Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ป
ปกรณ์ ปราสาททอง
•
ติดตาม
31 ธ.ค. 2020 เวลา 02:01 • ความคิดเห็น
หนีการเกิดแก่เจ็บตาย
ปฏิบัติธรรมเดินตามรอยองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้เป็นธาตุของธรรมได้มั้ย ทำยังไงธาตุของธรรม..เอาแม่ทั้งสี่นี้ มาสร้างบุญสร้างกุศล แล้วหยุดยั้งเรื่องราวของกรรม นำมาสร้างเป็นบุญบารมีหนีกรรมให้ได้ นั้นแหละ ธาตุของธรรมจะเกิดขึ้น
เวลาบอกว่าจะปฏิบัติเป็นพุทธบูชา ก็รีบจัดแจง ทั้งกายและใจของเราให้เต็มอิ่ม เต็มความสามารถของเรา ให้กายนิ่ง จิตนิ่งให้ได้ เพราะจะถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องมีกายที่นิ่ง จิตต้องนิ่ง ถึงเข้าถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะท่านทำกายทำจิตทำใจนิ่งอยู่แล้ว เราก็ต้องนิ่งตามองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
นั้นแหละเป็นเครื่องที่บ่งบอกถึงการที่เราน้อม ..น้อมทั้งกายวาจาใจ บูชาต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราจะเดินทางไปที่ ..ที่มีแสงสว่างที่ดี ที่งาม ต้องเชื่อมั่นในตัวเองว่า ตัวเองต้องทำให้ได้ ต้องทำให้ถึง หยุดยั่งเมื่ออารมณ์อะไร นึกคิดขึ้นมา ก็บอกว่า ตอนนี้ ข้าพกำลังประพฤติปฏิบัติถวายเป็นพุทธบูชา บอกตัวเองอย่างนี้ เพื่อไม่ให้อารมณ์ต่างๆเกิดขึ้นกับจิตใจของเรา เค้าเรียกว่าเตือนตนเอง จะให้ใครมาเตือนตนของตนเองก็ไม่ได้เพราะมันอยู่ข้างในจิตของเรา เราต้องเอาจิตเตือนจิตของเราให้ได้ ถึงจะเป็นผู้ที่รู้จักธรรม
จิต เต สัง ฆะ ระ ติ วา โร _ อุป ปา มัท ธิ กา รัต เต _ ภา วะ นา กัต ตะ รัต ธิ ยา นัง _ อัพ พะ วะ ริ กา โตโห ตุ _วิท ธิ เย เต เห ติ ตุม หัง _ปัจ จะ กา โร _เต ธิ ตัพ พัง ระ ริ ยา โน โห ตุ
การเดินทางของจิตของเรา กายก็ดี เราต้องหมั่นฝึกหมั่นพยายาม รู้ว่ามี่มาที่ไป ที่มันมีกรรม มีทุกข์ต้องเกิดแก่เจ็บตายอยู่เช่นนี้ บางทีทุกคนอาจจะไม่รู้ว่า เกิดมาแล้ว ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ลืมเลือนไปเพราะกรรม เพราะอารมณ์กรรมตัวกระทำปิด ปิด..จนเราไม่รู้เรื่องของความเจ็บและความตาย มีเจ็บป่วยก็กินยาหาหมอรักษาเท่านั้น นั้นเค้าเตือนแล้วว่า เจ็บป่วยแล้วเราจะทำอะไรไม่ได้ จะสร้างคุณความดีให้แก่จิตเราเองไม่ได้ จะสวดมนต์ภาวนาสร้างบุสร้างกุศลไม่ได้
เค้าเตือนตนมาแล้ว ก็เพื่อต้องการให้เรา กระตือรือร้นสะสมบุญกุศลบารมีให้มากๆ เมื่อถึงเวลา เมื่อเจ็บแล้ว มันก็ต้องตายเมื่อถึงเวลา ร่างกายเราช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ที่จะมาสวดมนต์ภาวนาก็ไม่ไหว เพราะการแก่เฒ่าชรา หรือ มีการเจ็บป่วยเกิดขึ้น มันเป็นธรรมดาของกายที่ไม่ใช่ของเรา มันก็เลยมีการเจ็บป่วยหรือแก่เฒ่าชรา ควบคุมไม่ได้ เมื่อควบคุมไม่ได้ เราเสวยสุขอยู่ในเรือนกายนี้ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น เดี๋ยวกายนี้ก็ต้องพลัดพรากจากเราไป จิตเราก็อยู่ไม่ได้แล้ว
เราก็ต้องเดินทางไปหาสังขารใหม่ การเดินทางไปหาสังขารใหม่เนี่ย มันอยู่ที่อารมณ์กรรม ตัวกระทำที่เราสะสม ไม่ได้อยู่ที่ว่า พรุ่งนี้ต้องอยู่ตรงนั่น มะรืนนี้อยู่ตรงโน้นตรงนี้ มันไม่ใช่ มันอยู่ที่การกระทำของเรา ทำอะไรไว้ปัจจุบัน มีการสร้างบุญสร้างกุศลสร้างบารมีหนีกรรม เราก็ได้กายมนุษย์ที่ประเสริฐ ที่กำลังสร้างบุญบารมีหนีกรรมอยู่ตลอดเวลา เกิดทุกครั้งๆ ก็จะขวนขวายอยู่ในเรื่องราวเหล่านี้
แต่ถ้าเราไม่ทำ ไม่มีเรือนกายเช่นนี้เกิดขึ้น โอกาสที่เราจะร่วงรู้..ร่วงรู้เรื่องราวของจิตของเราที่จะเดินทาง มันไม่มี มีแต่หลงอยู่กับทางโลก เพราะโลกนี้มันมีแต่ ความหลอกลวง มีแต่มายา ให้เราหลง หลงเงินหลงทอง หลงยศฐาบรรดาศักดิ์ หลงบ้านหลงช่อง หลงไร่นาสาโท วัวควายต่างๆ หลงความสรรเสริญเยินยออะไรต่างๆเกิดขึ้น
มันเป็นสิ่งที่ ไม่สามารถ...มนุษย์ทุกคนเกิดมา ไม่สามารถหลีกเลี่ยงเรื่องราว เหล่านี้ได้ ต้องจมอยู่กับเรื่องราวที่เค้าหลอกเรา ให้ไปวิ่งหาเรื่องราวเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา อยากจะได้เงิน อยากจะได้บ้านใหญ่ๆ อยากได้คนยกย่องสรรเสริญ ก็ทำกัไปอย่างงั้น จบลงก็คือแก่เฒ่าชรา
เมื่อแก่เฒ่าชรา สิ่งเหล่านั้น มีความหมายมั้ย ไม่มีความหมายกับคนแก่ เพราะมันไปไกนไม่ได้ หรือ มันถึงเวลาเจ็บป่วยขึ้นมา มันก็ไม่มีความหมายอะไร เหมือนกับปัจจัยที่อยู่ในกระเป๋าเรา เดินไปตลาด ถ้าเราไม่ใช้ มันก็ไม่มีความหมายอะไร เช่นเดียวกับสิ่งต่างๆที่เราต้องใช้ ก็คือ.บุญ บารมี หนีกรรม อย่างนี้ เราควรจะใช้อยู่เป็นนิจสิน กันทุกวันวัน ยิ่งใช้ตลอดทั้งวันยิ่งดีใหญ่
นั้นก็คือสิ่งที่เรากลัว จิตเริ่มกลัว ..กลัวความแก่ ความเจ็บ ที่จะมาถึงในเร็ววันมันไม่ช้า เดี๋ยวกลางวันเดียวกลางคืน ก็ไม่มีความรู้สึกอะไร ก็ปล่อยมันไปเรื่อย มารู้อีกทีหนึ่งก็ หนึ่งปีชีวิตเราก็เปลี่ยนแปลงไปอีกแล้ว หรือ ว่าไม่ได้นึกถึงอะไร อยู่ดีๆ กายก็ต้องเจ็บป่วยเกิดขึ้น ก็ยังไม่รู้จักคำว่า กรรม คราวนี้ ถ้ามีการศึกษาไปเรียนไปหาศาสนาขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อจะให้อยากจะรู้จักกรรม ไม่ใช่มาเพื่อเสาะแสวงหาเรื่องราวของกรรม
เราอยากจะรู้กรรมว่าสิ่งที่มันเกิดมามันมีกรรมมีทุกข์ ไอ้แก้วแหวนเงินทองเป็นของสมมุติ กายก็สมมุติ เรื่องราวต่างๆก็สมมุติ แต่วาจาของเราที่เปล่งออกไป ออกมาจากจิต...หรือ..ออกมาจากอารมณ์ เราก็ต้องสำรวจตรวจสอบของเราเหมือนกัน ถ้ามาจากอารมณ์มันก็เป็นการผิดพลาดเกิดขึ้น มันจมอยู่กับกายวาจาใจ โลภโกรธหลงไม่ไปไหน ..วาจานั้น ถ้า..กายของเรา..กายวาจาใจของเรา..ตรวจสอบเป็นนิจสินว่าเราจมอยู่กับโลก หรือ ว่าคัตเอาท์หนีจากโลก ในมายาต่างๆ ที่เราจมอยู่อย่างนี้
เมื่อไหร่หนอ เราถึงจะมีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องราวของกรรม เข้าใจในเรื่องการบุญการบารมี และเข้าใจในเรื่องเห็นใจซึ่งกันและกัน อย่างนี้เป็นต้น
เนี่ย..สิ่งเหล่านี้ เราต้องพยายามฝึก พยายามกระทำ พยายามฝึกหมั่นปฏิบัติเกิดขึ้น การที่จะทำบุญอย่างเดียว มันก็ไปไม่ได้ มันต้อง...คนมีบุญนี่ เสาะแสวงหาสักหน่อย ว่าบุญนั้น..พาไปหาการหนีกรรม ทำเป็นหรือเปล่าเท่านั้น ท่าไม่เป็น บุญก็พาไปหากรรม ไม่ใช่บุญให้หนีจากกรรม เพราะว่าอธิฐานต่างๆ มันมุ่งมั่นอยู่กับเรื่องราวของโลภโกรธหลง เรื่องความหลงในทรัพย์สินเงินทองยศฐาบรรดาศักดิ์ หลงในสรรเสริญเยินยอ มันก็มุ่งไปหากรรมอย่างนี้เป็นต้น
ถ้ามุ่งไปเรื่องบุญเพื่ออโหสิกรรม เจ้ากรรมนายเวร ก็จะหนีกรรมเกิดขึ้น บุญก็หนุนนำให้จิตของเราไปสู่การฝึกหัดหนีกรรม ก็เสาะแสวงหาว่า ทำหนอองค์พระสิทธัตถะถึงไม่ต้องมาเกิด ถึงสอนพระของท่านเป็นพระอรหันต์ได้ สอนคนให้เป็นพระได้ ท่านทำอย่างไหนนะ เราก็เสาะแสวงหา คนที่เป็นพระได้ ต้องวาง..วางอะไรทั้งหมดทุกสิ่งทุกอย่าง จิตถึงเป็นพระ กายก็ต้องเป็นพระ เค้าเรียกว่า พระอเสขะก็วางแล้ว นั่นแหละ เค้าเรียกว่า พระ
แต่เรายังหมกมุ่นอยู่กับโลภโกรธหลงอยู่ เห็นตัวเองดีแล้ว ไม่เห็นใจซึ่งกันและกัน เห็นคนโน้นดีไม่ดี มุ่งมั่นอยู่เช่นนี้ อารมณ์เช่นนี้ นั้นแหละ เค้าเรียกว่า หมุนอยู่กับเกิดแก่เจ็บตาย ไม่หนี..ไม่หนีการเกิดแก่เจ็บตาย เราต้องเห็นว่าคนนั้นมีกิริยาอย่างงั้นนะ วาจาอย่างงั้นนะ เราก็มาศึกษาในตัวตนของเรา จับตนค้นตนของเรา นิสัยตนขึ้นมา เพื่อจะแก้ไขนิสัยตน เพื่อจะหยุดยั้งเรื่องราวสิ่งเราไปกระทบไปสัมผัสมา หยุดให้ได้ แล้วจิตของเราก็จะเป็นธรรม อย่างนั้นเราก็หยุดไม่ได้
..เห็นเค้าพูดอะไร เค้าพูดอย่างนี้ เราก็ตามเค้าไปๆ มันเป็นเรื่องมายาสมมุติทั้งนั่น มันไม่มีอะไร ไม่เคยทำให้ตัวของตัวเองหยุดยั้งเรื่องราวของกรรม มุ่งอยู่ในกายวาจาใจหมกอยู่กับความทุกข์ ความลำบากที่มองไม่เห็น เห็นสิ่งที่กำลังทำนั้นคือ ความสุข ความสุขของอารมณ์ ความสุขของกาย ดีอกดีใจ นั้นก็คือความสุขที่แท้จริงของเรา
แต่หารู้ไม่ว่า นั้นคือการหมุนเวียนของการเกิดแก่เจ็บตาย แล้วการเกิดแก่เจ็บตายนั้น มันไม่ใช่ว่าดีเสมอไป บางคนหมุนไปแล้วเกิดเป็นง่อยเปลี้ยเสียขา หูหนวกตาบอด หมุนไปแล้วเป็นเปรต เป็นอสุรกาย หมุนไปแล้วไปเป็นสัตว์ต่างๆมากมายก่ายกอง
การเกิดแต่ละครั้งมันก็น่ากลัว เดี๋ยวจะมืดค่ำ เราก็นอนหลับ เมื่อตื่นขึ้นมาแล้ว..ล้างหน้าล้างตาขึ้นมาน่ากลัวนะ จะไปรู้หรือว่า ไปเผชิญเรื่องราวต่างๆ ไปทำงานทำการเพื่อหาเงินมาประทังสังขาร ไม่รู้ว่าจะไปเจออะไรบ้าง ไม่เคยนึก นึกอยู่อย่างเดียวว่า ฉันไปทำงาน แล้วฉันจะกลับบ้าน ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่เคยพิจารณาว่าสิ่งนั้น เราได้ไปคล้องกรรมกับใครมาบ้าง สร้างความเป็นเจ้ากรรมนายเวรกันมากน้อยแค่ไหน หรือ ว่าการที่ไปอยู่ร่วมกันเห็นอกเห็นใจซึ่งกันหรือเปล่า ..
..เราไม่เคยนำมาพิจารณา เพราะว่า ไม่ได้ศึกษา คำว่า การให้..การให้ที่ดี..ไม่ได้ศึกษา ไม่ได้รู้จักการให้ที่ถูกต้อง เช่น มาสร้างบุญสร้างกุศลให้ขอทานบ้าง ให้ญาติพี่น้อง ให้พ่อให้แม่ ให้ผู้ที่เค้ายากไร้ต่างๆ อนุเคราะห์สงเคราะห์ ที่ให้ไปแล้ว เรามีปัญญาคิดอ่านอะไรได้บ้าง
เราให้แล้ว เราให้ด้วยจิต..หรือ..ให้ด้วยอารมณ์ ถ้าให้ด้วยอารมณ์ มันก็เกิดเป็นกรรมเกิดขึ้น กรรมที่ต้องหมุนเวียนให้เกิดแก่เจ็บตาย ถ้าให้ด้วยความเต็มใจ เห็นใจซึ่งกันและกัน ให้ด้วยความนอบน้อมถ่อมตน จิตของเราให้แล้วให้เลย เหมือนพระเวสสันดรที่ให้เป็นทาน ต่อทุกผู้ทุกคนให้ทั้งหมด แม้แต่กายของท่าน ท่านก็ให้ แต่ไม่มีใครมาเอาเท่านั้น จะเป็นเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มของท่าน ท่านให้หมด แต่ท่านให้ด้วยความเต็มใจ เห็นคนอื่นเค้าไม่มี เค้าอยากได้ หรือ เค้ามีเค้าอยากได้ ก็เห็นแล้วว่าคนนั้นเค้าอยากได้ ท่านก็ให้
..แต่ก็ไม่รู้ว่า ไอ้ที่เค้าอยากได้ เค้ามั่งมีศรีสุข เค้าอยากได้ ..โอ้..เค้าปรารถนาอย่างนั้น ก็เห็นใจเค้า ถ้าเค้าไม่ได้ของเราไป เค้าจะเป็นทุกข์นะ ท่านให้เค้าไป แต่ท่านไม่รู้หรอกว่า นิสัยไอ้คนที่มาขอมันมีแต่ความโลภ มีความหลง เรื่องราวต่างๆมากมาย เห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ที่เกิดขึ้น ..
..แต่ไปๆมาๆ ท่านก็เห็นประจักษ์อยู่แล้วว่า กายนี้ เกิดมาชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่อยู่ไปตลอด ไม่มีการตาย ไม่มีการเจ็บเมื่อไหร่ ต่อไปท่านก็แก่เฒ่าชรา มองไปมองมา ตอนนั้นท่านก็ยังไม่มีปัญญา แต่รู้ว่าอยากจะให้อย่างเดียว ให้เรื่องราวต่างๆทั้งหมด แม้แต่น้ำใจ เห็นอกเห็นใจก็ให้ แต่ก็ยังไม่รู้ว่า ให้ไปแล้วมันได้อะไรบ้าง
.. แต่มาในที่สุด บุญกุศลบารมีของท่าน หนุนนำให้รู้จัก มาจนชาติพระสิทธัตถะ ท่านก็รู้จักกับว่าคำว่าให้แล้ว แล้วเราให้ทรัพย์สินเงินทองเค้าแล้ว ให้กายก็แล้ว ให้อะไรก็แล้ว กายยัง..เมื่อเราให้เค้าหมดแล้ว กายก็ให้..
..เอ๊ะ..เราจะเก็บเอาไว้ทำไมในชาตินี้ เราให้วิญญาณทั้งหกได้มั้ย หูตาจมูกลิ้นกายใจ ให้เป็นทานได้มั้ย ให้โดยที่ไม่ยึด ตาของเรา มองไปอิจฉาคนโน้น ดูถูกคนโน้นคนนี้วาจาที่เปล่งออกไป ก็ตำหนิคโน้นคนนี้ เห็นแก่ได้เห็นแก่ดีอะไรต่างๆ ลิ้นก็เหมือนกัน เห็นรสชาตินี้เราไม่ชอบกิน มันจืดไป มันเค็มไป มันเปรี้ยวไป ไม่ให้แม้แต่ลิ้นก็ไม่ให้
..ตอนหลังที่ท่านให้ด้วยวัตถุต่างๆ บริจาคทานไปนั้น ก็เกิดเป็นอานิสงส์ ระลึกได้ว่าวัตถุต่างๆ เราให้เค้าแล้ว ทำไมไม่ให้กับวิญญาณทั้งหกของเราบ้าง ให้วิญญาณทั้งหกของเราไม่มีทุกข์ได้มั้ย กินไม่ให้มีรส ลิ้นไม่ต้องรับรสต่างๆ. ตาก็มองไปด้วยความเมตตากรุณา หูของเราฟังก็ฟังด้วยเหตุผล ที่ไม่ไปหมกมุ่นอยู่กับกรรมเป็นตัวยึดตัวหนึ่ง ให้หูให้เป็นทานเกิดขึ้น ตาเป็นทานเกิดขึ้น
นั้นเค้าเรียกว่าค่อยๆแกะ ค่อยๆขัด ให้สิ่งทั้งหลายนี้ให้เป็นแก้ว ไม่ใช่ควักลูกนัยน์ตา ควักหูไปให้เค้า..ไม่ใช่. เอาจิตเนี่ย..เป็นผู้ขัดเรื่องราวต่างๆ ส่งไปให้กับผู้ที่ตาเราไปมองอย่างนี้ ตามองด้วยความเมตตา แก้วแหวนเงินทองมองแล้วเป็นสิ่งที่เป็นกรรม ..
..เป็นกรรมที่มีความยึดเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้น เป็นการที่ทำให้มีความโกรธโลภหลงเกิดขึ้น ปัจจัยต่างๆ ที่มีความโลภโกรธหลงเกิดขึ้น ให้ตาล้างออกไป ทิ้งลงไปจมอยู่กับแก้วแหวนเงินทอง ยศฐาบรรดาศักดิ์ นั้นเค้าเรียกว่า ให้วัตถุแล้วให้วิญญาณเป็นทาน นั้นก็คือสร้างให้อารมณ์เป็นทานนั้นเอง
นี่แหละที่มาที่ไปของการเกิดแก่เจ็บตาย ที่หมุนเวียนเปลี่ยนอยู่อย่างนี้ เรื่องราวต่างๆนี้ ผู้ที่จะรู้จักธรรม รู้จักกรรม รู้จักการกระทำ ต้องศึกษาให้เข้าใจว่า อย่างเดินจงกรมนี่ เดินอย่างไร ถึงจะเรียกว่าเป็นบุญกุศลบารมี เราเดินไปนี่ ไม่มีจุดหมายปลายทาง เดินไปมีแต่สร้างเรื่องราวของโลภโกรธหลง
.. แต่มาเดินจงกรมเดินไปเดินมา ก็สร้างโลภโกรธหลงให้กับตัวเอง เดินไปก็เหลือบตาไปมองไก่บ้าง สุนัขบ้าง มองต้นไม้ต้นหญ้า มองคนโน้นคนนี้ แล้วสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่เรายึดเป็นมายาที่หลงใหลอยู่....ไปมองเค้าทำไม เรากำหนดเส้นที่เป็นบุญกุศลบารมี..ทำไมไม่มอง เราต้องการให้เส้นนี้ ไปเขี่ยเรื่องราวของโลภโกรธหลงออกให้หมด เส้นทางนี้ไม่เอา พอได้ยินเสียงหน่อย เหลือบตาไปมองแล้ว...ไปแล้ว...จิตมันก็ไปแล้ว..ไปจมอยู่โลภโกรธหลง.เห็นไก่เดินมา เหลือบตาไปมองไก่ตัวนี้ พอไก่ตัวนี้..จิตก็เห็นไก่มีความสำคัญ จิตก็ไปอยู่ที่ไก่ .
..เมื่อจิตอยู่ที่ไก่..อารมณ์ก็ปรุงแต่ง..ไก่ตัวนี้สวยอย่างโน้นสวยอย่างนี้ชอบอกชอบใจ ไอ้ไก่ตัวนี้มันใหญ่โต น่าเกลียดน่าชังอะไรต่างๆ แล้วแต่อารมณ์มันจะปรุงแต่งที่เป็นมายาเกิดขึ้น
เห็นมั้ยว่าการที่เราจะให้รู้จัก...ให้..ให้ทรัพย์สินเงินทองไปก่อน ให้ร่างกายของเรา ให้วิญญาณทั้งหกของเราเป็นทานเกิดขึ้น ไม่เป็นมายาที่ยึดเหนี่ยว กับโลภโกรธหลงอันนั้น
นั้นก็คือ การที่..บอกให้รู้การประพฤติปฏิบัติให้เข้าใจ เดินตามรอยองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านทำอะไร ท่านเดินทำอย่างไรบ้าง เราเดินตามนั้น นั่นแหละจะปรากฏในจิตของเรา ทำไปเถอะรอยทั้งสี่ ที่เราค่อยๆทำไป เพราะเรายังไม่มีปัญญา และกายของเราก็ยังไม่เป็นธาตุของธรรม ฉะนั้นทำให้เป็นธาตุของธรรมได้มั้ย ทำยังไงธาตุของธรรมเอาแม่ทั้งสี่นี้ มาสร้างบุญสร้างกุศล แล้วหยุดยั้งเรื่องราวของกรรม นำมาสร้างเป็นบุญบารมีหนีกรรมให้ได้ นั้นแหละ ธาตุของธรรมจะเกิดขึ้น สาธุ
บันทึก
1
3
1
3
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย