Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ป
ปกรณ์ ปราสาททอง
•
ติดตาม
19 ต.ค. 2020 เวลา 15:29 • ความคิดเห็น
การศึกษาธรรม อยู่ที่ตัวเราเอง ไม่ได้อยู่ที่ภิกษุองค์หนึ่งองค์ใด คำว่า ที่จะพ้นทุกข์ ก็อยู่ที่ตัวเราอยู่ในกายเรานี่ มันจะพ้นทุกข์ได้ ให้ศึกษาอยู่ตรงนี้
ทำบุญได้บุญจริง ทำอย่างไรถึงจะได้บุญ ลูกโตขนาดนี้เคยทำบ้างไหม
เรื่องราวรอบกายเป็นกรรม เราต้องการอะไร ต้องการที่จะหนีกรรม ทุกคนต้องตายแล้วก็เกิดวนเวียน เกิดแก่เจ็บตายเหมือนกัน ไม่มีที่ไหนจะหนีเรื่องราวเหล่านี้ได้ เราจะทำยังไงนะ จึงจะยุติได้ จับตนค้นตน ออกมาจากนิสัยของตน เกิดมาต้องการอะไร ต้องการตัวทุกข์หรือ ก็ทำเข้าไปซิ อยากได้ตัวทุกข์ก็ทำเข้าไปซิ ทำให้มันทุกข์เข้า ไม่เห็นแก่ใคร โลภเข้าไว้
ได้น้อมนำกายของเรา น้อมนำจิตของเรามาสร้างบุญสร้างกุศล เพื่อจิตของเราจะได้มีกายเช่นนี้ มาสร้างบุญสร้างกุศล ไปทุกชาติทุกภพเกิดขึ้น ภาพเหล่าตาของเราก็ถ่ายรูป หูของเราก็ฟังเสียงของเรา ว่าเราได้อนุโมทนาสร้างบุญสร้างกุศลเกิดขึ้น ก็เป็นของเรา เราก็จะได้ใช้กายนี้ มาสืบเนื่องกันทุกชาติทุกภพ รู้จักกรรม รู้จักธรรม ปฏิบัติธรรมหนีกรรมไปทุกชาติทุกภพ ด้วยอาศัยเนื้อกายของแม่ทั้งสี่ ดินน้ำลมไฟ มาประกอบเป็นธาตุของธรรม เราก็จะมีปัญญาในธรรม รู้ละ เลิก หนีกรรมเราได้ กรรมที่เราทำนั้นออกไป
การสร้างบุญสร้างกุศล แต่ละครั้งแต่ละคราว ก็ให้นึกถึงคำว่า อาศัยเรือนกายของคุณบิดามารดา มาสร้าง เราก็จะได้เนื้อนาบุญ ว่าเราจะต้องเกิดเป็นมนุษย์นะ มนุษย์ที่มีธาตุของธรรมตลอดไป นั้นก็คือ ต้องใช้เวลา ต้องเสียสละ เรื่องราวต่างๆ มากพอสมควร ถ้าใครไม่มีความพยายาม ไม่มีความตั้งใจ มีความพยายามแต่ก็มาอยู่ในเรื่องความยึดถือ สิ่งนั้นก็ไม่ได้เป็นเราของเรา ทำบุญสร้างกุศล ทำจิตทำใจของเรา มิได้เป็นการสร้างกรรม การสร้างกรรม คือ ทำบุญแล้วก็ยึดเรื่องราวที่ของเราทำบุญเกิดขึ้น มันก็กลายเป็นตัวยึดตัวหลงไปอีก ถ้าทำบุญฝากไว้ศาสนา บำรุงศาสนา เพื่อให้ศาสนาสอนจิตสอนใจของเรา ให้รู้จักกรรม และหนีกรรมให้ได้ในชาติต่อๆไป ในชาตินี้ก็เพียงสะสมบุญกุศผลบุญให้มันเกิด ให้รู้จักกรรมให้ได้
ใครๆก็รู้จักกรรม นั้นคือความทุกข์ จริงหรือ ไปสำรวจดูจิตใจของเรา ก็ทำอยู่เป็นประจำหนีไม่ได้ เพราะเรายังอยู่กับคำว่า ยังไม่มีปัญญาหนีเรื่องราวของสิ่งต่างๆที่โลกให้แก่เรา คือ ลาภยศสรรเสริญทรัพย์สินเงินทองต่างๆ สิ่งที่ทุกคนมากมายก่ายกองที่ขวนขวายหากัน เมื่อเรายังไม่มีปัญญาก็ร่วมไปกับเขาด้วย แต่เราก็รู้จักยับยั้งว่า สิ่งนี้เราหามาได้จากเรือนกายของคุณบิดามารดานะ เราอาศัยเรือนกายนี้อยู่ เมื่อเรารู้เช่นนี้ เราก็สร้างสิ่งเหล่านั้นให้กับกายของเรา คือให้คุณบิดามารดาอนุโมทนาสร้างบุญสร้างกุศล เกิดเป็นบุญ กับบิดามารดาของเราในกาย จิตของเราอาศัยอยู่ในเรือนกายที่เป็นบุญ เป็นสิ่งที่ประเสริฐ คนที่มีบุญก็สามารถจะคิดอ่านเรื่องราวต่างๆรู้จักเรื่องนั้นเรื่องนี้ว่าสิ่งไหนควรจะหนี สิ่งไหนที่เราจะเดินทางต่อไป อยู่ในเนื้อนาบุญที่เราสะสมขึ้น
เราไม่สร้างบุญด้วยวัตถุ ไม่ให้ เราก็ไม่สามารถศึกษาเรื่องราวการหนีกรรมให้กับตัวเองได้ เพราะต้นต่อเขาสร้างเขาไว้อย่างนั้น คือองค์พระเวสสันดรท่านสละทรัพย์สมบัติ เรื่องทำบุญทำทานมาด้วยความบริสุทธิ์ จนมาถึงชาตินี้ จนมีปัญญาเกิดขึ้นว่า สิ่งเหล่านี้ถ้าใช้ต่อไป คือองค์พระสิทธัตถะนั่นเอง ถ้าใช้ต่อไป เราก็ต้องใช้ต่อไป เราก็ต้องเกิดมาใช้อีก เมื่อเกิดมาใช้อีก เราเกิดมาแล้วก็ต้องตาย เกิดแก่เจ็บตายอีกมันก็วนกันอยู่อย่างนี้
จะทำอย่างไรหนอ ถึงรู้จักคำว่าไม่ต้องเกิด ก็ไปเสาะแสวงหาเรื่องราวต่างๆ เพราะฉะนั้นการทำบุญด้วยวัตถุก็มีความสำคัญ ต้นต่อเขามีกันอย่างนั้น เราก็ทำขึ้นมา เหมือนกับที่ญาติโยมที่มากระทำกันสร้างบุญในวันนี้. เหมือนกับนามธรรมที่เค้าก็มาร่วมสร้างบุญสร้างกุศลในวันนี้เช่นเดียวกัน ไม่ใช่ว่ามนุษย์จะทำ และ นามธรรมเห็นว่าทำดี ก็มาร่วมด้วย แล้วก็มาฟังเหตุฟังผลเรื่องของการสร้างบุญบารมี การทำบุญสร้างกุศลนั้นเมื่อสละวัตถุที่หวงแหนเพราะหามาด้วยแรงกายเน็ตเหนื่อย เป็นธรรมดาที่ต้องหวงแหนเหมือนกัน แต่ว่าได้สละออกมา เป็นเนื้อนาบุญไว้กับศาสนา ฝากไว้กับองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า สิ่งเหล่านี้บางทีนามธรรมเค้าก็ไม่รู้จักเหมือนกัน รู้แต่การทำทานแบ่งปันกันให้คนโน้นบ้างคนนี้บ้าง ก็ทำบุญด้วยความนอบน้อม เช่น การกระทำเช่นนี้การทำจิตทำใจด้วยความนอบน้อมเค้าก็อยากดู อยากรู้เหมือนกันว่าทำบุญ ทำบุญได้บุญจริง ทำอย่างไรถึงจะได้บุญ ก็มีการกล่าวเรื่องราวที่... กายบิดามารดาอนุโมทนา..นั้นแหละ คราวนี้นามธรรม ที่ไม่มีตัวกระทำเกิดขึ้น ที่จะอาศัยอนุโมทนา ก็ต้องจดจำสิ่งเรานี้ไว้ เพื่อจะไปปรากฏเมื่อลงมาจุติ ก็ต้องเรียนนิสัยมนุษย์เหมือนกัน มาดูนิสัยมนุษย์ที่แท้จริง นิสัยมนุษย์ที่ดีนะ คือ การสร้างบุญสร้างบารมีหนีกรรมนั้นเอง เข้ามาดูจดจำ ก็มาเรียนมาศึกษา เมื่อเขาจุติมาเป็นมนุษย์ สิ่งเรานี้เค้าก็...อยู่ในจิตเขาแล้วนี่ เค้าก็มาทำต่อเนื่องเรื่องราวของการศึกษาเรื่องราวของบุญกุศลบารมีสืบต่อไป ไม่ใช่เรามาทำนี่ หูทิพย์ตาทิพย์เค้าไม่มาร่วมด้วย... เข้ามาร่วมด้วยถ้าทำดี
ถ้ามาทำแล้ว หวังลาภยศสรรเสริญ ไปเชิญเขาเท่าไหร่ เขาก็ไม่มา เพราะนั้นมันเป็นกรรม เค้าก็ไม่มา จะเชิญท่องคาถา สัคเค กาเม ต่างๆ ที่ชุมนุมเทวดา เค้าไม่มาหรอก เพราะเห็นเป็นกรรม ก็ไม่มา ถ้าเราทำด้วยความนอบน้อม เรื่องราวรู้จักกายที่มาทำ รู้จักจิตอยู่ในเรือนกายที่เป็นบุญกุศล ก็อยากได้อันนี้เกิดขึ้น เวลาทำทุกครั้งก็เลยต้อง มีวิธีมากมายที่จะกระทำขึ้น ไม่ใช่บุญลุกลี้ลุกลน มันใช่บุญไหม มันก็ไม่ใช่
ทำบุญด้วยความนอบน้อมถ่อมตน ต้องใช้เวลาทำ เมื่อได้บุญได้กุศลได้กายบุญเกิดขึ้น กายบารมีก็หนีเราไม่ได้อีกแล้ว เราก็สร้างขึ้น โดยนำกายที่ทำบุญเมื่อกี้นี้ มาสร้างบารมีหนีกรรม ก็มาพูดเรื่องราวของกายวาจาใจ โลภโกรธหลง ที่เกิดขึ้นที่ฝั่งขึ้นเพื่อจะรู้จักเขา เราก็จะหนีจากเขาไป เพราะคำว่าโลภโกรธหลงหน้าตาเขา เป็นยักษ์เป็นมารเป็นที่ทุกข์ทรมาน ทุกชาติทุกชาติแล้วเราก็ต้องเกิดมา เพราะถูกไอ้โลภโกรธหลงจูงเรามาเกิดใหม่ จะเกิดก็ไม่รู้ว่าเป็นคนเป็นมนุษย์หรือว่าเป็นสัตว์ต่างๆก็มีอยู่ไอ้โลภโกรธหลงอยู่แค่นี้ ที่ใช้กันอยู่ปัจจุบัน แล้วสิ่งที่มันเกิดขึ้นอยู่กับโลภโกรธหลงที่ไปยึด โดยมากที่เค้าอยู่ปัจจุบันนี้ไปยึดคำว่า โลภโกรธหลง
คำว่า โลภโกรธหลง เป็นลอยตัวอยู่เฉยๆ แต่เราก็ไปคว้าเขามา เอามาใช้ มีความโมโหบ้าง สิ่งไหนไม่มีความไม่พอใจก็ความโมโหโกรธาเกิดขึ้น อีไหนพอใจ ก็ยินดีเฝ้าทะนุถนอมมัน ก็ไปหลงเหมือนกัน ถ้าไม่พอใจมากๆเกิดความโกรธขึ้น แล้วทำลายสิ่งของนั้น สิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตก็ทำลายได้ เพราะอะไร เพราะเราไม่ได้เรียนสติ สติกว่าจะเรียนได้ก็ต้องสร้างบุญสร้างกุศลมาพอสมควรแก่เหตุเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าวันนี้ได้มาทำบุญแค่นี้ แล้วจะรู้เรื่องราวต่าๆ..ไม่ใช่ สะสมมาเป็นอเนกชาติแล้ว แล้วก็มาสะสมในชาติปัจจุบันอีกจึงมีกายบุญเกิดขึ้น ต่อไปเมื่อทำในชาติต่อๆไปอีก หนีกรรมได้พอประมาณว่าอย่างงั้น ก็ทำให้ธาตุที่เราอาศัยอยู่เป็นธาตุของธรรมเกิดขึ้น
เมื่อธาตุของธรรมเกิดขึ้น ความฉลาดก็จะเริ่มมาล่ะ เริ่มมาเห็นว่า สิ่งที่มีอยู่ปัจจุบันนี่ มันทำให้เราเกิด เราก็หนีซะ ต้นเหตุมันอยู่ตรงนี้ เพราะสิ่งที่เรามีอยู่ปัจจุบันทำให้เราหลงทำให้เรายึด และทำให้เราโกรธได้ ก็ต้องทำให้เรามาเกิดอีก เกแก่เจ็บตายอีก วนเวียนอยู่อย่างนี้ แล้วมันก็น่าเบื่อ เบื่อก็หนีไม่ได้ ก็ต้องอยู่กับเขาไปจนตลอด ตลอดชีวิต บ้างทีมันเผลอไผลก็ถูกโลภโกรธหลง นำไปสู่เป็นพวกไปอยู่กับเขา พอไปอยู่กับเขา เวลาจิตออกจากร่าง ก็ไปทุกข์ทรมานอยู่ในนรกอเวจีต่อไป แล้วไปที่นั้นไม่ใช่สุขสบาย มีแต่ความลำบากทั้งนั้น ทำไมไม่ไปเกิดเป็นเทพยดาอินทร์พรหมเล่า ก็เพราะไปหลงไอ้โลภโกรธหลงนั้นแหละ ไปยึดกันอยู่อย่างงั้น
ถ้ายึดขึ้นมาก็เป็นตัวอวดดีถือดีเห็นตัวเองดีแล้วเกิดขึ้น คราวนี้ควรจะท่องเข้าไว้ก็ดี อย่าเห็นตัวเองดีแล้ว อย่าอวดดี เราไม่รู้ๆ อย่างเดียว. แล้วก็ฝึกให้มันรู้ขึ้นมา ไม่ใช่ว่า ฟังเค้าพูด แล้วไปตรงนั้นตรงนี้มา แล้วก็นำมาคิด รู้..รู้แล้วก็นำคิด อวดดีอวดเก่งเกิดขึ้น ต้องฝึกจากจิตของเราเป็นปัจจัตตังเกิดขึ้น รู้ได้เฉพาะตนเท่านั้น นั่นแหละคือ ผู้ที่ฝึกได้ทำได้ แล้วคนนี้ ที่ทำได้ เค้าไม่อวดดีถือดี เรื่องราวต่างๆ เค้าไม่ล่ะ เค้าเก็บ ของเค้าในใจ แล้วเค้าระมัดระวัง กลัวผิดพลาดเรื่องกายวาจาใจของเค้า ก็มันพลาดไปแล้วเอาคืนยากเหลือเกิน ที่เราใช้อยู่ปัจจุบัน ก็ใช้กันไป มีดีบ้างไม่ดีบ้างก็แล้วแต่ แล้วแต่ว่าระยะเวลาที่เราสะสม มีมากน้อยแค่ไหน
ลองมาประพฤติปฏิบัติเดินตามรอยองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เอาแค่สามรอย รอยเดิน รอยนั่ง รอยยืน วาจาของเราก็จะผิดพลาดน้อยลงๆ แล้วที่สุดเราก็ยุติ ในการที่ว่า ไม่ไปอยู่กับไอ้โลภโกรธหลงอีกแล้ว เพราะเราก็จะหนีคำว่าเกิดแก่เจ็บตาย ก็ไปทำอะไร ถึงเวลา เดินจงกรม นั่งสมาธิ ยืนสมาธิ เท่านั้น อย่างที่มาอยู่ในสถานที่นี้ สบายใหญ่ ถึงเวลาเค้าก็มีอาหารให้ขบฉัน พอถึงเวลา เราก็ปฏิบัติขึ้น บางทีก็มีธรรม มาชี้ สะกิดจิตของเรา ให้รู้จักคำว่าโลภโกรธหลงอีก เราก็จะหนีเรื่องราวเหล่านั้นไป แล้ววาจาของเราก็มีแต่ อะระหัง สัมมา จิตของข้าพเจ้าอยู่ในเรือนกายของคุณบิดามารดา มีแต่เสียงสูงๆ ทั่งนั่นไม่มีเสียงต่ำเลย ไปอยู่ที่บ้านที่ช่อง เสียงสูงเสียงต่ำมีคละเคล้ากันไป บ้างทีก็ต่ำไปตลอดทั้งวันเลย ไม่มีเสียงสูงเลย เราก็แย่ จิตใจเราต้องตกต่ำ อยู่กับเรื่องราวของกรรม จึงบอกว่า พอเวลาทุกข์ก็ทุกขจังเลย เจ็บป่วยก็ทุกข์จังเลย ไม่มีจะกินก็ทุกข์จังเลย ไม่ได้ความสมหวังก็ทุกข์ มันทุกข์ไปหมด เพราะ สติเราไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ ทุกข์ทั้งหลายใครพาไป..อารมณ์ เพราะเราไม่ได้ศึกษาเรื่องอารมณ์ เราจึงไม่รู้จักสติ ไม่รู้จักจิตที่บัญชา หูตาจมูกลิ้นกายใจ วิญญาณทั้งหกของเรา การศึกษาธรรม อยู่ที่ตัวเราเอง ไม่ได้อยู่ที่ภิกษุองค์หนึ่งองค์ใด
ที่ตะลอนๆหากันที่โน้นที่นี่ ที่โน้นดีที่นี่ดี เค้าให้อะไรเรา ได้ไปกราบไปไหว้เค้าหน่อย เค้าสำเร็จเป็นโสดาบันแล้ว ได้บุญกุศลมากมายก่ายกองเหลือเกิน ไปได้ตรงไหน ก็ไปทำบุญไง เองเงินเอาทอง เอาวัตถุถวาย ท่านว่าอะไร ขอให้มีความสุขความเจริญมีความร่ำรวย สรรเสริมเยินยอ อุ้ย..สำเร็จโสดาบันเลย มีแต่กรรมทั้งนั้น เราเอาอะไรเค้ามา เค้าสอนอะไรเรา สอนเค้าคัดเอ้าท์เรื่องกรรมมีมั้ย
เค้าสอนให้ดูจิตดูใจตัวเองมีมั้ย..ไม่มี มีแต่สอนออกจากตัวเรา เราก็ชอบอกชอบใจ เพราะรอบตัวเรา มันมีแต่ทุกข์ทั้งนั้น เพราะเราชอบทุกข์อยู่แล้วนี่ เราก็ยึดตามที่เค้าพูดเค้าบอก ข้างในตัวเราก็ยังทุกข์อยู่แล้ว ยังแก้ไขไม่ได้ แล้วรอบๆตัวเรานี่ มันมีอะไรบ้าง ที่ทำให้เรามีความสุข ไม่มีเลย มีแต่ทำให้เราลุ่มหลง มีทุกข์ ทุกอย่าง หิวน้ำจะไปกินน้ำ ก็ทุกข์แล้ว ต้องเดินไป ไปหยิบน้ำ ไปหาน้ำมากิน ถ้าเรานั่งอยู่เฉยๆ อย่างนี้ มีธาตุเป็นธรรม ภาวนา พุทโธ ๆ ขึ้นจิตเป็นธรรม ก็ไม่เห็นต้องไปวุ่นวายเรื่องข้างนอกเลย มันอิ่ม น้ำท่าก็ไม่เห็นต้องใช้อะไรมาก ถึงเวลา ขบฉันครั้งเดียว ก็พอแล้ว ภาวนาเกิดขึ้น เราทำไม่ถึง แล้วก็บอกว่าเป็นโน้นเป็นนี่เกิดขึ้น
ไม่มีที่ไหนหรอก ที่จะพูดออกมาว่า ผู้นั้นเป็น โสดาบัน หรือ ผู้นั้น ได้ขั้นโน้นขั้นนี้ เป็นชั้นโน้นชั้นนี้ คนพูดผู้ที่ชี้ ยังหมกมุ่นอยู่ ปรนเปรออย นั่งอยู่บนกุฏิ นั่งอยู่ที่สบาย กินสบาย แล้วไปรับรองเค้าว่า คนนั้นคนนี้เป็นอย่างงั้นอย่างงี้ มีที่ไหน คนที่รับรองได้ โน้น.ง..นั่งปักกรดอยู่กลางป่าโน้น นานๆ เค้าออกบิณฑบาตสักที มาเลี้ยงสังขารประทังสังขารเกิดขึ้นเท่านั้น เค้าไม่ได้กินทุกวันๆ เค้าเว้นว่าง เพราะขบฉันทุกวัน มีภาระมาก เหมือนมีการย่อยอาหาร มีเรื่องต่างๆเกิดขึ้น แล้วการนั่งภาวนา เค้านั่งหมดซึ่งเรื่องราวของกาย กายไม่มีแล้ว เค้านั่งเฉย นั่งเหมือนเป็นต้นไม้เป็นต่อไม้ เป็นหินเป็นดินไป จิตเค้าก็อาศัยอยู่นั้น
ภาวนาจับตนค้นตนพิจารณา พิจารณาเรื่องราวต่างๆ เค้าไม่ได้ไปเอาใครที่ไหน ไปพิจารณา คนที่ทำผิดทำถูกอยู่ที่ตัวเรา แล้วไปเอาคนอื่นมาพิจารณาทำไม อยู่ตัวเราทั้งหมดเลย เรื่องกรรม เรื่องบุญ เรื่องบารมี เรื่องอะไรทั้งหลายของเรา มันอยู่ตรงนี้ ไม่ได้อยู่ที่ใครสอนใครชี้แนะอะไรต่างๆ แต่เราไม่มีปัญญา จึงหาอาจารย์นอก คอยชี้แนะ เรื่องราวต่างๆ ให้จิตเราเดินทางไปถึง คำว่าบุญกุศลบารมี ไม่ใช่เค้าชี้ให้ไปหาเรื่องราวของมั่งมีศรีสุข เรื่องราวของทางโลกเราไม่เอา เพราะเราทำได้ เรื่องราวของทางโลก ถึงแม้เราจะไม่มีความรู้อะไรเลย ไปแบกข้าวสารไปแบกดินแบกทรายอะไรต่างๆ นั้นมันคือ กรรม เราต้องใช้กรรม เราถึงไม่มีบุญวาสนาเหมือนกับคนมั่งมีศรีสุขเค้า แต่เราก็ไมาอยากรำ่รวย ไม่อยากมีทรัพย์สินเงินทอง ไปเห็นคนที่มีทรัพย์สินเงินทอง เค้าเป็นยังไง วาจาเค้าเป็นยังไง รอบกายเค้ามีแต่กรรมทั้งนั้น แล้วเราก็มีรอบกายเป็นกรรม ส
ก็ไปหาผู้ที่สะกิด หรือ ชี้เรื่องราวต่างๆ ตรงไหน คือ ธรรม ตรงไหนคือ หมดกรรม ไปหาผู้ชี้นั้นให้ได้ ให้เค้าชี้ สะกิดปุ๊บ เราก็ทำอยู่ตรงนี้ๆ นั่งปฏิบัติจิตว่าง จิตไม่มีอะไรเลย ผู้ชี้เค้าจะชี้ เรื่องราวต่างๆให้เห็นว่า อะไรบ้างที่จะต้องทำให้เกิด เราก็ปฏิบัติไปหนีไปละไป ล้างไป อะไรไป ภาชนะที่มันสกปรกก็ล้างมันไป หูตาจมูกลิ้นกายใจ วิญญาณทั้งหก ที่ตรงไหน. สกปรกมากที่สุด ล้างมันให้มาก ไม่ใช่ว่าไปบ้างลูกในตาล้างหูล้างลิ้น..ไม่ใช่ ตรงไหนที่มันสกปรกเยอะ เอามาล้างมาถู ให้มันเป็นแก้วเจียระไนให้ได้ พอเราขัดนี่ ชาตินี้ขัด หรือว่าขัดลิ้น ให้กินไม่มีสามรสเลย ขัดลิ้นเป็นแก้วแล้ว ไม่มีรสชาติเกิดขึ้น นั้นก็คือธรรมเกิดขึ้นแล้ว เราก็รู้เรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้ เราควรจะฝึกหัดไปทีละชาติๆ ไม่ใช่มารวมกันทีเดียว มันไม่มีปัญญาทำหรอก แม้แต่อย่างเดียวก็ยังทำไม่ได้เลย ปฏิบัติกันอย่างนี้ ให้มาบวชมาเรียนมาศึกษา มันต้องหัดฝึกวิเวก ฝึกหัดเป็นพระอเสกขะเกิดขึ้น ไม่ยินดียินร้ายเกิดขึ้น นั่นแหละคือ ธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธะชเจ้า ท่านฝากไว้กับดินฟ้าอากาศ ไม่มีใครไปสอนไปสั่ง แต่ผู้ที่เค้าชี้..เค้ามี แต่นี่วิ่ง ..วิ่งกันจนหัวหลุด ไปที่โน้นที่นี่ แล้วไปยืนดี เค้าชมเชย โยมปฏิบัติดีนะ นี่ต้องทำบุญสร้างศาลา สร้างกองสังฆทานเรื่องโน้นเรื่องนี้ เอ๊..เรามาเอาปัญญา ทำไมเราต้องมาสร้าง แต่เรื่องบุญๆๆๆๆ เราก็ทำ เราก็รู้แล้วว่าบุญ พามาให้เกิดปัญญา
เรื่องการที่จะสร้างบุญสร้างกุศล มันเกิดจากจิตของเรา ไม่ได้เกิดจากใครที่ไหนมา ชี้แนะ แต่เรื่องบารมีต้องมีผู้ชี้แนะ มาสะกิดเรื่องราวต่างๆ เพราะอย่างนั้นแล้วเราก็ทำไม่ได้ เพราะเราเป็นผู้มีปัญญาเมื่อไหร่ มีปัญญาเรื่องอื่น เรื่องราวของกรรม ไม่ใช่เรื่องราวของธรรม เรื่องราวของธรรมต้องคัดเอ้าท์เรื่องราวต่างๆ ทั้งหมด เหลือแต่จิตดวงเดียวเท่านั้น ที่จะมาพร่ำภาวนา อาตมาก็อยากจะถามทุกอยู่คนว่า ทุกข์มั้ย ขณะนี้ คนที่มีเงินมีทอง ก็มี มีน้อยก็มี อะไรต่างๆก็มี มีทุกข์ทั้งนั้น แล้วก็ไปดูญาติพี่น้องของเรามีทุกข์มั้ย ก็มี มีเงินมีทองก็ทุกข์ ไอ้ที่ไม่มีเงินมีทองก็ทุกข์ แล้วอะไรนะ ที่มันเป็นสุขนะ เค้ามีเงินมีทองใช้ ไม่มีหนี้สินว่าอย่างงั้นนะ มีกองเงินกองทอง เค้าก็เป็นทุกข์เรื่องสามีภรรยา ทุกข์เรื่องญาติพี่น้อง ทุกข์เรื่องบุตรธิดา ทุกข์เรื่องมันทุกข์ไปหมด ไม่มีอะไรเลยที่ไม่มีทุกข์ ทำไมไม่จับตนค้นตน ออกมาจากนิสัยของตน เกิดมาต้องการอะไร ต้องการตัวทุกข์หรือ ก็ทำเข้าไปซิ อยากได้ตัวทุกข์ก็ทำเข้าไปซิ ทำให้มันทุกข์เข้า ไม่เห็นแก่ใคร สร้างเข้าไปโลภเข้าไว้ อยากได้ ไอ้โน้นไอ้นี่ไปยื้อแย่งเค้ามาเป็นของตัวเอง
อยากจะเอา บุญบารมีก็ต้องปลดปล่อยเรื่องนี้ไป ปลดปล่อยเรื่องทรัพย์สินเงินทองยศฐาบรรดาศักดิ์นี้ไป เรื่องสรรเสริญยืนยอ เรื่องยึดถือต่างๆเหล่านี้ไป ค่อยๆปลดไปทีละเล็กทีละน้อยจากจิตของเราให้เป็นองค์สมาธินั่นเอง ถึงจะมีผู้ชี้ให้เรา รู้จักคำว่ากรรม รู้จักการประพฤติปฏิบัติหนีกรรม สร้างบุญสร้างกุศลเกิดขึ้นเป็นบารมี เป็นนิสัยของเราต่อไปในวันข้างหน้า แต่นี่ก็พัวพันอยู่กับไอ้เรื่องเหล่านี้. อยากจะไปที่โน่นอยากจะไปที่นี่ เค้ามีเรื่องราวต่างๆมากมายเหลือเกิน เห็นว่าบางทีก็ไปดูภูเขาลูกนี้ โอ้โห..ศักดิ์สิทธิ์ยังเลยเค้ามีโชคมีลาภกัน บ้างได้ยศฐาบรรรศักดิ์ ไปนั่งไหว้ทั้งภูเขา ไหว้นั่งไหว้ แม้แต่ต้นไม้ก็ไปไหว้ เค้าพาไปไหน เค้าพาไปหาตัวทุกข์ จุดธูปจุดเทียนบูชาเพื่อจะเอาความทุกข์นั้นมาเข้าตัว แล้วมาบอกว่าทุกข์จังเลย แล้วใครวิ่งไปหา เราใช่ไหมเป็นผู้ไป เพราะไปเชื่ออารมณ์ อารมณ์สั่งให้จิต..ให้จิตสั่งกายไป ไม่ได้คิดอะไรเลย คนเป็นหมื่นเป็นแสนเป็นพัน จะมีวาสานาเป็นแบบที่คนหนึ่งเค้าได้มั้ย ..ไม่มี มีอยู่คนเดียว แล้วก็กระจัดกระจายกันไป เราก็ต้องไปเอาบ้าง ขืนอยู่ อย่างนี้เราตายแน่เราจนแน่ ไปเอา
ชาติที่แล้วการสะสมบุญกุศลมีไหม เราดูชาตินี้ก็ได้ เราเคยสร้างบุญสร้างกุศลด้วยความบริสุทธิ์ใจมีไหม แล้วชอบทำบุญให้ทานไหม หรือเมตตา ใช้กายวาจาเมตตาคนโน้นคนนี้ อยากจะให้ เห็นคนโน้นคนนี้ยากจนลำบากยากแค้น โอ๋..ทำไมนะ เค้าเป็นอย่างงั้น อยากจะให้เค้ามีความสุขจังเลย มีไมจิตอย่างนี้ มันไม่มีเลย มีแต่มองดูถูกดูแคลน ไอ้นี่ขาด้วน ไอ้นี่ขาเป๋ ไปว่าเค้าไปตำหนิติเตียนเขา ถึงไม่พูดก็ไปตำหนิติเตียนด้วยใจ แล้วมีโชคมีวาสนาเหมือนไอ้คนนั้นไหม เค้าทำไว้แต่อดีตชาติเข้าถึงได้ ถ้าไม่ทำไว้มันก็ไม่ได้ คราวนี้...ทำไว้บางที พญามารเค้าก็ทำให้ได้รับความสำเร็จ ไอ้คนนี้อยู่ต่อไปจะเข้ามาอยู่ในธรรม อยากจะได้กรรม เค้ารีบส่งเลย ส่งให้มีกรรม ให้มีโชคมีลาภมียศฐาบรรดาศักดิ์ใหญ่โตขึ้นไปเลย ให้มีกรรมเกิดขึ้น นั้นก็ต้องผู้ที่ไม่ประพฤติปฏิบัติธรรม ไม่รู้จักกายของตัวเอง ว่ากายนี้มาจากไหน ใครเป็นผู้ให้มา ให้แล้วเราอาศัยเค้าอยู่หรือเป็นของเรา ไม่เคยคำนึงนึกถึง เริ่มตั้งแต่อยู่ในท้อง แล้วเราก็หลุดออกมา พ่อแม่เค้าให้กับสังขารของเราอย่างไรบ้าง นึกถึงว่าน้ำแต่ละหยดที่อยู่หัวแม่มือ หัวมือพ่อแม่ของเราหยดไปในปาก ของเราแต่เด็กกระแว้ๆ มันเติบใหญ่ถึงขนาดนี้
ใครกันเป็นผู้ดูแลเรา เราเคยรู้จักมั้ย รู้จัก พ่อแม่รู้จัก วันนั้นก็ไปซื้อกับข้าวกับปลาเอร็ดอร่อยวางไว้ที่โต๊ะ วางที่ตรงนั้นตรงนี้ บอกพ่อแม่ พ่อแม่ชอบใจใหญ่เลย ท่านก็มาตักกับข้าวมาให้กิน จัดอาหารการกินเกิดขึ้น แหมพ่อแม่ชอบใจอิ่มเอิบดีใจจัง ลูกคนนั้นมีความกตัญญูรู้คุณจัง น่าสรรเสริญ แต่ไอ้ตอนเด็กๆ พ่อแม่ซื้อขนมกับข้าวหรืออะไรมา ท่านจะใส่จานเอาน้ำเอาท่ามาให้ มาหนุนนำให้ลูกกิน ลูกโตขนาดนี้เคยทำบ้างไหม เคยคิดของเรานั้นมาวางใส่จาน มีน้ำมีช้อนมีอะไรเตรียมให้พ่อแม่มันนั่งกินมีไหม นึกถึงซิ สิ่งที่เค้าให้เรา เราก็ต้องตอบแทนคุณของเค้ากลับไปบ้าง จิตเราก็จะค่อยค่อยขึ้นดีขึ้น ดีวันดีคืนเกิดขึ้น และความเจริญรุ่งเรืองก็จะเกิดขึ้นแก่เรา ใช้กายให้เป็น อย่าไปใช้แบบสุรุ่ยสุร่าย อยากได้เงินอยากได้ทองอยากได้ยศฐาบรรดาศักดิ์ นั้นไม่ใช่ ไม่ใช่ที่เอากายของเขาไปหมกมุ่นอยู่กับกรรม ทำไมไม่เอา... เค้าให้มาแล้วเรารีบสิ เรามีเวลาน้อยเหลือเกิน 80 ปี 100 ปีก็ตายแล้ว เวลาน้อยแค่นี้เราไม่รีบตักตวงบุญกุศลบารมี เมื่อไหร่เราถึงจะเริ่มสักที ทำตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ชาติสิ้นออกจากสังขารนี้ไป เราก็จะได้มีกาย มาทำต่อไปอย่างนี จนกว่าหลุดออกไป ดูองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตั้งนี่อสงไขยนับชาติเกิดไม่ได้ มันเป็นล้านๆๆๆที่เกิดแก่เจ็บตายของท่าน แล้วของตัวเรา ก็นับไม่ได้เช่นกัน บางทีก็ตกเป็น ตัวหนอน~อยู่ในโถส้วมบ้าง บางทีอยู่อบาย เป็นเปรตเป็นอสุรกาย กลัวบ้างไหม เรื่องราวเหล่านี้. หรือว่าเกิดมา หูหนวกตาบอดขาเป๋เกิดมา 20 ปี 30 ปีวิกลจริตไปอีกแล้ว ต้องตกไปอบายภูมิอีกวนกันอยู่อย่างนี้ ไม่รู้จบ แล้วบางทีภิกษุสงฆ์ต้องการทรัพย์สินเงินทอง คำสรรเสริญ เอาคำสอนอะไรต่างๆมาหลอกมาลวง เอาตะกรุด ผ้ายันต์มา ทำให้ญาติโยม ทั้งหลายลุ่มหลงไปอีก แล้วก็ ต้องมาเห่าหอนเหมือนหมาที่มันหอนนั้นแหละ มันเห่าออกไปก็ต้องไปใช้อารมณ์อย่างงั้น
เอาเครื่องหมายของธรรม ก็ต้องรู้แล้วว่าเค้าบอกให้ รู้จักลดละเรื่องราวของอารมณ์กรรมตัวกระทำ สร้างบุญสร้างกุศล กระจายเรื่องราวของเหตุผลให้ญาติโยมเค้า สร้างแต่เรื่องราวการหนีกรรม สร้างบุญบารมี ไม่ใช่ไปเอาของเค้านะ เมื่อห่มผ้าเหลืองผ้ากาสาวพัสตร์ไปแล้ว พระพุทธเจ้าท่านอดได้ เราก็ต้องอดได้เหมือนกันอย่างนี้ ถือว่าผู้นั้นเป็นหน่อเนื้อเชื้อไขขององค์พระสัมมาสัมาพุทธเจ้าที่แท้จริง ถ้ายังวุ่นวายอยู่นี้มันก็ยาก ไปอีกไกล นี่แหละถึงบอกว่าเรื่องราวต่างๆอย่าไปวิ่งหาเลย วิ่งจนหัวหลุดก็ไม่เจอ ไม่เจอคำว่าพ้นทุกข์นะ คำว่า ที่จะพ้นทุกข์ ก็อยู่ที่ตัวเราอยู่ในกายเรานี่ มันจะพ้นทุกข์ได้ ให้ศึกษาอยู่ตรงนี้ ไม่ใช่ว่าศึกษาว่าตรงโน้นเค้าสอนดีเป็นพระอรหันต์ต่างๆเค้าหันก็หัน ของเขา แต่คำที่ถูกต้องที่สุด คือ เราจะหมดทุกข์ อยู่ที่ตัวของเรานี่ เรือนกายของเรานี่ ค้นให้เจอ เดี๋ยวมันจะพ้นทุกข์ไปเอง ก็บอกมาแค่นี้พอสังเขปแก่เวลา ต่อไปอีกเดี๋ยวจะนั่งกันเจ็บปวดมากขึ้น ก็ค่อยไปเนี่ย มาทีก็ให้ทีละนิดทีละหน่อยสะสมไปจะได้เป็นเนื้อนาบุญของเราต่อไปในวันข้างหน้า. ไม่ใช่ให้แต่เรื่องราวสิ่งที่ สรรเสริญเยินยอ แล้วมันก็ตกไปอยู่ที่เหมือนกับที่เค้าสอนเมื่อกี้สอนเรื่องเรือพาย เก็บพายลงเรือแล้วเราก็นั่งทับไว้ ปล่อยเรือตามน้ำตามเวรตามกรรมของมันไปในที่สุดเราก็แย่อีก กว่าจะได้เกิดเป็นคน เป็นคนเกิดมาใหม่เป็นมนุษย์ ไม่ใช่ว่าเป็นมนุษย์กันทุกคนเมื่อไหร่ กายเป็นคนบ้าง มนุษย์ก็รู้ดีรู้ชั่วเกิดขึ้น นั่นแหละเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้น
บันทึก
2
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย