มีบัญชีอยู่แล้ว?
สรุปสถานะการณ์ตลาดหุ้นไทยปี 2020 by ทีมงานหุ้นพอร์ทระเบิด
สวัสดีครับเพื่อนๆสมาชิกเพจ หุ้นพอร์ทระเบิด ของพวกเราทุกท่าน จัดว่าเป็นปีที่เหนื่อยกันจริงๆเลยนะครับกับพ.ศ. 2563 ที่ผ่านมานี้
ซึ่งก็อย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่า Covid-19 นั้นเป็นปัจจัยอันดับหนึ่งที่สร้างผลกระทบให้กับตลาดหุ้นทั่วโลกในปีนี้ และคงไม่ใช่กับแค่ตลาดหุ้นแน่นอนเพราะโควิดทำเอาปั่นป่วนกันไปหมดทุกระบบ
และสำหรับบรรยากาศของตลาดหุ้นไทย(SET) ในวันที่ 30 ธันวาคม 63 ก่อนหยุดยาวนั้น ดัชนีของ SET ก็ได้ปิดตลาดไปที่ 1,449.35 จุด หรือคิดเป็นการลดลงมา 0.86% จากการขายเพื่อลดความเสี่ยงในวันหยุดยาว
โดยในวันนี้พวกเราก็อยากจะมาสรุปภาพรวมตลาดหุ้นในปีนี้กันว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมานั้นมีความน่าสนใจหรือเหตุการณ์อะไรที่ผ่านมาบ้าง ? และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราไปลุยกันเลยครับ
ซึ่งเมื่อเกิดวิกฤติอย่าง Covid-19 ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลกแบบนี้นั้น แน่นอนว่าต้องมีทั้งผู้ที่ได้รับผลบวกและได้รับผลลบ และสามอันดับตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดในปีนี้ก็คือ
Straits times index(STI) ของประเทศสิงคโปร์ที่ติดลบลงมา 12% รองลงมาเป็น Philippines Stock Exchage Index(PSEi) ของฟิลลิปปินส์ที่ปิดลบ 9% และอันดับที่สามก็คือตลาดหุ้นไทยหรือ SET ของเราที่ติดลบลงมากว่า 8% นั่นเอง
ส่วนผู้ชนะของเราในปีนี้อันดับแรกก็คือตลาดหุ้นของประเทศเกาหลีหรือ Kospi Index ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาถึง 28% และต่อมาก็คือตลาดหุ้นของประเทศไต้หวันหรือ Taiwan Talex Index ที่บวกเพิ่มขึ้นมากว่า 20% ในปีนี้
และแน่นอนว่า Sector หรือกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความโดดเด่นสุดในปีนี้ก็คือ หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาเฉลี่ยกว่า 439% รองลงมาเป็นกลุ่มเกษตรที่บวกขึ้น 58% และกลุ่มแพ็คเกจจิ้งที่บวกมาแรงเช่นกันราวๆ 44%
1
แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักก็คือหุ้นกลุ่มแบงก์ที่ปรับตัวลดลง 24% กลุ่มขนส่งที่ 20% และกลุ่มสื่อที่ปรับลดลงมากว่า19% จากพิษ Covid-19 ที่ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจของทั่วโลกเกิดการสะดุดไป เนื่องจากว่าเป็นวิกฤติที่ทำให้ผู้คนไม่สามารถเดินทางออกจากบ้านกันอย่างสะดวก หรือแม้กระทั่งโดนสั่งห้ามออกจากบ้านกันเลยก็มี
กลับมาที่ตลาดหุ้นไทยหรือ SET กันบ้างดีกว่า ซึ่งหุ้นที่แบกตลาดของเราไว้ในปีนี้ก็คงจะเป็นหุ้นที่หลายๆคนคงจะเดาออกกันนะครับว่ามันคือ DELTA หุ้นที่สามารถดันดัชนีของ SET เราได้มากถึง 37.8% หรือราวๆ 50 จุดกันเลยทีเดียวนำห่าง KTC ที่บวกดัชนีขึ้นมา 3.5% และ MAKRO ที่ช่วยดันอีก 3.3% อยู่ถึงสิบเท่า
ส่วนหุ้นที่ลากตลาดของเราในปีนี้ลงมามากที่สุดก็คือ AOT ซึ่งฉุดรั้งตลาดหุ้นบ้านเราไว้ที่ 13% SCB 7.9% และCPALL ที่ 7.8% ซึ่งในปีนี้กลุ่มนักลงทุนที่ขายหุ้นไทยมากที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ พร้อมๆกับแรงซื้อของกลุ่มนักลงทุนสถาบันที่ลดลงมาด้วย ตรงกันข้ามกับกลุ่มนักลงทุนรายย่อยที่กลายมาเป็นผู้ซื้อสุทธิสูงสุด
ซึ่งถ้ามาไล่เรียงเหตุการณ์หรือ Event ต่างๆที่เคยส่งผลกระทบกับดัชนีของ SET ในปีพ.ศ. 2563 นั้นก็คงจะมีอยู่หลายEvent ด้วยกัน เริ่มจากช่วงต้นเดือนมกราคมที่ดัชนีของ SET นั้นเริ่มร่วงลงมากว่า 26 จุด หลังจากที่มีข่าวการลอบสังหารนายพลระดับสูงสุดของประเทศอิหร่าน
หลังจากนั้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ดัชนีของ SET ก็เริ่มเกิดการลงหนักๆอีกสองรอบในวันที่ 24 และ 26 กุมภาพันธ์ หลังจากที่จีนเริ่มไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของ Covid-19 เพราะมีการลุกลามไปทั่วถึง 65 ประเทศนอกจีน
1
และในที่สุดฝันร้ายของผู้ที่ถือหุ้นอยู่ใน SET ก็มาถึงในช่วงต้นเดือนไปจนถึงกลางๆเดือนมีนาคม 63 เพราะดูเหมือนว่าจะไม่มีใครควบคุม Covid-19 ได้อีกแล้ว ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยต้องประกาศ Circuit breaker กันอีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้ใช้มาตั้งแต่พ.ศ. 2551
เนื่องจากตลาดหุ้นไทยเกิดการร่วงลงแรงถึงสองวันติด ! จนสุดท้ายไปทำจุดต่ำสุดอยู่ลึกถึงที่ระดับ 969 จุดเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 63 ที่ผ่านมา
หลังจากนั้นตลาดหุ้นไทยหรือ SET ก็เริ่มมีดัชนีที่ฟื้นตัวขึ้นมาพร้อมๆกับตลาดหุ้นทั่วโลก เนื่องจากว่า FED และธนาคารกลางต่างๆของทั่วโลกนั้นเริ่มอัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบกันยกใหญ่ในแบบที่ไม่เคยทำกันมาก่อน พร้อมๆกับการพบยารักษาไวรัสที่ทำให้ภาพรวมของสถานะการณ์เริ่มดีขึ้น
ดัชนี SET เริ่มไต่ตัวขึ้นไปอย่างสวยงามจนไปเล่นกันอยู่ที่ราวๆ 1,450 จุด แต่หลังจากนั้นข่าวร้ายๆก็เริ่มกลับเข้ามาอีกครั้งอย่างเช่นการแพร่ระบาดรอบสองในสหรัฐฯ จีน และยุโรป หรือจะเป็นทางด้านราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงมา ผลการเลือกตั้งของสหรัฐฯ รวมไปถึงความกังวลว่าวัคซีนจะเกิดการล่าช้าและไม่ได้ผล
โดยช่วงนั้น SET ในสภาวะที่ไร้ข่าวดีใหม่ๆก็ได้ซึมตัวลงไปเรื่อยๆจนลงไปอยู่ที่ระดับ 1,200 จุด แต่หลังจากนั้นเม็ดเงินก็ได้เกิดการไหลเข้ามาในตลาดเอเชียรวมไปถึงหุ้นไทยกันอย่างคึกคักจากข่าวความคืบหน้าของวัคซีน
เหตุผลที่ทำให้ตลาดในภูมิภาคเอเชียและ SET ของไทยเราได้รับความสนใจหลังจากที่สถานะการณ์ของ Covid-19 เริ่มคลี่คลายลงไปก็คือการที่บริษัทหรือธุรกิจส่วนใหญ่ในตลาดไทยนั้นเป็นหุ้นที่มีลักษณะเด่นไปทาง Value นั่นเองนอกจากนี้ยังมีปัจจัยของการปรับเพิ่มภาษีในสหรัฐฯที่กดดันให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนในประเทศลดลงด้วย
จนในที่สุด SET ของเราที่กำลังจะฟื้นตัวอย่างสดใสก็ต้องมาสะดุดกันอีกครั้งหลังจากที่เจอข่าวการลักลอบเข้าประเทศของแรงงานต่างชาติที่ติดเชื้อ Covid-19 กันเข้าไป ทำให้ SET ไม่สามารถทะลุ 1,500 จุดไปได้ และดูเหมือนว่าสถานะการณ์ในตอนนี้ก็ยังคงคลุมเครืออยู่ว่า การแพร่ระบาดรอบที่ 2 ในประเทศไทยรอบนี้นั้นจะมีความรุนแรงแค่ไหน ?
แต่ถึงอย่างไรแล้ว ปัจจัยเหล่านี้ก็ยังถือว่าไม่ค่อยน่ากังวลเท่ากับสถานะการณ์ในตอนเดือนมีนาคม 63 ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นการแพร่ระบาดของโควิดรอบใหม่, ความเร่าร้อนทางการเมืองที่ดูเหมือนจะผ่อนคลายลง และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่เริ่มส่งสัญญาณเข้ามาเป็นระยะ
โดย 3 สิ่งที่ต้องไปจับตาดูในปีพ.ศ. 2564 ก็คงจะเป็นเรื่องของวัคซีน Covid-19, Fund flow จากต่างชาติ และการแพร่ระบาดรอบ 2 ภายในประเทศของเรากันให้ดีๆ
และทั้งหมดนี้ก็คงจะเป็นการสรุปเอาสถานะการณ์และ Event ต่างๆที่เกิดขึ้นในปีนี้ของตลาดหุ้น โดยเฉพาะ SET ของบ้านเราที่ทาง หุ้นพอร์ทระเบิด อยากจะนำมารวบยอดให้เพื่อนๆที่อาจจะพลาดเหตุการณ์สำคัญหรือข่าวอะไรกันไป
สำหรับในวันปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้ พวกเราก็อยากจะขอให้เพื่อนๆพบกับความสุขสมหวังในทุกเรื่องที่คาดหวังไว้พร้อมทั้งใช้ชีวิตอยู่บนความไม่ประมาท มีสติในทุกๆการกระทำอยู่เสมอกันด้วย
แล้วมาพบกันใหม่ในปีหน้า สวัสดีปีใหม่ครับทุกคน...
ติดตามบทความดีๆของพวกเราได้ทาง WEBSITE
หรือ BLOCKDIT
และช่องทางใหม่ YouTube ‼️
- - - -
ผู้สนับสนุน
สนใจเปิดพอร์ท หุ้น TFEX SBL BLOCKTRADE กับโบรคเกอร์ KTBST
ค่าธรรมเนียมเรทพิเศษ
พร้อมรับสิทธิพิเศษมากมาย
- ทีมงานมืออาชีพคอยให้บริการ
- โปรแกรม EFIN//ASPEN
- โปรแกรม SUPPORT อื่นๆเช่น MT4//MODEL TRADE//KTBST SMART และอื่นอีกมากมาย
กรอกรายละเอียดได้เลย 👇
    pawish truthatsanawin
    ขอบคุณครับ