27 ส.ค. 2020 เวลา 08:56 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
สาระแล้ว[EP.9] : วิธีคิดแบบตายตัว(fixed mindset) VS วิธีคิดแบบพัฒนาได้(growth mindset)
วิธีคิดแบบตายตัว(fixed mindset) VS วิธีคิดแบบพัฒนาได้(growth mindset)
สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าการเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเองคือการเชื่อว่า คุณยกระดับความสามารถเหล่านี้ได้ คนที่พิสูจน์ทฤษฎีนี้ได้ดีที่สุดคือ แครอล ดเวค นักจิตวิทยาจากแสตนฟอร์ด งานวิจัยของเธอชี้ให้เห็นว่าการเชื่อหรือไม่เชื่อว่าระดับสติปัญญาของตัวเองสามารถเปลี่ยนแปลงได้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสำเร็จของคนคนนั้น ดเวคพบว่าเราสามารถแบ่งผู้คนออกได้เป็น 2 ประเภท คนที่มี “วิธีคิดแบบตายตัว(fixed mindset)” ซึ่งเชื่อว่าความสามารถของพวกเขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้กับคนที่มี “วิธีคิดแบบพัฒนาได้(growth mindset)” ซึ่งเชื่อว่าพวกเขาสามารถพัฒนาคุณลักษณะต่าง ๆของตัวเองได้ด้วยการพยายาม ดเวคกล่าวว่าคนที่มีวิธีคิดแบบพัฒนาได้ไม่ได้ดูถูกความสามารถที่ติดตัวคนเรามาตั้งแต่เกิด แต่พวกเขารู้ว่า “แม้คนเราจะแตกต่างกันในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นพรสวรรค์หรือความถนัดที่มีมาตั้งแต่เกิด ความสนใจ หรือความรู้สึก แต่ทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงและเติบโตได้ด้วยการลงมือทำและประสบการณ์” งานวิจัยของดเวคแสดงให้เห็นว่าคนที่มีวิธีคิดแบบตายตัวพลาดโอกาสในการพัฒนาตัวเองและทำผลงานได้แย่เสมอ ในขณะที่คนที่มี “วิธีคิดแบบพัฒนาได้” กลับพัฒนาความสามารถของตัวเองให้สูงขึ้นได้เรื่อย ๆ
ในการศึกษาครั้งหนึ่ง ดเวคและเพื่อนร่วมวิจัยได้ทำการทดลองกับนักเรียนเกรดเจ็ดจำนวน 373 คนในช่วงแรกของการเปิดภาคเรียนเพื่อดูว่าเด็กแต่ละคนมีวิธีคิดแบบตายตัวหรือพัฒนาได้ จากนั้นก็ติดตามผลการเรียนของเด็ก เป็นเวลาสองปี ทีมวิจัยพบว่าตลอดช่วงระยะเวลาของการเรียนในชั้นเกรดเจ็ดและแปด วิธีคิดของเด็ก ๆส่งผลต่อผลการเรียนวิชาคณิตศาสตร์มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยผลการเรียนเฉลี่ยของเด็ก ๆที่เชื่อว่าสติปัญญาเป็นสิ่งตายตัวยังคงเท่าเดิมเสมอ ในขณะที่ผลการเรียนเฉลี่ยของนักเรียนที่วิธีคิดแบบพัฒนาได้กลับพุ่งสูงขึ้น พูดง่ายๆก็คือคนที่เชื่อว่าจะพัฒนาตัวเองได้สามารถทำเช่นนั้นได้จริง ๆ ทีมวิจัยได้กล่าวถึงสาเหตุหลายข้อที่อาจเป็นตัวผลักดันให้นักเรียนที่มีวิธีคิดแบบพัฒนาได้ประสบความสำเร็จมากกว่า แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความกระตือรือร้น เมื่อเราเชื่อว่าการทุ่มเทพยายามจะก่อให้เกิดผลตอบแทนอันงดงาม เราก็จะพยายามมากขึ้นแทนที่จะยอมจำนนเพราะคิดทำอะไรไม่ได้
สาเหตุที่ความเชื่อมีพลังมากขนาดนี้ก็เพราะมันเป็นตัวชี้นำการกระทำและความทุ่มเทพยายามของเรา การศึกษาอีกครั้งหนึ่งซึ่งดเวคจัดทำที่ฮ่องกงแสดงให้เห็นว่าวิธีคิดแบบพัฒนาได้ทำให้คนเราดึงศักยภาพของตัวเองออกมาได้อย่างเต็มที่ ในขณะที่วิธีคิดแบบตายตัวจะฉุดรั้งเรา ทุกอย่างที่มหาวิทยาลัยฮ่องกงล้วนเป็นภาษาอังกฤษ ทั้งการเรียนการสอน ตำรา และการสอบ นักศึกษาจึงต้องมีทักษะทางภาษาอังกฤษที่ดีจึงจะประสบความสำเร็จในการเรียนที่นี่ แต่ในช่วงแรกนักศึกษาจำนวนมากยังมีปัญหาเรื่องภาษาอังกฤษอยู่ ดเวคกล่าวว่า “เมื่อเป็นเช่นนี้ นักศึกษาเหล่านั้นก็ควรรีบทำอะไรบางอย่างเพื่อพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษของตัวเอง” ทีมวิจัยจึงถามนักศึกษากลุ่มนี้ว่า “ถ้าคณะเปิดสอนวิชาภาษาอังกฤษสำหรับนักศึกษาที่จำเป็นต้องพัฒนาทักษะด้านนี้ คุณจะลงเรียนหรือไม่”
จากนั้นพวกเขาก็ประเมินวิธีคิดของนักศึกษาว่าแต่ละคนคิดว่า สติปัญญาของตัวเองเป็นสิ่งตายตัวและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ หรือ เป็นสิ่งที่สามารถพัฒนาได้ ผลปรากฏว่านักศึกษาที่มีวิธีคิดแบบพัฒนาได้นั้น “ตกลงอย่างกระตือรือร้น” ว่าจะลงเรียนวิชาภาษาอังกฤษที่คณะเปิดให้ ในขณะที่นักศึกษาที่มีวิธีคิดแบบตายตัวปฏิเสธที่จะลงเรียนวิชานั้น กล่าวคือ คนที่เชื่อว่าตัวเองสามารถเปลี่ยนแปลงได้จะลงมือทำสิ่งที่ช่วยให้พวกเขาประสบความสำเร็จสูงสุดในการเรียน ในขณะที่คนอีกกลุ่มซึ่งได้รับโอกาสเดียวกันกลับเลือกที่จะโยนโอกาสนั้นทิ้งไป
เมื่อเข้าใจแล้วว่ามุมมองของเราส่งผลต่อความเป็นจริงมากแค่ไหน เราก็จะไม่แปลกใจเลยว่าแท้จริงแล้วสถานการณ์ภายนอกมีผลต่อความสุขของเราเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ ซอนยา ลูโบเมียร์สกี นักวิจัยชั้นนำด้านความสุขเขียนไว้ว่าเธอชอบคำว่า “ ผลิตหรือสร้างความสุข “ มากกว่า “ การไล่ตามความสุข” ซึ่งเป็นคำที่ผู้คนชอบใช้กัน เพราะ “ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าพลังในการสร้างความสุขอยู่ในมือของเราเอง” งานวิจัยต่าง ๆเกี่ยวกับวิธีคิดยังยืนด้วยว่าผลลัพธ์ที่ดีและความสำเร็จในเรื่องต่าง ๆก็เป็นอย่างนั้นเช่นกัน การเปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อตัวเองและงานจะช่วยให้เราทำผลงานได้ดีขึ้นอย่างเหลือเชื่อ
เนื้อหาส่วนหนึ่งจากหนังสือ THE HAPPINESS ADVANTAGE ความสุขกับความสำเร็จอะไรเกิดก่อนกัน ผู้แต่งคือ Shawn Achor

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา