บทวิเคราะห์: ทำไม Biden ยังไม่สามารถชนะแบบขาดลอยได้ ?
2
สงสัยไหมครับว่าทำไมศึกการเลือกตั้งประธานาธิบดีในครั้งนี้ ระหว่าง Donald Trump จาก Republican และ Joe Biden จาก Democrat ถึงไม่สามารถชี้ขาดได้แบบจริงๆจังๆ แบบการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ ทั้งๆที่คะแนนก็นับกันจนจะหมดเกือบทุกรัฐแล้ว
 
เหลืออีกเพียง 2-3 รัฐ แค่จอร์เจีย เพนซิลเวเนีย นอร์ธแคโรไลน่า เนวาด้า อะไรพวกนี้เท่านั้นเอง ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติก็น่าจะชี้ขาดได้แล้วว่าใครจะเป็นผู้ชนะเลือกตั้งได้รับตำแหน่งประธานาธิบดีไปครอง แต่ขณะนี้กลับกลายเป็นว่าโอกาสในการพลิกล็อคของผลเลือกตั้งมีอยู่ตลอดเวลา
เพราะคะแนนของทั้ง Joe Biden และ Donald Trump ในเหล่ารัฐที่กำลังนับคะแนนกันอยู่นั้นค่อนข้างสูสี อย่างล่าสุดจอร์เจียที่ตอนแรก Trump คะแนนนำอยู่ดีๆ เมื่อเย็นนี้ Biden ก็ดันพลิกกลับมานำได้ในหลักร้อยซะอย่างนั้น ส่วนรัฐอื่นๆอย่างเนวาด้าก็ทิ้งห่างกันหลักพัน แถมเพิ่งนับไปได้ไม่ถึง 80%
3
โอกาสที่ Trump พอจะโชคดีรักษาเนวาด้า และจอร์เจีย ร่วมกับเพนซิลเวเนีย และนอร์ธแคโรไลน่าเอาไว้ได้ แล้วเข้าเส้นชัยด้วยคะแนน Delegates 274 คะแนนก็ยังพอจะมีความเป็นไปได้อยู่ ทำให้พอย้อนกลับมาดูในภาพรวม ทั้งสองฝ่ายก็ยังเหลือแนวโน้มในการได้รับ 270 คะแนนทั้งคู่ เผลอๆตอน Trump แพ้ อาจจะแพ้ในลักษณะที่ทิ้งห่างกับ Biden แค่ไม่เกิน
4
ซึ่งผิดกับเทศกาลเลือกตั้งอเมริกาปีก่อนๆ อย่างปี 2016 ไปมาก ส่วนหนึ่งต้องยอมรับเลยว่าเป็นผลกระทบโดยตรงมาจากการที่มีผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าทางไปรษณีย์ (mail-in voters) เป็นจำนวนมหาศาล (จากฐานข้อมูลของ USEP เห็นว่ามีการลงทะเบียนเพื่อเลือกตั้งทางไปรษณีย์มากกว่า 60,000,000 คน)
5
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันมีเหตุปัจจัยอื่นๆประกอบร่วมอยู่ด้วย ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าอย่างแรกเลยนอกเหนือจากเรื่องการเลือกตั้งทางไปรษณีย์นั้น คือ คนอเมริกาตื่นตัวเรื่องเลือกตั้งประธานาธิบดีกันมากขึ้น ถ้าดูสถิติการออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งในปี 2020 นี้
จะเห็นว่ามีผู้ออกมาใช้สิทธิไม่ต่ำกว่า 143,000,000 คน ถือว่าเพิ่มขึ้นมาเยอะมากเมื่อเทียบกับปี 2016 ซึ่งออกมาเพียงไม่ถึง 130,000,000 คน ขนาดช่วงปีที่ถือว่ามียอดผู้มาใช้สิทธิจำนวนมากอย่างปีแรกที่ Barack Obama ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดี (เกือบแตะ 130,000,000 คน) ก็ยังไม่มากเท่าในปี 2020 นี้
1
เรียกได้ว่ามวลชนออกมากันเยอะมากๆ มากที่สุดในรอบ 20 ปีนี้เลยก็ว่าได้ ถือว่าค่อนข้างน่าสนใจ และมันไม่ได้น่าสนใจเพราะ Biden คือคนที่ทำลายสถิติแล้วได้รับคะแนนการโหวตสูงที่สุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกานะครับ อันนั้นมันแค่มุมหนึ่งที่สื่อฉายออกมา
1
แต่อีกมุมหนึ่งที่บางท่านอาจจะไม่ได้สังเกตก็คือ ในปี 2020 นี้ Donald Trump ก็ทำลายสถิติเดิมของพรรค Republican เหมือนกัน ด้วยคะแนนโหวตประมาณ 69,600,000 กว่าคะแนน ทำสถิติใหม่ตาม Joe Biden ไปติดๆเลย
2
ในจุดนี้ผมจึงไม่ค่อยเห็นด้วยนักกับการเคลมว่า Biden ได้ยกระดับการเลือกตั้งครั้งนี้ให้ขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง เพราะถ้าดูตามสถิติ และปริมาณของคะแนนโหวตแล้ว แคนดิเดตทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะ Democrat หรือ Republican ต่างก็สามารถยกระดับเพดานคะแนนของตนเอง และการเลือกตั้งให้ขึ้นไปไกลกว่าเก่าค่อนข้างมาก
1
จะบอกว่าเป็นผลมาจาก Performance การหาเสียง การทำแคมเปญของ Joe Biden ก็คงจะไม่ใช่ทั้งหมดเสียทีเดียว เพราะหาก Biden ทำได้ดีจริง ป่านนี้มันต้องทิ้งห่างจนเห็นผลแบบสมัย Obama ที่ได้คะแนน Delegates ประมาณ 360 กว่าคะแนนไปแล้ว ปีนี้แค่จะทำให้ถึง 300 คะแนน Biden ยังลำบากจะแย่เลยครับ ขนาดคะแนน Popular Vote ตั้ง 70,000,000 กว่าคน
4
อีกอย่างถ้าติดตามตั้งแต่ช่วง Primary ของพรรค Democrat เป็นต้นมาตั้งแต่ปีที่แล้ว Joe Biden เองก็ไม่ได้ถือว่ามีความโดดเด่นมากเท่าใดนัก เมื่อเทียบกับนักการเมืองคนอื่นๆภายในพรรค
1
จุดเด่นของ Biden มีเพียงอย่างเดียว คือ มีเงาของ Obama อยู่ข้างหลังเพียงเท่านั้น จะสังเกตว่า Biden พยายามที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นตัวแทนประธานาธิบดีของพรรค Democrat มาหลายครั้งแล้ว เพิ่งจะมาได้เป็นจริงๆจังๆ มาไกลที่สุดก็รอบนี้
ตอนดีเบตสไตล์ของ Biden ก็ไม่ได้เป็นที่น่าจดจำสักเท่าไร เป็นคนเนิบๆ เทียบกับ Bernie Sanders แล้ว Sanders ยังดูมีเอกลักษณ์มากกว่า และที่มาได้ขนาดนี้ก็เพราะจุดเด่นอีกข้อหนึ่งของ Biden คือ ความเป็นนักการเมืองสาย Moderate (สายกลาง) สายเดียวกับ Obama
ทำให้เขามีโอกาสในการจะดึงเสียงสนับสนุนจากขั้วอำนาจ มุ้ง และกลุ่มการเมืองอื่นๆภายในพรรคให้หันมาสนับสนุนเขาได้ง่าย แบบ Obama (เรียกว่าการสร้าง Coalition) ซึ่ง Sanders ไม่มีทักษะตรงนี้ จึงแพ้ไปในรอบ Primary เมื่อกลางปี
1
พูดถึงตอนดีเบทอีกเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่า Biden ยังทำ Performance ได้ดีไม่พอ เพราะ Biden และพรรค Democrat นั้นมีแต้มต่อ และเครื่องไม้เครื่องมือในการล้ม Trump อยู่มากมาย แต่ก็ไม่ได้ใช้ให้เป็นประโยชน์มากนัก ในตอนดีเบท และทำแคมเปญหาเสียงนั้น
2
ฝั่ง Democrat สามารถที่จะขุดเรื่องไวรัส COVID-19 และความเสียหายที่เกิดขึ้นภายในตลอดปี 2020 นี้ ไม่ว่าจะเรื่องเศรษฐกิจ และการว่างงาน หรือแม้แต่เรื่องโศกนาฎกรรมของคนดำอย่าง George Floyd เป็นต้น Biden และ Kamala Harris (ผู้สมัครรองประธานาธิบดีของ Biden) มีโอกาสหลายช็อตมากที่จะขุดโคลนเหล่านี้มาโจมตี หรือสร้างกระแส
แต่พอถึงคราวจริงๆ ประเด็นพวกนี้กลับไม่ได้ถูกนำมาเป็นอาวุธอย่างเต็มที่เท่าที่ควร อย่างการดีเบทของ Kamala Harris กับ Mike Pence เมื่อเดือนก่อนๆ ทางฝั่ง Harris ก็ไม่ได้สร้างภาพที่น่าจดจำ หรือพยายามขุดโคลนมาโจมตีฝั่ง Republican ในช่วงที่มีโอกาส
ผมคิดว่าตรงนี้เป็นจุดบอด และอุปสรรคข้อสำคัญที่ส่งผลกระทบยาวมาจนถึงการแข่งขันครั้งนี้ เพราะประเด็นดังกล่าวนี้ล้วนแต่สามารถนำมาเป็นอาวุธในการเพิ่มคะแนนนิยม และลดทอนความชอบธรรมของรัฐบาล Donald Trump ได้ทั้งหมด
2
แต่ Biden ก็ไม่ได้ทำ แล้วปล่อยให้ Trump ใช้กลยุทธ์ดังกล่าวเล่นงานตนเอง กล่าวหาลูกชาย (Hunter Biden) และขุดเรื่องเก่าๆมาล้อเลียนตนเองอยู่ฝ่ายเดียว เพราะถ้าหาก Biden ใช้เรื่อง George Floyd หรือแม้แต่ COVID-19 เพิ่มอีกนิด ผมคิดว่าคะแนน Biden น่าจะทิ้งห่าง Trump ได้มากกว่านี้อีก ไม่ใช่เคลื่อนห่างกันนิดๆหน่อยๆ 2,000,000-3,000,000 แบบนี้
ในทางตรงกันข้าม ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ ผมคิดว่า Trump และการกระทำบ้าระห่ำไม่สนกฎเกณฑ์ของ Trump น่าจะเป็นตัวแปรที่เข้ามามีบทบาทค่อนข้างสูงนะ ถ้าดูกันดีๆ สิ่งที่ Trump ทำมาตลอด 4-5 ปีนี้ ก็คือ การใช้วาจา ใช้วาทศิลป์ซึ่งเป็นความสามารถพิเศษของเขาในการสร้างความแตกแยกในสังคม
1
ทั้งผ่านการแถลงข่าว ผ่านการทวีตข้อความสั้นๆที่พยายามจะแบ่งมวลชนออกเป็น 2 กลุ่มอย่างชัดเจน ทุกๆคำ และประโยคที่ Trump สื่อออกมายังสาธารณะล้วนแต่มีกลิ่นอายของความเสียดสี ความขวาจัด ความรุนแรงที่แฝงอยู่ภายใน ทั้งการเหยียดคนจีน เหยียดคน Hispanic การล้อเลียนเด็ก การล้อเลียนผู้นำประเทศอื่นๆอย่างสหภาพยุโรป หรือแม้กระทั่งการทวีตข้อความด่าคนอื่นแบบตรงไปตรงมา
ในขณะที่ Biden ขยับเพดานของคะแนนเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีขึ้นมา ทางฝั่ง Trump ก็ได้ขยับเพดานของการเมืองแบบอนุรักษ์นิยมให้มันขยายตัวในสหรัฐอเมริกาและในโลกมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จนสังคมอเมริกาในตอนนี้นั้นแตกแยกมากขึ้นกว่าเดิมอีก
Trump ทำอย่างไรรู้ไหมครับ วิธีของ Trump ง่ายมาก เขาวาดภาพให้ Biden กลายเป็นปีศาจ เป็นผีคอมมิวนิสต์ เป็นผีของฝ่ายซ้ายที่จะกัดกินคนอเมริกา แม้ว่า Biden อาจจะไม่ได้เป็นอย่างนั้นก็ตาม แต่สารของ Trump มันไปตกกระทบและสะท้อนกับนโยบายของ Biden พอดี
3
เพราะในปี 2020 นี้ ร่างแผนนโยบายของ Biden เองก็มีส่วนหนึ่งที่พยายามจะแตะนโยบายแบบสังคมนิยมอยู่จริงๆ ตามที่ Trump กล่าวหา (เนื่องจาก Biden ต้องการเอาใจฐานเสียงของ Elizabeth Warren และ Bernie Sanders เพื่อจะขยายฐานเสียงของตนเอง)
1
คนอเมริกาตอนแรกก็อาจจะไม่เชื่อในคำพูด Trump เท่าไร แต่พอมาดู Policy platform ของ Biden และติดตามการหาเสียงของ Biden ตั้งแต่ช่วง Primary มาจนถึงตอนนี้ ก็เลยทำให้คำพูดของ Trump บังเอิญดูมีน้ำหนักมากขึ้น ยิ่งมาประจวบเหมาะกับคำโจมตีที่ Trump บอกว่า Biden จะเปิดให้จีนเข้ามาปล้นชาติอเมริกา ในช่วงที่คนอเมริกาจำนวนมากยังตกอยู่ในภวังค์ของกระแส Sinophobia (กระแสเกลียดคนจีน) จากไวรัส COVID-19 กันอยู่
1
ก็ยิ่งทำให้ความกลัว Biden มีมากขึ้นเป็นทวีคูณ กลายเป็นว่าปีนี้ การหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีเป็นปีแห่งการใช้ความกลัว ฝั่ง Trump ก็หาเสียงด้วยการขู่ให้มวลชนตนเองกลัว Biden ส่วนฐานเสียงฝั่ง Biden และ Democrat เองก็กลัว Trump จะได้รับเลือกกลับมาอีกสมัยหนึ่ง
6
ต่างฝ่ายต่างกลัวกันเอง จึงยิ่งทำให้ Voter turnout มันพุ่งขึ้นมาจำนวนกว่า 10,000,000 คน จุดที่น่าสนใจมันคือตรงที่ Trump สามารถดึงคนดำ คนอเมริกาใต้ คนละตินอะไรพวกนี้ที่เขาเคยเหยียด และล้อเลียนมาก่อนให้หันมาเลือกเขาได้นี่แหละครับ
วิธีของ Trump ก็นั่นแหละครับ คือการวาดภาพให้ Biden เป็นผีสังคมนิยม ผีคอมมิวนิสต์นั่นแหละ พวกคนละตินเขากลัวสังคมนิยมไงครับ เขาหนีมาจากคิวบา หนีเวเนซูเอลามาจากทางใต้อะไรพวกนี้ เพราะเขาไม่อยากเจอประเทศสังคมนิยม แล้วพอ Trump ยิ่งทำแบบนี้ คนตาสีตาสาไม่รู้อะไรเขาก็กลัว Biden ก็หันไปเลือก Trump ไม่ยากเลย (เป็นวิธีการขยาย Coalition อีกแบบหนึ่ง)
4
โดยสรุปเลยก็คือ การเลือกตั้งครั้งนี้จริงๆไม่อยากให้มองแค่ Biden Factor เพียงอย่างเดียวเท่าไร อยากให้มองโดยรวมๆ คือนำปัจจัยทางด้าน Trump Factor บวกเข้ามาประกอบกับการพิจารณาไปด้วย เพื่อให้เห็นภาพที่มันชัดมากขึ้นเกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้ครับ