9 ธ.ค. 2020 เวลา 13:09 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
Quantum Computer จิ่วจางของจีน จะส่งผลต่อโลกอย่างไร และจุดเริ่มต้นสู่ภาวะเอกฐานทางเทคโนโลยี
3
ในอดีต Quantum Computing เป็นที่ถกเถียงกันว่าจะสามารถกลายมาเป็นความจริงได้หรือไม่ เนื่องจากมีข้อจำกัดในการพัฒนาในการจัดการ ไอออน และโฟตอน หรือต้องใช้อุณหภูมิที่ใกล้ศูนย์สัมบูรณ์ ถือเป็นการท้าทายความสามารถในการรังสรรค์ของมนุษย์อย่างหนึ่ง
และในที่สุดวันที่ 3 ธันวาคม 2563 ที่ผ่านมาทีมวิจัยจีนนำโดยพานเจี้ยนเหว่ย นักฟิสิกส์ควอนตัมชื่อดังได้ประกาศ Quantum Computer ชื่อ “Jiuzhang”(จิ่วจาง) ซึ่งถือเป็น Quantum Supremacy ตัวที่ 2 ของโลก ก่อนหน้านี้ในปี 2019 Google ได้ประกาศเปิดตัว Quantum Supremacy ไปก่อนแล้วภายใต้ชื่อ “Sycamore” ซึ่งถ้าเทียบกำลังการประมวลผลงานชิ้นหนึ่งจะใช้เวลา 200 วินาที ในขณะที่ Super Computer ที่ใหญ่ที่สุดในโลกของ IBM จะใช้เวลานานถึง 10,000 ปี
5
Note
Quantum Supremacy หมายถึงจุดที่ควอนตัมคอมพิวเตอร์สามารถแก้โจทย์ปัญหาที่โดยปกติแล้วไม่สามารถแก้ได้โดยคอมพิวเตอร์ทั่วไป หรือแม้กระทั่ง Supercomputer ที่ใหญ่ที่สุดก็ตามในช่วงระยะเวลาที่มีขอบเขต อธิบายง่ายๆคือปกติแล้ว คอมทั่วไปก็แก้ปัญหาทั้งหมดได้ถ้าไม่ได้มีกำหนดเวลาใดๆ แต่เมื่ออิงกับความเป็นจริง เราไม่สามารถรอคำตอบเป็น 1,000 ปีได้ ดังนั้นจุด “Supremacy” จึงสำคัญในเรื่อง เวลา และความน่าเชื่อถือ ของ Quantum Computer ที่เก่งกว่าคอมปกติ
5
--- เหนือ Sycamore ของ Google ยังมี Jiuzhang ของจีน ---
3
ระบบคอมพิวเตอร์ควอนตัมของจีน Jiuzhang ตัวใหม่นี้เมื่อเปรียบเทียบกับ Super Computer ที่เร็วเป็นอันดับที่ 3 ของโลกอย่าง Sunway TaihuLight ของจีน ในงานเดียวกันสามารถทำเสร็จภายใน 200 วินาที ในขณะที่ Sunway TaihuLigh ต้องใช้เวลาถึง 2.5 พันล้านปี
4
แล้วถ้าเปรียบเทียบกับ Sycamore ของ Google ที่เป็น Supremacy ตัวแรกละ?
นักวิจัยและพัฒนาประเมินว่า Jiuzhang เร็วกว่าหลายหมื่นล้านเท่า เนื่องมาจากการออกแบบที่มีความเสถียรกว่า การทำงานของ Quantum ของ Google จะขึ้นอยู่กับวงจรตัวนำที่ต้องรักษาความเย็นที่ระดับศูนย์องศาสมบูรณ์ หรือต้องอยู่ในภาวะเย็นมากๆ ในขณะที่ Jiuzhang จะทำงานโดยใช้โฟตอน
5
แต่สุดท้ายแล้วก็ยังต้องพิจารณาทั้งเรื่องของความเสถียร และความยืดหยุ่นในการประมวลผลของงานชิ้นหนึ่งด้วย ต้องรอดูต่อไปว่าสุดท้ายแล้วในด้าน Quantum Computing ใครจะขึ้นมาเป็นผู้นำ
4
--- เทคโนโลยี Quantum จะส่งผลกระทบกับอะไรบ้าง ---
1
1.ความปลอดภัยในโลกดิจิตอล (Online security)
1
เมื่อเทคโลโยนี Quantum พัฒนาไปถึงจุดที่สามารถใช้งานได้แพร่หลายแล้ว การเข้ารหัสปัจจุบันที่เป็นการเข้ารหัสรหัสผ่านที่สำคัญของเราต่างๆไม่ว่าจะเป็นพาสเวิร์ดเข้าเว็ปไซต์ ไปจนถึงรหัสที่ใช้ในการทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ จะสามารถถูกถอดรหัสหรือ “Crack the Code” ได้เพียงไม่กี่วินาที แต่อย่างไรก็ตามปัจจุบันก็ได้มีการพัฒนาวิธีการเข้ารหัสแบบควอนตัมเพื่อทำให้มีความปลอดภัยมากขึ้นเช่นกัน
3
2.การพัฒนายา(Drug development)
1
ในการพัฒนายาที่มีประสิทธิภาพนักเคมีจำเป็นต้องประเมินปฏิสัมพันธ์ระหว่าง โมเลกุล โปรตีน และ สารเคมีเพื่อดูว่ายาจะปรับปรุงเงื่อนไขบางอย่างหรือรักษาโรคได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นจะเกิด Combination จำนวนมากอาจเป็นล้านรูปแบบที่ต้องวิเคราะห์ เป็นสาเหตุที่ทำไมการพัฒนายาตัวหนึ่งถึงต้องใช้เวลา
4
เมื่อ Quantum Computer มาถึงการจับคู่ ไม่ว่าจะจำนวนกี่ล้านก็ตามคงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปจะทำให้ได้ยาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และได้ผลลัพธ์ที่เร็วขึ้นด้วย นอกจากนี้การพัฒนายาให้เป็นยาบุคคลก็เป็นไปได้เนื่องจากความเร็วในการประมวลผลทำให้สามารถวิเคราะห์ได้มากขึ้นโดยใช้ยีนของมนุษย์ในการวิเคราะห์ตัวยาร่วมด้วย
4
3.การทำนายสภาพอากาศ และภัยพิบัติทางธรรมชาติที่แม่นยำมากขึ้น(Improve weather forecasting and climate change predictions)
1
ในปัจจุบันการทำนายสภาพอากาศความแม่นยำค่อนข้างน้อยจนบางครั้งคนชอบแซวว่ามันคือเกมแห่งการเดาสุ่ม แสดงให้เห็นว่าแบบจำลองที่ใช้ในปัจจุบันยังไม่มีประสิทธิภาพพอ
4
การมาของ Quantum Computer จะช่วยให้นักอุตุนิยมวิทยาสร้างแบบจำลองโดยการรวบรวมข้อมูลมาใช้ในการสร้างแบบจำลองได้มากขึ้น และปัจจุบัน UK Met Office ศูนย์ให้ข้อมูลสภาพอากาศแห่งชาติของอังกฤษเริ่มลงทุนในการพัฒนา Quantum Computing เพื่อนำมาใช้ในการพยากรณ์อากาศแล้ว
4.การควบคุมจราจร(Traffic control)
2
ไม่ว่าจะเป็นบนบก อากาศ หรือทางน้ำ Quantum Computer จะช่วยให้การจราจรคล่องตัวมากขึ้น โดยสามารถคำนวณเส้นทางที่เหมาะสมพร้อมกันได้อย่างรวดเร็วซึ่งช่วยให้สามารถกำหนดตารางเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดปัญหาการจราจรติดขัด
1
5.Blockchain
การพัฒนา Quantum Computers ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงในการเข้ารหัสในปัจจุบันที่ใช้ปกป้องข้อมูลส่วนใหญ่บนอินเตอร์เน็ต รวมถึงอัลกอริธึมการเข้ารหัสที่ Bitcoin ใช้ด้วย แต่อย่างไรก็ตามมันก็ยังถือเป็นการเข้ารหัสที่ปลอดภัยเป็นอีกหลายๆปี
1
ซึ่งในอนาคตเทคโนโลยี Quantum ก็จะเป็นตัวผลักดันให้มีการพัฒนาการเข้ารหัสรูปแบบใหม่ๆที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น Bitcoin ก็สามารถอัพเกรด Code สำหรับการเข้ารหัสที่เรียกว่า ‘post-quantum cryptography’ เพื่อป้องกันการใช้เทคโนโลยีควอนตัมในการถอดรหัสได้เช่นกัน
3
Andreas Antonopoulos ผู้เชี่ยวชาญด้าน Blockchain กล่าวว่า
เรื่องที่น่าเป็นห่วงไม่ใช่ Bicoin คือถ้ามันมี Quantum Computers ที่สามารถถอดรหัส Bitcoin ได้แล้วเนี้ยมันมีปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นเยอะ ไม่ว่าจะเป็นการเจาะระบบการเงิน ไปจนถึงการถอดรหัสลับที่ใช้ในการสงคราม
2
6.War
ลองนึกดูว่าถ้าจีนประสบความสำเร็จด้าน Quantum ก่อนอเมริกา แล้วสามารถดักข้อมูลรหัสลับหรือข้อมูลของอเมริกาได้ อาจจะสามารถถอดรหัสแล้วนำมาใช้ประโยชน์โดยใช้เวลาไม่กี่วินาที แต่กลับกันถ้าอเมริกาได้ข้อมูลไปโดยที่เทคโนโลยี Quantum ด้อยกว่าก็อาจจะใช้เวลาเป็นเดือน แค่นี้ก็ทำให้ทิศทางของอำนาจต่างกันมากพอสมควร ยังไม่รวมถึงเทคโนโลยีอื่นๆอย่างเช่น AI ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการใช้ในสงครามเช่นกัน
1
----- Quantum Computing หนึ่งในกุญแจสู่ภาวะเอกฐานทางเทคโนโลยี(Technological Singularity) ----
1
ตอนแรกแอดตั้งใจจะเขียนอยู่ในข้อที่ 7 แต่ต้องแยกออกมาเพราะจริงๆแล้ว เรืองนี้น่าจะเป็นเรื่องที่ใหญ่ที่สุด และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นคงเรียกได้ว่าลืมการถือกำเนิดของอินเตอร์เนตในปี 1969 ได้เลย
1
Technological Singularity หรือ “ภาวะเอกฐานทางเทคโนโลยี” คือสมมติภาพในอนาคตที่อัตราความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีศักยภาพเหนือกว่ามนุษย์ในทุกๆ ด้าน กลายเป็น Artificial Super Intelligence (ASI) และเกิด Intelligence Explosion หรือ “การระเบิดทางสติปัญญา” ที่จะทำให้ ASI ฉลาดขึ้นถึงขีดสุดจนมนุษย์ไม่อาจควบคุมหรือเข้าใจมันได้อีกต่อไป
5
ก่อนจะไปถึงการใช้ Quantum Computing ขอเริ่มที่กฎของมัวร์ก่อน
1
กฎของมัวร์ (Moore's law) เกิดจากแนวคิดของ กอร์ดอน มัวร์ (Gordon E. Moore) อดีต CEO และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัทอินเทล โดยมัวร์ได้อธิบายแนวคิดในรายงานของเขาเมื่อปี 1965 ว่า จํานวนทรานซิสเตอร์ที่สามารถบรรจุลงในชิพจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในทุกสองปี( ความเร็วของการประมวลผลคอมพิวเตอร์ ความจุของแรม อุปกรณ์บันทึกฮารดดิสต์ ตัวเซ็นเซอร์ จำนวนพิกเซลหน้าจอ หรือความสามารถของกล้องดิจิทัล ฯลฯ) โดยมัวร์ได้สังเกตสิ่งที่เกิดตั้งแต่ปี 1958 มาจนถึงปี 1965 และได้นำมาทำการคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดในอนาคตไปอีกสิบปี
4
กฎของมัวร์ได้อธิบายแรงการขับเคลื่อนของเทคโนโลยี ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 20 ไปจนถึงต้นศตวรรษที่ 21 กฎนี้ได้ผ่านการถูกพิสูจน์มาอย่างต่อเนื่องมากกว่าห้าสิบปี และยังมีการคาดการณ์ไว้ว่าจะใช้ได้จนถึงปี 2020 หรืออาจมากกว่านั้น
3
การมาของ Quantum Technology
นักพัฒนาคาดว่าการมาของ Quantum Computer จะเป็นจุดสิ้นสุดของกฎของมัวร์ ดูได้จากกำลังการประมวลผลที่เหนือกว่าคอมทั่วไป( Classical Computers ) เป็นหลักหมื่นล้านเท่า เพราะฉะนั้นมันจะไม่ใช่เป็นการเพิ่มขึ้นแค่สองเท่าอีกต่อไป
ดูได้จาก Roadmap ของ IBM ที่วางแพลนไว้ว่าในปี 2023 จะเปิดตัว Quantum Processor ที่ 1,121 Qubits เปรียบเทียบกับ Sycamore ที่เป็น Supremacy ตัวแรกที่ใช้แค่ 53 Qubits คงไม่ต้องบอกว่าในปี 2023 เราจะมี Quantum Computer ที่มีกำลังประมวลผลในระดับไหน
Quantum Technology ส่งผลกระทบต่อ AI มากน้อยแค่ไหน?
2
ปัจจุบัน Classical Computers ได้พัฒนา AI ในเรื่องเฉพาะ( Specific Tasks) ที่เรียกว่า Narrow AI ตัวอย่างเช่น AlphaGo Zero ที่มีความสามารถชนะนักแข่งที่เป็นมนุษ์ที่เก่งที่สุดในโลก หรือแม้แต่ AI ตัวก่อนอย่าง AlphaGo ก็ไม่เคยชนะ AlphaGo Zero แม้แต่ครั้งเดียว อย่างไรก็ตาม AI ตัวนี้ก็เข้าใกล้ขีดจำกัดของการพัฒนาโดยใช้ Classical Computers แล้ว
2
การมาของ Quantum Technology จะทำให้ต้นทุนการประมวลผลลดลงอย่างมาก และไปถึงจุดที่ Classical Computers ไม่สามารถไปถึงได้ นำมาใช้ในการเทรน Neural Network ที่เป็นสถาปัตยกรรม AI ที่นิยมมากที่สุดในปัจจุบัน จนไปสู่การสร้าง General AI หรือ AI ที่มีความใกล้เคียงมนุษย์สูงมากจนอาจนำไปสู่การปลดล็อคภาวะเอกฐานทางเทคโนโลยี(Technological Singularity) ได้ในอนาคต
A' Lure😊🥰🥰
ปลดล็อคภาวะเอกฐาน คืออะไรหรอคะ รบกวนขอความรู้เพิ่มหน่อยนะคะ 😅😅🙈🙈 ขอบคุณสำหรับความรู้ดีๆที่ไม่เคยรู้ ติดตามนะคะ🙏🙏😊😊🥰