Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
บันทึกลับปักษาสวรรค์ (จินตนิยายสามก๊ก)
•
ติดตาม
28 ม.ค. 2021 เวลา 03:47 • นิยาย เรื่องสั้น
1.14. ธาตุแท้เหล่าผู้นำ
สามพี่น้องสวนดอกท้อ - เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย
“วันก่อน เราพูดคุยหยั่งท่าทีกับน้องร่วมสาบานทั้งสามเกี่ยวกับตัวเลือกของฮ่องเต้คนต่อไป น้องสามน้องสี่ที่ยึดกุมความลับฟ้าดินเอาไว้ แสดงออกถึงความเชื่อมั่นตรงกันว่า ฮ่องเต้องค์ใหม่จะไม่ใช่แซ่เล่า และไม่ใช่หนึ่งในพวกเจ้าทั้งสามคน” เภาก้วยสรุป “เราจึงอยากจะลองหักหาญชะตาฟ้าดูสักครา หากพวกเจ้าเดินหมากนอกกระดาน ชิงรวบหัวรวบหางมาจากภายนอก เพียงแค่ประสานเสฉวน เกงจิ๋ว และกองทัพธรรมเข้าด้วยกัน มีหรือว่า ลกเอี๋ยงจะอยู่ในสายตา”
“ปกติ ท่านพี่เชื่อถือซินแสทั้งสองคนเป็นที่สุด และยิ่งพอค้นพบบันทึกความลับฟ้า ก็เหมือนยิ่งเห็นภาพชัดเจน บอกเล่าเรื่องราวได้ราวกับตาเห็น แต่ครั้งนี้ ท่านกลับคิดว่า...” เล่าเปียวพยายามเรียบเรียงความคิดทักท้วง
“ผิดแล้ว เรามิใช่ไม่เชื่อถือ หากแต่ในบทสนทนาครั้งล่าสุด คนแซ่กวนเผลอกล่าวออกมาคำหนึ่งที่ทำให้เรื่องราวทั้งปวงเปลี่ยนแปลงไปแล้ว นั่นก็คือ ทุกอย่างยังต้องใช้เวลาเป็นบทพิสูจน์ ซึ่งหมายถึง ทุกอย่างยังสามารถแก้ไขได้ ลิขิตฟ้ายังอาจพ่ายแพ้มานะแห่งคน” เภาก้วยทำตาลุกวาว จีวรสั่นไหวคล้ายพลุ่งพล่านใจ “มันจงใจเก็บงำความลับฟ้าดินมานาน มิเพียงไม่บอกเล่าให้ชัดเจน ซ้ำยังช่วยกันปกปิดข้ามาโดยตลอด ที่แท้ พวกมันก็ต้องการยึดครองแผ่นดินเสียเองกระมัง”
เล่าเปียวทั้งสามลอบสบสายตา นานมากแล้วที่ไม่ได้เห็นท่าทีพลุ่งพล่านใจเช่นนี้จากญาติผู้พี่ จนลำคอตีบตัน ไม่อาจคัดค้านวาจาได้อีก
“คอยดูสิ มันจะมีชื่อหนึ่งปรากฏขึ้นมาเป็นตัวเลือกหุ่นเชิดอีก คราวก่อนก็อาเปียน ต่อมาก็อาเหียบ แล้วดูสิว่า ครั้งนี้ กระแสการเมืองจะไปลงที่ใครกัน” หลวงจีนสูงวัยทิ้งท้ายคล้ายคับแค้นใจยิ่งนัก
…
หลังจากฮัวหยงพลาดท่าเสียทีต่อการศึกอย่างกระทันหัน ต่อมา สมุหกลาโหมลิโป้ ผู้นำกองทัพหลวง จึงออกมาท้าทายกองทัพพันธมิตร สิบแปดหัวเมือง แทนขุนพลมฤตยูที่ตายไปเป็นคนแรก และเช่นเคยที่ไม่มีใครกล้าอาสาออกไปรบ โจโฉ รองแม่ทัพจึงเสนอชื่อกวนอูให้ออกไปรบอีกครั้งหนึ่ง
ภายในใจของโจโฉต้องการชั่งน้ำหนักของกวนอู หรือเผิงเสียนที่มันเคยรู้จักให้ชัดเจนว่า มีฝีมือจริงๆ หรือเพียงมีโชคโดยบังเอิญ อีกทั้งฝีมือการต่อสู้แท้จริงของลิโป้เป็นเช่นไรก็ไม่รู้ชัด ด้วยทวนไร้น้ำใจเพียงมีแต่คำร่ำลือในยุทธภพ และเรื่องปราบนักฆ่าที่มีฝีมือสูงกว่าอ้วนเสี้ยวในการลอบสังหารตั๋งโต๊ะ แน่นอนที่มันยังไม่ลืมท่าทีอันประหลาดพิสดารของอ้วนเสี้ยวในครั้งนั้นด้วย
อ้วนเสี้ยว หรือ นกกระสา ลำดับสาม คาดเดาความคิดของโจโฉได้บางส่วน จึงลอบขยิบตาให้เตียวหุย หรือ นางแอ่น ลำดับเก้า ติดตามไปด้วย เตียวหุยจึงรีบลากมือเล่าปี่ควบม้าตามกวนอูไปพอดีทันเวลาก่อนที่ลิโป้จะพลาดท่าเสียทีต่อกระบวนท่าสยบมังกรของกวนอูแบบไม่ทันตั้งตัวเช่นเดียวกันกับมฤตยูฮัวหยง
จริงอยู่ว่าลิโป้ได้รับคัมภีร์ยุทธ์ขั้นสูงจากถ้ำลับมาศึกษาตีความด้วยตนเองเนิ่นนาน วิทยายุทธ์ย่อมรับมือกับนักสู้ทั่วไปได้ไม่ยาก หากแต่กวนอูวันนี้ได้รับการชี้แนะวิชาชั้นเยี่ยมจากนางแอ่นมาหลายปี พื้นฐานวิชาจึงแข็งแกร่งกว่าแต่ก่อน อีกทั้งง้าวมังกรเขียวมีน้ำหนักพิเศษ ผนวกกับพละกำลังมหาศาลที่มีมาแต่เดิม ทุกอย่างจึงส่งเสริมกันอย่างลงตัว ทำให้กวนอูแซงหน้ากว่าลิโป้ไปแล้วอีกขั้นหนึ่ง หากจะมีข้อด้อยก็เพียงม้าเซ็กเทาที่เป็นตัวแปรสำคัญในสนามรบ
ลิโป้พอเริ่มลงมือก็รับรู้ถึงความได้เปรียบเสียเปรียบของการต่อสู้ แต่ด้วยประสบการณ์ต่อสู้ที่มีเหนือกว่าเยอะ ทำให้ลิโป้ปรับเปลี่ยนกระบวนท่า หลีกเลี่ยงการปะทะตรงๆ กลับใช้ทวนไร้น้ำใจที่แข็งกระด้างนั้นไปในเคล็ดว่องไว สอดรับกับอาชาคู่ใจที่พร้อมคล้อยตามจังหวะรุกรับด้วยความพิเศษของสายพันธุ์ สมกับเป็นของวิเศษแห่งยุคโดยแท้
เพียงปะทะกันไม่กี่กระบวนท่า ตัวแปรม้าเซ็กเทา บวกกับประสบการณ์การต่อสู้ก็ทำให้ลิโป้พลิกแพลงขึ้นเป็นฝ่ายได้เปรียบอีกครั้ง หากมิใช่เล่าปี่ เตียวหุยตามมาทัน เห็นที กวนอูจะถูกฟาดหล่นจากหลังม้าไปแล้ว ทั้งๆที่ฝีมืออาจจะสูงกว่าบ้าง
การต่อสู้แบบสามรุมหนึ่ง จึงเริ่มต้นขึ้น เปลือกนอกดูเหมือนลิโป้จะยากลำบากที่โดนรุมสามคน แต่ที่จริงแล้ว เล่าปี่เองก็ไม่ได้เชี่ยวชาญการรบเท่าไรนัก และกระบวนท่ากระบี่สองมือที่ได้รับถ่ายทอดมานั้นก็เน้นป้องกัน ไม่จู่โจมเฉียบขาด กลับเป็นส่วนเกินถ่วงให้น้องทั้งสองต้องเสียจังหวะไปช่วยเหลืออยู่บ่อยครั้ง ฝ่ายกวนอูเมื่อผ่านไปสักพักหนึ่ง พละกำลังก็ถดถอยลงมากเพราะน้ำหนักง้าวที่กินแรงกำลัง ส่วนเตียวหุยกลับยิ่งเป็นตัวแปรที่ลอบช่วยเบี่ยงจังหวะให้ด้านลิโป้อย่างลับๆ ทำให้เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง ลิโป้ก็เริ่มควบคุมสถานการณ์ได้ดีขึ้น และตอบโต้กลับได้บ่อยครั้ง เพราะค้นพบจุดอ่อนในห่วงสัมพันธ์หลวมๆครั้งนี้แล้ว
“สามพี่น้องต้านหนึ่งลิโป้” จึงเป็นเพียงตำนานให้เล่าขานกันเพื่อเสริมความเก่งกาจของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นเอง แต่ที่จริงแล้ว เป็นเพียงการจัดฉากของหน่วยปักษาสวรรค์ และกำกับการแสดงโดยเจ้านกนางแอ่นเท่านั้นเอง
...
เมื่อลิซก หรือ อีกา ลำดับหก ในฐานะกุนซือใหญ่ประจำทัพหลวง เห็นสมควรแก่เวลาแล้ว เกรงว่า เนิ่นนานต่อไป จะเกิดความผิดพลาดในการต่อสู้ ใครบาดเจ็บล้มตายย่อมกระทบภาพรวมของประวัติศาสตร์ จึงตีกลองส่งสัญญาณให้ทั้งสองฝ่ายเลิกราถอยทัพกลับไปก่อนตามธรรมเนียมการรบแบบโบราณ
หากแต่ลิโป้ค้นพบช่องโหว่แล้ว จึงไม่ยินยอมล่าถอย ดึงดันใช้ทวนเหวี่ยงฟาดจนกระบี่ของเล่าปี่หลุดออกจากมือไปแล้วเล่มหนึ่ง พร้อมกระแทกทวนไร้น้ำใจเข้าใส่กลางอกของเล่าปี่ในทันที หมายปลิดชีวิตในครั้งเดียว
เสียงตวาดดังลั่น พร้อมสายฟ้าฟาดเปรี้ยงที่ข้างกาย ท้องฟ้าที่สว่างจ้าในยามบ่ายเมื่อครู่ จู่ๆกลับมืดมิดลงฉับพลัน ราวกับเกิดอาเพทกลืนดวงอาทิตย์ กลางวันกลับเปลี่ยนเป็นราตรีมืดมิด แม้แต่ฝ่ามือตรงหน้ายังมองไม่เห็นถนัดตา
ลิโป้สะท้านใจ จนเชื่องช้าไปชั่ววูบ ทำให้กวนอู เตียวหุยแก้ทางขัดขวาง และช่วยให้เล่าปี่รับกระบี่คืนได้ทันเวลาอย่างหวุดหวิด ลิโป้เห็นฟ้าพลันสว่างคืนพร้อมสายฝนที่เริ่มลงเม็ดแล้วเทกระหน่ำอย่างหนัก คาดเดาว่า เทพยดาหรือปีศาจแทรกแซง ยากจะเอาชัยกับสามขุนพลตรงหน้า จึงยอมบังคับม้าเซ็กเทาเร่งฝีเท้า ล่าทัพกลับไปก่อนแบบไม่มีใครแพ้ชนะอย่างชัดเจน
…
เมื่อกลับถึงที่ประชุมทหาร เล่าปี่ได้รับการปลอบใจจากเหล่าเจ้าเมืองทั้งหลายที่รอดพ้นประตูนรกอย่างเฉียดฉิว บางคนถึงกับหยอดคำหวาน อ้างบุญบารมีแห่งราชวงศ์ฮั่นคุ้มครองสร้างอาเพทช่วยชีวิตเชื้อพระวงศ์ผู้ตกยากเอาไว้ สามพี่น้องจึงกลายเป็นดาวเด่นของกองทัพไปในทันที
ฝ่ายม้าเท้งที่ยังขุ่นเคืองใจจากการท้าทายเมื่อวันก่อน เห็นได้จังหวะ จึงประกาศขึ้น “พวกท่านจากเมืองปักเป๋งตรากตรำการรบมาสองวันซ้อนแล้ว วันพรุ่งนี้ ให้กองทัพม้าเหล็กแห่งสกุลม้าเสเหลียงได้แสดงฝีมือบ้างละกัน พวกข้าพร้อมแล้ว”
...
หากทว่าค่ำคืนนั้น ธรรมชาติฟ้าดินไม่เป็นใจต่อการรบ กลับก่อเหตุอาเพทวิปริตขึ้นไปอีก สายฝนที่ตกโปรยปรายหลังการสู้รบกลับกลายเป็นพายุฝนกระหน่ำหนักหน่วง และเกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงขึ้นทั้งในเมืองหลวงลกเอี๋ยง และบริเวณใกล้เคียงหลายครั้งอย่างต่อเนื่องจนแผ่นดินแตกแยกเป็นแนวยาว หินผาภูเขาพลอยถล่มทลายหลายจุด ลุกลามจนกำแพงเมืองและบ้านเรือนพังเสียหาย เกิดเป็นไฟไหม้ใหญ่กระจายหลายแห่ง ผู้คนบาดเจ็บล้มตายเป็นอันมาก เริ่มเกิดเสียงร่ำลือว่า นี่คือสัญญาณจากฟ้าดิน วิญญาณบรรพกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่นต้องการทวงบัลลังก์กลับคืนจากจอมทรราชย์ด้วยอีกแรง
เหล่าทหารที่สังกัดเมืองหลวงก็ล้วนเสียขวัญ เป็นห่วงทั้งญาติมิตรและบ้านเรือน ลอบหลบหนีไปมากมาย ยังคงมีแต่กองทัพหมีทมิฬต่างถิ่นที่ติดตามตั๋งโต๊ะมาจากเมืองเสเหลียงเดิมที่ยังพร้อมใจสู้อยู่ต่อไป แต่เท่ากับจำนวนทหารลดลงเกือบครึ่งค่อนเสียแล้ว กลายเป็นการสูญเสียข้อได้เปรียบแรกเริ่มที่ตั๋งโต๊ะวางแผนเอาไว้
ลิซก เห็นเหตุการณ์พลิกผัน จึงร่วมกันกับลิยู กุนซือคู่หูที่ได้เลื่อนชั้นเป็นลูกเขยของตั๋งโต๊ะไปแล้ว เสนอแผนให้ตั๋งโต๊ะละทิ้งเมืองหลวงลกเอี๋ยง กวาดต้อนผู้คนและทรัพย์สมบัติทั้งปวงไปอยู่ที่เมืองเตียงอัน เมืองใหญ่ที่ห่างไกลไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ ใกล้ๆกับเมืองเสเหลียง รากฐานเดิมของตั๋งโต๊ะที่มีหวนเตียว เตียวเจ ดูแลอยู่ ตามด้วยแผนลับชั่วร้ายที่จะเปิดช่องให้ทัพพันธมิตรเกิดความสับสน แย่งชิงผลประโยชน์ แล้วแตกคอกันไปเอง ซึ่งช่างสอดคล้องกับกลยุทธ์การศึกที่ตั๋งโต๊ะเคยศึกษามายิ่งนัก
ภารกิจแผนงานย้ายเมืองหลวงอย่างกะทันหัน ทั้งๆที่เพิ่งมีการต่อสู้ใหญ่กันเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น จึงเกิดขึ้นในเวลาอันสั้น พร้อมกับความเสียหายที่เกิดจากหลังเหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งใหญ่ กองทัพใหญ่ของตั๋งโต๊ะ ลิโป้ โกซุ่น ซิหลง และเหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นบู๊ เช่น อ้องอุ้น ซัวหยง เอียวปิด เอียวปิว เป็นต้น รวมทั้งพ่อค้าราษฎร ทั้งหลาย เปิดประตูเมืองหนีไปทางด้านตรงข้ามของการรบไปก่อน พร้อมกับตัวประกันพระเจ้าเหี้ยนเต้ ฮ่องเต้น้อย
ตามมาด้วยกองทัพสนับสนุนในเมืองที่จัดเตรียมไว้แล้ว นำโดยลิฉุย กุยกี และ ลิซก ลิยู สองกุนซือคนสำคัญ ก่อความวุ่นวายเพิ่มเติมขึ้นด้วยการจุดไฟเผาบ้านเรือน และปล้นชิงสมบัติที่หลงเหลืออยู่ก่อนเคลื่อนย้ายทัพติดตามไปตามคำสั่ง เพื่อหวังให้กองทัพพันธมิตรเสียเวลาไปกับการแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าก่อน แม้แต่โรงเตี๊ยมสุขสำราญยังถูกเผาผลาญมอดไหม้ไปด้วยในครั้งนี้
เจ้าสัวใหญ่เกียวชวนกับลูกสาวคนงามทั้งสองจ้องมองจากหน้าต่างเรือนพักชั้นบน พบเห็นตราสัญลักษณ์หมาป่าไม่อาจคุ้มครองความปลอดภัยได้อีกต่อไป ในใจร่ำร้องจบสิ้นกัน ธุรกิจการค้าที่เคยรุ่งเรืองในเมืองลกเอี๋ยงล้วนล้มครืนลงในพริบตา มิอาจพลิกฟื้นกลับมาในเวลาอันสั้นเสียแล้ว
…
อ้วนเสี้ยว สั่งให้ อ้วนสุด เร่งนำกองทัพพันธมิตรจำนวนหนึ่ง อ้อมเมืองติดตามไล่สกัดกองทัพฝ่ายตั๋งโต๊ะ ลิโป้ แล้วตนเองรีบนำกองทัพพันธมิตรที่เหลือ บุกเข้าโจมตีกองทัพที่อาจหลงเหลืออยู่ภายในเมือง เพื่อยึดครองเมืองหลวงพร้อมกันทุกทิศทาง หวังช่วยเหลือราษฎรไว้ก่อน และยึดกุมที่มั่นสมรภูมิรบไว้
ฝ่ายทัพซุนเกี๋ยนสามารถผ่านเข้าประตูเมืองได้ก่อนเป็นทัพแรกอย่างเกินความคาดหมาย เตียวเจียว กุนซือสำคัญรีบนำกำลังทหารตรงเข้าไปพระราชวัง เพื่อค้นหาสิ่งของสำคัญ ถึงกับค้นพบตราหยกจักรพรรดิ์ และพระราชสาส์นลับจากฮ่องเต้เล่าเหียบที่จงใจทิ้งไว้ เป็นการแต่งตั้งให้ผู้รับสาส์นดำรงตำแหน่งขึ้นเป็นผู้นำรัฐบาลชั่วคราว เพื่อทำการปราบทรราชย์ตั๋งโต๊ะและพรรคพวกต่อไป นับเป็นการสร้างความชอบธรรมในการระดมกองกำลังทั้งแผ่นดินได้อย่างเต็มที่
หากแต่สถานการณ์ที่ยุ่งเหยิงเช่นนี้ เตียวเจียวกลับเห็นว่า พระราชสาส์นลับคงไม่มีความหมายอันใดต่อเจ้าเมืองทั้งหลายแล้ว เพราะเจ้าเมืองคนอื่นๆ เว้นแต่ทัพอ้วนเสี้ยว โจโฉ กองซุนจ้าน และเจ้าเมืองน้ำดีส่วนน้อย ต่างก็กำลังตามน้ำหาผลประโยชน์เข้าใส่ตนเองทั้งสิ้น เช่น บ้างก็ยึดทรัพย์สินเงินทอง บ้างก็กวาดต้อนม้าและวัวควาย บ้างก็ยึดเอาอาวุธและเกราะไป เป็นต้น จนเกิดต่อสู้ปะทะกันเองประปรายอยู่ภายในเมืองหลวงนั่นเอง จึงแนะนำซุนเกี๋ยนให้ดำเนินการไปอีกแนวทางหนึ่งแทนการยอมรับราชโองการสั่งความในครั้งนี้
นับว่า กษัตริย์น้อยเหี้ยนเต้ไม่ใช่ไร้ความคิดโดยสิ้นเชิง น่าเสียดายที่คนรับสาส์นซึ่งก็คือซุนเกี๋ยน กลับมีความเห็นแตกต่างกัน เรื่องนี้จึงไม่เป็นที่ปรากฏให้คนทั่วไปได้รับรู้ และเปลี่ยนภาพประวัติศาสตร์ไปโดยสิ้นเชิง
...
ซุนเกี๋ยนรับฟังข้อเสนอของเตียวเจียวที่ต้องการให้ถอยทัพไปก่อนที่เจ้าเมืองคนอื่นจะทราบเรื่องตราหยก ยังพอมีประโยชน์อยู่บ้าง แต่ไม่เหมาะที่จะประกาศออกไปในช่วงเวลาคับขันเช่นนี้ เพราะประโยชน์จะตกไปสู่จอมทัพอ้วนเสี้ยวที่ดำรงตำแหน่งผู้นำกองทัพพันธมิตรมาตั้งแต่ต้น
เตียวเจียวจึงแนะนำให้ซุนเกี๋ยนป่าวประกาศเชิญชวนราษฎรที่มีฐานะคุ้นเคยกันในกาลก่อน ให้มุ่งหน้าลงใต้ไปด้วยกัน โดยรับประกันว่า ตัวซุนเกี๋ยนจะทำให้เมืองใต้ปลอดสงครามมากที่สุด และแน่นอน คนแรกที่ซุนเกี๋ยนนึกถึง คือสหายรักเกียวชวน เจ้าพ่อการค้าคนสำคัญแห่งนครหลวง
เจ้าสัวเกียวชวนที่แค้นเคือง และผิดหวังในการกระทำของตั๋งโต๊ะ ลิโป้ ในครั้งนี้ที่ทำให้กิจการตนเองล่มสลายยับเยินไปมากมาย ทั้งโดนปล้นชิง ทั้งโดนไฟเผาไหม้ ประกอบกับสนิทสนมชมชอบซุนเกี๋ยนพ่อลูกเป็นทุนเดิม จึงออกโรงชักจูงเพื่อนคหบดี และพรรคพวกในสหพันธ์การค้า รวมทั้งบรรดาคนงานลูกน้องในสังกัดที่ยังเหลืออยู่ ให้ตัดสินใจย้ายครอบครัวลงไปทางใต้ ตามทัพซุนเกี๋ยนไปทันที เพื่อช่วยกันสร้างอาณาจักรการค้าแห่งใหม่ในดินแดนเมืองกังตั๋งที่อุดมสมบูรณ์กว่าเมืองลกเอี๋ยงที่พังพินาศด้วยภัยธรรมชาติและศึกสงครามไปแล้ว
ยังดีที่มันโยกย้ายทรัพย์สินเงินทองส่วนใหญ่ออกไปเก็บรักษาไว้กับสหายซุนเกี๋ยนอยู่ก่อนแล้วตั้งแต่เกิดข่าวสงครามพันธมิตร ทำให้ต้นทุนการค้าของมันยังมั่นคงไม่เสื่อมคลายลงสักเท่าไรนัก นั่นคือหัวคิดการค้าที่ต้องเท่าทันกระแสการเมือง
ความล่มสลายของกองทัพพันธมิตรปรากฎขึ้นตรงหน้า แม้แต่อ้วนเสี้ยว โจโฉก็คาดไม่ถึงว่าพันธมิตรเหล่านี้จะมีจิตใจเฉกเช่นนี้ในชั่วเวลาเพียงข้ามคืนเท่านั้น กองทัพที่หลากหลายที่มาทำให้ไม่มีใครฟังใคร ต่างเอาแต่ประโยชน์ฝ่ายตนไว้ก่อน ในขณะที่กองทัพน้ำดีของ ขงหยง กองซุนจ้าน กับม้าเท้ง ยังพยายามเข้าห้ามปรามกองทัพอื่นๆ ซึ่งอ้วนเสี้ยว โจโฉก็อยากอยู่ช่วยเหลือใจจะขาด
แต่ด้วยข่าวสำคัญอย่างการปรากฏของตราหยกฮ่องเต้ที่กำลังแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง ทำให้ทั้งสองจำต้องละทิ้งเมืองหลวงที่กลายเป็นซากปรักหักพังไปชั่วคราว แล้วรีบยกทัพติดตามไปเพื่อสอบถามความจริงจากเพื่อนเก่าซุนเกี๋ยนทันที ก่อนที่อุดมการณ์ทุกอย่างที่เริ่มต้นมานั้นจะสูญเปล่าไป
ตราหยกฮ่องเต้นั้นคือกุญแจสำคัญในการโค่นล้มอำนาจทรราชย์โดยแท้จริง จะทำงานได้สำเร็จหรือล้มเหลว ก็ขึ้นอยู่กับการช่วงชิงตราสัญลักษณ์ครั้งนี้แล้ว
...
หากแต่อ้วนสุดที่ไล่ตามกองทัพฝ่ายตรงข้ามไป กลับถูกซุ่มโจมตีตามยุทธวิธีการศึก พ่ายแพ้ต่อลิฉุย กุยกี จนถอยทัพกลับมาทางเมืองหลวง และได้ทราบข่าวเรื่องตราหยกจากสายสืบเช่นกัน จึงเปลี่ยนเส้นทาง เร่งติดตามล่าตัวซุนเกี๋ยน จนเกิดการเบียดเสียดกับกลุ่มชาวบ้านราษฎรที่กำลังอพยพตามซุนเกี๋ยนไป และปะทะกันกับทัพซุนเกี๋ยนจนบาดเจ็บล้มตายกันทั้งสองฝ่าย
ซุนเกี๋ยนขุ่นเคืองใจยิ่งนักด้วยผู้นำทัพเจ้าปัญหากลับเป็นน้องชายของสหายเก่าเสียเอง จึงถือเป็นข้ออ้างไม่พูดคุยเจรจากับอ้วนเสี้ยวและโจโฉที่เพิ่งตามมาสมทบด้วยอีกต่อไป
“จงเปิดทางให้ข้ากลับกังตั๋งเถิด หากแม้นตัวข้ามีตราหยกไว้ในครอบครอง ขอให้เป็นเช่นเกาทัณฑ์ดอกนี้” ว่าแล้ว ซุนเกี๋ยนก็หักลูกเกาทัณฑ์ออกเป็นสองท่อนโยนออกมาข้างหน้า พร้อมชักสีหน้าบึ้งตึงเข้าใส่
อ้วนเสี้ยวกับโจโฉจึงหมดสิ้นคำโต้แย้งต่อสหายเก่าที่กล่าวคำสาบานไว้อย่างสาหัส แม้ว่าอ้วนสุดยังข้องใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ถนัด แล้วทัพซุนเกี๋ยน พร้อมคหบดีและราษฎรจำนวนมากจึงเดินทางจากไปอย่างสงบ โดยโจโฉไม่ทันสังเกตว่า ในกองทัพราษฎรนั้นมีเจ้าสัวเกียวก๊กโล และบุตรี ไต้เกี้ยว เสียวเกี้ยว นางในดวงใจทั้งสองของมันแอบปะปนอยู่ด้วย
...
อ้วนเสี้ยว โจโฉ และอ้วนสุด ย้อนกลับมายังเมืองหลวง เพื่อประเมินสถานการณ์ ก็พบแต่ซากปรักหักพังของบ้านเรือน และผู้คนที่บาดเจ็บล้มตายอันเกิดจากภัยธรรมชาติ การปล้นชิงของกองทัพฝ่ายตรงข้าม และฝ่ายของตนเอง กองทัพพวกพันธมิตร ต่างก็ไม่กล้าอยู่สู้หน้า แยกย้ายกันกลับไปพร้อมทรัพย์สิน เงินทอง หรือสิ่งของที่ต้องการ คงเหลือกองทัพพันธมิตรอยู่ไม่ถึงครึ่งแล้ว สร้างความสะเทือนใจแก่ตัวนกกระสา ลำดับสาม เป็นอย่างมาก เพราะที่จริงแล้ว มันในฐานะอ้วนเสี้ยว ทายาทตระกูลขุนนางชื่อดัง อดีตสมุหกลาโหม และผู้นำกลุ่มพันธมิตรสิบแปดหัวเมือง น่าจะช่วยเหลือราษฎรเหล่านี้ได้มากกว่านี้ หากไม่ต้องกังวลกับการทำตามภารกิจให้ดำเนินไปตามประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นไปแล้ว
"หากอนาคตยังมาไม่ถึง เหตุไรตัวเราจึงไม่ทำมันให้ดีขึ้นกว่าเดิมเล่า ทั้งๆที่รู้ว่าโฮจิ๋นตายแล้วจะเป็นเช่นไร ตั๋งโต๊ะมาแล้วจะเป็นอย่างไร แต่เรายังจะปล่อยไปเช่นนี้ละหรือ แล้วเมื่อเกิดยุคสามก๊กขึ้น ผู้คนยังต้องยากลำบากไปอีกตั้งหลายสิบปี ทั้งหมดนี้ ขึ้นอยู่กับตัวเราคนเดียวแล้ว” อ้วนเสี้ยวครุ่นคิดขึ้นในใจ
ขณะที่มันกำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิดนั้น โจโฉก็เอ่ยปากขอไล่ติดตามกองทัพตั๋งโต๊ะ ก่อนจะถึงเมืองหลวง แห่งใหม่ให้ได้ อ้วนเสี้ยวจึงตัดสินใจกำหนดชะตากรรมใหม่ให้กับฟ้าดิน โดยไม่คำนึงถึงภารกิจลับเฉพาะให้มากความ
“เราสองคนร่วมกันไล่ล่าเจ้าทรราชย์ตั๋งโต๊ะกันเถอะ” อ้วนเสี้ยวจึงให้อ้วนสุดอยู่เฝ้ารักษาเมืองหลวง ป้องกันไม่ให้เจ้าเมืองคนอื่นเหิมเกริมยึดอำนาจซ้อน แล้วมันกับโจโฉจึงรีบมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงใหม่เตียงอันทันที
“ข้าขออภัยต่อท่านด้วยที่ข้าเคยเข้าใจท่านผิดไป” โจโฉกล่าวต่ออ้วนเสี้ยวระหว่างการเดินทาง “ท่านสมควรเป็นวีรบุรุษที่แท้จริงในยุคนี้แล้ว”
อ้วนเสี้ยวยิ้มเครียดๆคราหนึ่ง แต่กลับย้ำเตือนให้โจโฉนึกถึงรอยยิ้มพิสดารของคนคนเดียวกันที่บ้านดอกไม้แดงอีกครั้งหนึ่ง มันจะเชื่อถือไว้วางใจเพื่อนคนนี้ได้มากน้อยเพียงไรหนอ มันไม่พร้อมรับการทรยศหักหลังจากผู้ใดอีกแล้ว
…
อ้วนเสี้ยวเรียกตัวเจ้าเมืองพันธมิตรเข้าร่วมประชุมด่วน คงเหลือเพียงโจโฉ ฮันฮก ขงหยง โตเกี๋ยม กองซุนจ้าน อ้วนอุ๋ย และม้าเท้ง ที่มาปรากฏตัว มันจึงตรงเข้าสู่ประเด็นที่เร่งร้อนในทันที “หากเราสามารถผลักดันเชื้อพระวงศ์สักคนหนึ่งขึ้นเป็นฮ่องเต้แทนกษัตริย์น้อย อาจจะยังพอถ่วงดุลย์อำนาจ ไม่ต้องพะวงกับเชลยตัวประกันแต่อย่างใด เราจึงขอเสนอชื่อ เล่าหงี ผู้ตรวจการมณฑลอิวจิ๋ว”
เซ่าเต้ เหี้ยนเต้ล้วนเยาว์วัย ย่อมไม่มีทายาทสืบทอด ตัวเลือกจึงย้อนขึ้นหนึ่งลำดับขั้น อาจกล่าวว่า เล่าเปียว เล่าเอี๋ยนเป็นลำดับต้นๆ หากแต่ทั้งสองคนไม่ยอมให้ความร่วมมือต่อกลุ่มเจ้าเมืองทั้งสิบแปด เล่าหงีจึงกลายเป็นเชื้อพระวงศ์ลำดับถัดไปที่พอจะมีผู้คนนึกถึงและให้ความเคารพนับถือ
หากแต่ปัญหาก็คือ เล่าหงีมีความสนิทสนมอยู่กับสกุลอ้วน คุ้นเคยกับคนกิจิ๋ว จึงดูคล้ายเป็นหมากการเมืองเกินไป และไม่ใคร่ถูกต้องตามธรรมเนียมนัก โดยเฉพาะกองซุนจ้านที่ครองเมืองปักเป๋งนั้น ก็มาจากการยึดอำนาจทางทหารมาจากเล่าหงีด้วยซ้ำ ความเห็นในที่ประชุมจึงแตกแยก ไม่อาจสรุปกันได้โดยง่าย
อ้วนเสี้ยวเห็นว่า ที่ประชุมทหารยังเกลี้ยกล่อมได้ยาก แม้แต่โจโฉก็ยังคัดค้าน จึงยังไม่หักหาญน้ำใจ ทิ้งประเด็นว่า รอไว้ไต่ถามความเห็นจากเล่าหงีซึ่งป่วยไข้ และกำลังพักฟื้นอยู่ที่เมืองกิจิ๋วก่อน ค่อยว่ากล่าวกันต่อ
...
กระเรียน นกฮูก เหยี่ยวดำ และนางแอ่นในคราบเตียวหุย แอบซุ่มมองความเคลื่อนไหวของกระสาด้วยความสนใจ จุดเปลี่ยนของประวัติศาสตร์ในยามนี้คือความล้มเหลวของกองทัพพันธมิตร และโจโฉเป็นสำคัญ หากปล่อยให้อ้วนเสี้ยว โจโฉ และซุนเกี๋ยนจับมือกันล้มล้างทรราชย์ได้สำเร็จ แต่งตั้งเล่าหงีเป็นฮ่องเต้ สุดท้าย อ้วนเสี้ยวอาจจะกลายเป็นจอมทรราชย์คนที่สองต่อจากตั๋งโต๊ะด้วยซ้ำ
“เป็นจริงตามที่พี่รองคาดเดาไว้ล่วงหน้า พี่สามเริ่มลังเลในภารกิจของหน่วยงานกลายเป็นตัวปัญหาคนแรกไปจริงๆเสียแล้ว” นางแอ่นอุทานด้วยความสะเทือนใจ นึกไม่ถึงว่า อ๋องอ้วนเสี้ยวที่มีปัญหานั้น ก็คือเจ้านกกระสาที่ข้ามเวลากลับมาแก้ไขอดีตนี่เอง มิใช่อ้วนเสี้ยวตัวจริงแห่งยุคสมัยโบราณ
กระเรียนนิ่งเงียบ ไม่ตอบคำ ปล่อยให้คนทั้งสามซึบซับเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยตัวเอง การกระทำของกระสาย่อมบ่งบอกความในใจอย่างชัดเจน นกฮูก-ฮัวโต๋จึงเสริมขึ้น “ถ้าน้องห้า น้องหกอยู่ด้วย คงเห็นพ้องกันกับแผนการของพี่รองแล้ว”
น้องห้า น้องหก ย่อมหมายถึง กระตั้ว-กาเซี่ยง กับ อีกา-ลิซก สองกุนซือซึ่งติดพันอยู่ในกองกำลังของตั๋งโต๊ะที่จากไป ไม่อาจปลีกตัวมาร่วมสังเกตการณ์ในครั้งนี้
“ลงมือในค่ำคืนนี้ นางแอ่น เหยี่ยวดำ ถ่วงเวลาไว้ จนกว่าเราจะตามเข้าไป ส่วนนกฮูกให้รั้งรออยู่ใกล้ๆก่อน เผื่อว่า พวกเราต้องการหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน” เฒ่ากระเรียนกล่าวสรุป พร้อมคิดในใจว่า ทุกอย่างจะต้องสำเร็จตามแผนการที่มันวางเอาไว้ เป็นแผนดักจับนกกระสา
...
บันทึก
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
ภาค 1 - มัจฉากลางวารี
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย