ม็อบลุกฮือ เมินกฎหมาย ไม่รอ (แกนนำ) รัฐ จ่อใช้เคอร์ฟิว ย่ิงเติมเชื้อไฟ
• แกนนำม็อบปลดแอกคนสำคัญในนาม “คณะราษฎร” ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจทยอยเข้าจับกุม ทั้งก่อนและหลังชุมนุม 14 ตุลา พร้อมการประกาศของรัฐบาลใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่มีความร้ายแรงใน กทม. หวังจะสกัดม็อบไม่ให้มีการเคลื่อนไหว แต่สุดท้ายแล้วม็อบได้นัดรวมตัวจำนวนมากบริเวณแยกราชประสงค์ เรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ชุมนุมและเหล่าแกนนำที่ถูกจับกุมทั้งหมด
• ขณะที่รัฐบาลยังยืนยันการทำหน้าที่รักษาความสงบในบ้านเมือง และเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด เพราะล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อาจจะประกาศเคอร์ฟิวกำหนดเวลาห้ามออกนอกเคหสถาน เพื่อควบคุมพื้นที่ หากสถานการณ์ลุกลามบานปลายไปมากกว่านี้ ซึ่งต้องติดตามท่าทีของรัฐบาลต่อไป ท่ามกลางไฟม็อบกำลังลุกโชน หากเอาน้ำมันราดอาจยิ่งรุนแรงหนักขึ้น
• ไม่ว่าแกนนำม็อบคนสำคัญถูกจับไป ในส่วนของแกนนำที่เหลือ มารับช่วงต่อประกาศจะกดดันรัฐบาลต่อไป จนกว่าพล.อ.ประยุทธ์ จะลาออก และจะชุมนุมแบบดาวกระจาย ไม่อยู่กับที่ รูปแบบการชุมนุมแปรผันไปตามสถานการณ์ เป็นการชุมนุมโดยยึดรูปแบบ “ฮ่องกง โมเดล”
สถานการณ์จะเป็นอย่างไร? ระหว่างม็อบกับรัฐบาล กับความเป็นไปได้ในการประกาศเคอร์ฟิวของรัฐบาล นำไปสู่การรัฐประหารเงียบ และการตอบโต้ของกลุ่มผู้ชุมนุม ที่ประกาศจะยึดรูปแบบ "ฮ่องกง โมเดล" โดยไม่สนกฎหมายใดๆ ซึ่งหลายปัจจัย อาจทำให้บ้านเมืองร้อนเป็นไฟ จากความรุนแรงลุกลามบานปลาย
จากการวิเคราะห์ของ รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เปิดเผยกับ "ทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์" ว่า ในช่วงวันศุกร์และเสาร์นี้ เป็นสิ่งที่น่าจับตาดูสถานการณ์ "ชุมนุม" จะมีการจับกุมผู้ชุมนุมเพิ่มเติมอีกหรือไม่ และผู้ชุมนุมจะเดินต่อไปอย่างไร ในการชี้วัดสถานการณ์ อาจนำไปสู่การประกาศเคอร์ฟิว ภายหลังเจ้าหน้าที่มีการจับกุมผู้ชุมนุมและแกนนำหลายคนในช่วงที่ผ่านมา ยิ่งทำให้คนเข้าร่วมชุมนุมค่อนข้างมากจากการรวมตัวที่ "แยกราชประสงค์" ซึ่งจะเริ่มเกิดปรากฏการณ์มวลชนาธิปไตย โดยไม่มีแกนนำ ไม่คำนึงเรื่องกฏหมาย แม้รัฐประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯก็ตาม ซึ่งจะกลายเป็นการเมืองแบบมวลชน เนื่องจากมีมวลชนอีกฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้ง จึงไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับผู้ชุมนุมอีกต่อไป เหมือนช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ทำให้มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดเหตุการณ์ลุกลามบานปลาย
“ข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมมีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น หลังมีการจับแกนนำ มีการเรียกร้องให้ปล่อยตัวแกนนำ ทำให้เกิดความตรึงเครียดมากยิ่งขึ้น ขณะที่ฝ่ายรัฐ ได้ใช้ยุทธวิธีปิดพื้นที่ สะท้อนว่ารัฐเพิ่มมาตรการเข้มข้นขึ้น ทั้งการเสริมกำลังเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามา”
ส่วนการมองว่าเป็นการรัฐประหารเงียบ อาจเป็นเช่นนั้น เนื่องจากการเข้ามาของทหาร ทำให้ถูกมองเป็นภาพเช่นนั้น และการใช้กฎหมายแบบขั้นบันได ซึ่งหลังจากนี้จะมีการประกาศเคอร์ฟิว ตามมาด้วยกฎอัยการศึก อาจนำไปสู่การรัฐประหารก็เป็นไปได้ จนถูกคนตั้งคำถามถึงความชอบธรรมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นโอกาสจะมีการเคลื่อนไหวของมวลชนจะมีมากยิ่งขึ้น โดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย และอีกเรื่องหนึ่งที่น่ากังวล จะเกิดการปะทะระหว่างมวลชนต่างขั้วทั้ง 2 ฝ่าย จนไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาแบบเดิมๆ ด้วยการรัฐประหารก็คงไม่ได้ หากมีการทำรัฐประหาร อาจเห็นมวลชนออกมาเผชิญหน้ากับทหาร
“ความเป็นไปได้ หากกฎหมายปกติคุมไม่อยู่ อาจมีการรัฐประหาร เพราะด้วยโครงสร้างของกองทัพในทุกยุค ทุกสมัยของการเมืองไทย เอื้อต่อการทำรัฐประหาร และการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ด้วยการประกาศเคอร์ฟิว มีการจัดตั้งศูนย์อำนวยการ ซึ่งอำนาจไม่มากเท่ากับการประกาศกฎอัยการศึก ที่ทุกอย่างอยู่กับกองทัพ เหมือนกับการรัฐประหารเช่นกัน”
ขณะที่ม็อบประกาศจะยึดรูปแบบ "ฮ่องกง โมเดล" มองว่ามีความคล้ายเป็นพลังคนรุ่นใหม่ แต่แตกต่างกันเนื่องจากม็อบของฮ่องกงใช้เวลาเติบโตนาน เริ่มต้นจากการเรียกร้องให้ปรับปรุงการศึกษา ตามมาด้วยประเด็นข้อกฎหมายของจีนแผ่นดินใหญ่ แตกต่างกับของไทย ใช้เวลาเติบโตเร็วมาก แม้แกนนำผู้ชุมนุมเคยทำกิจกรรมนักศึกษามาก่อนก็ตาม ซึ่งต่อมาก่อตัวเป็นม็อบปลดแอก เรียกร้องการแก้รัฐธรรมนูญ และเป็นม็อบผสมกับกลุ่มม็อบในอดีต ทำให้มีทั้งคนรุ่นใหม่และรุ่นเก่า
“โลกยุคปัจจุบัน มีการเชื่อมต่อกันไปทั่วโลกมากขึ้น จากเทคโนโลยี ทำให้เกิดการถามสำนึกในการเป็นพลเมืองโลก ต้องการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในสังคมทั้งเรื่องชนชั้น และวัย เป็นการต่อสู้ระหว่างฝ่ายอนุรักษ์นิยมกับเสรีนิยม เมื่อโครงสร้างของรัฐบาลยังไม่เปลี่ยน ทำให้การเปลี่ยนแปลงต่างๆ เป็นไปได้ยาก เพราะยังเป็นรัฐราชการ เกิดการรวมศูนย์อำนาจ อีกทั้งโครงสร้างทางเศรษฐกิจยังคงเหลื่อมล้ำ ไม่มีการแก้ไข เป็นอุปสรรคทำให้เกิดความขัดแย้งมาเป็นเวลานาน และระบบการศึกษาไม่ตอบรับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ซึ่งทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลง แต่ไทยนั้นทำได้ยาก”
👇 อ่านบทความต้นฉบับ 👇
ความคิดเห็น
Eman AtinnapW
มีห้านิ้วดีๆไม่ชอบ...🤭
18 ต.ค. เวลา 14:22
คิดถึงเธอ ทุกลมหายใจ
ดูเอาไว้ครับมันเขาโดนไปเป็นตัวอย่างไว้แล้ว https://www.youtube.com/watch?v=vKnlDafQLj8
17 ต.ค. เวลา 13:02
ลุงสุข
สลิ่มไม่ร้อนจ้า หนู สลิ่มหวาน จ้า ใครจะเอาไปทำร้อน 555555
17 ต.ค. เวลา 12:47
1