Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
บันทึกลับปักษาสวรรค์ (จินตนิยายสามก๊ก)
•
ติดตาม
1 ก.พ. 2021 เวลา 04:01 • นิยาย เรื่องสั้น
1.15. กลุ่มคนในร่างแห
เล่าหงี เชื้อพระวงศ์ตัวเลือก - ฮันฮก เจ้าเมืองกิจิ๋ว - กองซุนจ้าน เจ้าเมืองปักเป๋ง
คืนนั้น อ้วนเสี้ยวนั่งทบทวนแผนที่ในการเดินทางอยู่ในกระโจมแม่ทัพนอกเมืองลกเอี๋ยงตามลำพัง โจโฉก็ได้เคลื่อนทัพเร็วจำนวนน้อยล่วงหน้าไปก่อนแล้ว เพื่อรั้งกองทัพของตั๋งโต๊ะไว้ก่อน แล้วตนเองจะยกทัพใหญ่ตามไปสมทบในเช้ามืดวันรุ่งขึ้นตามระบบการศึกปกติทั่วไป
โจโฉนั้นเติบโตมาจากสายเสนาธิการ คลุกคลีอยู่กับกองทหารมานาน จึงสังเกตและพัฒนารูปแบบการเดินทัพให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ด้วยการฝึกฝนร่างกาย และฝึกซ้อมการสื่อสารอย่างหนัก ในรูปแบบการเคลื่อนทัพซึ่งเหมาะสมกับพื้นที่เดินทัพที่กว้างใหญ่โดยเฉพาะ ทำให้สามารถเดินทัพได้รวดเร็วขึ้นกว่ากองทัพปกติอย่างชัดเจน จนกลายเป็นผลงานที่โดดเด่นของมันเองในอาชีพการงาน และเป็นความได้เปรียบที่มีเหนือกว่ากองทัพอื่นๆในขณะนั้น
ดังนั้น มันจึงถ่ายทอดความรู้ดังกล่าวผ่านแฮหัวตุ้น แฮหัวเอี๋ยน โจหยิน และโจหอง ให้ช่วยกันฝึกฝนกองทัพส่วนตัวให้ชำนาญการเดินทัพแบบรวดเร็วนี้ โดยตั้งชื่อให้เป็นกองทัพระลอกคลื่นตามจินตนาการที่ตนเองเคยวาดไว้ เป็นกองทหารที่เคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วราวกับคลื่นน้อยใหญ่วิ่งไล่กันในท้องมหาสมุทร
แม้ว่าแฮหัวตุ้น พี่ใหญ่ในกลุ่มน้องทั้งสี่จะมีวิทยายุทธ์และสติปัญญาโดดเด่นเป็นที่สุด แต่กลับเป็นน้องสาม โจหยิน ที่ซึบซับเรื่องกลยุทธ์การศึกได้ดีกว่า ผลงานการฝึกกระบวนทัพส่วนใหญ่จึงต้องอาศัยโจหยินเป็นคนดูแลตั้งแต่แรกเริ่ม
การศึกเปิดตัวของกองทัพระลอกคลื่นแห่งเมืองตุนลิว ภายใต้การดูแลของโจโฉ โจหยิน และโจหอง คือการไล่ล่ากองทัพรั้งท้ายของฝ่ายตั๋งโต๊ะที่เดินทางล่วงหน้าไปแล้วเกือบหนึ่งวันเต็มๆ ในยามราตรีนี่เอง
...
สายข่าวเข้ามารายงานเพิ่มเติมต่ออ้วนเสี้ยวว่า อ้วนสุดเคลื่อนทัพออกติดตามซุนเกี๋ยนไปโดยพลการ เพียงเพื่อต้องการแย่งชิงตราหยกนั้นให้จงได้ นับว่าอ้วนสุดไม่คำนึงถึงความเป็นพี่น้องกับอ้วนเสี้ยว และสถานการณ์ในเมืองหลวงเลยแม้แต่น้อย จึงละทิ้งหน้าที่ไปโดยไม่ร่ำลาสักคำ
เรื่องนี้ทำให้อ้วนเสี้ยวอารมณ์ขุ่นมัวยิ่งนัก ทั้งกำลังพลที่ลดน้อยลงเกือบครึ่งหนึ่ง และทั้งขาดคนดูแลจุดยุทธศาสตร์สำคัญดั่งเมืองหลวงไปเช่นนี้ หากมีคนก่อการขึ้นที่ลกเอี๋ยง ก็เป็นการตลบหลังปิดทางถอยของมันจากที่มั่นเมืองปุดไฮแล้ว
อ้วนเสี้ยวจึงสั่งการให้เจ้าเมืองที่พอไว้วางใจได้บ้าง แยกกันตั้งกองทัพดูแลประตูเมืองหลวงลกเอี๋ยงทั้งสี่ด้าน ประสานงานกับกองทัพพันธมิตรที่เหลืออยู่ทางนอกเมือง กองทัพใดใคร่ล่าถอย ก็ปล่อยไปได้ ไม่ต้องห้ามปราม เพื่อลดทอนการปะทะกันเองให้มากที่สุด ส่วนกองทัพตนเองกับอ้วนอุ๋ย ญาติสนิทนั้น ให้รวมตัวกันเป็นแกนกลาง เฝ้าระวัง และควบคุมสถานการณ์โดยรวมอีกชั้นหนึ่งก่อน
…
เมื่อสายข่าวจากออกไปกันแล้ว เตียวหุยค่อยเดินถือทวนยาวเข้ามาในกระโจมอย่างเปิดเผย พลางกล่าวว่า “พี่นกกระสา เหตุใดท่านจึงคิดติดตามตั๋งโต๊ะไปเล่า มันผิดเพี้ยนจากภาระหน้าที่ของพวกเรามิใช่หรือ”
“ตั๋งโต๊ะกำลังอยู่ในช่วงเปราะบางเป็นที่สุด ขุมกำลังของมันมีเพียงลิโป้และสี่มฤตยู ซึ่งล้วนแต่เป็นสายนักรบไร้ปัญญา ลิยูก็มิได้เก่งกาจมากนัก อีกทั้งลิซกก็เป็นพวกพ้องของเราเอง ที่จริง หากจะคิดล้มล้างทรราชย์ให้ได้โดยเร็ว ก็ไม่ต้องเสียเวลามากมายนัก” อ้วนเสี้ยวชี้แจงอย่างใจเย็น
“ยังมี ท่านถึงกับคิดจะเปลี่ยนตัวฮ่องเต้ เอาเล่าหงีขึ้นแทนที่เล่าเหียบ บิดเบือนประวัติศาสตร์ราชวงศ์ฮั่นเป็นอย่างยิ่ง” นางแอ่นโต้แย้ง
“เจ้านางแอ่น ข้ารู้สึกผิดต่อราษฎรยิ่งนัก ข้าคิดว่าข้ามีอำนาจพอจะช่วยเหลือพวกมันได้ และทำให้แผ่นดินสงบสุขอีกครั้งหนึ่ง ยุคสามก๊กไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้น ราชวงศ์ฮั่นก็ไม่จำเป็นต้องสิ้นสูญ เล่าหงีก็มีความคิดอ่านที่ดี สมควรเป็นกษัตริย์ที่ดีผู้หนึ่ง ส่วนเจ้าเอง ก็จงมาช่วยกันกับข้าเถอะ” อ้วนเสี้ยวพยายามเกลี้ยกล่อม
“ผิดแล้ว ความคิดคนมิอาจฝืนลิขิตฟ้า ท่านเองก็เป็นเพียงปุถุชนธรรมดาคนหนึ่ง ไฉนจึงคิดเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ไปเล่า หากท่านยังไม่เปลี่ยนใจ ข้าคงต้องจัดการกับท่านตามกฎของหน่วยเราแล้ว”
“เจ้าคิดอ่านจะทำประการใดหรือ” อ้วนเสี้ยวถามด้วยความสงสัย
“กองทัพพันธมิตรที่ท่านหวังพึ่งพานั้นได้รับคำชี้แนะให้ล่าถอยกลับเมืองที่มั่นไปหมดสิ้นแล้ว พวกมันล้วนตระหนักถึงความสูญเสียของเมืองหลวง ประชาชนนับหมื่นนับแสนกำลังตกทุกข์ได้ยาก แต่ไม่พร้อมจะแบกรับภาระอันหนักหน่วงไว้ได้เอง เพราะตัวเองก็แทบจะเอาตัวไม่รอดแล้วเช่นกัน ดังนั้น การล่าถอยกลับเมืองที่มั่น จึงกลายเป็นยุทธวิธีที่ดีที่สุดในมุมมองของพวกมัน บัดนี้ คงเหลือเพียงกองทัพเมืองปุดไฮของท่านเท่านั้น ที่ยังคงอยู่นอกเมืองในยามนี้”
อ้วนเสี้ยวงงงันไปในทันที นึกไม่ถึงว่ากองทัพพันธมิตรหลายสิบหมื่นคนกลับแยกย้ายกันไปในเวลาอันสั้น ไม่ทันได้สานต่ออุดมการณ์การเมือง เพียงเพราะว่า เมืองหลวงลกเอี๋ยงล่มสลายไปเพราะภัยพิบัติครั้งใหญ่ และตั๋งโต๊ะนำพาฮ่องเต้หนีไปสร้างเมืองหลวงใหม่เท่านั้น แต่ละคนล้วนเปราะบางจนเกินไป จนไม่สนใจภาพรวมของแผ่นดินแม้แต่น้อย แทนที่จะอยู่พัฒนาบ้านเมือง และบุกต่อเนื่องอีกรอบ ให้ได้ชัยต่ออำนาจเผด็จการอย่างแท้จริง ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลานาน และใช้จ่ายทุนทรัพย์เพ่ิมเติม โดยอาจจะไม่ได้ผลประโยชน์กลับคืนที่คุ้มค่าต่อการลงทุน
“ที่จริงเป็นข้าเองที่แนะนำให้อ้วนสุดติดตามซุนเกี๋ยนไปแล้วก่อนหน้านี้ เป็นการกระตุ้นให้กองทัพพันธมิตรเกิดความหวั่นไหวใจ จนต้องคิดเห็นถึงผลประโยชน์ส่วนตัวก่อน ในขั้นตอนต่อไป หากข้าจัดให้กองทัพของกองซุนจ้าน อันมี เล่าปี่ กวนอู และตัวข้าเองบุกตีไปเมืองปุดไฮจากทางใต้ ให้เตียวจูล่งกระหนาบมาจากทางตะวันออกเฉียงเหนือ แล้วอาจส่งเทียบเชิญม้าเท้งมาร่วมวงด้วยจากทางด้านตะวันตก ข้าไม่เชื่อหรอกว่า งันเหลียงบุนทิวจะยังรักษาเมืองของท่านเอาไว้ได้ เมื่อท่านสิ้นไร้รากฐาน กองทัพของท่านย่อมระส่ำระสายในทันที เพียงเท่านี้ ท่านก็จบสิ้นแล้ว” เตียวหุยเปิดเผยแผนการทั้งหมดอย่างไม่เกรงกลัวใดๆอีก
อ้วนเสี้ยวอึ้งไปชั่ววูบ จู่ๆก้าวย่างสู่การเป็นผู้สำเร็จราชการเคียงข้างฮ่องเต้ใหม่เล่าหงีกลับจะถูกทำลาย มันพลันเกิดความคิดสังหาร ก่อนกระชับกระบี่ในมือ พลางกล่าวเสียงเครียดว่า “หากท่านเพียงผู้เดียวเกิดหายสาบสูญไปก่อนเล่า นางแอ่น แผนการทำลายฐานกำลังของข้าคงไม่เกิดขึ้นละกระมัง”
“แต่เกรงว่าจะไม่ใช่พี่นางแอ่นคนเดียวที่ไม่เห็นด้วยกับท่านแล้ว พี่นกกระสา” เสียงนักฆ่าลึกลับนามเหยี่ยวดำดังมาจากเงามืดด้านบนของกระโจม แล้วเจ้าตัวก็หย่อนตัวลงมาด้านข้างของเตียวหุย พร้อมกับชักกระบี่ออกมาเตรียมพร้อม
อ้วนเสี้ยวลอบประเมินสถานการณ์ใหม่อีกครั้ง พื้นฐานการเตรียมตัวของนักเดินทางย้อนอดีตของแต่ละคนมีความแตกต่างกันอยู่ ตัวมันเน้นเรื่องหลักการนำทัพและการใช้กระบี่แนวโบราณ ในขณะที่ เตียวหุยเน้นเรื่องการต่อสู้ใช้อาวุธยาวบนหลังม้ามาอย่างเต็มเวลา ส่วนเหยี่ยวดำเองก็ถูกสร้างให้เป็นนักฆ่าแนวจอมยุทธ์ ต่างคนต่างแนวทางก็จริง แต่ที่สำคัญคือ มันเองเป็นหนึ่งในทีมผู้สอนคนทั้งสองมากับมือ ย่อมรู้ซึ้งถึงจุดอ่อนจุดแข็งของพวกมันอยู่บ้าง
เมื่อครั้งก่อนที่จะเดินทางย้อนเวลา มันเคยประลองกับนางแอ่น เหยี่ยวดำ แบบสามเส้ามาก่อน พอจะล่วงรู้ว่า ฝีมือแต่ละคนมีจุดเด่นจุดด้อยเช่นไร หากแต่วันเวลาในยุคสมัยโบราณหลายปีมานี้ คนที่พัฒนาฝีมือยุทธ์ได้สูงสุด สมควรเป็นเหยี่ยวดำ มือสังหารที่ไม่มีบทบาทให้ต้องแบกรับภาระหน้าที่อันใด
ส่ิงที่มันประเมินภาพก็คือ การที่มันต้องปะทะกับนางแอ่นและเหยี่ยวดำในที่เปิดเผยเช่นนี้ อาจจะใช้เวลานาน แต่มันน่าจะมีเปรียบกว่ามากนักจากพื้นที่การต่อสู้ที่เข้าทางของมัน “สถานที่อันจำกัด อาวุธสั้นของมันสยบอาวุธยาวของนางแอ่น สถานการณ์แบบเปิดเผย อาวุธแจ้งของมันเด่นกว่าอาวุธซ่อนเร้นของเหยี่ยวดำ”
ดังนั้น มันจึงเริ่มดึงกระบี่ออกจากฝักเป็นอาณัติสัญญาณ นางแอ่นกระชับทวนอสรพิษขึ้นเตรียมพร้อม และเหยี่ยวดำเคลื่อนตัวมายังตำแหน่งพร้อมบุก บรรยากาศภายในกระโจมเริ่มคุกรุ่นแทบระอุ สามยอดฝีมือแห่งหน่วยปักษาสวรรค์พร้อมจะลงมือต่อสู้กันเองแล้ว
“ช้าก่อน น้องสาม ข้าเชื่อว่าเด็กน้อยคนนี้ก็ไม่เห็นด้วยกับเจ้าหรอกนะ” เสียงเย็นชาดังมาจากหน้ากระโจม พร้อมกับเงาร่างของชายชราในชุดเซียนนักพรตที่ค่อยๆชัดเจนขึ้น โดยมีเด็กน้อยวัยห้าหกขวบนอนหลับตาไม่ได้สติอยู่ในวงแขน
อ้วนเสี้ยวหน้าซีดเผือด คนที่น่ากลัวมาแล้ว เพราะคนคนนี้คือปรมาจารย์ผู้รอบรู้ และเชี่ยวชาญในศาสตร์ต่างๆสมัยยุคโบราณนี้ ราวกับเป็นเซียนผู้วิเศษจริงๆ และฝีมือการต่อสู้ก่อนเดินทางย้อนอดีตนั้น ก็ทัดเทียมกันกับมันอยู่ ไม่นับเรื่องพัฒนาการที่มีมาหลายสิบปี เพียงแค่คนทั้งสามลงมือพร้อมกัน มันก็ย่ำแย่แล้ว
ที่สำคัญคือ เฒ่ากระเรียนยังมีเครื่องอำพรางกายติดตัวมาด้วยจากยุคที่พวกมันใช้ชีวิตอยู่จริง ทำให้สามารถหายตัวไปได้อย่างไร้ร่องรอยในชั่วพริบตา ยากจะจับตัวได้ทัน “พี่รอง สบายดีหรือ แล้วทารกนั้นคือ...”
“อ้วนซง บุตรชายของเจ้าไงเล่า เจ้าจากบ้านมานาน คงยังจดจำใบหน้าลูกชายคนใหม่ของเจ้าคนนี้ได้อยู่กระมัง” เฒ่ากระเรียนกล่าวตอบ
…
ช่วงเวลาที่ผ่านมา กระเรียน ลำดับสอง หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ อาจารย์ไร้ชื่อเสียง เมื่อหลายสิบปีก่อน ทุ่มเทเวลาไปค่อนชีวิตในการเดินทางไปในสถานที่ต่างๆอย่างเรียบง่าย สมถะ เพื่อยังจัดการวางหมากสำคัญในระยะยาวมาอย่างต่อเนื่อง
ไม่ว่าจะเป็นคนในยุคสมัยหรือแม้แต่พวกพ้องกันเอง มันก็ล้วนไปสืบเสาะค้นหาจุดอ่อนที่สามารถหยิบยกมาใช้ได้ โดยเฉพาะอ้วนเสี้ยว โลซก ขงเบ้ง สามตัวละครที่สร้างเรื่องผิดเพี้ยนไปจากประวัติศาสตร์ ตามภารกิจที่ตนเองได้รับมาตั้งแต่ต้น
เฒ่ากระเรียนผ่านวันเวลาไปหลายสิบปี เรียกว่า ทั้งชีวิตทุ่มเทให้กับภารกิจอันบ้าคลั่งเช่นนี้ สุดท้าย แค่เพียงรอให้ถึงเวลาสุกงอม จึงกลับมาทำงานประสานกันกับสมาชิกคนอื่นอีกครั้งในฐานะผู้นำของหน่วยปักษาสวรรค์ตัวจริง มิใช่กระสา อย่างที่ทุกคนถูกชักจูงให้เข้าใจไปเช่นนั้น
แม้ว่าการประชุมกันครั้งแรกนั้น จะมีความขัดแย้งอยู่บ้าง แต่กระเรียนก็สามารถยึดครองตำแหน่งดังกล่าวเอาไว้ได้ และราวกับว่า เป็นการตัดสินใจเด็ดขาดที่ถูกต้อง เพราะตัวปัญหา ณ เวลานี้ กลับเป็นกระสา อันดับสามที่เคยรั้งตำแหน่งหัวหน้าหน่วยชั่วคราวก่อนที่จะพบตัวมัน เริ่มมีปัญหาขัดแย้งกับอุดมการณ์ส่วนตัว
ภารกิจซ้อนภารกิจ หักล้างกับเนื้อหาข้อมูลที่สมาชิกอื่นได้รับ แต่ไม่มีการยืนยันด้วยเอกสารหลักฐาน ทุกอย่างถูกถ่ายทอดเป็นคำพูดเฉพาะตัว และไม่มีพยานรู้เห็น ราวกับตัวมันคือจารชนที่แอบแฝงอยู่ในกลุ่ม เพื่อกระทำการลับที่ไม่ควรให้ผู้อื่นรู้เห็นหรือแม้แต่จะเข้าใจได้
นับว่า ภารกิจของมันหนักหนาสาหัสยิ่งนัก มันครุ่นคิดเรื่องราวเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกมาหลายสิบปี จากหนุ่มใหญ่กลายเป็นชายชราผมขาวโพลนไปแล้ว จนไม่อาจแยกแยะว่า เรื่องใดเป็นคำกล่าว เรื่องใดเป็นความทรงจำ แต่ครั้งนี้ กลับพิสูจน์ได้ว่า ท่านผู้นำหญิงวางหมากได้ล้ำลึก และมันก็คุ้มค่าต่อการเสียสละแล้ว เพราะมันเกาะกุมจุดอ่อนของนกกระสาอ้วนเสี้ยวไว้ได้โดยง่าย
…
เป็นจริงดั่งคาด สำหรับนกกระสาแล้ว อ้วนถำ อ้วนฮี สองยอดคุณชาย คือลูกอ้วนเสี้ยวตัวจริงก่อนการสวมรอย มีแต่อ้วนซงคือบุตรชายของมันจริงๆ และบัดนี้จุดเปราะบางหนึ่งเดียวในยุคสมัยนี้ของมันกลับอยู่ในเงื้อมมือของนกกระเรียนแล้ว
อ้วนเสี้ยวครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ จนกระเรียนเริ่มกดกรงเล็บลงบนลำคอของอ้วนซงให้เห็นเป็นการข่มขู่ จึงค่อยกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “เอาเถิด พวกท่านต้องการให้ข้าทำอย่างไรจึงจะพอใจ”
“ถอนทัพกลับแดนเหนือในทันที ยุติความคิดผลักดันเล่าหงี แล้วทารกนี้จะกลับไปรอท่านอยู่ที่นั่น” กระเรียนกล่าวเสียงเย็นชา
“ถ้างั้น กองทัพของโจโฉเล่า” อ้วนเสี้ยวยังกังวลใจต่อสหายร่วมปณิธานเดียวกัน
“ประวัติศาสตร์เป็นเช่นไร เรื่องนี้เจ้าก็รู้อยู่แก่ใจแล้ว มิใช่หรือ” กระเรียนตอบคำ
อ้วนเสี้ยวสิ้นคำโต้แย้ง ปล่อยให้สามปักษากล่าวคำที่คุ้นหูก่อนจากกันไป แต่ครานี้ช่างตอกย้ำจิตใจมันยิ่งนัก “เวลาเท่านั้นคือบทพิสูจน์”
...
วันรุ่งขึ้น โจโฉยกทัพเคลื่อนที่เร็วเข้าโจมตีทัพลิฉุย กุยกี ที่เป็นกองหลังให้ตั๋งโต๊ะ แต่ปะทะกันเนิ่นนานจนถึงบ่ายแล้ว ทัพอ้วนเสี้ยวก็ยังไม่มาสมทบกันตามนัดหมาย กลับเป็นทัพของลิโป้ ซิหลง ย้อนกลับมาช่วยฝ่ายตรงข้ามอีกแรง
สุดท้าย น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ โจโฉจึงจำต้องฝ่าวงล้อมย้อนกลับมาเมืองลกเอี๋ยงพร้อม โจหยิน โจหอง และทหารที่เหลือไม่ถึงครึ่งด้วยความเจ็บใจเป็นอย่างยิ่งในการพ่ายแพ้ของกองทัพส่วนตัวเป็นครั้งแรกในชีวิต เพราะฝีมือการหักหลังของอ้วนเสี้ยว เพื่อนสนิทของตนเอง
ด้วยใบหน้าที่ตึงเครียดถึงขีดสุด โจโฉเดินวนเวียนอยู่ในตำแหน่งเดิมที่เมือคืนยังคงเป็นที่ตั้งค่ายทหารของอ้วนเสี้ยว ซึ่งบัดนี้เหลือเพียงทุ่งหญ้ารกร้างแล้ว สายข่าวรายงานว่า อ้วนเสี้ยวถอนทัพกลับเมืองปุดไฮไปตั้งแต่กลางดึกคืนวาน
โจโฉสังเกตพบแผ่นผ้าที่ถูกมีดปักไว้บนโต๊ะแม่ทัพในตำแหน่งที่เคยเป็นกระโจมใหญ่ของอ้วนเสี้ยวที่เขียนไว้ว่า “เสียใจด้วย - อ้วนเสี้ยว”
“เจ้าอ้วนเสี้ยว ครั้งนี้เจ้าทำข้าเจ็บแสบยิ่งนัก ต่อไป เจ้ากับข้าคงอยู่ร่วมฟ้ากันไม่ได้แล้ว” โจโฉตะโกนลั่น พร้อมกระชากแผ่นผ้านั้นทิ้ง แล้วเหตุการณ์โจโฉเคียดแค้นชิงชังอ้วนเสี้ยวจึงย้อนกลับไปเข้าร่องรอยของประวัติศาสตร์ตามเดิม
…
หลังจากกองทัพพันธมิตรแตกสลาย ต่างคนต่างแยกย้ายกลับเมืองที่มั่นของตนเองด้วยความเหนื่อยล้าจากการทำศึกสงครามนั้น กลับเกิดเหตุการณ์วุ่นวายแทรกขึ้นมาเล็กน้อย เป็นการกลับมาของกลุ่มโจรพรรคฟ้าเหลืองที่เคยก่อกวนแผ่นดินฮั่นจนปั่นป่วนมาแล้วในอดีต ออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้งหนึ่ง
เตียวโป๋ เจ้าเมืองตองกุ๋นที่ไปร่วมรบในศึกกองทัพพันธมิตรสิบแปดหัวเมืองนั้น พอได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์มากมายจากการปล้นชิงทรัพย์สินราษฎรที่ประสพภัยพิบัติแล้ว กลับเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง ถึงกับเป็นเตียวโป้ หนึ่งในน้องชายของผู้วิเศษเตียวก๊ก ที่ทุกคนเข้าใจว่า ถูกสังหารตายไปแล้ว และวางแผนร้ายไว้ในระหว่างการเดินทางกลับหัวเมืองทางเหนือนี่เอง
หลังจากกองทัพเจ้าเมืองทั้งหลายเดินทางร่วมกันจนเพิ่งข้ามผ่านแม่น้ำฮวงโหมาได้เล็กน้อย เตียวโป๋ สมรู้ร่วมคิดกันกับ เตียวเอี๋ยงเจ้าเมืองเสียงตง เตียวเถียวเจ้าเมืองก่องเล่ง ลูกน้องเก่าที่แฝงตัวในระบบราชการมายาวนาน ทำตีสนิทจัดงานเลี้ยงสั่งลาให้กับอองของ เจ้าเมืองโห้ลาย และเล่าต้าย เจ้ามณฑลอิวจิ๋ว ที่เดินทัพกลับมาด้วยกัน ด้วยหวังผลว่า หากผนวกทรัพย์สินปล้นชิง และแย่งยึดเมืองทั้งห้าเข้าด้วยกัน ย่อมสามารถทำให้พรรคฟ้าเหลืองลืมตาอ้าปากได้อีกครั้งหนึ่ง
อองของหลงกล ถูกวางยาพิษสังหารตายอย่างง่ายดาย หากแต่เล่าต้ายสูงวัย มีประสบการณ์ยาวนาน ถึงแม้จะเพลี่ยงพล้ำเสียที แต่ก็ไม่ลนลาน ส่งสัญญาณให้ทหารองครักษ์คุ้มครองหลบหนีออกมาได้ และรีบขอความช่วยเหลือไปยังเพื่อนพ้องกองทัพพันธมิตรที่ยังอยู่ไม่ห่างไกลกันนัก พวกเตียวโป้ทั้งสามได้แต่ไล่ติดตาม หวังเผด็จศึกด้วยกำลังทัพแบบสามรุมหนึ่ง
เป็นกองทัพของฮันฮก เจ้ามณฑลกิจิ๋ว คือรายแรกที่เดินทางย้อนมาถึง ตามมาด้วยกองทัพของกองซุนจ้าน ตีกระหนาบใส่คู่กรณีเดิมที่ยังต่อสู้กันอย่างชุลมุนวุ่นวาย ในขณะที่ทัพเมืองโห้ลายได้แต่นิ่งดูอย่างไม่รู้ว่าสมควรเข้าร่วมกับฝ่ายใดกันแน่
แต่แล้ว ฝ่ายโจรกลับพลาดท่าเสียเอง สามพี่น้องขุนพลเอก เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย ที่ร่วมทัพมากับกองซุนจ้าน สามารถรุกสังหารเตียวเอี๋ยง เตียวเถียวได้สำเร็จ ทำให้กองทัพโจรแตกทัพเสียขวัญ ถูกฝ่ายพันธมิตรสยบไว้ได้ เหลือเพียงตัวผู้นำเตียวโป้ที่ควบม้ามุ่งหน้าสู่สะพานข้ามแม่น้ำฮวงโหแล้ว
เสียงขวับดังขึ้นกระชากร่างที่ไร้วิญญาณของเตียวโป้ร่วงหล่นจากหลังม้า จอมทัพอ้วนเสี้ยวยืนสง่าอยู่กลางสะพาน โบกมือทักทายกับสามพี่น้อง โดยมีทหารองครักษ์เมืองปุดไฮคุ้มครองอยู่ทางด้านหลังอีกจำนวนหนึ่ง
“เราพบเห็นสัญญาณขอความช่วยเหลือ จึงนำกององครักษ์ล่วงหน้ามาช่วยเหลือก่อน พอดีสายข่าวรายงานว่า หัวหน้าโจรกำลังมุ่งหน้าข้ามสะพาน จึงรอจัดการอยู่ตรงนี้” อ้วนเสี้ยว-กระสา ยังรักษาท่าทีกับสามพี่น้องที่จะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคต
ทางด้านเล่าต้ายทนยาพิษไม่ไหว ตายไปในที่สุด ตำแหน่งเจ้าเมืองเจ้ามณฑลทั้งห้าแห่งทางเหนือถึงกับว่างลงอย่างกระทันหัน ฮันฮก กองซุนจ้าน และอ้วนเสี้ยวจึงตกลงแบ่งปันเมืองกันเองตามผลงานและเขตแดนที่ใกล้ชิด กองซุนจ้านโชคดีที่สุด สังหารสองตัวการ ได้ครองมณฑลอิวจิ๋ว อ้วนเสี้ยวสังหารหนึ่งตัวการ ได้เมืองรองโห้ลาย ตองกุ๋น และ ฮันฮกไม่ได้เป้าหมาย จึงได้เพียงเมืองเล็ก เสียงตง ก่องเล่ง
เปลือกนอก เหมือนเจ้าเมืองทั้งสามจะยินดีกับความสำเร็จร่วมกัน แต่พอถึงการแบ่งปันกันแล้ว แต่ละคนล้วนมีข้อขัดแย้งภายในใจเข้าข้างตนเองว่า สมควรได้มากกว่านั้น ทำให้กลายเป็นเรื่องที่ค้างคาใจในเวลาต่อมา เพราะจากการแบ่งปันครั้งนี้ ทำให้กลุ่มกองซุนจ้านได้เปรียบ สามารถยึดครองพื้นที่แถบเหนือได้ทั้งมณฑล และกลายเป็นตัวแปรที่กดดันต่ออ้วนเสี้ยว กับฮันฮกเองด้วยซ้ำ
…
หากดูตามสภาพภูมิศาสตร์ที่แท้จริงแล้ว ฮันฮกกับอ้วนเสี้ยวนั้นต่างอยู่ในอาณาเขตของมณฑลกิจิ๋วทั้งคู่ ฮันฮกปกครองหัวเมืองเอกของมณฑล จึงถือว่าเป็นผู้ครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของมณฑลกิจิ๋ว ในขณะที่อ้วนเสี้ยวยึดครองเมืองปุดไฮ โห้ลาย ตองกุ๋นเพิ่มขึ้นมานั้น กลับยังไม่ถึงครึ่งค่อนของกิจิ๋วเลย
แต่ความได้เปรียบของอ้วนเสี้ยวคือ อาณาเขตด้านบนของฮันฮกติดกับกองซุนจ้าน ด้านล่างคือตัวมัน ฝั่งซ้ายเป็นเขตเทือกเขาสูงของมณฑลเปงจิ๋ว ฝั่งขวาเป็นแนวแม่น้ำฮวงโห และชายทะเลตังไห่ไปแล้ว ทำให้ฮันฮกคล้ายถูกบีบจำกัดจากด้านบนและล่าง ยากจะเคลื่อนไหวได้ถนัด
กระสา-อ้วนเสี้ยวย่อมมองข้อจำกัดเช่นนี้ออกไม่ยาก จึงไม่รั้งรอเวลาให้เนิ่นนานเกินไป รีบฉวยโอกาสที่ฮันฮกยังไม่ทันตระเตรียมป้องกัน ส่งคนไปลอบติดต่อกับกองซุนจ้าน เพื่อทำการค้าครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต แต่แทนที่จะใช้เตียนห้อง เขาฮิว หรือฮองกี๋ที่เป็นกุนซือเอกในกลุ่ม กลับเป็นกุนซือหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้าสวามิภักดิ์ และติดตามมาจากเมืองหลวงในภายหลัง นามว่า ซุนฮก
ตัวมันเป็นคนจากอนาคต ย่อมรับรู้อยู่ว่า ต่อไป ซุนฮกจะกลายเป็นกุนซือเอกคนหนึ่งของโจโฉ แต่เบื้องต้นนั้น ซุนฮกกลับเลือกมาเข้าพวกกับอ้วนเสี้ยวก่อน ดังนั้น ด้วยสติปัญญา และอนาคตที่ก้าวไกล มันจึงเชื่อมั่นว่า ซุนฮกจะสามารถทำงานได้สำเร็จมากกว่าจะถูกสังหารตายแบบทูตโดยทั่วไป
และแล้ว บัณฑิตยากไร้ ซุนฮก ผู้เป็นกุนซือไม่มีชื่อเสียง ถึงกับสามารถชักจูงกองซุนจ้านให้ทำตามแผนการที่ตนเองวางไว้ได้โดยง่าย นับเป็นผลงานชิ้นสำคัญครั้งแรกในชีวิต เป็นแผนลอบฆ่าคนสำคัญของแผ่นดิน
เล่าหงี เชื้อพระวงศ์ตัวเลือกที่กำลังพักฟื้นจากอาการป่วยไข้อยู่ในจวนมณฑลกิจิ๋ว กลับถูกมือสังหารลึกลับลอบลงมือฆ่าตายในยามราตรี ก่อนที่ฮันฮกจะเดินทางกลับถึงเมือง กองซุนจ้านถึงกับใช้เหตุนี้กล่าวโทษต่อฮันฮกที่บกพร่องต่อหน้าที่ ไม่อาจคุ้มครองบุคคลสำคัญที่อยู่ในความดูแลใกล้ชิด จึงสมควรรับโทษทัณฑ์ประหารชีวิตให้ตกตายตามกัน
…
บันทึก
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
ภาค 1 - มัจฉากลางวารี
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย