28 ม.ค. 2021 เวลา 01:04 • นิยาย เรื่องสั้น
1.13. ร่วมทัพไม่ร่วมรบ
สามเชื้อพระวงศ์ใหญ่ - เล่าเปียว เล่าเอี๋ยน เล่าฉวน
ฝ่ายโจโฉ ก็ไม่ยอมเสียเวลาเนิ่นนาน ในขณะที่รอรับคำตอบรับจากเจ้าเมืองต่างๆก็รีบระดมผู้คนเสริมกองทัพได้เพิ่มขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง และเปิดรับคนเข้ามาทำงานเพิ่มเติมทั้งการบริหารและการต่อสู้อีกมากมาย เช่น บัณฑิตอมโรค กุยแก และสองนักรบพลัดถิ่น อิกิ๋ม งักจิ้น เป็นต้น ก็เข้ามาเสริมทัพในช่วงเวลานี้
ภาพลักษณ์ของวีรบุรุษผู้หาญท้าพญามาร ทำให้โจโฉเป็นคนดังชื่อเสียงกระฉ่อนทั้งแผ่นดิน ยิ่งเปิดตัวหาพันธมิตรต่อสู้กับจอมมารซ้ำอีก ยิ่งตอกย้ำให้โจโฉเป็นผู้นำรุ่นใหม่ที่พร้อมปกป้องแผ่นดินฮั่น คนเก่งมีความสามารถจึงหลั่งไหลกันเข้ามาอยู่ในสังกัดไม่น้อยหน้าขุมกำลังแห่งอื่นๆ
หลังจากได้รับคำตอบรับจากซุนเกี๋ยนแล้ว น้ำหนักในการสร้างกองทัพพันธมิตรจึงชัดเจนยิ่งขึ้น โจโฉจึงตั้งตนเป็นเจ้าภาพติดต่อไปยังเหล่าเจ้าเมืองทั้งหลายอีกครั้งให้แสดงท่าทีต่อต้านรัฐบาล ประมาณว่า "ศัตรูของศัตรู คือ มิตรสหาย" เช่น เล่าเปียว เล่าเอี๋ยน อ้วนสุด กองซุนจ้าน ม้าเท้ง เป็นต้น จนรวมกันได้ถึงสิบแปดหัวเมืองให้ร่วมกันยกทัพตรงมายังเมืองหลวงเพื่อกำจัดจอมทรราชย์ตั๋งโต๊ะ
เจ้าเมืองเจ้ามณฑลทั้งสิบแปดแห่งที่ร่วมเข้าเป็นพันธมิตร ได้แก่ อ้วนเสี้ยวเจ้าเมืองปุดไฮ อ้วนสุดเจ้าเมืองลำหยง ซุนเกี๋ยนเจ้าเมืองเตียงสา ฮันฮกเจ้ามณฑลกิจิ๋ว โตเกี๋ยมเจ้ามณฑลชีจิ๋ว กองซุนจ้านเจ้าเมืองปักเป๋ง ม้าเท้งเจ้าเมืองเสเหลียง ขงมอเจ้ามณฑลอิจิ๋ว ขงหยงเจ้าเมืองปักไฮ เล่าต้ายเจ้ามณฑลอิวจิ๋ว อ้วนอุ๋ยเจ้าเมืองซุนหยง เปาสิ้นเจ้าเมืองเจปัก เตียวเอี๋ยงเจ้าเมืองเสียงตง อองของเจ้าเมืองโห้ลาย เตียวเถียวเจ้าเมืองก่องเล่ง เตียวโป๋เจ้าเมืองตองกุ๋น เตียวเมาเจ้าเมืองตันลิว รวมทั้งโจโฉ ผู้นำกองกำลังอาสาสมัครจากเมืองตันลิวอีกผู้หนึ่ง
เนื่องจากการศึกครั้งนี้ ไม่มีคนในตระกูลเล่า อันเป็นเชื้อสายราชวงศ์ฮั่นสายตรง เช่น เล่าเปียวแห่งเกงจิ๋ว หรือ เล่าเอี๋ยนแห่งเสฉวน ยอมมาร่วมวงด้วยเลย ทำให้เกิดความปั่นป่วนเล็กน้อยว่าใครสมควรจะเป็นหัวหน้ากองทัพพันธมิตรในครั้งนี้
อ้วนเสี้ยวเองในฐานะที่มีเชื้อสายขุนนางเก่าหลายชั่วคน และล่าสุด ก็เคยเป็นถึงตำแหน่งสมุหกลาโหม ย่อมมีอำนาจบารมีมากพอควร และอ้วนสุด น้องชายต่างมารดา และอ้วนอุ๋ย ลูกพี่ลูกน้อง ก็มีกองทัพเข้าร่วมอีกสองกลุ่ม ทำให้กลุ่มสกุลอ้วนมีกำลังทหารรวมกันมากมายกว่าใคร อีกทั้งยังมีซุนเกี๋ยน โจโฉ สองสหายสนิทที่เคยมีตำแหน่งสำคัญในเมืองหลวง หนุนหลังอยู่ด้วย ทำให้อ้วนเสี้ยวจำใจประกาศตัวอาสาเป็นผู้นำสูงสุดในเบื้องแรก
ทั้งหมดจึงพร้อมใจกันโดยยกให้อ้วนเสี้ยว เป็นแม่ทัพใหญ่ผู้นำสูงสุด ซุนเกี๋ยน โจโฉเป็นรองแม่ทัพซ้าย-ขวา และอ้วนสุดเป็นกองเสบียง ยึดตำแหน่งสำคัญของกองทัพไว้ทั้งหมด ทั้งๆที่ในช่วงเวลานั้น กองกำลังอื่นบางแห่งยังมีศักยภาพเหนือกว่าด้วยซ้ำ เช่น ฮันฮกแห่งกิจิ๋ว โตเกี๋ยมแห่งชีจิ๋ว ขงมอแห่งอิจิ๋ว ที่ครองเมืองหลักระดับมณฑลอยู่ ย่อมสมควรที่จะมีกำลังทหาร เสบียง และยุทโธปกรณ์พรั่งพร้อมมากกว่าเมืองน้อยปุดไฮ ตันลิว หรือแม้แต่เมืองกันดารอย่างเมืองเตียงสา
ที่จริงแล้ว ยามนั้น ระบบราชการค่อนข้างสับสนปั่นป่วน ระบบปกครองแบบมณฑลคุมหัวเมืองที่อดีตสมุหกลาโหมโฮจิ๋นจัดแจง เพิ่งถูกนำมาใช้ไม่นานนักก่อนที่ราชวงศ์ฮั่นจะตกต่ำถึงขีดสุด ทำให้หน่วยงานของมณฑลกับเมืองใหญ่ซ้อนทับไม่ชัดเจน แห่งไหนเข้มแข็งก็คุมอำนาจได้อยู่ แห่งไหนยังอ่อนแอก็ขัดแย้ง ไม่ยอมรับคำสั่งเช่นเดิม ในเมื่อระบบยังไม่อาจเป็นที่พึ่งพาอาศัย บทบาทของเจ้าเมืองส่วนมากจึงยังคงสำคัญเหนือกว่าเจ้ามณฑล ซึ่งยังคงเป็นตำแหน่งเลื่อนลอย ขาดกองกำลังสนับสนุนในการควบคุมดูแล
กองทัพพันธมิตรสิบแปดเจ้าเมืองนั้น จึงเป็นการรวมตัวของกลุ่มเจ้าเมืองเจ้ามณฑลใหญ่น้อยที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับเมืองหลวงเป็นสำคัญ ประการแรกคือ บางคนมิใช่เจ้าเมืองที่มีชื่อเสียงเลื่องลือให้พึ่งพาได้ ประการที่สองคือ บางคนมิได้มีขุมกำลังกล้าแข็ง และประการสุดท้าย บางคนเพียงยินยอมร่วมมือ เพื่อให้รอดพ้นจากสถานการณ์กดดันเท่านั้น มิได้มีอุดมการณ์แรงกล้าอันใด
นักการเมืองก็เป็นเช่นนี้ ไม่เข้าร่วมก็ไม่ได้ ยอมกัดฟันลงชื่อมีส่วนร่วม แต่ไม่ลงแรง ไม่ออกหน้าทำการใดๆ กลับมีประโยชน์กว่า หากมีชัย ก็เรียกร้อง ขอรับส่วนแบ่งได้ หากพ่ายแพ้ ก็อ้างเพียงว่า ถูกบังคับให้เดินทางมาแบบจำยอม เรียกว่า พร้อมจะเข้าร่วมกับฝ่ายที่มีชัยได้ทุกกรณี
เปลือกนอก กองทัพพันธมิตรดูเหมือนเป็นกองทัพยิ่งใหญ่เกรียงไกร ภายใต้การนำของสามทหารเสือ ขุนศึกยุคโฮจิ๋นเรืองอำนาจ แต่ที่จริงแล้ว มากคนก็มากความ หลายๆคนมีความขัดเคืองกันอยู่ในที เช่น อ้วนเสี้ยว – อ้วนสุด สองพี่น้องต่างมารดาที่เขม่นกันเองมานาน แต่อ้วนเสี้ยวก็มักจะอ่อนข้อให้เสมอมา อ้วนสุด – ซุนเกี๋ยน ก็แย่งชิงพื้นที่ภาคใต้ จนกระทบกระทั่งกันบ่อยครั้งแบบไม่มีใครยอมใคร อ้วนเสี้ยว - ม้าเท้ง – กองซุนจ้าน เองก็เหมือนกระทบกระทั่ง แย่งชิงอำนาจกันทางภาคเหนือ หรือแม้แต่โจโฉเอง ก็เป็นเพียงผู้นำรุ่นใหม่ที่ไม่มีเมืองที่มั่น และเริ่มไม่ค่อยไว้วางใจในตัวเพื่อนฝูงเหมือนแต่ก่อน ส่วนเจ้าเมืองอื่นๆก็เป็นเพียงเมืองเล็กเมืองน้อย ที่พร้อมจะรับส่วนแบ่ง หรือรอแย่งชิงผลประโยชน์กลับไป
ดังนั้น เหล่าเจ้าเมืองใหญ่ทั้งหลายจึงมากันอย่างไม่จริงใจ และกังวลถึงเมืองของตนเองว่า จะถูกเมืองอื่นข้างเคียงหักหลังแทบทั้งสิ้น เจ้าเมืองเหล่านี้จึงไม่นำทหารเอกฝีมือดีมาบ้าง นำทหารมาไม่มากบ้าง เตรียมเสบียงมาแต่น้อยบ้าง เพื่อใช้โอกาสครั้งนี้ในการตัดทอนกำลังทรัพยากรของขั้วอำนาจอื่นๆให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และพยายามเปลืองตัวให้น้อยที่สุดนั่นเอง ซึ่งผู้ที่รับภาระทรัพยากรนั้น ก็มักจะตกอยู่กับอ้วนเสี้ยวในฐานะผู้นำสูงสุด และอ้วนสุด ที่หลวมตัวนำเสบียงติดตัวมามากกว่าใครๆ เพราะเหมือนเป็นเจ้าถิ่น ตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้ชิดเมืองหลวง
ท่ามกลางวังวนการเมืองที่ซับซ้อนนั้น ยังมีกลุ่มคนที่มีความจริงใจและจริงจังต่ออุดมการณ์ เช่น กองซุนจ้านแห่งปักเป๋ง ขงหยงแห่งปักไฮ เปาสิ้นแห่งเจปัก เป็นต้น แต่ก็เป็นเพียงเจ้าเมืองเล็กๆ ทรัพยากรจำกัด จึงไม่อาจมีบทบาทอะไรในเบื้องต้นนี้
ความเคลื่อนไหวของกองทัพพันธมิตรจากสิบแปดหัวเมืองที่ร่วมใจกันต่อต้านทรราชย์ย่อมไม่อาจปกปิดร่องรอยได้ ข่าวคราวมาถึงเมืองหลวง สร้างความตื่นตระหนกต่อกลุ่มอำนาจใหม่ในเมืองหลวงไม่น้อย หากแต่ตั๋งโต๊ะกลับไม่ได้เดือดร้อนใจอันใดนัก จน ลิยู ลิซก ยังต้องเอ่ยปากถามไถ่ความเห็น
“ปล่อยให้พวกมันเดินทางมากันสักครา เราจะได้ใช้พวกมันเป็นตัวอย่างในการแสดงอำนาจของเราให้เป็นที่ประจักษ์ไปทั้งแผ่นดิน ลิโป้ลูกเราจะได้แสดงฝีมือทางการทหารสักที ใช้ยุทธวิธีตั้งรับแทนการรุกคืบที่เมืองหลวงนี่แหละ ไม่ต้องแยกย้ายกำลังพลออกไปให้วุ่นวายลำบาก” ตั๋งโต๊ะสมกับเป็นลูกศิษย์ทางด้านการทำศึกของเซียนผู้วิเศษ ถึงกับมองทะลุหมากกระดานไปอีกหลายขั้น “หากแม้นจัดการได้สำเร็จด้วยดี แผ่นดินฮั่นก็จะกลับคืนเป็นปึกแผ่นเดียวกันได้อีกครั้งหนึ่ง โดยไม่ต้องสูญเสียกำลังพลออกไปไล่ตีทีละเมืองสองเมืองอีกต่อไป”
เมื่อมหาอุปราชตั๋งโต๊ะสั่งการไปเช่นนี้ ฝ่ายรัฐบาลจึงไม่จำเป็นต้องเคลื่อนไหวต่อต้านแต่อย่างใด ปล่อยให้กองทัพสิบแปดหัวเมืองมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงลกเอี๋ยงมารวมตัวกันได้อย่างง่ายดายเกินคาด เพราะหวังโจมตีให้เสร็จสิ้นในคราวเดียว
จนเมื่อกองทัพสิบแปดหัวเมืองมากดดันอยู่ด้านนอกเมือง ฝ่ายจอมทรราชย์ ตั๋งโต๊ะจึงจัดทัพให้ ฮัวหยง หัวหน้ากองทัพพยัคฆราชคนใหม่ เป็นทัพหน้า ลิโป้ ลูกบุญธรรม และขุนพลโกซุ่น หัวหน้ากองทัพไร้พ่าย เป็นทัพหลวง ลิซก เป็นกุนซือใหญ่ และ ซิหลง ขุนพลในสายเมืองหลวง เป็นทัพหนุน เพื่อรับมือกับศึกครั้งนี้
ยังมีขุนพล ลิฉุย กุยกี และกุนซือ ลิยู เฝ้าระวังเตรียมพร้อมกองทัพหมีทมิฬอีกส่วนหนึ่ง รอรับมืออยู่ในเมืองหลวงก่อน ส่วนขุนพลหวนเตียว เตียวเจ ให้ออกไปประจำที่เมืองเตียงอัน เพื่อควบคุมกองกำลังเสริมของหน่วยกองทัพหมีทมิฬไว้อีกชั้นหนึ่ง หากมีความจำเป็นต้องใช้งานเพิ่มเติม
ตั๋งโต๊ะจงใจจัดกระบวนทัพครั้งแรกเช่นนี้ เพื่อลดความสูญเสียของกองกำลังหมีทมิฬ ซึ่งจงรักภักดีต่อตนเองมาตั้งแต่ต้น ปล่อยให้กองทัพพยัคฆราชรับแรงปะทะรอบแรกไปก่อน หากพลาดพลั้งอย่างไร ต้นทุนดั้งเดิมของตัวเองก็จะยังไม่สูญเสียไปด้วย และพร้อมที่จะทวงความแค้นกลับคืนได้อีกรอบหนึ่ง
กองทัพเปาสิ้นแห่งเจปักเป็นทัพแรกที่โชคร้าย อยู่ในตำแหน่งที่เผชิญหน้ากับกองกำลังฝ่ายรัฐบาลก่อน ฮัวหยง หนึ่งในห้ามฤตยู จึงชิงโจมตีกระทันหัน แสดงฝีมือถล่มทัพฝ่ายตรงข้ามเสียย่อยยับได้ในเวลาอันสั้น
กองทัพของฮันฮกแห่งกิจิ๋ว และอ้วนสุดแห่งลำหยงเป็นอีกสองกองทัพที่ตกเป็นเหยื่อจู่โจมของฮัวหยง ทั้งสองต่างสูญเสียนายทหารมีฝีมือ และกำลังพลไปไม่น้อย จนนึกเสียดายใจ ไม่ควรมาร่วมกองทัพพันธมิตรตั้งแต่แรก
อ้วนเสี้ยวรีบเรียกประชุมกองทัพพันธมิตรโดยเร็ว เพื่อรักษาขวัญกำลังใจของกองทัพโดยรวม หากแต่เจ้าเมืองแต่ละคนต่างมีวาระซ่อนเร้น และเริ่มหวั่นเกรงฝ่ายตรงข้าม การทำศึกกับฮัวหยง นายทหารกองหน้าฝ่ายตั๋งโต๊ะนั้นจึงไม่มีนายทหารใดในกองกำลังสิบแปดหัวเมืองอาสาออกสู้ศึกครั้งนี้ จนการประชุมทางทหารของกองทัพพันธมิตรเริ่มปั่นป่วนตั้งแต่ศึกแรกเสียแล้ว
ซุนเกี๋ยนเห็นท่าทีของเจ้าเมืองแล้วอ่อนใจ จึงอาสานำทัพไปเพื่อไว้หน้าอ้วนเสี้ยวเพื่อนสนิท สามขุนพลคนสนิท เทียเภา ฮันต๋ง อุยกาย เปลี่ยนหน้ากันปะทะกับฮัวหยงได้อย่างสูสี จนฮัวหยงเริ่มอ่อนแรง กองทัพรัฐบาลลดความฮึกเหิมลงได้บ้าง แต่สุดท้าย ฝ่ายพันธมิตรกลับโดนอ้วนสุดกลั่นแกล้งไม่ส่งเสบียงให้ตามกำหนด จนกองทัพหิวโหย อ่อนแรงลง ถูกฮัวหยงลอบบุกตีในยามวิกาล กองทัพได้รับความเสียหายไม่น้อย ต้องถอยทัพกลับมาตั้งหลักอย่างหัวเสียไปอีกกองหนึ่ง
...
ทางอ้วนเสี้ยวนั้นจึงจัดประชุมหัวหน้าเหล่าทัพ และชักจูงกึ่งท้าทายไปยังม้าเท้ง เจ้าเมืองเสเหลียงผู้ยึดครองเมืองเก่าของตั๋งโต๊ะ เพราะคนตระกูลม้านั้นมีความเป็นมาลึกลับมาเนิ่นนานแล้ว จู่ๆม้าเท้งในฐานะผู้นำตระกูลและลูกชายทั้งห้า ก็ปรากฏตัวขึ้นมา ยึดครองเมืองในจุดยุทธศาสตร์อันสำคัญ พร้อมสร้างกองทัพม้าเหล็กที่โดดเด่นขึ้นมา มันจึงหวังให้ม้าเท้งออกรบ เพื่อให้แสดงท่าทีที่ชัดเจนมากขึ้น และถือเป็นการประเมินกำลังคู่แข่งทางภาคเหนือของตนด้วย
“พวกเราพร้อมรบ ฮัวหยงไม่ควรเป็นคู่มือกับกองทัพม้าเหล็กของข้าดอก” ม้าเท้งพร้อมรับคำท้าแบบใจนักเลง “แม้ว่าลิโป้มาเอง พวกเราสกุลม้าก็ไม่ได้หวั่นเกรง”
เจ้าเมืองทั้งหลายต่างรู้สึกสมใจ อยากเห็นฝีมือความสามารถของคนสกุลม้า และกองทัพม้าเหล็กที่เลื่องชื่อ แต่กลับมีเสียงหนึ่งดังมาจากฝ่ายของกองซุนจ้าน
“ข้าน้อย กวนอู ขออาสาออกรบกับฮัวหยงเอง” นักรบหนุ่มหนวดยาวหน้าแดงกล่าวเสียงดังพร้อมก้าวเดินออกมาคารวะกลางที่ประชุม
อ้วนเสี้ยว-กระสาแอบขัดใจที่มีคนมาขัดขวางหมากสองชั้นของตนเอง มันย่อมรู้แก่ใจถึงเหตุการณ์เช่นนี้ แต่ยังคงแกล้งตวาดว่า “เจ้าเป็นเพียงทหารไร้ชื่อ จงรีบถอยไปก่อน คนระดับเจ้าเมืองกำลังเจรจาความกันอยู่”
โจโฉในฐานะรองแม่ทัพพิจารณากวนอูแล้ว จึงก้าวออกมากล่าว “ทหารในสังกัดกองซุนจ้านผู้นี้องอาจนัก น่าจะให้ลองดูก่อน ฝ่ายเราย่อมไม่เสียหายกระไร”
เล่าปี่ที่นั่งอยู่ด้านหลังกองซุนจ้านเทียบเท่าระดับขุนพลกุนซือด้วยยังอ่อนด้อยในศักดิ์ฐานะ จึงรีบลุกขึ้นกล่าวบ้าง “ตัวข้า เล่าปี่ เชื้อสายราชวงศ์ฮั่น ขอรับประกันน้องข้าคนนี้ จักนำชัยมาให้ภายในเวลาเหล้าไม่ทันหายอุ่นได้” ว่าแล้ว ก็รินเหล้าออกจากกามาวางไว้ให้ปรากฏทั่ว เพื่อดึงดูดความสนใจของคนทั้งหลายออกไป ขณะที่น้องสามเตียวหุยรีบกระซิบสั่งความเป็นการลับเฉพาะกับกวนอูโดยเร็ว
ด้านกวนอูจึงไม่รอช้า รีบขึ้นม้าไปรบกับฮัวหยงโดยไม่ลืมใช้ผ้าดำปิดบังใบหน้าครึ่งล่างออกไปด้วยตามแผนลับของเตียวหุย ฮัวหยงเพิ่งทำศึกติดต่อกันหลายวัน ก็ยังอ่อนล้าอยู่บ้าง เมื่อเห็นนักรบปิดหน้าควบม้าใกล้เข้ามา ก็รู้สึกประหลาดใจ กำลังจะกล่าวไต่ถามชื่อเสียงตามธรรมเนียมการรบในยุคสมัยนั้น
แต่พอเข้ามาใกล้แล้ว นักรบนั้นพลันเปิดผ้าออกพร้อมส่งยิ้มให้ ฮัวหยงเห็นว่าเป็นสหายกวนอู องครักษ์คนสนิท ของตั๋งโต๊ะที่คุ้นเคยกันอยู่ตั้งแต่สมัยอยู่ที่เมืองเสเหลียง และขาดการติดต่อไปนานแล้ว จึงรู้สึกยินดี ขณะที่กำลังจะเอ่ยปากถามเรื่องราวแบบคนกันเอง กวนอูกลับกวาดง้าวมังกรเขียว ตัดคอฮัวหยงที่ไม่ทันระวังตัว ด้วยกระบวนท่าสยบมังกรที่ฝึกฝนมาจากเตียวหุยในทันที
นี่คือเบื้องหลังความนัยว่าเหตุไรนักรบชั้นดีอย่างฮัวหยงจึงพลาดท่าให้กวนอูในเวลาอันสั้นเช่นนั้น กลายเป็นกระบวนท่า “หนึ่งยิ้มประหารขุนพล” ไปเสียแล้ว
กวนอูโดดลอยตัวลงจากหลังม้า เก็บหัวของฮัวหยงขึ้นมาจากพื้นดินด้วยความรู้สึกละอายใจอยู่บ้างที่ต้องหักหลังมิตรสหายเก่าก่อน แต่จำใจชูขึ้นให้เห็นโดยทั่วกัน พร้อมโบกง้าวใหญ่ส่งสัญญาณให้กองทัพของกองซุนจ้านบุกจู่โจมกองทัพรัฐบาลที่เบื้องหน้า ในขณะที่เล่าปี่ เตียวหุยควบม้าตามมายืนกระหนาบข้างกัน เพื่อร่วมซึมซับบรรยากาศแห่งชัยชนะท่ามกลางสมรภูมิรบเป็นครั้งแรก
“ให้เวลาเป็นบทพิสูจน์เถิด ฮ่าฮ่าฮ่า” เตียวหุยหัวเราะกึกก้อง พร้อมประสานมือกันกับพี่ใหญ่เล่าปี่ และพี่รองกวนอู “เราสามคนพี่น้องจะสร้างชื่อเสียงไปด้วยกัน”
...
“เก่งกาจยิ่งนัก เชิญดื่ม” โจโฉยกย่อง พร้อมหยิบแก้วเหล้าที่เล่าปี่รินไว้มาส่งให้กวนอูด้วยมือตนเอง พลางประเมินฝีมือกวนอูน่าจะใกล้เคียงกันกับแฮหัวตุ้น หัวหน้าใหญ่ในกลุ่มสี่พี่น้องของตนที่ไม่ได้พามาด้วย เพราะเหตุผลภายในเช่นเดียวกันกับเจ้าเมืองอื่นๆ มันย่อมไม่อาจสูญเสียเมืองที่มั่น จึงต้องทิ้งสองขุนพลชั้นดี แฮหัวตุ้น แฮหัวเอี๋ยน และกุนซือกุยแกเอาไว้ป้องกันเหตุร้ายไว้ก่อน นำมาเพียงโจงั่งและโจหยิน โจหอง เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์รบเท่านั้น
เมื่อเข้าใกล้และได้มองนานเข้า โจโฉกลับรู้สึกคุ้นหน้า จึงส่งเสียงอุทานเบาๆ ได้ยินกันเฉพาะสองคน “อาเสียน เป็นเจ้าใช่หรือไม่”
อาเสียนหรือเผิงเสียน เป็นศิษย์รุ่นน้องร่วมสำนักวิทยายุทธ์เดียวกันกับมันมาตั้งแต่เยาว์วัย หากแต่ฐานะการเงินทางบ้านไม่สู้ดี ไม่อาจจ่ายค่าวิชาได้ต่อเนื่อง ทำให้อาจารย์ไม่ใคร่ใส่ใจสอนเท่าไรนัก นอกจากให้ทำงานหนักชดเชยค่าเรียนและที่พัก ไม่ได้รับหลักวิชาพื้นฐาน นอกจากกำลังเรี่ยวแรงที่เพิ่มเติมขึ้นตามวัย บรรดาลูกศิษย์คนอื่นๆ โดยเฉพาะพวกแฮหัวตุ้นทั้งสี่ จึงมักกลั่นแกล้งเล่นอยู่เนืองๆ จนมันต้องคอยห้ามปราม และลอบช่วยเหลืออยู่บ่อยครั้งตามวิสัยคนมากน้ำใจ
จนสุดท้าย เผิงเสียนก็ทนการดูถูกเหยียดหยามไม่ได้ ตอบโต้คืนกลับสะเปะสะ ทำให้พวกแฮหัวตุ้นตกอยู่ในกองไฟที่ลุกลามขึ้นจนได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยเฉพาะแฮหัวตุ้นสายตาฝ้าฟางเกือบบอดไปข้างหนึ่ง เผิงเสียนไม่กล้าอยู่รอรับบทลงโทษ จึงหลบหนีหายไปจากสำนัก ไม่มีข่าวคราวอีกเลย
นึกไม่ถึงว่า จากกันนานหลายปี เผิงเสียนในชื่อใหม่ และรูปโฉมที่แปรเปลี่ยนในวันนี้ จะพัฒนาวิทยายุทธ์ก้าวขึ้นถึงชั้นยอดฝีมือไปแล้ว แต่มันคงมิได้ลืมอดีตที่เลวร้ายช่วงนั้นไปอย่างแน่นอน
หากแต่กวนอูกลับทำนิ่งเฉยเหมือนไม่รู้จักโจโฉมาก่อน เพียงแต่รับสุราขึ้นดื่มเงียบๆ เล่าปี่จึงกลบเกลื่อนด้วยการจูงมือกวนอู เตียวหุย ออกมาโค้งคำนับกับโจโฉ และประสานมือกล่าวฝากตัวต่อเจ้าเมืองทั้งหลายทันที โดยที่กองซุนจ้านได้แต่อมยิ้มในท่าทีพิลึกพิลั่นของเพื่อนเก่าในวัยเยาว์ ในขณะที่อ้วนเสี้ยว ตาเป็นประกายอย่างรู้เท่าทัน คงมีแต่โจโฉที่ดูเงียบงันผิดสังเกตไปบ้าง
เจ้าเมืองเจ้ามณฑลทั้งหลายได้แต่ยกย่องชมเชยกวนอู บางคนถึงกับเอ่ยปากชักชวนให้ไปอยู่เป็นขุนพลในสังกัดด้วยอย่างไม่ไว้หน้ากัน โดยเฉพาะโตเกี๋ยมแห่งชีจิ๋ว และขงหยงแห่งปักไฮ หากแต่เล่าปี่รีบเอ่ยปากห้ามปรามไว้ก่อน “พวกเราเป็นพี่น้องร่วมสาบานกันมานานหลายปี มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน คงมิอาจแยกจากกันไปดอก พวกท่านอย่าได้เสียเวลาเปล่าเลย เป็นไปไม่ได้ดอก”
ภายในใจ เล่าปี่แอบยินดีที่น้องสามชักชวนให้ทั้งสามร่วมสาบานต่อกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงกลายเป็นพันธะที่ผูกติดกันไว้ ยากที่ขุมกำลังอื่นจะแยกตัวคนเก่งมีความสามารถออกไปโดยง่าย กวนอูกับเตียวหุยจะเป็นขุนพลในสังกัดของมันไปอีกนาน
เสร็จจากการประชุมทัพแล้ว เล่าปี่ กวนอูจึงกล่าวกับเตียวหุยว่า “น้องเรา ท่านแนะนำให้เราทำเช่นนี้ จะเป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ของพวกเราจริงหรือ”
“ดีแท้แน่นอน เพชรอยู่ในตม ไม่ส่องประกาย ใครเล่าจะมาร่วมชื่นชม ท่านต้องยอมเสียหน้าแสดงตัวไปก่อน พนมมือไหว้คนทั่วแผ่นดิน แล้วโอกาสที่ดีก็จะเข้ามาเอง เหมือนดั่งการเสนอขายสินค้าที่ท่านก็เคยทำมานานแล้ว ดูเถิด อย่างน้อย ดาวเด่นอย่างโจโฉก็เริ่มสนใจบ้างแล้ว มิใช่หรือ” เตียวหุย หรือ นางแอ่น ลำดับเก้า ชี้แนะกลยุทธ์เพิ่มเติม ทั้งๆที่เป็นลูกไม้พื้นๆของนักการเมืองในโลกยุคใหม่
เล่าปี่ กวนอู จำนนในเหตุผลของเตียวหุย จึงเลยตามเลย ทุกอย่างเพื่ออนาคต มีโอกาสต้องรีบสร้างชื่อ จะมัวอาศัยกองซุนจ้าน เจ้าเมืองบ้านนอกนานๆคงไม่ไหวจริงๆ เพราะความเป็นอยู่ที่เมืองปักเป๋งยังแร้นแค้นกันดารเหลือกำลังนักด้วยความหนาวเย็น และมักถูกกลุ่มชนเผ่านอกด่านรุกรานตามตะเข็บชายแดนอยู่เนืองๆ
เพียงสิ่งเดียวที่พอให้ชื่นใจ คือ มิตรภาพที่เกิดขึ้นใหม่ของนักรบหนุ่มรูปงาม วัยใกล้เคียงกับตนในสังกัดกองซุนจ้าน นามว่า “เตียวจูล่ง” เท่านั้นเอง ช่วงเวลาที่ผ่านมา น้องร่วมสาบานทั้งสองเคยประลองยุทธ์กับขุนพลหนุ่มหลายครั้ง ย่อมรับรู้ถึงพลังฝีมือที่โดดเด่นในระดับใกล้เคียงกัน
น่าเสียดายที่กองซุนจ้านฝากเมืองไว้ให้ขุนพลเตียวให้อยู่รักษาพร้อมกับกองทัพม้าขาวที่สร้างชื่อเสียงให้กับสกุลกองซุนมายาวนาน เพื่อป้องกันการรุกรานของพวกชนเผ่านอกด่าน จึงไม่ได้เห็นฝีมือการรบของนายทหารผู้นี้อย่างจริงจังสักที
เล่าปี่นึกย้อนไปถึงวันแรกที่ทั้งสามกับจูล่งได้พบกันโดยการแนะนำของกองซุนจ้าน เล่าปี่สังเกตพบความผิดปกติเล็กน้อย เมื่อเตียวจูล่งได้ยินเตียวหุยแนะนำตัวเองในห้องประชุมใหญ่ แววตาของเตียวจูล่งเหมือนหลบซ่อนความนัยบางอย่างไว้ในใจ หรือว่ามันอาจจะคิดมากเกินไปเอง
เป็นแววตาอาฆาตแค้นที่เกิดขึ้นเพียงวูบเดียว และหายไปอย่างไร้ร่องรอย มันจึงได้แต่ระแวงสงสัยเพียงลำพัง หรือว่า น้องสามก็มีเรื่องราวอันใดซุกซ่อนอยู่เช่นกัน
ณ วัดป่าน้อยที่สอง เขาจวนหยกสัน เมืองซินเอี๋ย ซึ่งเป็นใจกลางแผ่นดินฮั่น มีการพบปะกันของบุคคลสำคัญทางโลกและทางธรรมอย่างลับสุดยอด ทางโลก คือ เล่าเปียว เจ้าเมืองเกงจิ๋ว กับเล่าเอี๋ยน เจ้าเมืองเสฉวน สองเชื้อพระวงศ์อาวุโส ทางธรรมคือ เภาก้วย เจ้าอาวาสวัดม้าขาว และศิษย์น้องเภาเจ๋ง ซึ่งบัดนี้ ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าน้อยแห่งแรก ซึ่งเป็นพระอารามหลวงใกล้เมืองลกเอี๋ยงเช่นกัน
ยุคสมัยราชวงศ์ฮั่น แม้ว่าศาสนาพุทธยังไม่เจริญรุ่งเรืองมากนัก เพียงเผยแพร่อยู่ในวงจำกัดของชนชั้นสูง แต่ก็สามารถก่อตั้งวัดวาอารามได้ไม่น้อย โดยเฉพาะตามหัวเมืองสำคัญต้องมีสักหนึ่งแห่งและมักใช้ชื่อเป็นวัดป่าน้อย (วัดเส้าหลิน) ตามพระอารามหลวงต้นแบบ ทำให้มีสาขาของวัดป่าน้อยไม่ต่ำกว่าสิบแห่งกระจายอยู่ตามเมืองต่างๆ และดูแลกันเองภายในกลุ่มสมณะสงฆ์ โดยเจ้าอาวาสวัดป่าน้อยแห่งแรกเป็นประธาน ภายใต้การกำกับของเจ้าอาวาสวัดม้าขาว ซึ่งเปรียบเสมือนประมุขสูงสุดของพระสงฆ์ฝ่ายพุทธอีกชั้นหนึ่ง
การที่สองผู้นำฝ่ายสงฆ์มาแอบพบปะกันกับสองเชื้อพระวงศ์อาวุโสในสถานที่เช่นนี้ จึงนับว่า เป็นเรื่องราวที่น่าประหลาดใจ รวมทั้งบทสนทนาที่สะท้านใจไม่น้อยเลย
“ท่านพี่ กองทัพพันธมิตรสามารถนำกำลังมาก่อกวนได้ใหญ่โตเช่นนี้ เห็นทีว่า ตั๋งโต๊ะจะสิ้นฤทธิ์เสียแล้ว พวกเราสมควรเคลื่อนไหวบ้างแล้วกระมัง” เล่าเปียวกล่าวกับหลวงจีนผู้ซ่อนกาย ด้วยภาษาทางโลก ราวกับมีความคุ้นเคยสนิทสนมยิ่งนัก
เภาก้วยหรุบตาไม่ตอบคำ หากแต่เล่าเอี๋ยน ผู้เปรียบเสมือนมันสมองของกลุ่มชิงตอบ “ช้าก่อน พี่ใหญ่ บัดนี้ ข้างกายตั๋งโต๊ะยังมีขุนพลและกุนซือมากมาย โดยเฉพาะทวนไร้น้ำใจ ลิโป้ ที่มิอาจประมาทฝีมือได้ ดังนั้น จอมทรราชย์ยังมีแผนการสำรองพอเลือกใช้ได้อีกไม่น้อย คงไม่อับจนหนทางง่ายๆ สงครามพันธมิตรอาจจะเป็นเพียงศึกแรกที่หนักหน่วง แต่คงไม่ถึงกับถล่มโค่นจอมมารได้ดอก”
“นั่นจึงเป็นสาเหตุที่เราห้ามไม่ให้พวกเจ้าร่วมรบกับกองทัพพันธมิตรในครั้งนี้” เภาก้วยเอ่ยปาก ผู้นำฝ่ายสงฆ์ถึงกับห้ามปรามเหล่าเชื้อพระวงศ์ได้ด้วย นี่ต้องไม่ใช่เรื่องธรรมดาเสียแล้ว “เราไม่ต้องการให้พวกเจ้าสูญเสียโดยไร้คุณค่า”

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา