25 ก.ย. 2020 เวลา 11:13 • สุขภาพ
ทำไมมนุษย์ขาดวิตามิน D ทั้ง ๆ ที่ร่างกายสร้างเองได้
(ซีรีส์ ทำไมสัตว์ไม่ต้องกินอาหารสุขภาพ
ก็สุขภาพดีได้ ตอนที่ 2)
เรื่อง .... หมอเอ้ว
ภาพประกอบ ... แอดมินฝ้าย
ทุกวันนี้ปัญหาการขาดวิตามิน D เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยมาก ๆ
แม้แต่คนที่พยายามดูแลสุขภาพอย่างดี ก็ยังพบปัญหานี้
ความแปลกของเรื่องคือ
ปัญหาการขาดวิตามิน D แทบจะไม่พบในสัตว์อื่นๆที่อาศัยในธรรมชาติเลยและวิตามินตัวนี้ ร่างกายมนุษย์ก็ยังผลิตเองได้ โดยนำคอเลสเตอรอลที่อยู่ในเลือดมาเป็นสารตั้งต้นในการผลิต ซึ่งเป็นโมเลกุลที่เรามักจะมีมากเกินพออยู่แล้ว
แต่ก่อนที่จะไปต่อ เรามาดูกันสักเล็กน้อยครับว่า
วิตามิน D ทำหน้าที่อะไร ?
วิตามิน D แม้ว่าเราจะเรียกมันว่าวิตามิน แต่งานวิจัยระยะหลังๆ มองว่าสารโมเลกุลนี้ มีลักษณะที่เหมือนกับฮอร์โมนมากกว่าวิตามิน เพราะสารเคมีตัวนี้เกี่ยวข้องกับการควบคุมการควบคุมปริมาณของเกลือแร่หลายชนิดในร่างกาย และยังเกี่ยวข้องกับทำงานของยีนเป็นร้อยๆยีน
2
สรุปคือมีหน้าที่ในร่างกายเยอะมาก เกี่ยวข้องกับกระบวนการต่างๆมากมาย แต่หน้าที่ซึ่งน่าจะเห็นได้ชัดที่สุด สำคัญมาก และและไวต่อการขาดมาก หมายความว่า พอเริ่มขาด จะเห็นผลอันนี้ก่อนเลย คือ
ผลต่อกระดูก และกล้ามเนื้อ
เพราะวิตามิน D จะช่วยเกี่ยวกับการดูดซึมแคลเซียมที่เรากินเข้าไป ถ้าไม่มีวิตามิน D แคลเซียมที่กินเข้าไปก็ขับถ่ายออกหมด แคลเซียมเป็นสารสำคัญที่เกี่ยวกับความแข็งแรงกระดูกและการทำงานของกล้ามเนื้อ
ถ้ากล้ามเนื้อมีไม่พอใช้ ร่างกายจะไปดึงแคลเซียมจากกระดูกออกมาใช้งาน ทำให้ความแข็งแรงของกระดูกลดลง เสี่ยงที่จะกระดูกพรุนมากขึ้น
คำถามคือ แล้วทำไมมนุษย์ยุคปัจจุบันจึงเสี่ยงที่จะขาดวิตามิน D เช่นนี้ ?
ร่างกายมนุษย์ไม่วิวัฒนาการหาวิธีที่จะได้รับวิตามิน D อย่างพอเพียงหรือ ?
คำตอบคือ จริงๆร่างกายเราสามารถผลิตวิตามินตัวนี้ ได้มากมายครับ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าร่างกายมนุษย์จะสามารถสร้างวิตามิน D เองได้
แต่กระบวนการผลิตมันก็ไม่ง่ายนัก
เพราะมันขั้นตอนทางเคมีหลายขั้นตอน
3
โดยจุดเริ่มต้นของขั้นตอนทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นในผิวหนัง
เมื่อรังสี UV จากแสงแดดผ่านทะลุผิวหนังของเราลงไป
รังสี UV ก็จะไปกระตุ้นให้โมเลกุลของคอเลสเตอรอลแตกออก แต่ในการจะสร้างวิตามิน D ให้เสร็จสมบูรณ์ในรูปแบบที่ร่างกายใช้งานได้
โมเลกุลตั้งต้นนี้จะต้องถูกส่งต่อไปทำปฏิกริยาเคมีต่อที่ตับ และสุดท้ายที่ไต ดังนั้นในคนที่ตับและไตทำงานไม่ดี ก็จะมีความเสี่ยงที่จะวิตามิน D มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากลไกการสร้างจะซับซ้อน แต่ในโลกดึกดำบรรพ์ ในวันที่เรายังไม่มีตึก ไม่มีอาคาร ไม่มีบ้านปูน หรือแม้แต่ไม่มีบ้านไม้ มนุษย์เราอาศัยในที่โล่งแจ้งตลอดเวลา
สิ่งที่จะกันเราจากแสงแดดก็จะมีแค่เงาของใบไม้เท่านั้น
เมื่อเดินพ้นเงาไม้ แสงแดดก็จะกระทบกับผิวของเรา
ยิ่งเสื้อผ้าในยุคโบราณ ที่ไม่มิดชิด และไม่พอดีเท่าที่เราใส่
ช่องโหว่ที่จะให้แสง UV ลอดเข้าไปกระทบผิวหนังเราและสร้างวิตามิน D จึงมีมากมาย
แต่แสง UV ก็มีผลเสียต่อร่างกายเราเช่นกัน
อย่างแรก รังสี UV สามารถเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งผิวหนังบางชนิดได้
อย่างที่สอง รังสี UV สามารถทำลายกรดโฟลิก ซึ่งเป็นสารอาหาร (โมเลกุล) ชนิดหนึ่งที่จำเป็นต่อร่างกายเช่นกัน
1
มันก็เลยเกิดปัญหาว่าขาด UV ก็ไม่ได้ มากไปก็ไม่ดี
ร่างกายมนุษย์จึงพยายามปรับสมดุลนี้ ด้วยการมีเม็ดสีที่ทำหน้าที่ป้องกัน UV ในผิวหนัง
1
มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งมี แสงแดดจัด UV มาก
ก็มีแนวโน้มจะมีผิวสีเข้ม
มนุษย์ที่อาศัยในพื้นที่ซึ่งมีแสงแดดน้อย UV น้อย
ก็มีแนวโน้มจะมีผิวสีอ่อน
และสีผิวยังสามารถปรับเปลี่ยนได้อัตโนมัติตามแสงแดดที่เราสัมผัสด้วย แต่อีกทางที่ร่างกายเตรียมไว้เหมือนเป็นแผนสำรองสำหรับการนำวิตามิน D เข้าสู่ร่างกายคือ การได้รับวิตามิน D จากอาหารที่กินเข้าไป
ซึ่งวิตามินในรูปที่กินเข้าไปกว่าจะทำงานได้
ก็ต้องถูกส่งไปปรับแต่งโมเลกุลที่ตับและไตเช่นกัน
คำถามคือ แล้วสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่น ๆ ที่มีขนยาวๆทำยังไง เพราะขนที่ยาวและหนา ปกคลุมผิวหนัง น่าจะทำให้ UV ไปไม่ถึงผิวหนัง
คำตอบคือ เพราะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่น
ผลิตวิตามิน D ได้ที่ขน ไม่ใช่ที่ผิวหนังครับ
คือ สารตั้งต้นสำหรับสร้างวิตามิน D จะถูกส่งผ่านผิวหนังขึ้นมาเคลือบที่ขน ดังนั้นเมื่อขนโดนแดด สารตั้งต้นนี้ก็ถูกเปลี่ยนเป็น vitamin D จากนั้นเมื่อสัตว์นั้นเลียขนตัวเอง (ด้วยสัญชาตญาน) ก็จะได้รับวิตามิน D เข้าไปทางปาก
4
จากที่คุยมาทั้งหมดนี้จะเห็นว่า
ธรรมชาติวิวัฒนาการมาจนสัตว์แต่ละชนิด
มีวิธีได้รับวิตามิน D อย่างพอเพียงอยู่แล้ว
1
เพียงแต่ กลไกเหล่านี้ยังขึ้นกับสิ่งแวดล้อมที่สัตว์นั้นอาศัยอยู่ด้วย เมื่อมนุษย์เราเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมรอบตัว ไม่ว่าจะเป็น วัฒนธรรมการใส่เสื้อผ้าที่มิดชิด เทคโนโลยีที่ผลิตกระจก ร่ม เสื้อผ้า หรือโลชั่นที่กัน UV ได้
ค่านิยมที่มองว่าผิวสีดำ ไม่สวยไม่หล่อ
1
รวมไปถึงการอาศัยอยู่ในบ้านหรืออาคารที่กันแดด เกือบทั้งวัน มนุษย์จึงมีความเสี่ยงที่จะขาดวิตามิน D จนทุกวันนี้เราต้องใช้วิธีเสริมวิตามิน D เข้าไปในอาหารต่างๆที่เรากิน หรือ กินในรูปของอาหารเสริมแทน
ทั้งหมดนี้ก็เป็นคำอธิบายว่า
1
ทำไมสัตว์อื่น ๆ สามารถกินอยู่ตามธรรมชาติ โดยที่ไม่ต้องมีใครมาสอนว่า healthy lifestyle ต้องทำอะไรบ้าง แต่ก็สามารถมีสุขภาพดีได้ ซึ่งต่างไปจากมนุษย์ ที่เราต้องเรียนรู้ว่า การจะมีสุขภาพดีต้องทำอะไรบ้าง
1
แต่ก็ยังมีสารวิตามินอีกชนิดหนึ่งที่มีเรื่องราวแปลกไม่แพ้วิตามิน D เพราะเราสามารถผลิตได้เพียงพอในร่างกาย แต่เรากลับนำไปใช้แทบไม่ได้เลย
สำหรับเรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น
ติดตามต่อได้ในตอนหน้าครับ
(ปิดท้ายด้วยโฆษณา)
ถ้าใครชอบเรื่องราววิทยาศาสตร์เกี่ยวกับร่างกายแบบนี้นะครับ แนะนำอ่านหนังสือแนววิทยาศาสร์และการแพทย์หลายเล่มที่ผมเขียน เช่น เรื่องเล่าจากร่างกาย, 500 ล้านปีของความรัก, เพื่อนเก่าที่หายสาบสูญ ฯลฯ
สามารถเลือกซื้อออนไลน์ได้ที่ลิงก์
เร็วๆนี้จะมี podcast เกี่ยวกับร่างกายมนุษย์
ออกมาด้วยครับ รอติดตามอัพเดทได้จาก
อยากให้แจ้งเตือนทางไลน์เมื่อมีการลงคอนเทนต์ใหม่ๆ
📷 Line: @chatchapolbook
โฆษณา