Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ป
ปกรณ์ ปราสาททอง
•
ติดตาม
2 ธ.ค. 2020 เวลา 08:05 • ความคิดเห็น
จิตเราเหมือนสำลี และ เรื่องราวของเหตุผลที่เกิดขึ้น
สิ่งที่มันเป็นกรรม เพราะเราไปหามาเอง หามาเองทั้งนั้น ที่มันทุกข์มันร้อนอยู่อย่างงี้ ที่มันเกิดแก่เจ็บตาย เพราะเราเป็นผู้กระทำทั้งนั้น สิ่งที่มันเกิดตายมันไหลมาจากไหน ไหลมาจากกรรม กรรมมาจากไหน มาจากอารมณ์ ดับอารมณ์มันเสีย มันก็ไม่เกิดแก่เจ็บตายอีกแล้ว มันดับไม่ได้ต้องค่อยๆทำไป โดย....
ทุกสิ่งทุกอย่างเราก็นึกไม่ถึงว่า เราได้เกิดมาแต่ละชาติๆ เราก็ได้รู้ว่าชาตินั้น เราได้เกิดมาเป็นอะไรต่ออะไรบ้าง แต่ว่าบางครั้งจิดก็ระลึกชาติได้อะไรได้ ก็เนื่องจากว่า หลุดรอดจากการได้ดื่มน้ำ ดื่มน้ำ..คำว่า.. ลืม...ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง ก็เลยระลึกชาติได้ แต่การระลึกชาติได้ ไม่ได้เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดอะไร คนที่ระลึกชาติได้ รู้แล้วว่าตัวเองเกิดมาเป็นไอ้โน้นเป็นไอ้นี่ นิสัยการกระทำนั้น..แก้ไขนั้น จมอยู่ในที่ตัวบวก คือ กรรม ไม่ได้ไปแก้ไขนิสัยตัวเอง ไม่เหมือนกับผู้ที่สะสมบุญและบารมีมา พอสิ่งต่างๆเราระลึกได้ สิ่งนั้นก็ติดตามมาเปิดเผยแก่เรา มาเป็นบางสิ่งบางอย่าง ไม่ใช่ว่ามีเสมอไป นั้นอยู่ที่แต่ละดวงจิตที่กระทำเรื่องราวดีๆ ให้แก่ตัวเอง ไม่ใช่ให้กับใคร
ต่อไปนี้เป็นเรื่องราวของเหตุและผลที่เกิดขึ้น
การที่เกิดมาก็มาก็ไม่รู้ การดับสิ้นไปก็ไม่รู้ แต่ว่า มีบางดวงจิตที่บังเกิดขึ้น บางครั้งก็รู้ว่าจะต้องเดินทาง ไปอยู่สถานที่ใดๆเกิดขึ้น บางดวงจิตเมื่อรู้แล้วว่า ตัวเองจะไป แต่ก็ไม่มีสามารถเอาบุญกุศลไป กลับเข้าศูนย์..ศูนย์การตัดสิน ลงไปสู่อบายภูมิ แต่เรื่องราวของการจุติ ไปจุติสถานที่ต่างๆ อาจจะเป็นสถานที่ดีและไม่ดี ก็สถานที่ดี..เมื่อมีอะไร มาสะกิดนิดเดียวก็ลอยขึ้นไปเบื้ยงบนแล้ว เหมือนสำลี สำลีที่เราเอามาอยู่ในมือ เอามากำชูขึ้นไปกลางอากาศ ถ้าสำลีไม่ติดที่มือ บางทีมันก็ลอยไปผโดยที่ไม่รู้ตัว แต่ว่าในกรณีเช่นนี้เหมือนกัน เราเกิดมาเหมือนกับเอาสำลีชูขึ้นไปข้างบน แต่ไม่ยอมปล่อยติดอยู่ที่มือของเรา เมื่อติดอยู่ที่มือของเรา ย่อมมีปรากฏการณ์ขึ้น อาจจะถูกฝน หรือถูกฝุ่นละอองที่หนาเหนอะเปรอะเปื้อนขึ้นมา มันหนักเข้า มือของเราที่ชูขึ้นไป สำลีนั้นก็เหมือนจิตของเราที่มาอาศัยสังขาร แต่ละสังขารอยู่นี่ ก็ตกลงมา ล่วงลงมาที่พื้นดิน ลงไปอเวจี
คราวนี้ ระหว่างที่เรามีชีวิตอยู่ เมื่อทำบุญสร้างกุศลเกิดขึ้น ฝุ่นละอองที่มี ธรรมดาสำลี เมื่ออยู่กลางอากาศก็ต้องมีฝุ่นละออง มีน้ำมีอะไรต่างๆ บางทีฝนตกมา สำลีนั้นก็เปียก เปียกแล้วมันก็แห้ง แห้งแล้วมันก็ฟู เหมือนอย่างเก่า แต่ไม่แห้งเสียทีเดียว แต่ก็มีสำลีที่ลอยอยู่ ถูกฝุ่นละออง และละอองไรน้ำ ที่ไม่สามารถจะปิดบังสำลีนั้นได้ แต่ก็มีลม ลมที่พัดมาไม่แรงนัก ก็จะพัดฝุ่นละออง หรือ ไอน้ำที่ละอองน้ำ ที่มาติดสำลี หลุดออกไป สำลีนั้นถึงกาลเวลา มือของเรานั้นที่ชูขึ้นไป มันก็เหนื่อยล้า แล้วพอปล่อยสำลีไป สำลีก็ลอยขึ้นไป เพราะสำลีมันเบานั่นเอง เพราะมันแห้ง ก็ไม่ถึงกับที่ลอยไป ที่มีความสะอาดสะอ้านไม่ แต่สำลีที่เป็นจิตสะอาดสะอ้าน เค้าก็มีวิธีที่จะชูขึ้นไปป้องกันไม่ให้มีฝุ่นละอองมาเกาะ แต่จิตของเราเมื่อเกิดมาแล้ว เหมือนสำลีก้อนนั้นที่ชูขึ้นไป. ก็ไม่ระมัดระวัง มีโลภโกรธหลง มีความยึดเรื่องโน้นเรื่องนี้เกิดขึ้น มีตัณหาราคะอะไรต่างๆ แล้วก็ฝุ่นละอองที่เปรอะเปื้อน สำลีก็เปรอะเปื้อนไปด้วยสิ่งเหล่านี้ ความหนักของสำลี ก็ไม่สามารถจะลอยขึ้นไปได้ ก็ต้องล่วงลงที่พื้นดิน จมปฐพีไป นั้นคือ อบายภูมิ
ถ้าเราเกิดมาแล้ว เรารู้วิธีการชูว่า เมื่อฝนตก หรือ ว่าลมแรง หรือ ฝุ่นละอองที่หนาเตอะ คือ การหลบเลี่ยงได้ ก็โดยที่ใช้ เหมือนกับเรากลบเข้ามาอยู่ในบ้าน แต่ในนั้นเราสร้างกำแพงของเราคือ สร้างบุญสร้างบารมี ปกป้องไม่ให้สำลี ที่จะเปรอะเปื้อนด้วยน้ำฝน หรือ ฝุ่นที่มันหนาเหนาะเทอะทะที่จะเปรอะเปื้อนเลอะเทอะกันไป ที่สำลีต้องหลุดจากมือของเรา
คราวนี้ถ้าเรามีการระมัดระวัง ก็มีการสร้างบุญสร้างกุศลบารมี ป้องกันไม่ให้สำลีนั้นถูกแค่ฝุ่นละอองหรือฝนละอองน้ำ จิตของเราก็ลอยขึ้นไป สูงก็แค่เทวดาหรือเทพ เป็นเทพเทวดาอินทร์พรหมได้เหมือนกัน แต่โดยมากจะไม่มาระมัดระวัง ไม่เคยสร้างกำแพง ไม่เคยสร้างที่ห่อหุ้ม มีแต่ชูขึ้นไป แล้วแต่เวรแต่กรรม ก็หาเรื่องราวว่า เออ..น้ำฝนตกมาก็ดี ฝุ่นเลอะเทอะเปื้อนโคลนอะไรต่างๆ นึกว่าชุ่มโชกมันดีมันงาม นั้นคือ โลภโกรธหลง เช่น ทรัพย์สินเงินทอง สิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตก็มาปะปนกันอยู่อย่างนั้น ก็จมอยู่ในโลกต่อไป
เกิดมาเมื่อไหร่ มันก็มีเรื่องเหล่านี้ทั้งนั้น มีเรื่องที่หากินหาอยู่ หาไม่มีเรื่องอะไรเลย ที่เกิดมา พอกิน
แล้วก็นอน นอนแล้วก็กิน แล้วชีวิตมันก็หมดไปวันหนึ่งคืนหนึ่ง แล้วมันก็แก่เฒ่าชรา แล้วก็เจ็บตายเท่านั้นเอง แล้วเกิดมาใหม่ก็เป็นเช่นนี้
คราวนี้ เราบอกว่าไม่รู้จะเป็นอย่างงั้นมั้ย เราก็ดู..เราอยู่..มีอายุป่านนี้ เราก็ดูเด็กที่เกิดมา..มันก็เกิดไป..เกิดไปๆ มันก็โตขึ้นๆ แล้วมันก็มีสภาพเหมือนกับเราเหมือนกัน เด็กพวกนั้นเกิดมาใหม่ๆ เป็นยังไง มันก็กินกับนอน แล้วไปดูหมูหมาเป็ดไก่มันก็กินกับนอนเหมือนกัน แล้วเค้าก็มีธาตุทั่งสี่เหมือนกับเรา ขันธ์ทั้งห้าเหมือนกับเรา มีอารมณ์เหมือนกับเรา มีวิญญาณหูตาจมูกลิ้นกายใจเหมือนกับเราหมด แต่เค้าไม่มีคำว่า รู้จักกรรม แล้วรู้จักธรรม รู้จักบุญ รู้จักบาป เค้าไม่รู้จัก รู้แต่แช่เย็น แช่กับสังขารของกรรมไปวันหนึ่งคืนหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถจะหลุดพ้นจากตรงนั่นได้ เมื่อเค้าไม่มีการกระทำอะไร เค้าก็สร้างกรรมของเค้าต่อไป เมื่อไหร่เค้าจะหลุดจากสังขารที่เป็นกรรม ออกมาเป็นมนุษย์มาแก้ไข แต่พอมาเกิดเป็นมนุษย์ทีรู้ดีและรู้ชั่ว แต่ก็ปฏิเสธเหมือนกับ ที่อยู่ในสังขารของสัตว์ตรงนั้น นี่พูดคำแรงไปหน่อยนะ จิตที่ไปอยู่ในสังขารของสัตว์ คือ ไม่รู้จักคุณ ไม่รู้จักคำว่ากตัญญูรู้คุณเลย หากินหาอยู่ไปวันหนึ่งๆ ที่บำเรอบำรุงให้แก่สังขาร และอารมณ์ของตัวเอง แล้วจิตไปไหน จิตที่มาอาศัยเรือนกายนี้อยู่จิตไปไหน จิตก็ต้องได้รับกรรมจากที่ตัวเองกระทำ ไม่มีใครกระทำให้
กรรมหรือบุญ ไม่มีใครส่งมาให้เรา บังคับให้เรารับ หรือ ให้มาอยู่กับเรา เราเป็นผู้หามาเองทั้งนั้น เราอยากได้เงินได้ทอง เราก็ไปหามา อยากได้เงินได้ทองก็ไปหามาอยากเท่าไหร่ ก็ไปหามามากๆ แต่เราก็ไม่รู้ว่าเงินทองคืออะไร ใช้อะไรไปหามาบ้าง ใช้กายของเราไปหา แล้วใช้อารมณ์ของเราไปหา หามาแล้ว มีอะไรบ้างที่เกิดขึ้น ก็คือ โลภโกรธหลง อวดดี ถือดีเกิดขึ้น เห็นตัวเองดีแล้วอะไรต่างๆ พอไม่ได้สมใจก็โกรธ ใครพูดอะไรหน่อยก็ไม่พอใจ อะไรต่างๆ แต่ก็อยู่ในเรื่องราวหากินหานอนนั้นแหละ แต่ไม่มาแยกแยะให้กับจิตรับรู้
การที่จะอยู่กับจิตที่มีความสุขได้ชั่วขณะหนึ่งนิดเดียวก็ยังดี เช่น ไปนั่งหน้าพระ นั่งกราบพระก็เป็นเรื่องทำยังไง ก็เอากรรมนั้นแหละมาแก้ด้วยกรรม โดยเอาปัจจัยที่เราหามาได้ หรือวัตถุที่เราหามาได้ มาสร้างเป็นบุญเป็นกุศล โดยถวายไว้ต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำไมต้องถวายต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะท่านรู้แล้วละ จึงหมดความทุกข์ เราจึงน้อมถวายผู้ไม่ยึดในสิ่งเหล่านี้ ไม่ต้องการสิ่งเหล่านี้ ที่เราถวายไป เค้าก็เก็บสิ่งเหล่านี้ไว้ให้แก่เรา อยากได้ก็เอาคืนไป แต่ไปให้หลวงพ่อหลวงพี่หลวงตาอะไรต่างๆ ให้แล้วเค้าก็ยังอยากได้อยากดีอยู่อย่างงั้น จะของเค้าคืน เค้าก็ไม่ให้คืน เมื่อถวายกับผู้ที่เค้าไม่เอา เพียงแต่เก็บไว้ให้เราไว้ใช้ แต่ต้องมาจากความบริสุทธิ์ ไม่ใช่ว่าไปเล่นที่เค้าเล่นดารพนันบ้างอะไรต่างๆ เอามาถวายกับท่าน เงินนั้น..เงินมาจากความโลภ แล้วถวายความโลภไปให้ท่าน ท่านทิ้งไปแล้ว แล้วท่านจะเอามาไว้ทำไม ต้องมาจากหยาดเหงื่อแรงกายของเราถึงจะเป็นบุญที่แท้จริงที่เกิดขึ้นจากใคร..จากสังขารของคุณบิดามารดา ..จากสถานที่..ที่เราอาศัยนี้ เอามาสร้างเป็นบุญสร้างกุศลขึ้น ปัจจัยนั้นก็ปัจจัยที่บริสุทธิ์จากมือของเรา แต่ต้องทำด้วยความนอบน้อม ที่จะกระทำต่อที่เราจะไปฝากเค้า อย่างเหมือนกับว่า ถ้าเราจะไปฝากเงิน ปัจจุบันนี้เราจะไปฝากของกับคนโน้นคนนี้ ทำไมพูดดี กิริยาดี แต่มาทำบุญสร้างกุศลที่จะฝากไว้ให้กับเรา เก็บไว้ใช้ในชาติต่อๆไป ใช้วันข้างหน้า ทำกิริยาท่าทาง วาจา ไม่เห็นมันดีเลย เก้ๆกังๆ กิริยาก็เหมือนกับเอากายลิง เอามาฝาก เอามาถวาย แต่เวลาเอาไปฝากเงินฝากทอง ให้เค้าเก็บไว้ให้ ทำกิริยาท่าทาง พูดจาก็ไพเราะ กิริยาก็นอบน้อมก็ทำได้ แต่สิ่งที่ตนเองจะใช้ จะเก็บไว้ใช้ในวันข้างหน้าทั้งปัจจุบันและ จิตของสำไปสำมา กิริยาเหมือนลิงใครเค้าจะรับ เราก็มีกิริยานอบน้อม เข้าไปหาองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะผู้ที่บริสุทธิ์แล้ว แต่เรายังไม่บริสุทธิ์ เราทำให้เป็นกายนิ่งสักนิดหนึ่ง กายที่ไม่ลุกลี้ลุกลน จิตจะได้นิ่งเหมือนกายที่เรากระทำ ทำได้มั้ย...ทำได้...ทำได้ก็เป็นของเรา ไม่เป็นของใคร
ขอย้อนไปอีกสักนิดหนึ่งว่า สิ่งที่มันเป็นกรรม เพราะเราไปหามาเอง หามาเองทั่งนั้น ที่มันทุกข์มันร้อนอยู่อย่างงี้ ที่มันเกิดแก่เจ็บตาย เพราะเราเป็นผู้กระทำทั้งนั้น สิ่งที่มันเกิดตาย มันไหลมาจากไหน ไหลมาจากกรรม กรรมมาจากไหน มาจากอารมณ์ ดับอารมณ์มันเสีย มันก็ไม่เกิดแก่เจ็บตายอีกแล้ว มันดับไม่ได้ ต้องค่อยๆ ทำไป โดยเอาสิ่งที่เป็นวัตถุ ที่เรายึดอยู่นี่ ทำให้เป็นบุญ เป็นทาน เป็นบารมีให้แก่จิตของเรา แล้วเราก็...เมื่อกายทำได้ ต่อไปก็จิตทำได้เหมือนกัน สิ่งใดที่อารมณ์ส่งมาที่มีความโลภโกรธหลงภายในจิต อยากได้โน้นอยากได้นี้ จิตก็ทำได้ ให้เป็นทาน ไม่ไปยึดไปถือ อวดดีถือดีในสิ่งเหล่านั้น ก็เป็นขั้นเป็นตอนเขยิบเข้าไปทีละนิดทีละน้อย ไม่ใช่ว่า อยู่ๆดีๆ เราจะมีความรู้ที่กระทำได้ ต้องค่อยๆกระทำ ทำไปทีละอย่างสองอย่าง ที่เห็นว่าสิ่งนี้มีความสำคัญต่อจิต ที่จะมีความสุข อย่างที่มานั่งกันอย่างนี้ นั่งกายนิ่ง ไปทะเลาะเบะแว้งกับใครมั้ย อยู่ในเรือนกายที่มีความสุข ไม่ลุกลี้ลุกลน ก็ไปสร้างจิตให้เป็นบารมีปัญญาเกิด เค้าเรียกว่า ...ใช้กายบิดามารดาที่เค้าให้มาเป็น หยุดยั้งให้กายบิดามารดามาเป็นกายบุญ พอออกจากนี้ไป ก็เป็น..นำกายบิดามารดาไปสร้างเวรสร้างกรรม แล้วก็ต้องเดินไปสัมผัสคนโน้นคนนี้ ไปหากินหาอยู่ ไปเรื่องราวโลภโกรธหลง ก็มันยังแก้ไขไม่ได้ ก็ค่อยๆทำไปทีละเล็กทีละน้อย เช่น สร้างบุญบ้าง สร้างทานบ้าง สร้างความกตัญญูรู้คุณของกายบ้าง แล้วต่อๆไป..
แล้วต่อๆไป..เรามาจัดแจงเรื่องของกายวาจาใจของเรา มาอยู่ในระเบียบของการไม่ให้มันสร้างคำว่าทุกข์ให้แก่จิตของเรา สิ่งที่สร้างทุกข์ให้แก่เราก็คือ หูตาจมูกลิ้กายใจที่เค้าไม่เป็นผู้ที่กระทำได้เอง แต่อารมณ์ของเราเป็นผู้สั่งจิต..จิตก็ไปสั่ง..สั่งหูตาจมูกลิ้นกายใจของเรา...ไปปฏิบัติตามที่อารมณ์เค้าสั่ง เพราะจิตไม่มีปัญญารับรู้เลยว่า สิ่งที่อารมณ์เค้าสั่งเนี่ย มันเป็นกรรม หรือ เป็นบุญ หรือ เป็นบารมี มีแต่เรื่องราวของกรรม แล้วพอเป็นบุญกุศลบารมี จิตก็ยังไม่ได้เคยศึกษา ก็ทำตามแต่อารมณ์ ก็เลยมีแต่การสร้างกรรม ..สร้างกรรมอยู่ตลอดเวลา วาจาก็สร้างกรรม หูของเราก็ไปฟังเรื่องราวของกรรม ตาของเราไปมองอะไร ก็เป็นเรื่องราวโลภโกรธหลงทั้งนั้น มีแต่ตัณหาก็ไม่มีเรื่องราวอะไร เราก็มาฝึกอย่างนี้ ฝึกให้หายของเรานิ่งจิตนิ่งเกิดขึ้น แล้วอะไรที่มันเป็นกรรมมีบ้างมั้ย ที่มีความทุกข์ตรงไหนมีบ้างมั้ย พอปฏิบัติมากเข้าๆ ...
....พ่อแม่ของเราก็จะสอนคือกายของเราเนี่ย จะสอนจิตของเรา รูปสอนจิต รูปของเนี่ย ตัวเราที่อาศัยนี่ เค้าจะสอนจิตของเราให้มีความอดทน มีความ..มีปัญญาเกิดขึ้น โดยนั่งอย่างนี้ไว้ก่อน มาฝึกนั่งไว้ก่อน อดกลั้นไว้ก่อน มันจะเจ็บจะปวด พ่อแม่ของเราก็เคยสินมาแล้วตั้งแต่เล็กนะ วาจาที่แม่สอนให้เดิน ให้ยืน ให้คลาน ให้กินให้อยู่อะไรต่างๆ ตอนนี้เรามีนิติภาวะแล้ว พ่อแม่เค้า..รูปของพ่อแม่เค้าก็จะสอนจิตของเราให้หนีกรรม ...หนีกรรม..ให้รู้จักทุกข์ จะนั่งด้วยความเจ็บปวดเมื่อยล้าต่างๆ รูปก็สอนบอกว่าทนนะลูก ทนความเจ็บปวดทนเมื่อยล้า เพื่อจะรู้จักทุกข์ เมื่อรู้จักทุกข์ ทุกข์นี้จิตเค้าจะขยายซิ ขยายเรื่องราวของอารมณ์ที่สั่งมา เค้าสั่งอะไรก็รู้ว่านั้น คือ มันเป็นกรรม หรือเป็นความทุกข์ต่อเนื่องเรื่องราวของจิตวันข้างหน้ามั้ย จิตต้องพิจารณา..จิตก็เห็นว่านั้นคือกรรมจะหยุดยั้งได้ ไม่ให้หูตาจมูกลิ้นกายใจไปกระทำ เช่นมองเห็น เห็นสิ่งนี้ เช่นเงินทองเค้ากองเป็นกระสอบๆ ไม่มีเลยอยากได้เหลือเกิน ตาก็มองไปอยู่เรื่อยๆ พอจิตจะรู้ว่า..ไอ้นั้นคือ สิ่งที่สมมุติขึ้นมาให้ทุกคนหลงใหล อยู่ในโลภโกรธหลง แก้วแหวนเงินทองนั้น จิตมันรู้ปุ๊บ ก็หลบ..ไม่ให้ตาไปมอง ..ไปมองที่อื่น หรือ มองด้วยความพิจารณาว่า นั้นคือเศษดินเศษกระดาษ เค้าสมมุติขึ้นมาเท่านั้น ให้มนุษย์ใหลหลงในสิ่งเหล่านั้น เพื่อจะมาสร้างความทิฐิ มีความโกรธความเกลียด ทำร้ายกัน ยื้อแย่งกันอยู่ตลอดเวลา
เราก็ไม่ทันเรื่องราวของอารมณ์ เราก็ไปยื้อแย่งกีบเค้าบ้าง มันก็เลยเป็นกรรมเกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้แหละที่เราไปเอามา..เข้ามาหาตัวเอง จะเอาออกจากใจของเราออกยากแล้ว เพราะมันหมักหมมมานานมากขึ้นๆ ก็ต้องมาฝึกอย่างนี้ ฝึกเดิน..เดินไม่มีอะไร เดินทิ้งกรรม นั่งทิ้งกรรม ยืนทิ้งกรรม แล้วก็เดินหนีกรรมอย่างนี้ เดี๋ยวเราก็เป็นที่รับรู้ว่า..ใครนะเอากรรมมาให้เรา อ้อ..ของเราเอง..เราเป็นผู้สร้าง สร้างโดยที่เราไม่รู้ ไม่รู้ตรงไหน...อารมณ์ของเรา เพราะเราไม่ยอมศึกษาเรื่องอารมณ์ มัวแต่ไปดูคนอื่น ดูเรื่องราวของอารมณ์คนอื่น ดูเรื่องราวการกระทำของคนอื่น เอามาเป็นของเราทั้งหมด ก็เลยเป็นกรรมอยู่อย่างงั้น โดยไม่ได้แก้ไขตัวเองไปตลอดชีวิต เค้าเรียกว่า เสียชาติที่เกิดมาเป็นมนุษย์ครบอาการสามสิบสอง หมดโอกาสที่จะหนีกรรมกลับสร้างกรรม ขึ้นทุกวันๆ แล้วเกิดมาชาติหน้า เราไม่มี..ไม่ได้สร้างสังขารที่ดีไว้เลย มันก็ไปอยู่ในสังขารที่ไม่ดี
เหมือนกับแม่ทั้งสี่นี่ เราจะทำแม่ทั้งสี่นี่..สร้างรูปสร้างร่างขึ้นมา เราจะเท..เทให้เป็นรูปร่างขึ้นมาเราก็เอากรวดทรายต่างๆ ปูนต่างๆ เอามาเทใส่บล็อกนั้นไป แล้วบล็อกที่อยู่ที่เราอยู่ที่เราหามาได้นี่ มันมีแต่โลภโกรธหลง บางทีก็รีบร้อนไป เราอาจจะขาดหู ขาดตาไป อะไรซักอย่าง ก็เทลงไป นั้นแหละ คือ สิ่งที่เราสร้างบล็อกเข้าไว้ แล้วก็เอากรวดหินดินทราย เอาไปเท เอากรวดหินดินทรายนั้น ปรากฏว่าโลภโกรธหลงทั้งนั้น มีทิฐิ มีเรื่องราวต่างๆอยู่ในนั้น ที่มีแต่ความทุกข์ ทำไมไม่ไปเอากรวดหินดินทราย สถานที่เค้าสร้างไว้เล่า สถานที่ตามวัดอย่างนี้ สถานที่ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะมีแก้ว มีกรวดหินดินทรายที่ใสสะอาด ทีเค้าล้างด้วยความบริสุทธิ์ผุดผ่อง เอามาเทใส่บล็อก ก็เป็นธาตุชองแม่ทั้งสี่ ที่เป็นเนื้อนาบุญที่ดีเกิดขึ้น ไหนจะรูปร่างดี กายดี ครบอาการสามสิบสอง ยังมีแม่ทั้งสี่ที่มีคุณธรรมเกิดขึ้น จะมีการสร้างบุญสร้างบารมีเกิดขึ้น
คราวนี้...เอากรวดหินดินทรายอยู่นี่ เกิดมาเมื่อไหร่ก็มีแต่ความทุกข์ หลงใหลในแก้วแหวนเงินทอง หลงใหลในยศฐาบรรดาศักดิ์ หลงใหลในกายของตนเกิดขึ้น พอนึกถึงเรื่องของกายจะเห็นว่า ใครจะเอาของแข็ง หรือเอามีดมากรีดเนื้อเรานี่ เราหวงแหนเหลือเกิน ไม่มีจะมาทำร้ายเรานี่เราต้องต่อสู้ อะไรต่างๆไม่ให้กระทำ แม้แต่เลือดซักหยดก็ไม่ยอมให้ใครเลย อย่างยุงมากัดนี่...เลือดหยดนิดๆยังไม่ให้..ไปตีเค้าตายแล้ว..หวงแหนมาก แล้วก็หมูเป็ดไก่พวกนี้ เค้าก็หวงแหนเลือดเนื้อเค้าเหมือนกัน เค้าจะอาศัยอยู่...จิตที่จะอาศัยอยู่ใช้กรรมไปให้ถึงที่สุด แต่เราก็ไปฆ่าเค้า เอาเนื้อเค้ามากิน ไม่นึกว่าเค้าก็มีกรรม เราก็มีกรรม เรากินสังขารของกรรม แล้วเราก็ไม่รู้จักใช้หนี้ ที่เรากินเข้าไป มาเป็นน้ำเลือดน้ำหนองที่เลี้ยงสังขารเราอยู่นี่ ให้มีชีวิตอยู่ได้ ไม่เคยให้เค้าเลย ไม่เคยอุทิศส่วนกุศลให้เค้า มีแต่ไปกิรเลือดกินเนื้อของเค้า แต่เวลาเค้าจะเอาเลือดซักหยดหนึ่ง ยังไม่ยอมให้เค้าเลยอย่างงี้ การเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ มันเกิดขึ้นจากนิสัยของตัวเอง เพราะเราไม่ได้ศึกษาเรื่องอารมณ์ เรื่องบาป เรื่องความทุกข์ทั้งหลาย ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง
สิ่งทั้งหลายที่เราเกิดมานี่ ต้องศึกษาว่าทุกข์มันเป็นยังไง ทุกข์จริงๆ ไม่ใช่อุปโลกน์ขึ้นมาว่า ฉันไม่เงิน ฉันไม่มีข้าวจะกิน ทุกมันต้องรู้จักเหตุรู้จักผล ต้องปฏิบัติให้ได้ ไม่ยังงั้นเค้าไม่ทิ้งกันหรอกทรัพย์สมบัติ
ต้นศาสนาขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาทิ้งกัน ทิ้งทรัพย์สมบัติ ยศฐาบรรดาศักดิ์ ทำไมท่านต้องทิ้ง ทำไมต้องไปนอนกับใบไม้ ตามพื้นดิน ของที่มาหนุนเศียรท่าน ก็มีแต่ขอนไม้ใบไม้มาหนุนเศียรท่านเท่านั้น แต่อย่างมนุษย์สมัยนี้ หาที่อำนวยความสะดวกมากมายก่ายกอง ที่จะปรนเปรอให้แก่สังขาร นั้นแหละ..เป็น..เป็นความโง่ของเรา ที่วุ่นวายไปในเรื่องการนอนการกินนั่นแหละ ไม่ได้ไปไหน ไม่เคยศึกษาเรื่องราวของอารมณ์ มันถึงเกิดมา..ทุกคนเกิดมาคิดว่าต้องการได้สิ่งนี้และแก้วแหวนเงินทอง แล้วก็ตายไป ก็เอาไปไม่ได้ เอาแต่กรรมของตัวเอง สิ่งที่เป็นพยานให้แก่เราคือ แม่ทั้งสี่ที่อยู่ในตัวเราเนี่ย ตาของเราไปถ่ายรูปการกระทำ หูของเราคือวิญญาณหู ก็ไปฟังเสียงสิ่งที่เรากระทำ เช่นเราไปด่าเค้า ไปตีเค้า ตาเราเห็น หูเราได้ยินเสียง ส่งไปให้จิต จิตก็ส่งไปให้แม่ทั้งสี่บันทึกภาพ บันเสียง เก็บไว้ให้เรา ไปใช้หนี้ในชาติต่อๆไป หรือ ชาติปัจจุบัน เหล่านี้เป็นต้น แต่ว่าสิ่งที่อยู่ปัจจุบันนี้นะ ของเก่าของชาติที่แล้ว ของหลายๆชาติมาผสมกัน
ขณะนี้..ที่ทำดีไว้ สร้างกุศลผลบุญได้บารมีไว้ ได้มาอาศัยอยู่ในชาตินี้ ไม่ใช่ว่าทำวันนี้ ชาตินี้ทั้งชาติเลย แล้วเอามาใช้เลย ..ไม่ใช่นะ ใช้ของเก่า เพียงแต่ว่า ถ้าเราทำรื่องราวดีๆเกิดขึ้น ก็ไปดึงของเก่า เอามาใช้ปัจจุบัน คราวนี้..ถ้าเราทำไม่ดี สร้างเวรสร้างกรรม ก็ไปใช้ตัวร้ายๆ ออกมา เอาไปใช้ ปัจจุบันเหมือนกัน
คราวนี้..คนดีก็อยู่ที่ตัวเรา คนชั่วก็อยู่ที่ตัวเรา เราไม่เคยคิดพิจารณาว่า ดีชั่วอยู่ที่ตัวเรา เอาแต่สิ่งที่ไม่รู้ ทำไปวันๆ ตามเรื่องตามราว อยากจะพูดอะไรก็พูด ทำอะไรก็ทำ เลยไม่รู้ว่า คนชั่วมันชอบทำอยู่แล้ว ลองซิ ลองไปหา นักเลง หรือ เกจิอาจารย์ต่างๆ พอไปอยู่ ..ก็ไปจมอยู่กับเค้าเป็นพวกเค้าอะไรต่างๆ แล้วก็ชอบมั้ย..ชอบ ไปหาธรรม เค้าปฏิบัติแก้ไขนิสัยกรรมเอามั้ย นั่นคนดี..ไม่อยากคบ ไม่อยากเอามาใช้ ไม่อยากเรียกเค้ามาช่วยเหลือจิตของตัวเอง แต่ไปเรียกคนที่ทำชั่ว ทำสร้างเวรสร้างกรรม เรียกเค้ามา ก็เหมือนขณะนี้ มาสวดมนต์ภาวนาหรือมาปฏิบัติ ไปเรียกเค้าซิ..ไม่มีใครมาหรอก ถ้าบอกเรียกไปตีเค้านี่ มาเลย กรูกันไปเลยเรียกไปกินเหล้าเมายาเล่นการพนัน..ไปแล้ว คนชั่วมันยิ่งใหญ่ในตัวเรา แต่เราไม่เคยเอา เมื่อไม่เอาออกแล้วก็ พยายามดึงคนดีให้มา ให้นำพาเราไปให้ได้ เช่น ไปสร้างบุญสร้างกุศลเป็นบารมีบ้าง สร้างจิตลดละกรรมบ้างอะไรอย่างนี้ คบเค้าซิ พอคบเค้าหน่อย เบื่อละ ไม่อยากคบ เดี๋ยวถึงเวลาสวดมนต์อีกล่ะ ถึงเวลาปฏิบัติอีกแล้ว เบื่อ..อยู่กับไอ้คนดีมานาน ..เบื่อ สู้ไปอยู่กับคนชั่วไม่ได้ กึมาสร้างการทำมาหากินไป นักเลงบ้าง ไปอย่างโน้นอย่างนี้บ้าง ไปยื้อแย่งอะไรเค้าต่างๆ นั่น..ชอบ เพราะเค้าใหญ่กว่า...เค้าใหญ่กว่าไอ้คนดี เห็นมั้ย เนี่ยไปดูซิ เปรียบเทียบให้ฟังก็ได้ ภิกษุสงฆ์ นั่งอยู่ที่วัด เศรษฐีเค้าไปถวายเงินเป็นล้านๆ ให้กับพระ ไอ้คนนี้มันมีกรรม พระอะไร ยอม..สยบให้กับเศรษฐี นอบน้อมถ่อมตน เงินขี้ข้าของกรรม โลภโกรธหลง ที่เป็นเงินที่เค้ามาถวายนี้ นอบน้อมถ่อมตนเข้าไป...รับเลย. เจ้าอาวาสรับด้วยความเต็มใจ ไอ้คนที่ไปให้ ก็มีแต่เรื่องราวของกรรม นิยมชมชอบกันไปใหญ่..เห็นมั้ย
แล้วสิ่งนี้..เค้าสมมุติให้เรา หลอกขึ้นมาให้เราไปยึด คนไม่ดีชอบหลอกนัก ไอ้คนดีๆไม่ชอบหลอกหรอก ชอบเอาเรื่องของจริงๆ มาให้ทำ มาให้ปฏิบัติมาให้หนี ให้คนหลอก..ก็ชอบหลอกไปเรื่อย ถึงได้หลงกันอยู่อย่างนี้ หลอกจนเราก็แก่เฒ่าชราลงไป แล้วมันก็เจ็บ มันก็ตาย ไม่เห็นไปไหนเลยอยู่ไปไม่เท่าไหร่ แปดสิบปีร้อยปีตายแล้ว แล้วจิตของเราต้องเดินทางนี่ เดินทางนับชาติไม่ได้ เป็นหมืนเป็นแสนเป็นล้านๆ ปี จนไม่รู้ว่ากี่ชาติกี่ภพกัน จึงจะหยุดเกิด มัวจะนั่งเฝ้าเรื่องราวของกรรม มันก็อยู่กับกรรมอยู่อย่างนี้ เกิด..ตาย เกิดตายอยู่อย่างนี้ ไม่ยอมหนี นี่ก็พูดให้ฟังเท่านั้น บอกให้ฟัง แล้วเราก็ไปคิดเอา ค่อยๆสะสม มาช่วยกันซิ มาช่วยกันทำเข้า ทำบุญสร้างบารมีให้แก่ตัวเอง เราช่วยกัน ไม่ใช่ว่านั่งนี่..ควรจะช่วยนะ คือ บอกกับตัวเอง ช่วยกัน ช่วยให้กายวาจาใจของเรามาช่วยให้จิตของเราเนี่ย มาสร้างบุญสร้างกุศลสร้างบารมี ไม่ได้ให้คนอื่นมาช่วยเราหรอกนะ ช่วยตัวเอง ช่วยให้กายวาจาใจของเรา เอามาเป็นธรรมให้ได้ เอาแค่นี้นะ สาธุ
การเดินทางของจิต ที่สะสมมาตั้งแต่เกิดมาเป็นมนุษย์ เหลือแต่ดวงจิต ที่มีตัวกระทำเฝ้าอยู่ อยู่ในสถานที่อันมีความผาสุขพอสมควร ก็ถึงการเวลา ก็ขออนุโมทนาที่หลุดไปจากสถานที่ท่านอยู่ ณ.สถานที่ตรงนั้น ให้เป็นเนื้อนาบุญของลูกหลานๆของท่านสืบต่อไป ขออนุโมทนา ขอสวดส่ง ขอให้ท่าน ..รถมารับแล้ว ก็ไปตามวาระของท่านเถิด สาธุ สาธุ สาธุ
บันทึก
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย