Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ป
ปกรณ์ ปราสาททอง
•
ติดตาม
7 ก.ย. 2020 เวลา 11:05 • ความคิดเห็น
นั่งสมาธิภาวนามีอารมณ์หงุดหงิด ฟุ้งซ่าน เพราะอารมณ์นึกคิด ควรแก้ไขอย่างไร ไม่ให้จิตไปตามอารมณ์ที่ปรุงแต่งความรู้สึกนึกคิด เพื่อหยุดอารมณ์ ให้จิตมีสติอยู่กับการภาวนา
จิตพระเทวทัต ท่านก็เป็นพระที่มาอยู่ในร่องรอยของการหนีกรรม แต่สร้างแต่กรรม แล้วเป็นยังไง ก็ตกนรก. นรกโลกันตร์ไป เมื่อไหร่ท่านถึงจะขึ้นมาได้ แล้วองค์ องค์พระสิทธัตถะท่านไปไหน ท่านเข้าพระนิพพาน
นักวิ่งเค้าจะวิ่ง เขาต้องวอร์มว่าร่างกายพร้อมไหมที่จะวิ่ง ถึงเส้นชัยได้ เพราะร่างกายไม่วอร์มกล้ามเนื้ออะไรต่างๆให้ครบถ้วนถึงจะออกวิ่ง ก็เหมือนกันเราจะนั่งประพฤติปฏิบัติธรรม เราก็ทำท่าให้มันสง่างามขึ้นยืดตัวยืดหลังให้มันตรงๆ ดูคอเอียงซ้ายเอียงขวาไหม นั่งให้มันแน่น แท่นนี้ ต้องนั่งให้แน่นไม่ขยับเขยื้อนอะไรทั้งนั้น เราจะได้นั่งไปถึงเส้นชัยที่เราขีดไว้ ไม่อย่างนั้นพอจิตจะเป็นสมาธิ อารมณ์ก็สั่งว่าปวดเมื่อยแล้วนะ พอขยับจืตมันก็เคลื่อน ถึงแม้ว่าเรายังไม่ไม่ขยับกายก็แล้วแต่ มันเจ็บปวดตรงที่เรานั่งตรงที่เรานั่งทับอยู่นี่ มันเจ็บปวด เราก็ภาวนาไปอยู่ตรงนั้น จิตมันก็ไม่เคลื่อนไปไหน มีแต่คำภาวนาพุทโธๆ แต่พอเราขยับร่างกาย จิตมันก็เคลื่อนไป ไปเอาเรื่องอื่นมาแทน แทนพุทโธเสียแล้ว จะเสียดาย..เสียดายที่เราได้เริ่มนั่งทำดีแล้ว มาตอนท้ายทำเสียซะเอง เพราะฉะนั้นการที่จะทำอะไร ต้องเตรียมเนื้อเตรียมตัว เวลาเราจะไปเที่ยว เเหม่ ..เราก็เตรียมเสื้อผ้าต่างๆ พร้อมที่จะไปสนุกสนาน เรื่องของกรรมพร้อมหมด แต่เรื่องธรรมเรื่องของใจทำจิตทำใจ มันไม่ค่อยจะไม่พร้อมสักที ไม่มีความอดทน นั่งไปเนี่ยทุกข์ทรมานไปกี่ร้อยกิโล แต่พอนั่งสมาธิเพื่อจะเอาบุญกุศลบารมีให้แก่จิต ทำไม่ได้ เพราะไม่ใช่กรรม เป็นบุญกุศลบารมี ก็เลยบอกว่าทำยาก แต่เรื่องกรรมทำง่ายนั่งไปกี่ร้อยกิโล ก็นั่งไปได้ นั่งเป็นวันเป็นคืนก่อนนั่งได้ ทนอยู่ในที่แคบๆอยู่อย่างนั้น
นึกถึงเรื่องราวของกรรมบ้าง แล้วเราก็มาดูเรื่องราวของตัวเอง ที่เราอยากได้บุญกุศลบารมีเพื่อจะหนีความทุกข์ในชาติปัจจุบันและในชาติต่อไปเราจะได้หนีทุกข์ให้ถึงที่สุด ไปสู่จุดหมายปลายทางของเรา ดีชั่วก็ไม่เอาแล้ว แล้วก็หยุดได้จริงๆ แล้วไม่ต้องมาเกิดแก่เจ็บตายอีก เพราะตัวอย่างมี คือองค์พระสิทธัตถะนั้นเอง ไม่ต้องไปนึกถึงพระอรหันต์ตรงนั้นตรงนี้แล้ว เอาต้นตอดีกว่าท่านก็ไม่มาเกิดอีกแล้ว ไปแล้วไม่ต้องกลับมาอีกแล้ว แต่จิตของเราต้องกลับมาอีก กลับมาแต่ละที ก็ดูได้บ้างหรือดูไม่ได้เลยซะเป็นส่วนใหญ่ เพราะอะไร. เพราะเราไม่ได้ปรุงแต่ง ไม่ได้สร้างแบบพิมพ์ที่มันสวยงามไว้ ก็เลยได้สังขารที่มันไม่สวยไม่งามเกิดขึ้น มีการเจ็บป่วยบ้างมีเรื่องนู้นเรื่องนี้ ง่อยเปลี้ยเสียขาบ้าง บางทีก็พลัดพรากไปอยู่สังขารของสัตว์อย่างนี้ นี่ทำให้เราทุกข์อยู่อย่างนี้ เกิดตายเกิดตายอยู่อย่างนี้
เราอยากจะให้มันจบแต่มันไม่จบ ก็เพราะปัญญาของเราฝึกฝนมาไม่เต็มที่ แม้แต่เรียนหนังสือ ก็มีเรียนเป็นชั้นๆ กว่าจะจบตรงนั้นตรงนี้เค้าก็มีขีดจำกัดของเค้าว่า นี่จบแล้วนะไม่ต้องไปเรียนอีกแล้ว ได้แล้วอะไรต่างๆ นั้นก็คือเรื่องทางโลก แต่เรื่องทางธรรม เรียนให้มันจบ ชาตินี้มันได้แค่นี้ได้ขึ้น สอบแล้วขึ้นชั้นไหม ขึ้นชั้น ชาติหน้าสอบใหม่อีก สอบไปสอบมาได้ถึงที่สุด เป็นผู้ที่รู้เรื่องราวต่างๆเกิดขึ้น ทำไมทางโลกเค้าถึงสำเร็จได้ เค้ายกย่องเป็นอะไรต่างๆ เราก็หยุด ทำของเราเอง เรายกย่อง ทำด้วยตัวเอง ไม่มีใครมายกย่อง เราตัวเองว่าทำได้หรือไม่ได้ การนั่งสมาธิมีแต่อารมณ์ทั้งนั้น หูเราก็ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง นี่ .อารมณ์ก็พาจิตของเราไปท่องเที่ยวที่โน้นที่นี่ นั่นแหละมันเรื่องราวของกรรม พอนึกคิดอะไรขึ้นมา ก็ว่ากรรมๆๆ ดีก็บอกว่ากรรมไม่เอา ภาวนาพุทโธๆ ตั้งสติพุทโธ ให้อยู่ที่ลมหายใจเข้าออกให้ได้ ให้มันเลี้ยวลดมาอยู่ตรงนี้ มันไปอยู่เสียที่อื่นตลอดเวลา บางที หงุดหงิดบ้างกระสับกระส่ายบ้าง ท่องพุทโธเร็วๆเข้าซิ เพ่ง..หลับตาเพ่งดูที่ลมหายใจเข้าออกๆอยู่อย่างนั้น ไม่ต้องมีตำว่ารู้หายใจออกหายใจเข้า เพ่งดูลมหายใจออกหายใจเข้า มันจะเข้าออกอย่างไม่สอนใจ แต่เพ่งดู อยู่ที่ลมหายใจภาวนา พุทโธๆๆเร็วๆ เพื่อไม่ให้จิตมันส่ายไปหาอารมณ์ ไปหาตัวกระทำต่างๆ เพราะอะไร เป็นเพราะจิตที่..ที่เราไปตามอารมณ์ตัวกระทำที่เราไปอยู่
วันหนึ่งเราไปอยู่ตรงไหนบ้าง อารมณ์ก็พาเราไปอยู่ตรงนั้นมีตัวกระทำเสร็จเลย แล้วก็ไปอาศัยตัวกระทำนั้น แสดงท่าแสดงทางอะไรเกิดขึ้น มีการเกินบ้าง มีความโมโหบ้าง มีความยึดอยากอยากได้ไอ้โน่นอยากจะได้นี่ แล้วแต่อารมณ์มันจะพาไป พาไปปุ๊บมีตัวกระทำจิตไปอยู่ตรงนั้นทันที ทุกข์ไหม ทุกข์ซี่ตรงนั้นมันทุกข์ อยู่ตรงนี้ทุกข์ไหม ไม่ทุกข์ ทำไมไม่อยู่ เราก็เอาโซล่ามาซิ โซ่ใหญ่ๆล่ามซี่ โซ่อะไร โซ่”พุทโธๆ” ท่องให้เร็วๆ ตาก็เพ่งดูที่ลมหายใจเข้าออกเนี่ย แต่นี่แหละ เอาโซ่มาล่าม ล่ามจิตของเราไว้เหมือนกับโซ่ที่ล่าม หรือเหมือนกับยึดเหนี่ยวอยู่ตรงนี้ เดี๋ยวเดียวมันก็หยุดแล้ว ไม่ไปแล้ว เพราะอะไรเพราะอารมณ์มันแก้โซ่ไมได้ มันไม่มีกำลังพอที่จะแก้โซ่ที่เราผูกมัด เพราะโซ่ก็ยังพันอยู่ ล็อกด้วยกุญแจอย่างดีเลย อารมณ์มันก็ไม่สามารถจะแก้ไขได้ มันก็เตลิดเปิดเปิงหนีไป ปล่อยให้เราภาวนาพุทโธได้เป็นปกติ จิตนิ่ง กายนิ่ง เราก็รู้ว่ากายนิ่ง..นิ่งอย่างไร ไม่ใช่ไปอุปโลกน์ว่า นิ่ง ..ต้องให้นิ่งจริงๆ นิ่งเหมือนเสา เหมือนก้อนอิฐอย่างนี้ เรียกว่านิ่ง เมื่อนิ่งจริงๆ จิตมันจะนิ่งตามกาย
เค้าก็รู้แล้วว่ารูปสอนจิต ไม่ใช่อุปโลกน์ขึ้นมา ฉันรู้เรื่องโน้นเรื่องนี้เกิดขึ้น รูปนี้กายของพ่อแม่สอนจิตว่า ขันติ พอมีขันติ พ่อแม่ก็สอนลูกว่า ให้มีขันติ พอพูดเรื่องนี้ (ก็มีเสียงลูกสุนัขร้องแข่งกันดังมีเสียงครางออกมาด้วย) เห็นมั้ย มีเสียงอะไรต่างๆเกิดขึ้น เราได้ยินเสียงที่ต่ำ เสียงทะเลาะเบาะแว้งกัน มันก็ใช้อารมณ์ของมัน เราไม่อยากมีเสียงตำ่ๆแบบมัน เราก็หยุด นั้นคือตัวอย่าง ตัวอย่างที่เรามองเสียงนั้น แล้วก็มามองตัวเอง ปรับแก้ไขนิสัยตัวเองให้มาเป็นธรรม เค้าก็ทำกันอย่างนี้
พระสิทธัตถะท่านศึกษาเรื่องอะไร ไม่ได้มีใครมาสอนท่าน ท่านก็จับต้นค้นตนอยู่ในตัวตนของท่าน แต่นั่นท่านสะสมมาเป็นอเนกชาติ จนธาตุของท่านเป็นธรรม แต่เรามันไม่มีจะให้ทานทั้งที ทำบุญทั้งทีก็ทำไม่เป็น ไม่นอบน้อมถ่อมตนด้วยกายวาจาใจ ไม่เอาใจมาทำบุญ แต่เอากายมาทำบุญมันก็เลยไม่ได้อะไร ตาก็ไปมองอะไรก็ไม่รู้ มองต้นไม้เอาต้นไม้มาเป็นกาย เอาต้นไม้มาสร้างบุญสร้างกุศล แล้วมัน จะได้ตรงไหน ใจมันไม่ได้ทำ มันก็ไม่ได้ เหมือนกับกราบพระเหมือนกัน ถ้าไม่เอาไจกราบ มันก็ไม่รู้ว่าอะไรมากราบ มันก็เลยจะไม่เข้าไปหาพระซักที
ที่บอกกราบพระให้เอาตัวตนของเรามากราบด้วยใจ เพื่อจะให้จิตของเราเข้าไปถึงพระให้ได้ กราบพระให้ถึง แล้วก็การที่บอกกล่าวคำว่า จิตของข้าพเจ้าอยู่ในเรือนกาย ของคุณบิดามารดา ก็เพื่อจะให้รู้จักคำว่าบิดามารดาที่เค้าให้เราอาศัยสถานที่นี้อยู่นี้ ที่มีความสุขกายสุขใจ มีเรื่องโน้นเรื่องนี้เกิดขึ้น เราจะได้รู้จักซักที แต่นี่ก็ไม่ยอม จะพูดก็พยายามพูดให้จากใจของเราด้วย ไม่ใช่พูดพล่อยๆ แล้วเราก็ไม่ได้เรื่อง พูดจากใจว่า จิตของข้าพเจ้า อยู่ตรงนี้อาศัยเรือนกายนี้กายบิดามารดา วันหนึ่งก็มีความคิดจำนึกว่า อ้อ..เราอาศัยกายที่สมมติอยู่นานก็ไม่ได้ แล้วจะให้อาศัยนานก็ไม่ได้ จะให้คอยเที่ยวที่นู่นที่นี่ก่อน ไอ้กายมันก็ไม่คอยเรา มันแก่ลงทุกวันทุกวัน แล้วมันก็เจ็บป่วยเกิดขึ้นอะไรอย่างนี้ แล้วจะทำอย่างไร เราก็ต้องฝึก
ฝึกดูแลเรียกร้องปัญญาของตัวเองให้มันเกิดขึ้น เพื่อจะได้รีบใช้กายนี้สมกับที่ชาตินี้เราไม่ได้เสียชาติเกิด ที่เรามาใช้กาย กายมนุษย์ครบอาการสามสิบสอง ใช้กายมนุษย์ที่เป็น เป็นอะไร... เป็นการสร้างบุญสร้างบารมีให้ทางเกิดขึ้น แล้วก็ยังมีสร้างจิตของเราเห็นใจซึ่งกันและกัน แล้วตรงไหนมันมีกรรม ยึดเจ้าเวรนายกรรมตรงไหน..ไม่มี มีแต่การอุปถัมภ์ค้ำชูกันเกิดขึ้น มีแต่ให้ ให้วัตถุ แล้วทำบุญมากๆเกิดขึ้น ให้ทานบ้างทำบุญบ้างเรื่องราวเหล่านี้ พอทำมากๆขึ้นเหมือนกับพระเวสสันดรไง ทำมากๆเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ชาตินี้เราทำบุญมากๆแต่เราต้องทำบุญด้วยใจมีปัญญา สะสมปัญญาให้เกิดขึ้น หรือรู้จักการสร้างบุญสร้างกุศลหรือทำทาน ต้องทำให้เป็น
ถ้าผู้นั้นทำบุญให้ทาน ผู้นั้นเป็นหน่อเนื้อเชื้อไขขององค์พระสิทธัตถะ แล้วการทำบุญทำทานไม่เป็น ก็กลายเป็นทำบุญกับพญามารไป นั้นตือการตัดตอนของบุญและกรรม ก็แยกแยะกันไป แล้วก็อย่างหนึ่งที่จริง ตัวอย่างประวัติเค้าก็มีให้ศึกษากัน พระเทวทัต ท่านมีนิสัยเป็นอย่างไร ท่านสร้างเรื่องอะไรเกิดขึ้น องค์พระสิทธัตถะท่านทำอะไร เราก็เรื่องราวการกระทำองค์ท่านทั้งสอง จิตคน..จิตพระเทวทัต ท่านก็เป็นพระที่มาอยู่ในร่องรอยของการหนีกรรม แต่สร้างแต่กรรม แล้วเป็นยังไง ก็ตกนรก. นรกโลกันตร์ไป เมื่อไหร่ท่านถึงจะขึ้นมาได้ แล้วองค์ องค์พระสิทธัตถะท่านไปไหน ท่านเข้าพระนิพพาน สำเร็จไป แล้วก็ท่านก็ไม่ได้เห็นแก่ตัวก็ได้ เมื่อท่านได้แล้ว ท่านก็ไม่อยากให้คนโน้นคนนี้หรือจิตทุกดวงทั้งอยู่ในนรกและสามโลกจักรวาลนี้ ไม่อยากให้มีความทุกข์ ท่านได้อะไรมา ท่านว่าเรื่องราวแบบนี้ต้องศึกษาอย่างนี้นะ แล้วจะได้ไม่ต้องเกิดมาเป็นทุกข์อีก แต่ด้วย.. จะเห็นเรื่องราวดีๆอย่างนี้หายาก ยรก..สิ่งเหล่านี้ต้องสะสมมาเป็นอเนกชาติเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าจะมาสะสมกันชาตินี้ชาติเดียว แต่ชาตินี้ เราถือว่าเป็นชาติที่อันประเสริฐของเราก็แล้วกัน ที่เกิดมามีอาการครบสามสิบสองแล้วยัง พอที่จะจุนเจือ มีทรัพย์สินเงินทองพอที่จะ แจกจ่ายมาทำบุญให้ทานอีกต่างหาก เมื่อขยายเรื่องราวเหล่านี้มากเข้ามากเข้า เราก็มานั่งทำเรื่องราวของเหตุผลให้กับจิตของเราบ้าง เมื่อเราให้วัตถุไปแล้ว เราก็ให้จิตของเราบ้างให้จิตของเรามีความรู้ มีความขันติอดทน การนั่งประพฤติฟังเหตุผลต่างๆนี้เพื่อจะให้จิต จะมีความขันติอดทนเกิดขึ้นโดยอาศัยเรือนกายของคุณบิดามารดาของเรา ไม่ได้ไปอาศัยใครเลย ไปอาศัยเหตุผลต่างๆ เหตุผลต่างๆเพียงแต่ชี้ แนะเรื่องราวต่างๆ เราจะเดินทางไป คือการที่จะหนีกรรมเท่านั้น แต่คนที่จะหนีได้ ไม่ใช่เหตุผลที่ได้ฟัง ฟังแล้วก็ไปพิจารณา ใครเป็นผู้นี้ จิตของเราเป็นผู้รู้เป็นผู้หนีกรรม ใครได้บุญกุศลบารมี เราใช่ไหมที่เป็นผู้กระทำขึ้น ไม่ใช่อยู่ดีๆ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือเทวดาเหาะมาเขียวๆ มาให้ทรัพย์สมบัติเรา ให้เรื่องราวต่างๆปัญญาของเรา เรื่องราวต่างๆของเราเกิดขึ้น ปัญญาความรู้ต่างๆสัญญาจำ มีกันทุกคน เรียนหนังสือที่อยู่ทางโลกทำได้ แต่เรียนเรื่องราวของธรรม ต้องจับตำราอยู่ที่ตัวของตัวเรา ไม่ได้อยู่กับผู้หนึ่งผู้ใด แต่ว่าเราไม่มีปัญญาจับตนค้นตนขึ้นมาได้ ก็ต้องอาศัยอาจารย์นอก หรืออาศัยผู้ที่ชี้แนะเหตุผลต่างๆ ตรงไหนที่เค้าชี้เรื่องราวครับคัดเอ้าท์กรรม เรื่องราวของอารมณ์ เราก็ไปฟัง แล้วเอามาพิจารณา เค้าไม่ได้ว่าเรานะ แต่จริงๆแล้ว ธรรมโลกุตระนี้เป็นการที่ตัดเรื่องราวของโลภโกรธหลง ของผู้ที่ๆอยู่ในโลกนี้ไม่ให้ยึดทรัพย์สมบัติ ไม่ให้ยึดชื่อเสียงยศฐาบรรดาศักดิ์เนี่ย เค้าก็เอาแนวทางมาจาก...ธรรมโลกุตระก็คือ ที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านมาจากธรรมโลกุตระนี่ ท่านชี้เรื่องราวเหล่านี้ให้เห็นว่า ท่านทิ้งได้นะเรื่องราวเหล่านี้ ทรัพย์สมบัติ ยศฐาบรรดาศักดิ์
แต่เรายังทิ้งไม่ได้เพราะยังไม่มีปัญญาพอ เมื่อรู้ว่าไม่มีปัญญาพอ ก็สร้างปัญญาขึ้น ทำยังไงเรียนหนังสือที่โลกเค้าเรียน มันไม่ใช่นั่นมันเรื่องการยึดจดจำหลงใหลในบเรื่องเหล่านั้น แต่เราไม่มีปัญญา เราก็สร้างปัญญา โดยเดินตามรอยองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านให้ไว้สี่รอย คือ เดินนั่งนอนยืนสมาธิต่างๆนี้ แล้วเราก็เดินตามนั้น แล้วท่านก็บอกว่า ต้องท่องพุทโธๆ ไว้นะ แต่มันไม่อย่างนั้น เดินไปเดินมา นั่งไปนั่งมา ยืนไปยืนมาอย่างนี้มีแต่เรื่องอะไร อยากได้ทรัพย์สินเงินทอง อยากได้ไอ้โน้น อยากเหาะเหินเดินอากาศ อยากเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ มันนึกแต่เรื่องราวของกรรม ไม่ได้ทิ้งกรรมเลย แล้วมันจะไปปลดปล่อยกรรมตรงไหน เค้าบอกให้ท่องพุทโธ เดินก็กายนิ่งจิตนิ่งๆนะ ตา...เวลาเดินตาเหลือบซ้ายเหลือบขวา หันรีหันขวาง อะไรต่างๆไม่มีความอดทนอะไรทั้งนั้น ไขว่คว้าหาเรื่องราวของกรรม ไม่ใช่เดินเพื่อปลดปล่อยกรรม นั่งก็เหมือนกันเสียงอะไรนิดหนึ่ง ก็ลืมตาขึ้นมาล่ะ จิตมันก็เชื่อง นั่งแทบตายจะหมดชั่วโมงอยู่แล้ว ให้สัจจะไว้หนึ่งชั่วโมง ทรมานมาแทบแย่แล้วทุกข์ทรมานเจ็บปวดเหลือเกิน ได้ยินเสียงอะไรสักนิดหนึ่ง ลืมตาขึ้นมาจิตเชื่อง เสียดายไหม จะมีความขันติอดทนอยู่ตรงนั้นให้ถึงที่สุด กลับเคลื่อนไปเสียแล้ว กลับกลายตัวขันติหายไปแล้ว ไม่ได้ความขันติอดทน อารมณ์มันก็เข้ามา โอ้ ..ฉันนั่งมาตั้ง 1 ชั่วโมง 2 ชั่วโมงไม่มีความรู้สึกรู้สาเลยว่าอย่างนั้น นั่งสบายเลย นั่งอะไร นั่งเรื่องราว ท่องตำราของกรรม ที่ตัวเองยึดอยู่ คิดถึงลูกบ้าง พ่อแม่บ้าง คิดถึงบ้านช่องบ้าง คิดถึงเงินทองบ้าง ยศฐาบรรดาศักดิ์บ้าง หรือไปเที่ยวนู่นเที่ยวนี่ นึกอยากกินไอ้โน่นอยากกินไอ้นี่ แล้วแต่อารมมันจะส่งมาให้จิต ที่ผันผวนให้ จิตของเราไม่อยู่นิ่งได้ แล้วสิ่งเรานั้นเป็นกรรมทั้งนั้น แล้วมีตัวกระทำเรื่องราวของกรรม หรือว่ามันเป็นกรรม
เราก็ดูซิ เราก็ดูซิ เวลาเรานั่งกินข้าว นึกถึงตัวกระทำตอนเรานั่งกินข้าวดูซิว่า มันน่าเกลียดน่ารักตรงไหน มันเป็นอย่างไรบ้าง ตอนที่เราดูตัวของเราตอนกินข้าว นั่งอย่างนี้ศึกษาให้อารมณ์พาจิตเราไป ..ไปอยู่ในตัวกระทำที่กินข้าวดูซิ เอาสติไปดู เราจะเห็นลักษณะ..โอ้..มันโง่จังเลย มันโลภ หรือมันอยากจะ หยิบหมู หยิบไก่กิน มันไม่รู้จักอะไรเลย มัวกินแล้วก็ มูมมาม กินเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักอิ่ม สารพัดที่จะกิน เดี๋ยวไอ้นี่ เค็มไป เปรี้ยวไป อะไรต่างๆ ดูลักษณะตัวกระทำ ลักษณะแต่ละอย่างเปรี้ยวไปไม่พอใจดูตัวกระทำของเรามันเป็นลักษณะแบบไหน ไอ้นี่เกมไปดูตัวกระทำเป็นลักษณะแบบไหน พอใจ ดูตัวกระทำความพอใจมันเป็นยังไง. และทั้งหมดนี้ มันก็คือกรรมไม่ไปไหนเลย
เราหยุดการกินได้ไหม..ไม่ได้ ไม่ได้แล้วทำยังไง ก็ต้องเว้นวรรคมัน พอเว้นวรรคได้นั่นคือโรคภัยไข้เจ็บไม่มี อย่างที่สองก็คือต้องพร้อมพี่จะทำเรื่องราวเรานั้น แล้วก็มาศึกษาตัวโลภโกรธหลงจากการที่จิตอยูในตัวกระทำ อยู่การกินการนอนอะไรต่างๆ นั่นคือการศึกษา ศึกษาให้จิตศึกษา ไม่ใช่เอาอารมณ์ไปศึกษา เอาอารมณ์ไปศึกษามันก็อุปโลกน์ขึ้นมา คราวนี้ศึกษาแล้วมันได้อะไรบ้าง ตรงไหนบ้าง ที่ศึกษาได้ กายนิ่ง จิตเฉย จิตไม่มีอะไร ตรงนั้นแหละ คือการศึกษาที่เป็นวิมุตติเกิดขึ้นจากจิต แล้วก็ต้องเป็นจริงทุอย่าง แต่นี่ไปอุปโลกน์ขึ้นมา สร้างอารมณ์ก็อุปโลกน์ขึ้นมา อย่างโง้นอย่างนี้เกิดขึ้น ว่าฉันได้แล้วว่าฉันรู้จักแล้ว ว่าตัวกินเป็นยังไง รถเปรี้ยวรสหวานเป็นยังไง แล้วลักษณะของตัวกระทำ หน้าตามันเป็นอย่างไรเล่า โง่เง่าขนาดไหนหรือมันฉลาดเฉลียวอะไรต่างๆดูมันให้ชัด นั่นก็คือการที่จะหนีไม่ให้เกิดมันต้องอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าฉันรู้แล้วฉันไม่ต้องเกิดสำเร็จเป็นอรหันต์แล้ว หันไปไหน ไม่ใช่หันขึ้นข้างบน หันลงเหว นั่นมันหันลงเหวต่างหาก นี่แหละตัวไม่รู้มันมีมากมายกายกอง ก็อวดรู้อวดฉลาดต่างๆแม้แต่ภิกษุรูปนี้ ก็ยัง บอกตัวเองเสมอว่า อยากเห็นตัวเองดีแล้วอย่าอวดเก่งคิดว่าตัวเองรู้ อย่าคิดว่าตัวเองรู้ ทำให้มันรู้ขึ้น นั้นแหละคือธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
บันทึก
2
1
2
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย