Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
เขมานันทะในใจเรา - ชาติพันธุ์ภาวนา
•
ติดตาม
25 ส.ค. 2020 เวลา 00:41 • ปรัชญา
ปรีชาญาณของผู้ไม่รู้หนังสือ (๑๒ - ๑๘)
ปรีชาญาณของผู้ไม่รู้หนังสือ (๑๒)
นับตั้งแต่สมัยพุทธกาลมาแล้ว พระพุทธองค์ได้ประกาศสอนการเจริญสติบนฐานทั้งสี่ท่ามกลางบรรยากาศของอุปนิษัทหรือของพราหมณ์
วัฒนธรรมแห่งการเจริญสตินั้นเกิดภายใต้ต้นโพธิ์
ตอนที่พระพุทธเจ้าออกผนวช ท่านไปเรียนกับอุททกดาบสและอาฬารดาบส เรียนทำสมถะขั้นสูงในสมัยนั้น อุททกดาบสกับอาฬารดาบสเป็นที่ยอมรับของมหาชนของสังคมอินเดียสมัยนั้นว่าเป็นเลิศ
เมื่อไปเรียนจนถึงที่สุดแล้ว ท่านก็พบว่าฌานเช่นนั้นยังอาพาธได้ คือต้องปรุงต้องแต่ง ต้องกระทำสมถะอยู่เรื่อยๆ พระพุทธเจ้าทรงตระหนักว่า ไม่ใช่อิสรภาพโดยเด็ดขาดสิ้นเชิง พระองค์จึงบอกลา
เกิดคำถามที่ผุดขึ้นในใจเราว่า ถ้าทำสมถะเจริญฌานไปจนถึงที่สุดจริงๆ แล้ว ทำไมพระพุทธเจ้าจึงบอกเลิก ทำไมไม่ทำต่อไปให้จบจนถึงที่สุดในสายนั้น
วันที่พระพุทธเจ้าฉันข้าวมธุปายาสของนางสุชาดาแล้วลอยถาดเสี่ยงพระบารมีอธิษฐานนั้น ถาดไหลทวนกระแสสู่ต้นกำเนิดน้ำและจมลงสู่ห้วงบาดาลนาคพิภพ เป็นรหัสบุคลาธิษฐานของการภาวนาว่า ต้องทวนเข้าสู่ต้นน้ำหรือสมุฏฐานของความคิด ความคิดออกมาจากที่ไหนก็รู้ไปที่นั่น
ลำธารนั้นไม่ใช่แม่น้ำเนรัญชรา แต่คือกระแสธารของอารมณ์ พระองค์ทรงข้ามแม่น้ำเนรัญชราและไปนั่งใต้ต้นโพธิ์ภายในคืนนั้นนั่นเอง พระพุทธเจ้าของเราได้อุบัติขึ้นในช่วงเช้าตรู่ โดยการทวนกระแสอารมณ์จนถึงที่สุดของอารมณ์ภาวนา
ซึ่งผิดแผกแตกต่างจากกรรมวิธีอื่นที่เพ่งอารมณ์เป็นใหญ่ อันนำจิตเข้าสู่ภพต่างๆ ไม่ใช่การสิ้นภพสิ้นชาติ แต่ติดอยู่ในภพอันประณีต ดังสองดาบสคือ อุททกะและอาฬาระเป็นอาทิ
หลวงพ่อจะพูดอยู่เสมอว่า "อย่าเข้าไปในกระแสหรือห่วงโซ่ความคิด อย่าหยุดความคิด แต่ให้ดูความคิด" เมื่อรู้สึกตัวแล้วก็จะไปที่จุดนั้นโดยไม่มีใครห้ามได้
ปรีชาญาณของผู้ไม่รู้หนังสือ (๑๓)
ผมลงไปอยู่ทางใต้ อยู่หาดทรายแก้ว จังหวัดสงขลา ผมเริ่มปฏิบัติตามแนวทางของท่าน แต่ก็ยังไม่ซาบซึ้งมาก ยังลองผิดลองถูกอยู่ ยังจับความรู้สึกตัวไม่ได้ ยังเพ่งเล็ง ยังจ้อง ยังสองจิตสองใจ อยากจะใช้ความคิดเข้าไปร่วมแก้ไขวิกฤตการณ์ความรุนแรงทางสังคมที่เป็นบรรยากาศในประเทศของเราในช่วงนั้น
ผมไปสงขลา มีหาดทรายผุดขึ้นกลางทะเล เขาเรียกว่า "หาดทรายแก้ว" ควบคู่กับเกาะหนู เกาะแมว อันเป็นตำนานเมืองสงขลา ผมไปอยู่ที่นั่นเป็นคนแรก ชาวบ้านคิดว่าผมเป็นบุคคลศักดิ์สิทธิ์ เขาเห็นดาวตกที่นั่นสามดวง พอดีกับช่วงผมไปนั่นกับเพื่อนพระสามรูป ทีนี้เขาก็คิดว่าผมศักดิ์สิทธิ์ มากันทีละหมู่บ้าน มาจูบมือ กราบเท้า ผมชักลังเลเพราะว่าอยู่ในเครื่องแบบของสงฆ์ เลยดิ้นไม่หลุดจากการผูกมัดจากความเชื่อของประชาชน ซึ่งขัดแย้งกับความเป็นตัวของตัวเอง ไม่รู้จะเอาอันไหน
ประกอบกับข่าวเล่าลือทั้งชาวเมืองและแม้ชาวบ้านใกล้ๆ หาดทรายแก้วว่าที่นั่นเป็นเขตจัดตั้งของพรรคคอมมิวนิสต์ ถูกเพ่งเล็งจากทางราชการว่ากำลังซ่องสุมกำลังพล ถือเป็นกรณีสำคัญของจังหวัด ผมตั้งใจจะสร้างวัดที่เน้นวิปัสสนา ญาติพี่น้องของผมเดือดร้อนมาก ช่วงนั้นเป็นวิกฤตการณ์ชีวิตของผม
ในช่วงนั้นเอง หลวงพ่อซึ่งไม่เคยสนใจที่นั่นก็ไปหา ท่านไปกับคุณวิโรจน์ ศิริอัฐ ประธานมูลนิธิเผยแผ่ชีวิตประเสริฐ ไปคืนเดียวแล้วก็กลับ จากกรุงเทพฯไปสงขลาประมาณพันกิโลเมตร ข้ามเรือไปอีกราวครึ่งชั่วโมง พอไปถึงช่วงเช้าท่านก็เอาข้อความที่จดไว้ในกระดาษให้ดู (ผมจำบาลีไม่ได้) ตอนนั้นผมแนะคำบาลีท่านอยู่บ้าง ผมเองก็รู้ไม่มาก
หลายครั้งที่ผมอธิบายศัพท์บาลีให้หลวงพ่อรู้ความหมาย แล้วทุกครั้งท่านก็เลือกชี้ความหมายได้แม่นยำ กระทบความรู้สึก ทำให้เรายอมรับว่า เนื้อหาที่ซ่อนเร้นอยู่ ถ้าเราไม่รู้จักมัน ก็จะเลือกผิด เป็นที่รู้กันดีว่า คำคำเดียวกันในภาษาบาลีนี้อาจตีความหมายได้หลายนัย หลวงพ่อเอาประโยคหนึ่งไปถามผมว่าแปลว่าอะไร ผมก็แปลให้ฟังว่า "สัตว์โลกทั้งหลายยินดีในธรรมเครื่องเนิ่นช้า ส่วนพระตถาคตทั้งหลายไม่ยินดีในธรรมเครื่องเนิ่นช้า"
รุ่งเช้าก่อนกลับกรุงเทพฯ ท่านแวะไปยังกระท่อมที่ผมพักอยู่แล้วยื่นกระดาษคำถามเดิมเป็นทีว่าลืม ซึ่งผมก็อธิบายความหมายเหมือนวันก่อนว่า "สัตว์โลกทั้งหลายยินดีในธรรมเครื่องเนิ่นช้า ส่วนพระตถาคตทั้งหลายไม่ยินดีในธรรมเครื่องเนิ่นช้า"
หลวงพ่อกลับกรุงเทพฯ ไปโดยไม่ได้ฉันเช้าด้วย ตกเย็นผมก็มาคิดว่า "เอ หลวงพ่อมาทำไมนะ" ทางมันตั้งพันกิโลฯ ผมไม่เข้าใจ ตีไม่แตกว่าท่านมีเหตุผลอะไร แต่พอหลายคืนผ่านไป ผมก็นึกออกว่าสัญญาณอันตรายได้เตือนผมแล้ว จากนั้นผมก็ออกจากที่นั่น ติดตามท่านมาอยู่ที่วัดสนามใน
ปรีชาญาณของผู้ไม่รู้หนังสือ (๑๔)
เหตุการณ์ที่วัดสนามในคงเป็นตำนานหน้าหนึ่งของชีวิตหลวงพ่อและสานุศิษย์ เพราะว่าที่นั่น ภายใต้หน้าตาและสำเนียงธรรมดาๆ นั้น
ความธรรมดาของท่านเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ความธรรมดานั้นไม่มีอุปสรรคกับเพื่อนมนุษย์เลย ไม่ว่าเขาจะเป็นคริสต์ พุทธ มุสลิมหรือนับถือศาสนาอะไรก็ตาม หลวงพ่อไม่เคยปฏิเสธใครเลย ทุกคนล้วนมีธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะทั้งสิ้น ทุกคนคือพระ หากแต่ยังไม่รู้จักธรรมชาตินั้นในตนเอง มัวแสวงหาพุทธะในความคิด และมองข้ามใจตนไป
คราวหนึ่งผมยังไม่เข้าใจหลวงพ่อเต็มที่ มีโยมคนหนึ่งเข้ามาแสดงวาทะเรื่องผี เรื่องเปรต ว่าเป็นเรื่องจริงๆ เขาบอกว่าเขาเห็น ผมฟังแล้วรำคาญ ทนไม่ได้ ก็ลุกหนี ตกเย็นผมรายงานหลวงพ่อว่า เจอโยมคนหนึ่งงมงายมากๆ หลวงพ่อถามว่า "ทำอะไรเขาล่ะ"
ผมบอกว่า "ลุกหนีเลย"
ท่านว่า "ทำไมทำอย่างนั้นล่ะ ยิ่งงมงายยิ่งดี" หลวงพ่อว่าอย่างนั้น ซึ่งผมไม่เข้าใจ ท่านว่า "ผู้ที่งมงายนั้น เขามีพลังมาก ถ้าเขาเข้าใจเรื่องความรู้สึกตัวนั้นๆ แล้ว เขาจะ 'บุกแหลก'" หลวงพ่อว่าอย่างนั้น
ผมเพิ่งรู้ว่าจริงของท่านเหมือนกัน โดยทั่วไปเรามักมองคนในแง่แบ่งแยก คนนั้นสำนักนั้น คนนี้สำนักนี้ คนนี้มุสลิม คนนี้คริสต์ คนนี้งมงาย นี่เป็นสิ่งสมมติทั้งสิ้น สำหรับหลวงพ่อนั้น คนทุกคนคือเมล็ดพันธุ์แห่งพุทธะ ชีวิตล้วนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ปรีชาญาณของผู้ไม่รู้หนังสือ (๑๕)
พระนางบูเช็กเทียนได้ส่งขุนนางคนหนึ่งชื่อซิดกัน ไปถามปัญหากับพระสังฆปรินายกองค์ที่ ๖ ของนิกายเซนที่ชื่อว่าเว่ยหล่าง ขันทีผู้นั้นได้ถามเว่ยหล่างว่า "กระผมไม่เข้าใจเลย ที่ท่านบอกว่ากิเลสกับโพธิเหมือนกันนั้น มันเป็นไปได้อย่างไร พระอาจารย์ที่ผมเรียนมาจากสำนักอื่นต่างบอกว่า กิเลสเป็นคนละสิ่งกับโพธิ"
คำตอบคือ เมื่อไม่มีกิเลสก็ไม่มีโพธิ เมื่อรู้แล้วก็ไม่มีทั้งกิเลสและโพธิ ขันทีซิดกันเกิดความเข้าใจสว่างไสวในคำสอนนั้นเป็นอันมาก
เรามักได้ยินคำสอนว่า "เมื่อราคะเกิด ให้กำหนดรู้ว่าราคะเกิดแล้วหนอ ก็ราคะนั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา" อย่างนี้เป็นการย้ำคิด
ผมเพิ่งมาเรียนรู้ช่วงหลังว่า อย่าไปสนใจกิเลส มันจะเกิดหรือไม่เกิดก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร ให้สนใจความรู้ตัวที่บริสุทธิ์ล้วนๆ เพราะว่าในความรู้สึกตัวล้วนๆ นั้นไม่มีราคะ โทสะ โมหะ
ดังนั้นให้รู้สึกต่อสภาพไร้ราคะ โทสะ โมหะ ที่เป็นต้นตอแต่เดิม เมื่อรู้ผนึกแน่นอย่างนี้แล้ว พอกระทบกับอารมณ์ที่เป็นราคะ โทสะ โมหะ ก็จะไม่เอาเอง ไม่มีใครละราคะ โทสะ โมหะได้ ตัวละไม่ใช่เรา ตัวละคือความรู้สึกที่บริสุทธิ์ล้วนๆ
ศีล สมาธิ ปัญญา ตามแนวของหลวงพ่อนั้นมีอยู่แล้วในตัวเรา เมื่อเร้าให้กายจิตตื่นตัวขึ้น เราจะพบว่ามีพลังอำนาจอันเป็นไปโดยธรรมชาติที่จะขจัดปัดเป่าความทุกข์ทรมานเนื่องด้วยราคะ โทสะ โมหะ เราไม่มีเรื่องที่จะจัดการกับสิ่งเหล่านั้น
แต่ก็มีเรื่องหนึ่งซึ่งเราต้องขยัน คือ ความเพียรที่ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นหลักคำสอนที่สำคัญของหลวงพ่อ ความเพียรนั้นต้องต่อเนื่อง ถ้าไม่ต่อเนื่องก็ไม่ถึงจุดแจ่มแจ้ง ดังนั้น การเร้าความรู้สึกตัวเอาชนะความคิดให้ได้ในทุกครั้งที่มันเกิดจนกระทั่งอยู่เหนือความคิด ชีวิตจึงจะล่วงภาวะเก่าได้
ปรีชาญาณของผู้ไม่รู้หนังสือ (๑๖)
ระเบียบกฎเกณฑ์เป็นสิ่งที่ดี แต่กฎเกณฑ์เหล่านี้จะต้องถูกยกเว้นสำหรับบางคนบางกรณี
พระพุทธเจ้าได้ตรัสเล่าให้พระสาวกฟังถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนว่า ดูเหมือนจะเกิดความคล่องตัวในการปฏิบัติธรรมของผู้ที่ต้องการจะปฏิบัติจริงจนสามารถเข้าถึงธรรมะเป็นจำนวนมาก แต่คำสอนกลับเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว เพราะพระองค์ไม่ได้บัญญัติพระวินัยรองรับธรรม
ส่วนพระพุทธเจ้าที่ชื่อโคตมะนั้น พระองค์ตรัสว่า "ต่อแต่นี้ตถาคตจะบัญญัติวินัย และต่อแต่นี้ผู้เข้าถึงธรรมจะน้อยลง แต่การสืบทอดคำสอนจะอยู่ได้นาน" ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าพิจารณา
ทว่าที่สำคัญกว่านั้นคือเนื้อหา เมื่อพระพุทธศาสนาไม่มีการเข้าถึงการรู้แจ้งต่อมรรคผลแล้ว พระพุทธศาสนาก็เป็นเพียงระบบจริยธรรมระบบหนึ่งเท่านั้นเอง ถ้าไม่มีการเข้าถึงธรรม พระพุทธศาสนาก็ไม่มี กลับเป็นเพียงปรัชญาสกุลหนึ่ง หรือใครสร้างขึ้นก็ได้ และในไม่ช้าไม่นานก็กลายเป็นระบบการเมืองระบบหนึ่ง
หลวงพ่อผู้ไม่รู้หนังสือเคยตกอยู่ในฐานะผู้ต้องสงสัย ต้องถูกจับกุมไต่สวน หรือไม่ก็สึกเสียเพราะเป็นคอมมิวนิสต์ แต่เป็นเวลาหลายปีที่คนจริงผู้มาจากจังหวัดเลยคนนี้ได้ต่อสู้ด้วยเสียงเหน่อๆ จนทำให้เกิดชุมชนของการรู้สึกตัวที่อยู่เหนือความคิด และชี้นำความเป็นอันเดียวกันของมนุษยชาติบนพื้นฐานของความรู้สึกตัวล้วนๆ
ปรีชาญาณของผู้ไม่รู้หนังสือ (๑๗)
คำสอนของหลวงพ่อเป็นเส้นทางเดียว ไม่ใช่หลายเส้นทาง โดยทั่วไปเรามักได้ยินผู้แสดงธรรมว่า ถ้าเราไปบางลำพู เราจะไปทางไหน หรืออ้อมไปทางไหนก็ได้ ในที่สุดก็ถึงเหมือนกัน นี่เป็นเพียงโวหาร
แท้จริงไม่มีทางไหนเลย นอกจากทางที่จะต้องผ่านหัวใจเราเท่านั้น ผ่านอุโมงค์มืดนี้ไปก่อน แล้วเราจะทะลุออกอีกด้านหนึ่ง มืดแล้วจึงสว่าง แต่ว่าการใช้ความคิดแยกแยะนั้นมันสว่างก่อนมืด และก็สว่างที่ปากอุโมงค์ ไม่สามารถทะลุผ่านเข้าไปได้
คำสอนของหลวงพ่อเป็นสากลยิ่ง ท่านคงแบ่งแยกผู้หญิงว่าต่างจากผู้ชายบ้างในฐานะสมมติ แต่สภาพรู้ตัวนั้นเหมือนกันทั้งหญิงทั้งชาย หรือแม้แต่เด็ก
ผมเคยเรียนถามท่านว่า "ผมไม่เข้าใจเรื่องราวในธรรมบท ลูกศิษย์พระสารีบุตรซึ่งเป็นสามเณรอายุสิบสามปี เป็นพระอรหันต์ได้อย่างไร"
หลวงพ่อบอกว่า "เป็นเรื่องง่ายมาก ยิ่งเด็กยิ่งง่าย เพราะเขาไม่ค่อยมีอารมณ์อยู่แล้ว เพียงแต่เขาทำถูกวิธีเท่านั้น"
จากคำไขความของหลวงพ่อทำให้ข้อความในธรรมบททั้งหมด กลายเป็นคัมภีร์ที่สดใหม่ขึ้นมา สัจธรรมที่รางเลือนไปในหน้าของประวัติศาสตร์ได้ปรากฏให้เห็น ไม่ใช่ในวัดในโบสถ์ แต่ในความรู้สึกสดๆ ของเราเอง ในความรู้สึกตรงๆ ซื่อๆ ของเราเอง นี่คือสิ่งที่หลวงพ่อสอน
ผมชอบใจที่ไม่รู้ใครพูดแต่ต้นว่าหลวงพ่อยังอยู่ ทุกคนเป็นหลวงพ่อ เหมือนที่หลวงพ่อพูดว่า "ทุกคนเป็นพระ ทุกคนเป็นพระพุทธเจ้า" ท่านพูดเสมอและพูดก่อนที่ท่านจะอ่านหนังสือได้ด้วยซ้ำไป ซึ่งเป็นถ้อยคำที่แปลกในบ้านเมืองนี้
๑๘. ปรีชาญาณของผู้ไม่รู้หนังสือ (๑๘)
มนุษย์ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ใครอื่น เป็นเพียงผองน้องพี่หรือเพื่อนร่วมทุกข์กัน
หลายปีมาแล้วที่ผมได้จาริกไปยังประเทศพม่า พบกับพระภิกษุไทยใหญ่รูปหนึ่งชื่อสาม ช่วงนั้นผมเองเป็นคนค่อนข้างต้านวัตถุหรือเทคโนโลยีที่เกินความจำเป็น พระไทยใหญ่ชวนผมไปถ่ายรูปคู่กัน ณ อนุสรณ์สถานแห่งความรักที่มีต่อพระพุทธองค์ คือ ชเวดากองอันงดงาม ผมรังเกียจเลยเดินหนี ท่านก็ตามตากล้องมาจะถ่ายรูป แต่คำพูดประโยคหนึ่งทำให้ผมเปลี่ยนอารมณ์ได้คือ ท่านกล่าวว่า "ท่านครับ ถ่ายรูปร่วมกันเอาไว้นะ ชีวิตหนึ่งเราอาจได้พบกันเพียงครังเดียว" ซึ่งผมสะเทือนอารมณ์ขึ้นมาเดี๋ยวนั้น
ผมคิดว่ามนุษย์เราดีแต่แบ่งแยกแก่งแย่งผลประโยชน์ อำนาจ โน่นเรื่องมึง นี่เรื่องกู ไม่รู้สึกตัวเลยว่าชีวิตเราอาจได้พบกันเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
เมื่อผมกลับมาถึงเมืองไทยแล้วไม่กี่วัน เพื่อนที่นั่นเขียนจดหมายมาเล่าว่า "ท่านสาม ภิกษุไทยใหญ่มรณภาพแล้ว"
ไม่ช้าไม่นานเราจะได้เรียนรู้ ทุกๆ คนจะเดินทางไปในแนวเดียวกัน ทุกๆ คนจะลุถึงจุดจบ ไม่ว่าในวันนี้หรือในช่วงลมหายใจสุดท้าย
เมื่อเรารู้สึกตัวเสียแต่วันนี้แล้ว ช่วงชีวิตที่เหลือก็เป็นช่วงที่ดีที่สุดที่ทำให้ชีวิตเราเป็นของขวัญ เป็นกำลังใจให้แก่เพื่อนมนุษย์ของเรา ชาติของเรา ชุมชนของเรา รวมทั้งแก่โลกซึ่งกำลังร้อนระอุไปด้วยการแบ่งแยกทางเชื้อชาติ วรรณะ และเผ่าพันธุ์ อันเป็นเหตุของสงครามและภัยพิบัติบานัปการดังที่เป็นอยู่
บรรยายในวาระครบรอบหนึ่งปีแห่งการจากไปของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ เมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน พ.ศ.๒๕๓๒ ณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร
ปรีชาญาณของผู้ไม่รู้หนังสือ (หลวงพ่อเทียน ที่ข้าพเจ้ารู้จัก)
บันทึกบรรยายงานเขียน ที่ปรารภถึงหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ (พระพันธ์ อินทผิว) ปรมาจารย์แห่งการเจริญสติแนวเคลื่อนไหว ผู้หมุนชีวิตอดีตนักศึกษาผู้มุ่งมั่นจะเป็นผู้รู้สักคนหนึ่งให้จงได้ ไปสู่ความรู้อีกด้านหนึ่ง "รู้แต่ไม่ต้องรู้อะไร...เพียงรู้สึกตัวล้วนๆ
1 บันทึก
1
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
"ปรีชาญาณของผู้ไม่รู้หนังสือ" (หลวงพ่อเทียนที่ข้าพเจ้ารู้จัก)
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย