6 พ.ย. 2020 เวลา 05:59 • หุ้น & เศรษฐกิจ
ดอลลาร์สหรัฐฯยังอ่อนค่าต่อเนื่อง ไม่ว่าประธานาธิบดีคือใคร
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีการอ่อนค่ามากที่สุดในช่วงที่โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นการลดภาษี การขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้น และ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายหลายครั้งของธนาคารกลางสหรัฐฯ เป็นสาเหตุให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง อย่างไรก็ตาม แม้ทรัมป์จะพ่ายแพ้ต่อ โจ ไบเดน ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐก็อาจจะไม่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาอันใกล้
รัฐบาลของไบเดน อาจจะยิ่งสนับสนุนให้มีแผนกระตุ้นสำหรับผู้บริโภคและบรรดาธุรกิจขนาดย่อมมากยิ่งขึ้น เพราะการแพร่ระบาดของโควิด-19 นั่นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหาก ‘บลูเวฟ’ (Blue Wave) หรือ "คลื่นสีน้ำเงิน" เป็นสีที่เป็นสัญลักษณ์ของพรรคเดโมแครต และเป็นกระแสตื่นตัวของชาวเดโมแครตที่ต้องการเปลี่ยนทิศทางการเมืองของประเทศ ทำให้พรรคเดโมแครตเข้ามามีเสียงข้างมากในวุฒิสภา
การกระตุ้นการใช้จ่ายนี้ มีแนวโน้มที่จะทำให้ค่าเงินดอลลาร์ยิ่งอ่อนค่าไปอีก หรือ อาจจะนิ่ง
ไบเดน ก็อาจจะผลักดันให้มีการใช้จ่ายจากภาครัฐอันยาวนานมากขึ้นในด้านโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการลงทุนในโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ ลม และพลังงานสะอาดอื่นๆ
ยิ่งมีการใช้จ่ายมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะเป็นการทดแทนรายได้ที่เพิ่มขึ้นที่มาจากเงินกองทุนของรัฐบาล หากไบเดน มีการใช้แผนลดภาษีบางแผนของทรัมป์ ก็จะทำให้ดอลลาร์ไม่สามารถขยับไปไหนได้
นักวิเคราะห์จาก FXTM กล่าวว่า กระแสบลูเวฟ อาจจะส่งผลเชิงลบต่อดอลลาร์สหรัฐ จากการที่มีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าออกมาโดยพรรคเดโมแครต เพื่อลดแรงกดดันจากเงินเฟ้อ
แต่ที่แน่ๆ ไบเดนจะผ่อนปรนเรื่องภาษีกับพันธมิตรอย่างยุโรป เม็กซิกโก และแคนาดา ซึ่งจะส่งผลดีต่อค่าเงินดอลลาร์
รัฐบาลของไบเดนอาจจะใช้มาตรการทางการทูตหลายๆระดับกับจีน หลักๆเพื่อจัดการประเด็นเรื่องเศรษฐกิจมากกว่าการค้า เช่นการจัดการเรื่องการขโมยทรัพย์สินทางปัญญา
แต่ในความเป็นจริงก็คือ ยิ่งมีการใช้จ่ายจากรัฐบาลมากแค่ไหน ก็มีแนวโน้มที่จะทำให้ค่าเงินดอลลาร์ซบเซา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯก็ตาม
นักกลยุทธ์จาก BlackRock Investment Institute ได้ระบุในรายงานว่า หากไบเดนชนะ พวกเขาคาดว่าจะมีแรงขับเคลื่อนในทางบวกไปยังการเติบโตของเศรษฐกิจโลก จากแผนการกระตุ้นทางการคลัง การค้าของสหรัฐฯที่คาดการณ์ได้ และนโยบายการต่างประเทศของสหรัฐฯ รวมถึงแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง
ยิ่งไปกว่านั้น อาจจะต้องพิจารณาต่อไปอีกว่า ทางธนาคารกลางสหรัฐฯจะดำเนินการอย่างไรต่อไป อาจจะมีการเรียกร้องให้ ทรัมป์ หรือไม่ก็ไปเดน เสนอชื่อ Jerome Powell ให้เป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐฯอีกสมัย ซึ่ง Powell จะหมดวาระในเดือนก.พ. 2565 เพราะฉะนั้น เค้าต้องได้รับการเสนอชื่อในปีหน้าเพื่อที่จะมีเวลาเพียงพอให้วุฒิสภาอนุมัติ
หาก Powell ยังคงอยู่ในตำแหน่ง นักลงทุนก็อาจจะคาดว่าอัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับต่ำลงในระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น ซึ่งประเด็นนี้ เป็นประเด็นกดดันดอลลาร์
ดัชนี US Dollar Index ซึ่งติดตามการเคลื่อนไหวดอลลาร์เทียบยูโร เงินปอนด์อังกฤษ ค่าเงินเยน ญี่ปุ่น และค่าเงินสกุลหลักอีกหลายสกุลทั่วโลก ได้ร่วงลงมากกว่า 7% ตั้งแต่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่งในปี 2560
ค่าเงินดอลลาร์ได้พุ่งขึ้นในช่วงสั้นๆปีนี้ ก่อนที่โควิด-19 จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯต้องหยุดชะงัก และ ดอลลาร์อ่อนค่าลงราวๆ 3% ในปี 2563 แต่นี่ก็ไม่สิ่งที่แย่ที่สุดสำหรับนักลงทุนในโลกนี้ เพราการที่ดอลลาร์อ่อนค่าลง เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่เทคโนโลยี และบริษัทข้ามชาติอื่นๆมีความแข็งแกร่งมากขึ้น
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่า ส่งผลดีต่อบริษัทหลายแห่งอย่าง Apple, Coca-Cola และ Procter & Gamble หรือP&G เพราะทำให้สินค้าและบริการของบริษัทเหล่านั้นมีราคาที่ถูกลงในตลาดต่างประเทศ
นอกจากนี้ ยังมีผลดีด้านบัญชี บริษัทหลายแห่งสามารถรายงานรายได้ที่สูงขึ้นจากตลาดต่างประเทศ เมื่อแปลงยอดขายจากต่างประเทศกลับมาเป็นดอลลาร์ ในการรายงานผลประกอบการรายไตรมาส
ทั้งนี้ ไบเดน และทรัมป์ ไม่ได้รับประโยชน์สักเท่าไหร่ในการอ่อนค่าของดอลลาร์ จากการที่พวกเขาดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่จนนำไปสู่การอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐอย่างมีนัยสำคัญ
แต่ก็น่าสังเกตว่า ดอลลาร์ยังเป็นการลงทุนที่ปลอดภัยในสถานการณ์ความวุ่นวาย สิ่งที่สำคัญคือ ขณะที่ทั้งโลกกำลังฟื้นตัวจากการแพร่ระบาดของไวรัส เศรษฐกิจสหรัฐก็เติบโตพุ่งแรงถึง 33.1% ในไตรมาสที่สาม หลังจากที่ทรุดตัวลงเป็นประวัติการณ์ในไตรมาสที่สอง
นั่นก็เป็นสาเหตุหลักว่าทำไมดอลลาร์จึงไม่อ่อนค่าลงไปมากกว่านี้ แม้ผู้เข้าชิงประธานาธิบดีจะเลือกที่จะได้ผลสรุปการเลือกตั้งในศาล
เศรษฐกิจทั้งโลก ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่ดี และยังคงเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาด และต้องควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัส นักวิเคราะห์มองว่า ค่าเงินดอลลาร์จะไม่อ่อนค่าต่อไป และอาจจะนิ่ง ก็เป็นได้
ที่มา:
ภาพ:

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา