เช่น ทรวงอกกระเพื่อมขึ้นลง เป็นต้น
แต่ถ้าเราเองเป็นชีวิตที่ฟื้นขึ้นนั้น สิ่งแรกที่เราเป็นก็คือ สภาพรู้ตัว สภาพเป็นๆ นั่นเอง
๑๑. ปรีชาญาณของผู้ไม่รู้หนังสือ (๑๑)
"รอนนี่" เองมีเรื่องขำ ก่อนที่เขาจะมาหาหลวงพ่อ เขาทะเลาะกับภรรยา ภรรยาของเขาไม่อยากให้เขามาปฏิบัติธรรมเลย ภรรยาเขาว่า เป็นโยมต้องปฏิบัติแบบโยม ซึ่งหลายท่านที่อยู่กับหลวงพ่อจะพบว่าคำว่า "บวช สึก พระ โยม" ไม่มีความหมายใดๆ ในเส้นทางสายนี้ มันขึ้นอยู่กับสติปัญญา ความรู้สึกตัว และความขยันอย่างต่อเนื่องเท่านั้น
รอนนี่ทะเลาะกับภรรยาอย่างรุนแรง เหตุที่ทะเลาะคือเขาจะมาหาหลวงพ่อเป็นครั้งแรก และหลวงพ่อก็ไม่รู้จักเขามาก่อน รอนนี่ข้องใจอยู่เรื่องหนึ่ง เขาถามว่า "มีเหตุปัจจัยใดที่ทำให้หลวงพ่อทั้งๆที่เป็นโยม นุ่งกางเกงขาสั้นบ้าง ขายาวบ้าง รู้ธรรมะถึงที่สุดภายในคืนเดียว"
ผมอัศจรรย์ใจมากที่หลวงพ่อตอบว่า "หลวงพ่อไม่เคยทะเลาะกับเมีย"
รอนนี่บอกว่าเขางงไปหมดเลยว่าท่านรู้ได้อย่างไรว่าเขาเพิ่งทะเลาะกับเมียมาหยกๆ ผมได้เรียนถามหลวงพ่อว่า "หลวงพ่อไม่เคยทะเลาะกับเมียจริงหรือ" หลวงพ่อบอกว่า "เคยครั้งเดียวในชีวิต" แล้วต่อจากนั้นหลวงพ่อก็ลาภรรยาไปปฏิบัติธรรม
นี่เล่าสนุกๆ เท่านั้น เรื่องที่เล่าอาจสั้นไป หลายคนรู้ดีกว่าผม แต่จะเล่าสั้นๆ คือ หลวงพ่อจัดงานบุญบ้านและให้ภรรยาของท่านเป็นคนจ่ายค่าหมอลำ ภรรยาของท่านซึ่งมีศักดิ์เป็นญาติลูกพี่ลูกน้องทั้งเกรงกลัวและรักหลวงพ่อ แต่ก็ตัดสินใจไม่ได้ จึงถามหลวงพ่อกลางงานว่าควรจ่ายค่าหมอลำเท่าไร ท่านก็ดุเอาว่า ทำไมมอบหน้าที่ให้แล้วต้องมาถามอีกให้มันยุ่งยากขึ้น
ตกเย็นหลวงพ่อก็ไปขอโทษภรรยา ตอนนั้นท่านยังไม่ได้ออกบวช ขอโทษว่า "เมื่อกี้เราโกรธเจ้า"(ผมเลียนคำพูดท่าน) ภรรยาของท่านก็บอกว่า "โกรธข้า เจ้าก็ตกนรกคนเดียวสิ"
ด้วยคำอันแหลมคมนั้น หลวงพ่อคิดว่า ถ้าละความโกรธไม่ได้ จะไม่กลับมาอยู่บ้าน ตอนนั้นท่านเริ่มไปวัด หลวงพ่อได้กลับกลายเป็นผู้ที่เรานับถือบูชา อันเนื่องมาจากภรรยาผู้เป็นคู่ชีวิตที่ดี ตามที่หลวงพ่อเล่าให้ฟัง ท่านเล่าว่านั่นเป็นครั้งสุดท้าย คือโกรธภรรยาครั้งนั้นแล้วไปปฏิบัติธรรมเพื่อเอาชนะความโกรธให้ได้
โฆษณา