4 พ.ย. 2020 เวลา 06:59 • ธุรกิจ
HSBC ธนาคารแรกในอังกฤษที่เก็บค่าธรรมเนียมบัญชีกระแสรายวัน
HSBC อาจจะเป็นธนาคารผู้ให้สินเชื่อเจ้าใหญ่ในสหราชอาณาจักรรายแรกที่จะคิดค่าธรรมเนียมแก่ลูกค้าบัญชีกระแสรายวัน จากการที่ธนาคารพยายามที่จะทดแทนอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเป็นประวัติการณ์ กดดันผลประกอบการณ์ของธนาคารช่วงวิกฤตโควิดให้ลดลง
Noel Quinn ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ HSBC เข้าดำรงตำแหน่งตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 ซึ่งเป็นช่วงของวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด กล่าวว่า HSBC จะยังไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากลูกค้าในบัญชีปกติอื่นๆในสหราชอาณาจักร ซึ่งลูกค้าบัญชีเหล่านั้นเป็นลูกค้าที่มีค่ากว่า เป็นบัญชีที่มีการจำกัดการถอนเงินรายวัน
อย่างไรก็ตาม การทำธุรกรรมกับธนาคารส่วนใหญ่ในสหราชอาณาจักรแบบไม่มีค่าใช้จ่าย จะสิ้นสุดลงในไม่ช้า โดยเฉพาะลูกค้าที่มีบัญชีมาตรฐานกับธนาคารที่มาพร้อมกับบริการเบิกเงินเกินบัญชี
จากข้อมูลของ HSBC ที่เปิดเผยเมื่อปีที่แล้ว ธนาคารมีบัญชีกระแสรายวันมากกว่า 9.8 ล้านบัญชี หรือคิดเป็น 14% ของบัญชีกระแสรายวัน 70 ล้านบัญชีในสหราชอาณาจักร
นาย Quinn กล่าวว่า บัญชีปกติอื่นๆจะยังคงดำเนินการได้โดยไม่มีค่าธรรมเนียม แต่ธนาคารยังคงมองหาช่องทางในทุกตลาดของธนาคารเพื่อดำเนินการกลยุทธ์ด้านราคาที่เหมาะสมสำหรับค่าธรรมเนียม และการกู้ยืมให้แก่ลูกค้าแต่ละประเภท เพื่อให้แน่ใจว่าบริษัทมีความสามารถในการทำกำไรที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคต
การตัดสินใจดังกล่าว อาจจะเป็นที่ถกเถียงกันในสหราชอาณาจักร เพราะธนาคารส่วนใหญ่ไม่คิดค่าธรรมเนียมสำหรับบัญชีกระแสเงินสด ยิ่งไปกว่านั้น HSBC ได้คิดค่าธรรมเนียมบัญชีดังกล่าวใน แคนาดา สหรัฐฯ และฝรั่งเศส ซึ่งลูกค้าในประเทศเหล่านั้นมีความคุ้นชินกับการจ่ายค่าธรรมเนียมต่างๆในการทำธุรกรรมกับธนาคารอยู่แล้ว
นาย Quinn ยังกล่าวอีกว่า การคิดค่าธรรมเนียมนี้ เชื่อมโยงกับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำในหลายๆประเทศ อย่างสหราชอาณาจักรนี้ ที่อัตราดอกเบี้ยถูกหั่นลงมา 0.1% ในเดือนมี.ค. ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ จึงทำให้รายรับจากดอกเบี้ยธนาคารที่ได้จากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และสินเชื่อบ้าน ลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับที่ธนาคารจะต้องจ่ายไปกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ซึ่งในฐานะที่เป็นหนึ่งในสถาบันการเงิน บริษัทจะเติบโตได้อย่างไรในสภาพแวดล้อมอัตราดอกเบี้ยต่ำ
ธนาคารกลางอังกฤษ หรือ Bank of England)ยังได้มีการทบทวนเรื่องความเป็นไปได้ที่จะใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบ และได้แจ้งให้กับบรรดาผู้ให้สินเชื่อเพื่อเตรียมการรับมือ ประเด็นดังกล่าวอาจจะบีบให้รายได้ของ HSBC ลดลงไปอีก ทั้งนี้แหล่งข่าวกล่าวว่า อาจจะเห็นการเรียกเก็บค่าธรรมกับบริการปกติของธนาคารต่างๆ ซึ่งอาจจะเป็นผลลัพธ์จากนโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ ก็เป็นได้
อย่างไรก็ตาม Which? นิตยาสารสำรวจสินค้าและบริการในสหราชอาณาจักร ได้ออกมาเตือนว่า การเริ่มต้นคิดค่าธรรมเนียมแก่บัญชีต่างๆ จะเป็นการดำเนินการที่ยิ่งใหญ่และเสี่ยง เพราะลูกค้าอาจจะเปลี่ยนไปใช้บริการธนาคารอื่นได้
Which? กล่าวว่า อันตรายสำหรับผู้บริโภคคือ หากธนาคารขนาดใหญ่แห่กันคิดค่าธรรมเนียม ธนาคารอื่นๆก็จะดำเนินการตาม ก็ได้แต่หวังว่า จุดแข่งขันเพื่อให้ได้ลูกค้าคือ อาจจะมีบัญชีที่ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในอนาคตอันใกล้
HSBC ยังได้ประกาศว่าธนาคารจะลดค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นอีกไม่กี่เดือนหลังจากที่เปิดเผยแผนปลดพนักงาน 35,000 คนทั่วโลก โดยคาดว่าจะลดค่าใช้จ่ายรายปีของปี 2563 ลง จากเป้าที่ตั้งเอาไว้ว่าจะตัดค่าใช้จ่าย 31,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐก่อนหน้านี้ ในขณะที่ธนาคารยังคงให้ความสำคัญกับการลงทุน
ธนาคารได้ลดพนักงานลงไปมากกว่า 6,300 ตำแหน่งในปีนี้ และคาดว่าตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นถึง 10,000 ภายในสิ้นปีนี้
ธนาคารได้ประกาศกำไรก่อนหักภาษีลดลงไป 3,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในงวดสามเดือนสิ้นสุดเดือน ก.ย. ลดลงไป 36% จาก 4,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ทำได้ในช่วงเดียวกันของปีก่อน
HSBC ซึ่งเป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปนี้ ยังรายงานการกันสำรองที่ต่ำกว่าคาด เพื่อที่จะให้ครอบคลุมการผิดนัดชำระหนี้ที่เชื่อมโยงกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยจากการแพร่ระบาดของโควิด โดย HSBC กันสำรองไว้เพียง 785 ล้านดอลลาร์สหรัฐ น้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ทำให้ค่าใช้จ่ายสำหรับการกันสำรองนี้ ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันอยู่ที่ 7,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากที่กันเงินสำรอง 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ 3,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไว้เมื่อไตรมาสที่หนึ่งละสอง ตามลำดับ
Ewen Stevenson ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน ได้เตือนว่า การแยกตัวจากสหภาพยุโรปแบบไร้ข้อตกลง (No-Deal Brexit) อาจจะกดดันให้ธนาคารต้องกันสำรองเพิ่มมากขึ้นสำหรับหนี้สงสัยจะสูญในไตรมาสที่สี่
ซีอีโอ HSBC กล่าวว่า อาจจะมีการกลับมาจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นอีกครั้ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ธนาคารกลางอังกฤษบังคับให้ธนาคารต่างๆยกเลิกการจ่ายปันผล เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด ทัง้นี้ การที่จะกลับมาจ่ายอีกครั้งนั้น อาจจะต้องพิจารณาถึงสภาวะเศรษฐกิจในช่วงต้นปี 2564 รวมถึงการหารือกับทางการอีกครั้งด้วย

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา