วันนี้ผมจะมารีวิวและสรุปหนังสือ ‘AI SUPERPOWERS’ ครับ
.
หนังสือเล่มนี้เขียนโดยคุณ หลี่ไคฟู
ผู้เชี่ยวชาญทางด้าน AI เขาจบปริญญาเอกด้าน AI
จากมหาวิยาลัยคาร์เนกี้เมลลอน
เคยทำงานที่ Apple , Microsoft และเคยเป็นประธานบริษัท Google China
.
เนื้อหาเล่มนี้แบ่งออกเป็น 9 บท
ในส่วนแรกพูดถึง AI คร่าว ๆ
โดย AI แบ่งเป็น 2 สาย คือ
1 สายตั้งกฎ คือ การตั้งกฎความคิดให้กับมัน เช่น ถ้าเกิด A ให้ทำ B เป็นต้น
2 สาย Neural Networks เป็นความต้องการที่จะสร้างสมองขึ้นมาเลย
ตัวอย่าง คือ Deep learning ของ AlphaGo ที่เอาชนะเค่อเจี๋ย ในการแข่งขันโกะ 3 ยกรวด
.
การเปลี่ยนแปลงของ AI
1 เปลี่ยนจาก ’ยุคทฤษฎี’ เป็น ‘ยุคแห่งการประยุกต์ใช้’
คือ เป็นยุคที่ต้องการวิศวกร AI มีความต้องการมากขึ้น
2 เปลี่ยนจาก ‘ยุคผู้เชี่ยวชาญ’ เป็น ‘ยุคของข้อมูล’
เพราะ AI ที่จะประสบความสำเร็จ ประกอบด้วย 3 อย่าง
คือ ข้อมูลมหาศาล คอมพิวเตอร์ที่รวดเร็ว และวิศวกร
.
ในช่วงแรกนั้น สตาร์ทอัพจีนถือเป็น ‘นักก๊อบ’ เพราะ มีการลอกเลียนจากอเมริกามาทั้งหมดแบบดื้อ ๆ
แต่นั่นเป็นการปูพื้นฐานทางด้านพื้นฐานวิศวกรรม
และการทำธุรกิจออนไลน์ได้อย่างดี
สำหรับคุณไคฟู มองว่า เป็นการ ’สร้างบันได’
เพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับเอกลักษณ์ของคนในประเทศ
ซึ่งเป็นยุคที่ 2 ของจีน
ตัวอย่างที่ชัดเจน คือกรณีของหวังซิง
ในช่วงแรกเขาลอกเลียนแบบมาทั้ง Facebook และ Twitter เลย
หลังจากนั้น เขาได้ก่อตั้ง ‘เหมยถ่วน’
และได้ผ่านการต่อสู้มากมายทั้งจากต่างประเทศ และในประเทศ
ซึ่งในจีนมีการแข่งขันที่โหดมาก ทั้งลอกเลียนแบบ
ลดราคาแข่งกัน ทำการใส่ร้ายกัน ฯลฯ
ปัจจุบันเป็นบริษัท เหมยถ่วน-เตี่ยนผิง
ที่เป็นอาณาจักรสำหรับผู้บริโภคที่ยังขยายต่อไปเรื่อย ๆ
จนมีมูลค่ามากกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์
เขาจึงเป็น 1 ในตัวอย่างของ 'นักรบกลาดิเอเตอร์’
ไม่ได้เป็น ‘นักก๊อบ’ อีกต่อไป
.
การเข้ามาของยักษ์ใหญ่จากอเมริกานั้นที่ไม่ประสบความสำเร็จ
เพราะ จากการที่มีความคิดว่า
ผลิตภัณฑ์ที่ลงตัวควรเหมาสมกับคนทั้งโลก
และคิดว่าจีนเหมือนประเทศอื่น ๆ
จึงไม่ปรับเปลี่ยนใด ๆ ให้เข้ากับคนจีนเลย
เช่น อีเบย์ที่ไม่ยอมปรับทั้งหน้าตาเว็ปไซต์
แทนที่จะปรับให้เข้ากับจีน แต่กลับปรับให้เป็นสากลซึ่งไม่สอดคล้องกับนิสัยของคนจีนแทน
และแจ็ค หม่า ก๊อบไอเดียอีเบย์ และปรับให้เข้ากับคนจีน
มีการใช้วิธี ถ้านำของมาขายในเว็ปไซต์จะไม่เสียค่าใช้จ่ายไป 3 ปี
และ สุดท้ายก็ยืดออกไปแบบไม่มีกำหนด
แต่อีเบย์กลับเก็บค่าใช้จ่ายในการนำของไปขายบนเว็ปไซต์อยุ่เหมือนเดิม
ด้วยความดื้อดึงนี้ ได้มีการแก้ไขมากมายแต่สุดท้าย
อีเบย์ก็ต้องถอนตัวจากจีนไป
.
AI แบ่งเป็น 4 คลื่น
1 AI ในอินเทอร์เน็ต
คือ การที่ใช้ AI ประมวลผลสิ่งที่เราชอบและค้นหาบ่อย ๆ
เช่น YouTube, Google
2 AI ในธุรกิจ
จะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลที่มีอยู่แล้วมาช่วยวิเคราะห์ความเชื่อมโยงที่เรามองไม่เห็น
และจะเหมาะกับ ’ข้อมูลที่มีระเบียบ’ ซึ่งเป็นของอเมริกาที่มีมากกว่า
จีนข้อมูลไม่เป็นระเบียบ นำข้อมูลไปใช้ได้ยาก
3 AI แห่งการรับรู้
เป็นแบบที่ แยกแยะวัตถุต่าง ๆ ได้เหมือนสมองของเรา
เป้นการนำสิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ ตัวเรามาคู่กับอุปกรณ์ไฮเทค
ซึ่งจะแปลงเป็นข้อมูลดิจิตัลเพื่อนำไปใช้งานต่อไป
4 AI อัตโนมัติ
คือ ร่างสุดท้ายของทั้ง 3 คลื่น ที่รวมพลังการคิดเหนือมนุษย์
เข้ากับการมองเห็นและการได้ยิน
ตัวอย่างเช่น รถยนต์ไร้คนขับ
.
โดยรวมแล้วคุณไคฟูมองว่า ในอนาคตคลื่นทั้ง 4 ลูก
จีนจะพัฒนาได้ดีขึ้นมาก ๆ แม้จะแพ้ในด้าน AI ธุรกิจ
แต่คลื่นลูกอื่นก็ไปได้ดีกว่าอเมริกา ดังภาพ
ส่วนจะเป็นอย่างไรในอนาคต ต้องคอยติดตามต่อไป
.
ในวันหนึ่งคุณ ไคฟู ได้รับวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะที่ 4
นั่นเป็นการเปลี่ยนความคิดเขาอย่างมาก
ตอนที่เขารักษาตัวอยู่ เขาได้เรียนรู้มากมาย ว่าเขาทำงานหนักมากจนเกินไป
เขามีเวลาให้ลูก ให้ภรรยาอยู่บ้าง แต่ถ้าเขาคิดว่าพอ เขาจะกลับไปทำงานทันที
ในตอนที่ลูกเขากำลังจะคลอด เขาก็เกือบทิ้งลูกทิ้งภรรยาไปทำงาน
เขาตระหนักได้ว่าเขากำลังทำตนเองให้เป็น AI
แต่หลังจากผ่านเหตุการณ์เฉียดตาย เขารักษาตัวจนหาย
เขาได้รับพลังความรัก การดูแลเอาใจใส่อย่างมากมาย
เขาจึงตั้งปณิธานในใจว่าจะไม่ทำงานหนักแบบนี้อีกต่อไป
เขาทำงานน้อยลง ใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้น
และได้ค้นพบหนึ่งสิ่งที่ AI ต่างจากมนุษย์ ก็คือ ความรัก
AI ไม่มีความรู้สึกแต่มนุษย์มี
มนุษย์เท่านั้นที่รักได้ และถูกรักตอบได้
.
‘มนุษย์กับ AI จะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร’
จากรูปภาพ โลกที่มนุษย์และ AI อยู่ร่วมกัน
- ในด้านบนซ้าย
เป็นงานที่ต้องเจอคน จะเป็นการทำงานโดยใช้ AI วิเคราะห์
ในขณะที่มนุษย์ห่อหุ้มไปด้วยความรัก
เช่น การรักษาโรคที่แม่นยำของ AI ควบคู่ไปกับ ความเข้าอกเข้าใจของมนุษย์
- ในด้านล่างซ้าย
AI จะมาแทนในงานที่เป็นกิจวัตรประจำวัน
เช่น คนล้างจาน คนขับรถบรรทุก
- ในด้านขวาทั้งบนและล่าง
AI จะมาเป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์
และเพิ่มความสามารถให้มนุษย์มากขึ้น
เขาต้องการให้ AI ทำให้เกิดการสร้างสรรค์ไม่ใช่ทำลาย
.
สุดท้ายแล้วเขาต้องการให้เราเป็นมนุษย์ที่ใช้เครื่องจักรเป็นเครื่องมือ
ไม่ใช่มองตัวเราเป็นเครื่องจักรตัวหนึ่ง
และที่สำคัญกว่านั้น คือ ให้เรารักซึ่งกันและกันมากขึ้น
.
.
ความรู้สึกหลังอ่าน :
ตอนแรกจากการเห็นหน้าปก คิดว่า จะต้องมีอะไรยาก ๆให้อ่านแน่นอน
แต่กลับไม่เป็นแบบนั้นเลย เป็นการเล่าเรื่องที่อ่านได้ง่ายและเพลินมาก ๆ
ทำให้เรามองเห็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคตที่ควรจะเป็น
ทำให้เห็นว่าประเทศจีน ที่เป็นที่เล่าลือในเรื่องลอกเลียนแบบ
แต่จริง ๆ แล้วประเทศจีนพัฒนาไปไกลแค่ไหน
แทบจะเทียบอเมริกาหรือแซงไปบ้างแล้วด้วยซ้ำ
มีตัวอย่างประกอบมากมาย ทั้ง เหมยถ่วน WeChat ฯลฯ
และในบทหลัง ๆ กลับมีการเล่าเรื่องของผู้เขียน
ซึ่งก็คือ คุณไคฟู ซึ่งเป็นโรคมะเร็งแล้วรักษาหาย
ได้ตระหนักถึง การใช้ชีวิตของมนุษย์กับ AI เป็นอย่างมาก
เล่มนี้จึงเป็นเล่มแนะนำของผมอีกเล่มเลยครับ
.
ผมพึ่งเขียนโพสยาว ๆ แบบนี้เป็นโพสแรก
หากมีข้อเสนอ ติชม หรืออยากบอกอะไร
สามารถบอกได้เลยนะครับ
ขอบคุณครับ
.