4 ธ.ค. 2020 เวลา 09:10 • ความคิดเห็น
การที่จะรักษาจิต..ให้เป็นธรรมนั้น จะต้องสร้างสติของเราให้ได้ก่อน มันมีอยู่สองอย่าง อารมณ์กับสติ สติเป็นฝ่ายธรรม อารมณ์เป็นฝ่ายกรรม
เรื่องราวของอารมณ์ที่มาปรุงแต่งให้ปิดบังเรื่องราวต่างๆให้เราเห็นว่าอยู่ในโลกนี้ ไอ้นั้นเป็นของเราไอ้นี่เป็นของเรา อารมณ์หลอกให้จิตของเราไปติดอยู่กับกรรมนั้นเอง อารมณ์เค้ากลัว..กลัวว่าจิตดวงนี้ หนีจากเค้าไป เค้าก็พยายามให้สร้างแต่กรรมๆ ให้มีการหลอก
ท่านมาในชุดสีขาว พนมมือเข้ามาอนุโมทนาอยู่ตลอดเวลาที่โยม ได้กล่าวคำอนุโมทนา ถวายต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฉะนั้น เรียบเรียงทั้งหมด ที่มาก็มีทหารทุกองค์ ก็น้อมพนมมือถวายเหมือนกัน แต่ทวยเทพเค้านั่งอนุโมทนาไม่เหมือนกัน นั้นก็ลักษณะของเทพ แล้วยังมีจิตที่ได้ร่วมอนุโมทนาได้อีกด้วยผลบุญ โอกาสที่จะได้บุญกุศลนี้จากจิตที่บริสุทธิ์เกิดขึ้น ในการกระทำแต่ละครั้ง เค้าก็มีความทุกข์ทุกนามธรรม ดวงจิตเค้าก็มีความภูมิใจ แม้แต่โอปปาติกะที่เดินผ่านไปผ่านมา เค้าก็เห็นแสงรัตนะ ก็ต้องหยุด หยุดเพื่อจะต้องการบุญที่จะเดินทางต่อไป ไม่ได้หยุดอยู่กับที่ เดินไป ไม่รู้เดินไปทางไหน เดินไปทำไม ไม่มีจุดหมายปลายทางว่าอย่างงั้น เพราะไม่รู้ว่า ที่เดินไป เรื่องอะไรถึงต้องเดิน ที่จริง..เค้าเดินไปเพราะกรรม กรรมที่นำพาไป ที่เค้าสร้างอยู่เป็นมนุษย์ ที่ยังได้มีโอกาสได้เป็นโอปปาติกะกับเค้า ไม่มีโอกาสที่จะเกิดเป็นมนุษย์ได้เหมือนกัน แต่ก็เดินไปอยู่ในจิตที่มีตัวกระทำอยู่เช่นนั้น ไม่เหมือนมนุษย์หรือเทพที่มีจุดประสงค์หรือเทวดาที่มีจุดประสงค์ ฉันจะไปที่โน้น ฉันจะไปที่นี่ แต่นี่ไม่มีจุดประสงค์ พอเดินไปเดินมาใช้พลังงานเหมือนกัน ก็หมดเรี่ยวหมดแรง ก็จมอยู่ตรงนั้น ไม่สามารถไปไหนได้อีก จนกว่าลูกหลานๆหรือผู้นั้น เอ่ย..ชื่อเค้า..เค้าก็มีโอกาสที่มีบุญก็เดินต่อไป ก็หิวโหยต่อไปอย่างงี้ ใครอยากจะเป็นอย่างงั้น ก็ยังดี ที่ไม่ต้องทุกข์ทรมานเหมือนเป็นเปรตเป็นอสูรกายที่มันมีความลำบาก
ถึงบอกว่าเกิดมา ต้องการบุญ ต้องการบารมี เพื่อจะหนีกรรม แต่เราชาตินี้เราไม่สามารถจะหนีกรรมได้ เมื่อมีโอกาสตรงไหนก็ทำตรงนั้น เค้าเรียกว่า เจอน้ำที่สะอาด ถ้าไม่รีบตัก เราก็จะไปเจอน้ำขี้โคลนเกิดขึ้น แล้วก็เจอน้ำที่ขุ่นมัว เหมือนกับน้ำที่มีแต่ดินโคลน เราก็ต้องกินน้ำดินโคลนสิ่งนั้นเข้าไป ไม่มีโอกาสจะกินน้ำใสได้ แต่พอเกิดเป็นมนุษย์ รู้จักวิธีน้ำที่เป็นโคลน ทำให้ใสสะอาดขึ้น ให้ดินโคลนนั้น ลงไปอยู่ใต้น้ำ เราก็สามารถตักน้ำที่สะอาดกินได้ แต่ก็ไม่บริสุทธิ์เหมือนกับ ผู้ที่มีปัญญารู้จักสถานที่ ที่น้ำบริสุทธิ์..ที่เราดื่มกิน แล้วจะมีความบริสุทธิ์ มันชื่นใจอยู่ลงไปที่จิต จิตเมื่อชื่นใจก็มีปัญญารู้เรื่องราวต่างๆเกิดขึ้น
การที่ทำบุญ สร้างกุศล แต่ละครั้ง นั้นหมายถึงว่าเราสลัดกรรม สวดมนต์ ไหว้พระก็เป็นการสลัดกรรมเหมือนกัน คือ สลัดเวลาที่เราจะไปสร้างเรื่องราวอุปโลกน์ความคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ ที่เป็นอารมณ์ เป็นกรรม เราก็ใช้เวลานั้นมาสร้างเป็นบุญ สร้างบารมีให้แก่ดวงจิตของเรา เค้าว่าสลัดกรรมได้เหมือนกัน เมื่อเราหัดสลัดเรื่องราวต่างๆเกิดขึ้น เช่นวัตถุ ทำบุญให้ทาน เราก็สลัดออกไป ไม่ใช่สลัดออกไปจนสิ้นเนื้อสิ้นตัว เพียงแต่แบ่งปันไปเท่าที่เราจะกระทำได้ มากน้อยอยู่ที่ ..อยู่ที่แต่ละคนจะกระทำ ถ้าไม่ทำ..เราก็ไม่มีโอกาสสลัดเรื่องราวต่างๆ ออกจากกายของเราได้ แม้แต่อารมณ์ เมื่อสลัดวัตถุได้ ต่อไปเราก็หัดสลัดเรื่องกายวาจาใจของเรา คือ โลภโกรธหลง
ถ้าไม่รู้จักสลัดเรื่องเวลา เรื่องการสร้างบุญ สร้างกุศลวัตถุต่างๆ ที่รู้ว่าเป็นกรรม แล้วไปยึดกรรม อยู่อย่างนั้น เมื่อสลัดได้แล้ว ต่อไปก็รู้จักสลัดกายของตัวเอง ไม่ยึดกายเกิดขึ้น ก็นำกายนั้น มาสร้างเป็นบุญกุศลบารมีให้แก่จิตของเรา เมื่อมากเข้าเราก็ไม่เสียดายกาย เพราะเราอยู่ทุกวันนี้ก็เสียดายกาย แต่กรรมก็กดทับลงไปอยู่ที่ ความแก่ ความเจ็บ ความตายเกิดขึ้น แล้วเราก็ต้องไปยึด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย อยู่อย่างงั้น มันไม่ไปไหน แล้วเราก็ต้องได้รับทุกข์ทรมานจากความแก่ ความเจ็บ แล้วต่อไปก็ไม่มีกายที่จะอาศัย ต้องไปหากายอื่นที่อาศัย อยู่ที่ว่า จิตนั้นๆ จะสลัดเรื่องอะไรต่างๆออกไปได้ เมื่อไม่รู้จักสลัด ก็อย่าหวังเลยว่า จะไปหาสังขารที่เป็นบุญบารมีได้ต่อไปในวันข้างหน้า มีแต่เก็บเรื่องราวต่างๆ ที่เป็นสังขารของกรรม ต่อไปก็อยู่ในสังขารของกรรม หมกมุ่นอยู่แต่เรื่องราวโลภโกรธหลง ถามว่าใครเอามาให้...เราเป็นผู้สร้างเป็นผู้ยึดทั้งนั้น เราห่วงคนนั้นคนนี้ กับ องค์พระ..น...ที่ทำบุญให้ขณะนี้ ท่านก็มัวห่วงคนนั้นคนนี้เลยไปไหนไม่ได้ ต้องจองจำอยู่ แต่ท่านกเสวยสุขอยู่ในโลกทิพย์ ส่วนหนึ่งเหมือนว่า โลกของท่าน เหมือนเมืองลับแล คนธรรพ์ที่อยู่เค้ามีแต่ความสุข แต่สุขนั้นก็จะหมดไปอยู่เรื่อยๆ เพราะบารมีสร้างด้วยบุญกุศล..ไม่ใช่บารมีหนีกรรม มันคนละอย่างนะ อย่างนี้ที่..ทำบุญ..เค้าเรียกบารมีที่มีความสุข ที่มีกายเกิดขึ้นที่มีความสุข
คราวนี้บารมีหนีกรรม ก็ต้องประพฤติปฏิบัติ ตัดขาดจากอารมณ์..เรื่องราวต่างๆ..ขนเรื่องราวต่างๆออกจากจิตของเราให้ได้ การที่จะรักษาจิต..ให้เป็นธรรมนั้น จะต้องสร้างสติของเราให้ได้ก่อน มันมีอยู่สองอย่าง อารมณ์กับสติ สติเป็นฝ่ายธรรม อารมณ์เป็นฝ่ายกรรม จะนำไปทำเรื่องโน้นเรื่องนี้ บางทีก็ทำเรื่องราวของความดีบ้าง บางทีก็เรื่องของความชั่วบ้าง ความทุกข์ต่างๆก็คือตัวยึดต่างๆนั้นเอง พอยึดมากๆก็มีความหลง ความหลงเกิดขึ้นก็มีความทิฐิเกิดขึ้น พอทิฐิเกิดขึ้นก็มีความโกรธเกิดขึ้น เห็นตัวเองดีแล้ว อย่างนี้เป็นต้น แล้วเราจะแก้ไขอย่างไร มันก็มีมากขึ้นทุกวันๆ
คราวนี้มีทุกข์ ดินฟ้าอากาศก็ให้โอกาสเรา สร้างบุญสร้างบารมีหนีกรรม เค้าให้โอกาส แต่ด้วยกรรมของตัวเองมีมาก ก็เลยไม่สามารถจะหนีเรื่องราวต่างๆได้ เพราะการสะสมของเรา ในชาติที่แล้วมันน้อยเกินไป จะให้ฟังเท่าไหร่ มันก็รู้ แต่ก็ไม่สามารถนำไปคิดพิจารณาได้ว่า การเกิดมานี่ เราต้องพยายามตักตวงเรื่องบุญกุศลบารมีให้มากที่สุด รู้มั้ย..รู้..แต่ไปตักเวรตักกรรม ที่ทำให้จิตของเราต้องไปอยู่ในความทุกข์ ไม่มีใครเค้าส่งมาให้เราได้นอกจาก ตัวเราไปหามาเหมือนกับการที่ กลัวว่าสังขารนี้ จะไม่มีที่กินที่นอนที่อาศัยต่างๆ ก็ไปขวนขวายหาที่เค้าสมมุติให้เป็นตัวหลอกเราให้ไปหลง เช่น ไปหาเงินหาทองหายศตำแหน่งต่างๆที่เกิดขึ้น เพื่อมารับรองบำรุงบำเรอสังขาร สรรเสริญเยินต่างๆ มาบำเรอบำรุงอารมณ์ของเราเท่านั้นเอง แล้วจิตมันก็ตกอยู่ในอารมณ์ที่เป็นกรรมเกิดขึ้น กลายเป็นจิตที่อยู่ในอารมณ์ที่เป็นยักษ์เป็นมารเกิดขึ้น เห็นตัวเองดีแล้ว เที่ยวราวีใครต่างๆนานา ว่าไม่เกรงกลัวต่อบาปต่อกรรมทั้งนั้น ฉันอยากจะทำอะไรฉันก็ทำ ก็พวกยักษ์พวกมารนี่ ก็จะได้เห็นว่า เค้าจะไม่ฟังใคร เค้าเห็นว่าตัวเองมีกินมีอยู่อย่างสบายแล้ว ไม่กลัวเกรงอะไรทั้งนั้นเลยเป็นยักษ์เขมือบใหญ่...เขมือบอะไร...เขมือบกรรม...อวดดี..อวดเก่ง..อยู่ตลอดเวลา แล้วถามว่า แล้วมันจะไปไหน ก็ไปนรกไปอบายภูมิ เพราะว่าไม่ได้แก้ไข นิสัยที่มันมาจากกรรม แต่ไม่เอากรรมออก มันก็จมอยู่อย่างนั้น มันก็เพิ่มขึ้นทุกวันๆ จนในที่สุดกรรมนั้นกดลงไปอยู่ใต้พื้นดินใต้พระธรณีเหมือนกัน นั้นแหละผู้ที่ไม่รู้
เหมือนการลงเรือ เค้าบอกลงเรือไปแล้ว กลับขนอะไรต่างๆไปให้เต็มเรือเลย มีแก้วแหวนเงินทองยศฐาบรรดาศักดิ์อะไรต่างเต็มเรือเลย เค้าบอกให้พายเรือขึ้นน้ำ เรือมันหนักเราพายไหวมั้ย ก็พายไม่ไหว คราวนี้เราขนไอ้โลภโกรธหลง เงินทองที่มีอยู่ โยนออกจากลำเรือ ค่อยๆโยนไปทีละชิ้นสองชิ้น แล้วการทำบุญโยนมันให้เป็นประโยชน์แก่ตัวเอง บางคนก็โยนเสียเปล่า มันก็อะไร พอโยนไปมันก็ติดอยู่ข้างเรือ ไปไหนไม่ได้ มันก็จะดึงเรือ พายไม่ไหว ก็หนักอยู่อย่างนั้น ทีนี้ ..ผู้ที่ตั้งใจพาย มีสติในการพาย เค้าก็รู้ วิธีพายว่าหัวเรือจะต้องตั้งตรงอย่างไร แล้วค่อยๆหยิบแก้วแหวนเงินทอง โลภโกรธหลงอยู่เนี่ย ทิ้งน้ำไป มีกำลังที่จะเหวี่ยง แต่บางคนไม่มีกำลังที่จะเหวี่ยง เช่นให้อนุโมทนาบุญ ตาก็ไม่รู้ไปทางไหน จิตไม่มีกำลัง เมื่อจิตไม่มีกำลัง กายก็ไม่มีกำลัง มันก็เหวี่ยงไป มันก็ติดอยู่ข้างเรือ ทำให้เรือไปไหนไม่ได้ เลยขี้เกียจพาย เก็บพาย ปล่อยเรือตามน้ำ เรือตามน้ำ เป็นยังไง เรือตามน้ำก็รู้แล้วว่า เรือไปตามยถากรรม แล้วเรือมันก็ผุ ล่วงไปถูกกระทบหินบ้าง ตรงนั้นตรงนี้ เรือก็ล่ม จิตของเราไปไหน...ก็จมอยู่ใต้ท้องน้ำ สร้างกรรมมันหนัก เรือมันหนัก มันก็ไหลไปสู่ที่ต่ำเร็วขึ้น ไหลลงไปๆ ..ไปทะเลเลย มันไม่อยู่ในท้องน้ำ ที่น้ำจืดน้ำแม่น้ำที่ดี..ที่ตื้น..แต่ลงไปทะเล แล้วจิตของเราเหมือนเมล็ดถั่ว เมล็ดงาอย่างนี้ ลงไปใต้ท้องน้ำท้องทะเลอย่างนี้ เมื่อไหร่แม่เหล็กเค้าจะดูดเราขึ้นมาได้..มันไม่ถึงเราสักที เป็นล้านๆปีกว่าจะขึ้น เป็นแสนเป็นล้านปี กว่าเม็ดถ้าวค่อยกระเตื้องขึ้นมาถึงจะถูกแม่เหล็กดูดขึ้นมาจากน้ำได้ เพราะน้ำในทะเลก็รู้อยู่แล้วว่า มันลึกมาก ไม่เหมือนน้ำที่ตื้นเขิน เรือแตกแล้ว แม่เหล็กก็สามารถดูดจิตเราขึ้นมา บนฝั่งบนฝา
มาเรื่องราวของการแก้ไขตัวเองหน่อย นั้นคือโอกาสของเรา เมื่อเรามีโอกาสลงเรือ ทำไมไม่รู้จักวิธีหยิบเอาสิ่งที่เป็นทุกข์ออกจากเรือลำนี้เล่า คือ กายของเราก็เหมือนเรือนั้นแหละ เราก็หยิบมันออกซิมันหนักนัก ไอ้นี่ไปเอามาเรื่อย เห็นอะไรลอยมาก็หยิบใส่เรือ มันโลภโกรธหลงทั้งนั้น ก็หยิบใส่ใหญ่เลย มันก็ดำไปหมดซิ จิตของเรา มันก็หนักไปๆ จมอยู่ใต้พื้นดินว่าอย่างงั้น แล้วเราจะทำยังไง ขนาดเป็น..โดยมากที่เป็นกษัตริย์ทั้งหลายนี่ โดยมากตกนรกหมดนะ ที่เป็นใหญ่เป็นโตนั้นนรกทั้งนั้น แม้จะรักษาพื้นแผ่นดินก็จริง แต่รักษาพื้นแผ่นดินด้วยคุณธรรม ก็อยู่ในลักษณะแบบนี้ เช่นเดียวกัน ไม่มีสามารถจะหนีออกจากกรรมได้ ไม่ใช่ว่าเป็นใหญ่เป็นโต แล้วจะหนีออกจากกรรมได้ ผู้ที่รู้จักกรรมได้ อย่างองค์พระสิทธัตถะ ท่านรู้จักกรรมได้ เป็นพระมหากษัตริย์ที่ไม่เอาเลว ทิ้งทั้งหมด เวียงวังที่อยู่ที่อาศัยทิ้งหมดไม่เอา แม้แต่อาหารการกินก็ทิ้ง พระมหากษัตริย์ต้องไปเก็บใบไม้อยู่กลางป่ากิน ต้องเดินเสด็จไปหา สิ่งนั้นมาประทังสังขารเอง แต่มนุษย์สมัยนี้ ของเต็มบ้านเลย ก็ยังไม่พอใจ ก็ต้องกอบโกยเข้าๆ ก็ไม่รู้ว่าต้องกอบโกยมาทำไมเหมือนกัน มันเลยเถิดไป ก็เอามาเช่นนั้น นี่แหละ เค้าเรียก อารมณ์กรรมตัวกระทำไม่หยุดหย่อน
ฟังธรรมต้องพิจารณาต้องคิด แม้แต่การกราบพระ ใช่ว่าเป็นเทวดาเป็นเทพแล้วนี่ จะรู้จักนะ เค้าไม่รู้จัก เค้าก็กราบไปตามที่ญาติโยมเคยกราบกัน แล้วเค้าก็ทำบุญมากๆ กลายเป็นเทวดาเป็นเทพไป ไม่ทำกรรมอะไรมากมายนัก ก็ไปถึงนั้น แล้วเค้าจะรู้วิธีหนีกรรมมั้ย เค้าก็ไม่รู้ วิธีกราบพระทำบุญที่จริงๆไม่รู้ แต่ด้วยบางครั้งก็ได้ บางครั้งก็ไม่ได้อะไรอย่างนี้ แต่ว่าจิตที่ดีจะได้มากกว่าเสีย เป็นรวมว่าเป็นคุณประโยชน์แห่งการทำเหมือนกัน ที่เค้ามานั่ง..เค้าก็มานั่งฟัง จะฟังรู้มั้ยก็เหมือนกับสิ่งที่ทางโลกเค้าเรียกอะไร เรียกว่าเป็นศูนย์ที่เค้าแปรสภาพมา แล้วเค้าก็ส่งไปให้ดวงจิตตรงโน้นตรงนี้ เค้าก็เปิดรับ ตรงนี้เค้าเปิดรับหมด...เปิดรับคลื่น ที่เคยเปิดที่ฟังเสียงนั้นแหละ เสียงนี้เข้าไป เค้าเปิดปุ๊บ ศูนย์นั้น (มีเสียงแทรกลงมา) ที่อาตมาพูดให้ฟังนี่ แล้วก็แปลเป็นภาษาโน้นภาษานี้ แล้วแต่ว่าบางคน ไม่ใช่ว่าเทพเทวดาหรือว่า...(จบเสียงแทรก) นั้นที่อาตมาพูดเค้าไม่รู้จักหรอกนะ แต่ต้องเข้าไปที่ศูนย์..ศูนย์แปลลงมา ลงมาเป็นเหตุเป็นผลที่เค้าเข้าใจในเรื่องราวเหล่านี้ นี่คือเรื่องราวที่..ที่บอกให้ฟังนะ เหมือนกับที่เราอยู่ขณะนี้ เราอยู่ในประเทศนี้ก็เราพูดภาษานี้ว่า แต่ว่าคนประเทศอีกเค้ามา พูดอีกภาษา เราก็เรียนรู้ แปลออกมาได้ นั่นก็คือเรื่องราวที่ ที่มันสอนเหมือนกันหมดแต่ว่า อยู่ทีศูนย์จะเปิดรับได้อย่างไร ถ้าไม่รู้จักวิธีการเปิดหาสิ่งที่รับฟังได้ ก็รับฟังไม่ได้เหมือนกัน
แล้วผู้ที่มา..ที่มีจิตและนามธรรมขณะนี้ เค้าเปิดจิตของเค้ารับเรื่องราวเหล่านี้ได้ เค้าก็เลยมาฟังได้ ตาเค้าก็เห็น ..เห็นว่าเรากำลังทำอะไรกันอยู่ เรื่องราวต่างๆ ที่บอกว่าจะกราบพระทั้งที แต่ว่า เค้าไม่รู้ว่าเราทำอะไร ก็เห็นนั่งกราบพระ แต่ไม่รู้ว่าทำ พอเราเปล่งเสียง..จิตอยู่ในเรือนกายคุณบิดามารดา กายบิดามารดากราบพระ เค้าก็รู้ว่า...อ้อ..วิธีการกราบพระ นั้นแหละคือสิ่งที่เป็นสัญญาณ ที่ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเครื่องหมายทั้งนั้น จงรับรู้เรื่องราวต่างๆด้วย เรื่องราวของอารมณ์ เรื่องราวของจิต เรื่องราวของสติของเรา ต้องศึกษานะ มันเป็นความละเอียดเรื่องราวต่างๆ อย่างอาตมาพูด พูดอยู่อย่างนี้ ถ้าอาตมายกมือขึ้น ตอนยกมือขึ้น การพูดก็พูดไป ยกมือขึ้นก็คืออารมณ์ที่แบ่งปันไปสู่มือ อารมณ์ส่งไปให้จิต จิตสั่งให้ยกมือขึ้น แต่อาตมาก็พูดไปอย่างนี้ มันคนละอย่างกัน คราวนี้ต้องศึกษาเหมือนกันว่าไหนอารมณ์ ไหนสติ
สมมุติว่าเรานั่งภาวนา พุทโธๆอยู่นะ เราก็ดูลมหายใจเข้าออก แต่อีกมือหนึ่งเคาะกระดาน เราก็ดูมือที่เคาะกระดาน นั้นคืออารมณ์ ที่พุทโธๆ อยู่ที่ลมหายใจอยู่คือสติ มันกลับไปกลับมาเพื่อสำรวจตัวเองว่า เรียนรู้จักสติ รู้จักอารมณ์ เพื่อจะให้จิตของเราไปอยู่ในสถานที่..เป็นเทพเป็นพรหมคือสติ ถ้าไปอยู่ข้างอารมณ์ อารมณ์ก็พาไปเรื่อยไปหาสรรเสริญเยินยอต่อกายวาจาใจของเรา เราก็ชอบอกชอบใจ เหมือนกับคนที่ไสร้างทุกข์แทบตายอย่างไปหาเงินหาทองมานี่ ได้มากมายก่ายกอง วันนี้ได้มาแล้วเยอะ แล้วก็อีกซักพักหนึ่ง ไปเที่ยวที่โน้นที่นี่ โอ้..สถานที่นี้มีความสุข มีการดีกินอยู่ดี โอ้ว..แล้วก็บอกว่ามีความสุขจังเลยๆ มีคนรับใช้ มีคนปฏิบัติอย่างดีมีความสุขจังเลย หันไปดูบ้างหรือเปล่าว่า ปัจจัยที่หามาใช้บำเรอบำรุงสังขารใช่มั้ย ทุกข์มั้ยเงินตัวนั้นกว่าจะได้มา..ทุกข์ แล้วก็บอกว่าตรงนั้นสถานที่สวยงาม สถานที่บำเรอบำรุงจริงหรือทุกข์ เค้าหลอกเราเล่นๆ แต่เอาเงินทุกข์ที่ไปสร้างทุกข์บอกว่าสุข จิตไม่มีรายละเอียดนั้นเองก็เลยอุปโลกน์เป็นเช่นนั้น นั้นก็คือเรื่องราวของอารมณ์ที่มาปรุงแต่งให้ปิดบังเรื่องราวต่างๆให้เราเห็นว่าอยู่ในโลกนี้ ไอ้นั้นเป็นของเราไอ้นี่เป็นของเรา อารมณ์หลอกให้จิตของเราไปติดอยู่กับกรรมนั้นเอง อารมณ์เค้ากลัว..กลัวว่าจิตดวงนี้ หนีจากเค้าไป เค้าก็พยายามให้สร้างแต่กรรมๆ ให้มีการหลอก เลยว่าแก้วแหวนเงินทองดี บ้านใหญ่ๆ ดี รูปร่างลักษณะสวยงามดีอะไรต่างๆ กลายเป็นเอาเปรียบจิตทั้งนั้นหลอกหมด มีแต่ของหลอก อุปโลกน์ทั้งนั้น ของสมมุติ แต่เราบอกว่านั้นคือวิมุตติอันประเสริฐของเรา
คราวนี้ บอกว่าให้ยอมทิ้งเรื่องราวทั้งหมด ยังไม่มีปัญญาพอ อย่าเพิ่งไปทิ้ง เพียงแต่ว่า ช่วยเหลือตัวเอง นำกาย ..นำกายของเรานี่ โดยเป็นจิตของเราอยู่ในเรือนกายนี้ นำไปสร้างกายบุญกายบารมีขึ้น เพียงได้วันละเล็กวันละน้อย เราก็ตัดขาดเรื่องราวของที่เราไปสร้างกรรมได้แล้ว ไอ้นี่ไม่มีเลย จมอยู่กับตรงนี้ พอไปนั่ง สมาธิจะหนีกรรม ก็เอาเรื่องกรรมเข้ามา นั่งไปทำลายคนนั้นคนนี้เช่นนั่ง ท่องคาถามหานิยม ให้คนโน้นคนนี้มารักใคร่เรา ให้มีสรรเสริญเป็นใหญ่เป็นโต ก็ไปสร้างกรรม ที่จะให้คนอื่นเค้าเดือดร้อน ตัวเองเดือดร้อนไม่พอ ทำให้คนอื่นเดือดร้อนด้วย คราวนี้คนที่ตายไปแล้วมีแต่ดวงจิตนี่ เค้าก็เคยท่องอย่างนี้มา ท่องมาเพื่อจะอยู่ในโลภโกรธหลง พอเราท่องบ้างคาถามหานิยม โอ้..พวกเดียวกัน เค้าวิ่งมาหาเลย..ผี จิตที่ไม่มีตัวตนเกิดขึ้น เค้าก็เข้ามาหาเรา เค้าก็ส่งเสริมใหญ่เลย เราเป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์อิทธิเดช มีมากเข้าเราก็หลง ตอนจบ...เป็นยังไง..ก็ต้องกรรมมา แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว จิตก็จมลงไปๆ หลงฤทธิ์หลงเดช พอรู้ว่า ไอ้นี่มันผี..มันกระทำเรา...ลุกขึ้นมั้ย..ลุกไม่ขึ้นแล้ว..จมอยู่กับป่าช้าของเค้าว่าอย่างงั้น เนี่ย..มันเป็นอย่างงี้ เมื่อมันหมดจิตมันอ่อนแอเข้าทุกวันๆ คาถาอาคมต่างๆ ก็ค่อยๆเลือนลาง เพราะจิตมันเริ่มเลืองลางแล้วนี่ มันก็ท่องคาถาไม่แม่นแล้ว เค้าก็ได้ที ไหนก็มาเป็นพวกแล้ว พอสรรเสริญแล้วไม่มีการที่อโหสิกรรมเกิดขึ้น เค้าก็ทำลายเรา ในที่สุดเราก็เป็นผู้ที่เดินเหินหมดเรียวแรง ในที่สุดเค้าก็จับเราขึ้งผืดนะ ไม่ต้องเดินไปไหนแล้ว อยู่กับบ้าน กินนอนไม่รู้จักอะไรอย่างนี้ ถึงตอนนั้นมีแต่จิตที่เรียกร้อง ช่วยฉันด้วย ๆ
ทั้งๆที่ยังไม่ตาย มีใครได้ยินบ้าง..ไม่มี ไม่มีใครเค้าได้ยิน เพราะเรานอนอยู่อย่างนั้น มันหมดสภาพ ร้องเท่าไหร่ก็ไม่มีใครได้ยิน พอตายไปแล้วยิ่งหนักใหญ่เลย ไปอยู่ที่มีความทุกข์ ลูกหลานร้องเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ถึงเวลาเค้าป้อนข้าวป้อนน้ำกิน ยังอยู่ในโลกมนุษย์อยู่นะตอนนี้ แต่ว่ามันเจ็บปวดอยู่ที่จิตของเรา ทุกข์ทรมาน ถูเค้าตี ถูกเค้าฟาด จะบอกลูกหลานช่วยด้วย ครอบครัวช่วยด้วย มันพูดไม่ออก มันก็ดิ้นอยู่ในนั้น มันดิ้นงึกงักๆอยู่ในนั้น ทรมานถูกเค้าตี ถูกทรมาน ไปดูซิ คนที่เป็นอย่างนี้ มันลักษณะแบบนี้นะ ที่ไปสร้างกรรมไว้มากๆ เมื่อจิตออกจากร่างแล้วจิตถูกเก็บแล้วคราวนี้ เก็บในที่ทุกข์ทรมาน เพื่อให้จิตดวงนั้นเข็ดหลาบในการที่เป็นผู้ยิ่งใหญ่ในที่เกิดมาเป็นมนุษย์นั่นเอง เค้าเรียกว่าไม่รู้จักกรรม อวดดีต่อกรรม ก็เก็บไป คราวนี้ที่อาตมาพูดนี่ไม่ต้องเชื่ออาตมาหรอก เพียงแต่นำเอาไปคิด ถ้าเราเป็นคนขี้เกียจ อยากเอาสบายๆ แล้วกรรมมันมีมั้ย ก็พิจารณาเอง สิ่งที่พูดทั้งหมดนี้
เมื่อจะเกิดเป็นมนุษย์ทั้งที อยากเกิดมาเป็นมนุษย์ ก็ดูสถานที่..ที่เหมาะสม สมควรแก่เหตุ ไม่ใช่ผลีผลามมาบุญยังไม่หมดเลย ไม่จางบุญเลย เป็นเทพเป็นพรหมเกิดแล้ว จะไปตกที่ละกำลำบาก เศษของกรรมก็เผาเราได้เหมือนกัน แล้วก็ไม่ได้เกิดมาเป็นเทพ จะลงนรกเสียก่อน ฉะนั้นก็ดูการเกิดเหมือนกัน ถ้าบุญมีบารมีมี ขอให้อยู่ตรง สถานที่นั้นไปก่อน ระยะนี้อย่าเพิ่ง ขอให้อีกร้อยปี ค่อยเกิดมาก็แล้วกันร้อยปี เกิดมาจะสงบกว่านี่ จะดีกว่านี่หน่อย ถ้ายังไม่ถึง ยังไม่ต้องเกิดตอนนี้ ดินฟ้าอากาศเค้าจะเก็บ อย่ามาฝืนตัวสร้างบุญกุศลบารมีตอนนี้ไปไม่ได้ ศาสนามัวหมองไปหมด มันมืด มีแต่กิเลสตัณหาพาไป ทำลายศาสนาบ้างอะไรบ้าง เพราะเห็นตัวเองดีแล้วนี่ อวดเก่ง อวดดี ต่อศาสนาต่อเครื่องหมายของธรรม ไม่เดินตามรอยองค์พระสิทธัตถะ ผู้นั้นไม่ใช่สาวกขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไปเอาเครื่องหมายมาห่ม แต่ไปนับถือศาสนาอื่น ศาสนาโลกีย์บ้าง ศาสนาพวกพรามณ์ พวกฤาษีบ้าง พวกอิทธิฤทธิ์อิทธิเดชบ้าง แต่ผ้าเหลืองห่มคลุม นั้นไม่ใช่ ข้างนอกเป็นเครื่องหมายของธรรม แต่ข้างในมันไม่ใช่ เพราะไม่รู้จัก จัดสรรหา คือ กายวาจาใจของเราไปกระทำ ออกจากจิตของเรา มันจึงจมกันไปทุกวันๆ ศาสนากแทบจะละลายอยู่แล้วขณะนี้ แต่ว่าผู้ที่โชคดีก็มีไม่มากนัก มนุษย์สมัยนี้ไปดูที่เค้า ไปดู ฟังเรื่องราวเค้าสอนธรรม ก็วนไปไหน ให้รู้จักสติอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ว่าไม่รู้จักอารมณ์ อารมณ์คืออะไร อารมณ์มาจากไหน..ไม่รู้จัก กรรมอยู่ตรงไหนไม่รู้จัก ก็เลยสวนกันมาตามที่ผู้ที่เค้ามีหัวคิดดีอะไรดี เขียนเป็นหนังสือหนังหาขึ้นมาให้ ผู้นั้นผู้นี้มาฝึกหัดปฏิบัติ นั้นแหละก็ขึ้นไปสวรรค์ชั้นวิมานแล้ว บางคนก็อวดเก่งว่า ได้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าบ้างล่ะ อะไรบ้างล่ะ กายวาจใจเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำมูกน้ำลาย เปื้อนไปด้วยสิ่งสกปรกเลอะเทอะ เหม็นไหมดทั้งตัว ผู้จะไปเฝ้าองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องละ กิเลสตัณหาต่างๆ จากกายวาจาใจของเราให้มันสะอาดไม่มีเรื่องราวต่างๆ แม้แต่ไม่ใช้คาถาอาคม หรือไม่ใช้ด้วยความลุ่มหลงต่างๆ โลภโกรธหลงก็ดี...ให้จบ แล้วถึงจะไปเจอองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่แท้จริง เพราะดินแดนนั้นที่เราจะไป แดนพระนิพพานอย่างนี้ มันหายใจออกมั้ย เป็นสูญญากาศ มันก็เข้าไปไม่ได้ ไปก็..เข้าไปแผล็บ นิดเดียวก็วิ่งหนีออกมาแล้ว นี่คือแดนพระนิพพาน ไม่มีกลางวันกลางคืน อยู่อย่างงั้น สว่างอยู่อย่างงั้น เป็นเทพเป็นพรหมก็สว่างอยู่อย่างงั้น
แต่ไปนรก ยังมีกลางวันกลางคืนนะ พอมืดหน่อยก็หยุดทรมาน พอสว่างขึ้นมาจับมาทรมานใหม่อีกแล้ว ไฟเคยลุกท่วมตัวก็ดับไปชั่วครู่ เอ้าเดี๋ยวไฟลุกขึ้นมาอีกแล้ว มาทรมาน ไม่ต้องไปจุดไฟเผาหรอก แต่ไฟนรกเกิดขึ้นจากกายวาจาใจของเราที่ไปกระทำ เรื่องราวต่างๆ มันเป็นไฟที่เผาไหม้เราเอง ไม่ต้องไปจุดไปทำอะไรทั้งนั้น ดินแดนนั้น เค้าเรียกว่า เป็นศูนย์ที่เกิดขึ้นเองทั้งนั้น ไม่มี ...อยากจะขึ้นไปทางไหนที่มันทุกข์ทรมานก็ไปตามนั่น คือกายวาจาใจเดิน ..อารมณ์ที่กายวาจาใจเรากระทำไว้ เดินไปหาสิ่งที่ทรมาน ตามที่เราเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำไว้อะไรไว้ เราก็เดินไปตรงนั้นที่ทุกข์ทรมานตรงนั้น เช่น เราชอบทุบหัวปลา ชอบฆ่าไก่ เราก็ไปตรงนั้น สถานที่..ที่สำหรับมีดลงมาตัดคอหัวเรา เรากเดินไปตรงนั้น ให้เค้ามาตัด ทุบหัวเราบ้างอะไรต่างๆ อย่างนี้ แล้วเราก็ตายไป เรียกว่าสลบก็ได้ แล้วก็เกิดขึ้นมา เค้าก็ตัดอีก ทุบอีกอย่างนี้ ไม่มีหยุดมีหย่อน ก็ทรมานไป เพื่อเค้าจะให้แก้ไขการสร้างกรรมของเรานั่นเอง เค้าถึงบอกว่า ในนรกเค้าก็บอกมาเสมอว่า อย่าทำกรรมกันนะ เค้าหลอก เงินทองเค้าหลอก ยศฐาบรรดาศักดิ์ก็หลอก ไปใช้ที่มีแต่จิตไม่ได้
คราวนี้ เมื่อเค้าพาไปถึงแล้วเป็นเทพเป็นพรหม สร้างบุญสร้างกุศลก็ไม่ได้ ได้แต่อนุโมทนา เค้ามีแต่จิต ไม่มีตัวกระทำเป็นมนุษย์ มนุษย์สร้างได้บุญกุศล และสร้างกรรมได้ อยากไปสวรรค์ก็ทำได้ อยากไปนรกก็ทำได้ อยากไปพระนิพพานก็ทำได้ ทีไม่อยากเกิดเลยก็ได้ แต่เราก็หลงใหลเรื่องยึดถืออยู่อย่างงั้น
ที่ได้มาสถิตย์ ณ. สถานที่นี้ บริสุทธิ์ผุดผ่องด้วยบารมีของธรรม มาตามเรื่องราวของแสงรัตนะที่เกิดขึ้นในสถานที่นี้ ก็เป็นมีความสุขมีความสำราญ ก็ทั่งที่มีกายเป็นมนุษย์ ทั้งที่มีจิตอาศัยอยู่ขณะ ก็มีความสุขในการฝึกหัด ให้กายไม่ต้องมีกรรมอยู่ขณะหนึ่ง เมื่อกายไม่มีกรรม จิตก็ไม่มีกรรม จิตก็มีแต่ความบริสุทธิ์ผุดผ่องเกิดขึ้น ให้ดวงจิตน้อยๆ ที่มาร่วมกันอยู่ขณะนี้ ให้บังเกิดเป็นอานิสงส์ ที่มีความกตัญญูรู้คุณ ของผู้ที่เคยให้คุณให้ประโยชน์แก่โยมที่นำผ้าไตรจีวรนี้ สิ่งต่างๆที่น้อมมาถวาย เป็น..ต่อองพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อน้อมถวายต่อผู้ที่มีพระคุณเคยอุปการะอุปถัมภ์มา ก็เป็นเนื้อนาบุญที่จะสืบเนื่องต่อไปในวันข้างหน้า แต่ว่า ถ้าทำไปปฏิบัติได้อยู่เช่นนี้ โยมก็ไม่สามารถจะเจอองค์พระ..น .ได้ เพราะว่าโยมขึ้นไปสูง องค์พระ..น ยังตกต่ำ ถ้าโยมผิดพลาดเอาเศษของกรรมมาเล่น โยมก็ต้องต่ำกว่า สิ่งที่นำความกตัญญูรู้คุณนี้ไปสร้างบุญกุศลนะ ตักตวงบุญกุศล เมื่อมีโอกาสตักตวงบุญกุศล ตักตวงให้มากๆ ขออนุโมทนา ทั้งจิตที่มาร่วมอนุโมทนา สร้างบุญกุศลนี้ และจิตที่ตั้งใจมารับบุญอันนี้โดยตรงก็ให้สมปรารถนา ให้พ้นจากการเวรกรรมที่เ๕ยกระทำอยู่ ที่ไม่มากมายนัก ก็ให้อานิสงส์นี้ ให้ไปจุติ ไปเป็นเทพ ถึงขั้นพระพรหม องค์นี้ถึงขั้นพระพรหม แต่ยังไปไม่ได้ ยังมีภาระที่ผูกพัน คือตอนที่..ที่เค้าเรียกว่า จิตออกจากร่าง ยังยึดเรื่องราวของราษฎร์บ้าง เรื่องราวของพื้นแผ่นดินที่อยู่อาศัย ก็ถูกกักอยู่อย่างนี้ แต่กักแบบผู้มีบุญบารมี แต่ก็ไม่สำราญเหมือนมีชีวิตที่เป็นมนุษย์ ได้บุญกุศลอันนี้ ทำให้เรื่องราวต่างๆ คือกายของท่านสง่างามขึ้น เหมือนกับเป็นเทพองค์หนึ่งเหมือนกัน แต่กไม่ถึงขั้นนั่น แต่ก็สะสวยขึ้น เพราะบุญกุศลที่โยมได้ส่งอานิสงส์นี้ กเปแรงบุญที่ดีเกิดขึ้น ก็ขอให้ทุกสิ่งทุกอย่าง จงจำเรื่องเหล่านี้ไปคิดไปพิจารณา จนสำเร็จบรรลุธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้จิตงามด้วยพระนิพพานทุกๆคน สาธุ
โฆษณา