27 ม.ค. 2021 เวลา 01:51 • นิยาย เรื่องสั้น
1.12. แผนใส่ร้ายป้ายสี
โจเท้ง ขันทีสี่แผ่นดิน - โจโก๋ (แฮหัวโก๋) อดีตหัวหน้าองครักษ์วังหลวง - สุมาฮอง อดีตเจ้าเมืองลกเอี๋ยง
ตันก๋ง เปลือกนอกคือนายอำเภอในเขตเล็กๆฝั่งตะวันออกใกล้กับเมืองหลวง แต่ที่จริงเป็นหมากลับตัวหนึ่งในเครือข่ายตระกูลสุมา ซึ่งแทรกซึมเข้ามาในวงการขุนนาง ได้รับทราบถึงความสำคัญของโจโฉ ตัวละครการเมืองที่สุมาเต๊กโชให้ความสนใจเป็นพิเศษ ด้วยความสัมพันธ์ส่วนตัวที่มีลึกซึ้งกับขุมกำลังเก่าแก่ภาคเหนืออย่างอ้วนเสี้ยว และขุมกำลังเกิดใหม่ภาคใต้อย่างซุนเกี๋ยน กำลังก่อตัวเป็นขุมกำลังของสามขุนศึกรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองเป็นที่สุด
อีกทั้งสืบทราบมาว่า โจโฉเอง ก็เริ่มที่จะสะสมกองกำลังส่วนตัวในถิ่นเดิมทางตะวันออกที่มีเครือญาติมากฝีมืออย่างแฮหัวตุ้น แฮหัวเอี๋ยน โจหยิน โจหอง เป็นกำลังสำคัญ และรากฐานชื่อเสียงการเงินที่มั่นคงของสกุลโจสกุลแฮหัว ทำให้โจโฉเป็นห่วงโซ่สำคัญที่น่าจะนำมาใช้ประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง
หากมิตรภาพสามขุนศึกก่อกำเนิดขึ้นได้จริงแล้ว เหนือ ตะวันออก ใต้ สามทัพประสาน คงยากที่ใครจะตอแยด้วย ดังนั้น แนวทางที่สมควรจัดการ ก็คือ ทำลายมิตรภาพของคนทั้งสามให้ได้ ก่อนที่การรวมตัวของสามขุนศึกเพื่อนรักจะเกิดขึ้น
หากแต่ภารกิจลับที่ท่านสุมาเต๊กโชสั่งความไว้คือ การสร้างภาพลักษณ์ที่เลวร้ายให้กับโจโฉต่างหาก ที่สร้างความลำบากใจต่อมันเป็นยิ่งนัก เพราะโจโฉเป็นนายทหารสำคัญฝ่ายเสนาธิการที่อาศัยอยู่แต่ในเมืองหลวงมาโดยตลอด ยากที่มันจะเข้าไปก่อกวนถึงตัวได้
ดังนั้น เมื่อพิราบข่าวรายงานการลอบสังหารตั๋งโต๊ะโดยฝีมือของโจโฉ ทำให้ตันก๋งกวดขันให้ทหารจับกุมให้จงได้ เพราะเป็นเส้นทางที่โจโฉต้องผ่านมาอย่างแน่นอน หากมันคิดจะหลบหนีกลับไปยังถิ่นเดิม
ในที่สุด ตันก๋งพบตัวโจโฉนอนสลบนิ่งอยู่ที่เชิงเขา คล้ายได้รับบาดเจ็บจากการตกจากเนินผา จึงพาตัวกลับมาเป็นการลับ ให้การเลี้ยงดูปูเสื่อเป็นอย่างดี และตามหมอมารักษาอาการบาดเจ็บจนหายบอบช้ำ ก่อนแสดงความจริงใจด้วยการลอบมาปล่อยตัวนักโทษโจโฉ สังหารผู้คุม และหลบหนีไปด้วยกัน
ยามนี้ แผ่นประกาศจับคนร้ายเผยแพร่ไปทั่วแล้ว โจโฉจึงชักชวนตันก๋งให้ไปอาศัยพักค้างคืนที่บ้านพักของลิแปะเฉีย สหายเก่าของโจโก๋ผู้เป็นบิดา ที่อาศัยอยู่ห่างไกลผู้คน ซึ่งลิแปะเฉียก็แสนดี ที่อุตส่าห์ฝ่าลมหนาวยามราตรีออกไปหาซื้อสุรามาเลี้ยงต้อนรับ ปล่อยให้พวกตนพักผ่อนกับในบ้านอย่างอิสระไปพลางก่อน
“มัดก่อนหรือฆ่าก่อน”
เสียงหนึ่งดังออกมาจากห้องครัว และเป็นประโยคสำคัญที่ทำให้ตันก๋งตัดสินใจลงมือ มันสบตากับโจโฉ พร้อมส่งสัญญาณให้ชักกระบี่ออกจากฝักทันที คนน้อยกว่าหลายเท่า หากจะลงมือ ก็ต้องรีบกระทำก่อนที่ฝ่ายตรงข้ามจะคาดคิด
...
“มัดก่อนหรือฆ่าก่อน”
เหล่าคนรับใช้ของลิแปะเฉียกำลังงงงันกับเสียงลึกลับที่ดังมาจากเพดานห้องครัว พลางคิดถึงเรื่องประหลาด วันก่อนที่จู่ๆไหสุรานับสิบไหที่เก็บรักษาไว้อย่างดี ล้วนถูกทุบทำลายไปจนหมดสิ้น จนวันนี้ นายท่านลิแปะเฉียจำต้องฝ่าราตรีไปซื้อเหล้าด้วนตนเอง หรือว่าจะเป็นผีสางอันใดมารบกวนแล้ว
ทันใดนั้น อาคันตุกะแปลกหน้าทั้งสองของนายท่านก็พังประตูเข้ามา ฆ่าฟันพวกมันทุกคนที่อยู่ในบ้านจนหมดสิ้น ไม่เว้นแม้แต่คนในครอบครัวของลิแปะเฉียเองที่กำลังพักผ่อนอยู่ด้วยกัน
ขณะที่สถานการณ์วุ่นวายอยู่นั้นเอง กลับปรากฏคนรับใช้ที่เพิ่งรับเข้ามาใหม่สำแดงฝีมือการต่อสู้โดดเด่น เหนือความคาดหมาย และดูเหมือนจะมีชัยเหนือโจโฉด้วยซ้ำ แต่แล้ว คนรับใช้ผู้นั้นกลับเชื่องช้าไปชั่ววูบ ตันก๋งจึงสะอึกเข้ามาแทงทะลุอกได้จากด้านหลัง ช่วยชีวิตโจโฉไว้ได้ทัน สองคนกวาดตาสำรวจโดยรอบอีกครั้งก่อนขึ้นม้าหลบหนีออกไปจากบ้านหลังนั้น
รอจนสองอาคันตุกะจากไปแล้ว เจ้าของเสียงลึกลับเมื่อครู่ ซึ่งก็คือ เหยี่ยวดำที่แอบติดตามโจโฉมานาน จึงโดดลงมาสำรวจศพของคนรับใช้ปริศนาโดยละเอียด พบเห็นที่ข้อมือมีรอยสักประหลาดรูปร่างคล้ายต้นไม้โบราณ ภายในอกเสื้อยังมียาพิษซ่อนอยู่ ก็คาดเดาว่าเป็นฝีมือขององค์กรป่วนอดีตแฝงตัวมาลอบฆ่าโจโฉอีกแล้ว ดีที่มันแอบอยู่ในเหตุการณ์ด้วย จึงลอบซัดอาวุธลับสกัดจุดไว้ได้ทันก่อนโจโฉจะจบชีวิตไปอย่างงมงายในบ้านลิแปะเฉียแห่งนี้
จากนั้น มันจึงใช้โลหิตผู้ตาย เขียนบนฝาผนัง “ยินยอมทรยศคนทั่วหล้า ไม่ปล่อยให้ใครมาหักหลัง - โจโฉ”
“การใส่ร้ายป้ายสีในอดีตกาล ก็เกิดขึ้นได้ง่ายๆเช่นนี้เอง” เหยี่ยวดำ ลำดับสิบสาม นึกในใจ
เสียงกุกกักดังขึ้นจากห้องนอนด้านใน เหยี่ยวดำรีบพุ่งเข้าไปสำรวจ กลับพบเด็กน้อยวัยหกเจ็ดปีแอบซ่อนอยู่ใต้เตียงตามลำพังด้วยความหวาดกลัว ข้างกายมีภาพร่างขีดเขียนอยู่สองสามแผ่น เด็กน้อยคงแอบวาดรูปเล่นอยู่ใต้เตียงก่อนแล้ว จึงหลบรอดการสังหารหมู่มาได้อย่างหวุดหวิด
ในใจนึกเวทนาและถูกชะตา ดูจากการแต่งกาย คงเป็นทายาทของลิแปะเฉีย มันจึงรีบพาตัวเด็กน้อย หลบหนีไปจากเหตุการณ์น่าสะพรึงกลัวนี้ เพราะอีกไม่นาน เด็กน้อยก็จะเป็นกำพร้าแล้ว คนเคยอ่านสามก๊กมาก่อน ย่อมจดจำเรื่องนี้ได้ดียิ่งนัก
ในหนังสือเขียนไว้ว่า "โจโฉ ผู้ทรยศคนได้ทั้งแผ่นดิน สังหารแม้แต่ผู้มีพระคุณ และสหายเก่าของบิดา"
...
โจโฉเองยังงงงันกับการกระทำของตันก๋งอยู่ไม่หาย ในใจก็หวังว่า มันเองคงคบคนไม่ผิด เพราะตันก๋งก็อุตส่าห์สละตำแหน่งนายอำเภอมาหลบหนีพร้อมกับตนเอง แต่เมื่อครู่นี้ มันก็เห็นสุกรถูกมัดไว้ในห้องครัวแท้ๆ หรือว่า ตันก๋งคิดผิดไปเอง
ขณะที่โจโฉกำลังขบคิดอยู่นั้น สายตาก็แลเห็นลิแปะเฉียขี่ม้าสวนเข้ามาข้างหน้า ร้องเรียกทักทายพร้อมชูอวดไหสุราใบย่อม แต่โจโฉไม่ทันเอ่ยคำใดๆ ตันก๋งก็ชิงเบียดม้าขึ้นไปแทงกระบี่ใส่ลิแปะเฉียสิ้นชีพไปในทันที
“เพ้ย ท่านเป็นอะไรไปหรือนี่ เมื่อครู่ก็ฆ่าคนทั้งบ้าน แล้วยังมาฆ่าสหายของบิดาข้าอีก” โจโฉตึงเครียดจนสุดทนแล้วจึงระเบิดคำพูดออกมา
“ไม่โหดเหี้ยม ไม่อาจเป็นใหญ่ได้ ขืนปล่อยไปสิ มันไปพบเห็นเหตุการณ์ที่บ้าน ก็คงแจ้งทางการให้มาช่วย ท่านนั่นแหละจะฝ่ายที่โดนไล่ล่าไปตลอดเส้นทางจนถึงบ้านเดิม” ตันก๋งมองหน้าโจโฉอย่างเฉยชา พลันชักสีหน้าขึ้นกล่าวต่อ “เอาเถอะ บัญชีเลือดนี้ ให้ตกอยู่กับข้าเอง ท่านก็ไปตามทางของท่านเถิด เราจะไปตามทางของเราเอง ขออำลาจาก”
ว่าแล้ว ตันก๋งก็ย้อนกลับไปยังเส้นทางเดิม ปล่อยให้โจโฉยืนงงเศร้าเสียใจที่นำภัยร้ายมาสู่สหายของบิดาตนเอง
“ไม่โหดเหี้ยม ไม่อาจเป็นใหญ่ได้” โจโฉท่องประโยคนี้ไปตลอดการเดินทางกลับสู่ถิ่นเดิมของมัน ค่ำคืนที่โหดร้ายกลับกลายเป็นเหตุการณ์สะเทือนใจที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของมัน และอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของอาการทางประสาทที่ทำให้โจโฉปวดหัวอยู่เนืองๆในเวลาต่อมา
...
ตันก๋งย้อนกลับมาถึงบ้านของลิแปะเฉียอีกครั้ง เพราะยังติดใจสงสัยในฝีมือความเก่งกาจของคนรับใช้ผู้นั้น จึงตรวจพบรอยสักประหลาดที่ข้อมือเช่นกัน และประหลาดใจไปกับข้อความเลือดบนฝาผนังที่ใส่ไคล้ต่อโจโฉอย่างเจ็บปวดที่สุด พลันตระหนักถึงการปรากฏตัวของบุคคล หรือหน่วยงานลึกลับอีกฝ่ายหนึ่ง เพียงแต่ครั้งนี้ อาจจะมีแนวคิดที่สอดคล้องกันกับฝ่ายของตน แต่ว่า ในครั้งต่อๆไปเล่า?
“เรื่องนี้ คงต้องนำไปปรึกษากับท่านสุมาแล้ว” ตันก๋งคิด
… 
หลังจากที่โจโฉกลับถึงเมืองตันลิวถิ่นเดิม กลับพบว่า โจโก๋ พ่อของตนได้รวบรวมกลุ่มญาติสนิท อันมี แฮหัวตุ้น แฮหัวเอี๋ยน โจหยิน โจหอง สร้างกองกำลังสะสมไว้ให้แล้วจำนวนหนึ่ง แทนที่ทั้งหมดจะหลบซ่อนตัวตามที่โจโฉแจ้งมา โจโก๋กลับก่อการยึดอำนาจเมืองไว้รอให้ลูกชายกลับมาสานต่อทีหลัง
ต้องไม่ลืมว่า ในอดีต โจโก๋หรือชื่อเดิม แฮหัวโก๋ เคยรั้งตำแหน่งสูงสุดเป็นถึงหัวหน้าองครักษ์วังหลวงมาก่อน เรื่องฝีมือวิทยายุทธ์ย่อมไม่ใช่ธรรมดาสามัญ
เดิมที ตอนที่แฮหัวโก๋กำลังไต่เต้าอยู่ในเมืองหลวง หัวหน้าเดิมที่มีนามเตียวโถ มีชื่อเสียงเลื่องลือ เส้นสายใหญ่โต มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันอยู่ หากมิใช่ผู้นั้นเกิดเหตุร้าย มันในฐานะรองหัวหน้า ย่อมยากที่จะเบียดเสียดขึ้นไปสู่ตำแหน่งสูงส่งได้ ซึ่งมันยังเคยนำเรื่องนี้ไปพูดคุยหยอกเล่นกับสหายสนิทในวงการ อันได้แก่ จูกัดกุ๋ย สุมาฮอง ด้วยมิคาดว่าจะจัดการกระไรได้ด้วยซ้ำ
ที่จริงแล้ว มันผ่านการคัดเลือกเป็นลูกเลี้ยงของขันทีสี่แผ่นดินโจเท้งผู้เฒ่า ยอมรับการเปลี่ยนแซ่สกุล เรียกเป็นโจโก๋แทน เส้นสายย่อมไม่ใช่ย่อย ถึงกับยังค้ำจุนส่งเสริมสุมาฮองได้ด้วย หากแต่คาดไม่ถึงว่า เตียวโถกลับเป็นเพื่อนพ้องกับเชื้อพระวงศ์คนดังถูกนับรวมให้เป็นสี่วิญญูชน ร่วมกับจูกัดกุ๋ยผู้สหาย ทำให้กลายเป็นคนรุ่นใหม่อนาคตไกลไปในทันที ส่วนมันเองกลับตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายลงเรื่อยๆ เพราะขุนนางเริ่มหวั่นเกรงท่าทีของขันทีสายกังฉิน
เพียงแต่ภายหลังเมื่อเกิดเหตุพลิกผันเปลี่ยนขั้วทางการเมืองด้วยคำทำนายของเซียนวิเศษ กลุ่มเชื้อพระวงศ์ถูกลดชั้นปลดอำนาจ กลับเปิดทางให้กลุ่มขันทีรุ่งเรือง และมันจึงหลุดรอดขึ้นไปเป็นหัวหน้าองครักษ์เมืองหลวงได้ช่วงเวลาหนึ่ง
เสียดายที่ความก้าวหน้าเกิดขึ้นเพียงช่วงสั้นๆไม่กี่ปี เตียวเหยียงและพวกสิบขันทีต้องการชิงอำนาจสูงสุด จึงใช้เหตุอาเพทกลางวังหลวง มีงูใหญ่ปรากฏ เป็นสาเหตุกดดันต่อรองให้บิดาผู้ชราต้องยอมลงจากหลังเสือ และตัวมันต้องลาออกจากตำแหน่ง กลับมาใช้ชีวิตสามัญชน เพาะบ่มเยาวชนรุ่นต่อไปที่บ้านเกิด
โจโก๋ตั้งหลักแหล่งที่เมืองน้อยตันลิว ทางหนึ่ง หลบหนีผู้คนปกปิดชื่อเสียง ทางหนึ่ง สร้างอิทธิพลบารมี รอคอยให้ถึงเวลาในแบบฉบับเสือซ่อนเขี้ยวเล็บ โจโฉ และพี่น้องในสกุลโจ สกุลแฮหัว จึงถูกเลี้ยงดูตระเตรียมมาอย่างดี เพื่อก่อการณ์ใหญ่ในอนาคต และกอบกู้ชื่อเสียงให้กับคนแซ่โจอีกครั้งหนึ่ง
การที่โจเท้งโจโก๋ยอมโอนอ่อนคล้อยตามอิทธิพลของสิบขันที นับว่า มีคุณประโยชน์ต่อคนสกุลโจในภายหลัง เมื่อโจโฉเริ่มต้นเข้าสู่วงการการเมือง จึงได้รับการส่งเสริมจากคนสายขันที และฝีมือความสามารถของชายหนุ่มก็ทำให้คนสายทหารยอมรับนับถือ กลับกลายเป็นตัวเชื่อมประสานระหว่างสองขั้วอำนาจได้ในที่สุด และทำให้เส้นทางอาชีพในช่วงเริ่มต้นของมันไม่ได้เลวร้ายเลย
ครั้งนี้ นับว่า โจโก๋เป็นขิงแก่มากประสบการณ์ มองเห็นการเมืองภายในมีความพลิกผันรวดเร็ว เข้าทางตนเองแล้ว แม้ว่าจะเริ่มสูงวัย สุขภาพไม่ค่อยดีอยู่บ้าง แต่ก็เตรียมการณ์ไว้รองรับให้เสร็จสรรพ พอถึงเวลาอันสมควร จึงสั่งการให้คุณชายโจงั่งและพวกแฮหัวตุ้นออกหน้า ใช้อำนาจบารมีที่สะสมมาบีบบังคับให้เจ้าเมืองยกตำแหน่งให้โจโฉ อีกทั้งยังรีดเค้นเงินทองจากพวกเศรษฐีผู้มีอันจะกินในเมืองน้อยตันลิว ระดมทุนเตรียมพร้อมไว้ให้เสร็จสรรพ เหมือนที่คนดังของท้องถิ่นหลายๆตระกูลกระทำในช่วงเวลานั้น
หากแต่โจโฉกลับพลิกแพลงเหนือชั้นขึ้นไปอีก ถึงกับปลดปล่อยเตียวเมา ผู้เป็นอดีตเจ้าเมืองตันลิวออกจากคุก อ้างว่านึกถึงความเป็นมิตรสหายแต่เก่าก่อน มอบอำนาจกลับคืนให้เป็นเจ้าเมืองดังเดิม เพื่อช่วยกันกอบกู้แผ่นดิน หากแต่เตียวเมาย่อมรู้เท่าทันความคิด จึงยอมผ่อนปรนให้โจโฉยังคงมีสิทธิ์เด็ดขาดทางการทหาร สามารถจัดการควบคุมกองทัพภายในเมืองได้อย่างอิสระ เพียงรับเรื่องราวในส่วนงานบริหารบ้านเมืองกลับมาดูแลเท่านั้น
โจโฉจึงประหยัดกำลังความคิด และเวลาไปมากในการก้าวขึ้นสู่ฐานอำนาจเริ่มต้น เพราะโจโก๋คนเดียวแท้ๆ ซึ่งแม้แต่ขุมกำลังต่างๆก็ยังเข้าใจผิด คิดว่าทั้งหมดนี้ เป็นผลงานของโจโฉ ผู้ร้ายอันดับหนึ่งของแผ่นดิน ที่กล้าสังหารเพื่อนของบิดาตนเอง เพื่อไม่ให้ใครมาทรยศต่อมัน และกล้าปลดปล่อยฝ่ายตรงข้าม เพียงเพราะเคยเป็นมิตรสหายต่อกัน ภาพลักษณ์ความมีใจนักเลง กล้ารักกล้าแค้น กลับก่อเกิดมาพร้อมๆกันกับชื่อเสียงที่เลื่องลือออกไปในวงกว้าง
ขุมกำลังใหม่โจโฉเพิ่งก่อตั้ง พลันมีบริวารกล้าแข็งในสังกัดทันทีถึงสี่ห้าคน นั่นคือ แฮหัวตุ้น แฮหัวเอี๋ยน โจหยิน โจหอง รวมทั้งโจงั่งบุตรชาย ซึ่งมีชื่อเสียงเลื่องลือในท้องถิ่นอยู่ก่อนแล้ว กอปรกับตัวหัวหน้าก็เป็นคนดังหวังสังหารทรราชย์ กอบกู้ชาติฮั่น จึงกลายเป็นกลุ่มคนที่น่าจับตามองในทันที
อันที่จริง โจโก๋ยังมีบุคคลสำคัญช่วยส่งเสริมอีกคนหนึ่ง คอยแนะนำแนวทางให้เนืองๆ หากแต่ไม่ยอมออกหน้าเปิดเผยชื่อเสียงตัวตน โจโก๋รับรู้เพียงว่า เป็นชายลึกลับสูงวัยใส่ชุดคลุมปิดบังใบหน้า มักแวะมาเยี่ยมเยียนในยามค่ำคืนอย่างไร้ร่องรอย จึงเข้าใจว่าเป็นยอดคนผู้ซ่อนกาย ไม่มุ่งหวังชื่อเสียงเงินทอง พอโจโฉหลบหนีออกมาเข้าร่วมกลุ่มตั้งตัวแล้ว ท่านก็ไม่เคยมาปรากฏตัวอีกเลย
คำแนะนำส่งท้ายที่ฝากไว้ คือ “รวมกลุ่มจ้าวนคร รุมล้อมเมืองหลวง” โจโก๋จึงส่งแผนต่อให้โจโฉ และพาลไม่บอกกล่าวให้ผู้ใดรับรู้ความลับเรื่องนี้ไปด้วย
โจโฉมิได้รับการแต่งตั้งตำแหน่งจากรัฐบาลมาก่อน ย่อมไม่แตกต่างจากกองโจรที่ปล้นชิงอำนาจจากทางการ แม้ว่ากองทัพจะดูเข้มแข็ง แต่ก็ไม่เป็นที่นิยมชมชอบในสายตานักการเมืองมากนัก ทำให้โจโฉต้องอาศัยเส้นสายเพื่อนพ้องมารับรองตัวตน เพื่อยกระดับอิทธิพลบารมีให้ได้มากยิ่งขึ้น
สหายเก่า อ้วนเสี้ยวแห่งเมือง คือขุมกำลังแรกที่ให้การยอมรับนับถือโจโฉในฐานะผู้นำกองทัพต่อต้านอำนาจรัฐแห่งเมืองตันลิว และประกาศความเป็นพันธมิตรต่อกันในการโค่นล้มอำนาจตั๋งโต๊ะ จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของกองทัพพันธมิตรเพื่อร่วมกันต่อต้านทรราชย์ กระแสการเมืองที่จุดติดขึ้นโดยง่าย และกลับกลายเป็นไฟสงครามที่หล่อหลอมพลังกองทัพทั่วทั้งแผ่นดิน
นับจากที่อ้วนเสี้ยว อดีตสมุหกลาโหมลาออกจากตำแหน่ง และกลับบ้านเกิดแดนอิสานแล้ว มันได้อาศัยเส้นสายบารมีตระกูลอ้วน และทรัพย์สินเงินทองที่มี ถึงกับนำกองกำลังเข้ายึดเมืองปุดไฮไว้เป็นฐานทัพเช่นกัน ตั้งตนขึ้นเป็นอิสระจากรัฐบาลกลาง ปลุกระดมผู้คนขึ้นต่อต้านทรราชย์ตั๋งโต๊ะอย่างเปิดเผย ทำให้คนมีความรู้ความสามารถหลั่งไหลเข้ามาร่วมอุดมการณ์ด้วยความศรัทธาเชื่อถือ อาทิเช่น เตียนห้อง เขาฮิว สองกุนซือสำคัญ และงันเหลียง บุนทิว สองนักรบคู่ใจ ที่ตามมาจากค่ายทหาร ทำให้ต่อมาคนทั้งสี่กลายเป็นคนสำคัญของขุมกำลังอ้วนเสี้ยว
ความโดดเด่นของสองผู้นำที่ยึดอำนาจมาจากรัฐบาลนั้น มิใช่เป็นเพียงขุนศึกที่เคยมีตำแหน่งการงานสูงส่งในกองทัพหลวงมาก่อน หากแต่เป็นการชูประเด็นการล้มล้างอำนาจของทรราชย์ เพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีของราชวงศ์ฮั่น ก้าวผ่านการขึ้นสู่อำนาจเพียงเพื่อการเสวยสุขส่วนตัว ซึ่งเป็นข้ออ้างที่มีน้ำหนัก และเกิดขึ้นในจังหวะที่เหมาะสม ทำให้อ้วนเสี้ยว โจโฉ เปลี่ยนภาพพจน์จากคนร้ายแห่งแผ่นดิน กลายเป็นวีรบุรุษผู้หวังกอบกู้ราชบัลลังก์แทน
พอทั้งสองเริ่มชูธงพันธมิตรต่อต้านทรราชย์ขึ้นมาเช่นนี้ เจ้านครอิสระที่อยู่ในอาณาเขตใกล้เคียงกัน แต่ไม่มีอุดมการณ์ที่เข้มแข็ง เช่น ฮันฮกแห่งกิจิ๋ว โตเกี๋ยมแห่งชีจิ๋ว ขงมอแห่งอิจิ๋ว จึงไม่กล้ากระทบกระทั่งต่อขุมกำลังกลุ่มใหม่ แม้ว่าจะมีกองกำลังที่เหนือกว่าในเบื้องต้น ด้วยเกรงจะเสียภาพลักษณ์จนเกิดกระแสต่อต้านจากประชาชน จึงเป็นการเปิดเส้นทางการเติบโตให้กับกลุ่มผู้นำทั้งสองไปโดยปริยาย จนเจ้าเมืองทางฝั่งเหนือล้วนตกกระไดพลอยโจนไปด้วยกันแทบทั้งสิ้น
หลังจากที่กระแสพันธมิตรต่อต้านทรราชย์เริ่มจุดติดขึ้นทางเหนือแล้ว อ้วนเสี้ยว โจโฉ ก็ไม่ยอมรอช้า รีบติดต่อกับเจ้าเมืองที่เหลือในฟากฝั่งอื่น หวังจะให้ก่อเกิดแรงกดดันมาจากทุกทิศทาง ซึ่งตัวเลือกที่พวกเขาให้ความสนใจเป็นพิเศษ ก็คือ เล่าเปียวแห่งเกงจิ๋ว เล่าเอี๋ยนแห่งเสฉวน อ้วนสุดแห่งลำหยง ซุนเกี๋ยนแห่งเตียงสาและเงียมแปะฮอแห่งต๋องง่อ ที่มีกองกำลังเข้มแข็งมากกว่าใครๆ
เล่าเปียว เล่าเอี๋ยนนั้น ถือเป็นเชื้อพระวงศ์ระดับสูง หากไล่เรียงลำดับอาวุโสแล้ว กลับเป็นรุ่นพระเจ้าอาของกษัตริย์เหี้ยนเต้เสียด้วยซ้ำ ทั้งที่มีศักยภาพสูงส่งไม่น้อยหน้าผู้ใดเลย จะผลักดันเป็นกษัตริย์เสียแทนก็อาจเป็นไปได้ หากแต่ทั้งสองกลับเฉยเมยต่อไฟสงครามรอบข้าง ราวกับมีเหตุผลเบื้องลึกอันใดแฝงเร้นอยู่
เมื่อหนังสือเชิญชวนไปถึง จึงหยุดลงเพียงแค่พลทหารหน้าประตู โดยไม่เปิดรับฟังข้อความใดๆเลย แสดงถึงความไร้สิ้นเยื่อใยไมตรีของเชื้อพระวงศ์ทั้งสองที่มีต่อราชวงศ์ฮั่นอย่างที่สุดแล้ว เป็นความไร้น้ำใจที่น่ากลัวยิ่งนัก
ส่วนเงียมแปะฮอกลับแตกต่างกัน ตัวมันก็เป็นโจรสลัดเก่าที่ผันตัวขึ้นมาเป็นใหญ่ อาศัยสถานการณ์บ้านเมืองกำลังวุ่นวาย ใช้กองทัพโจรยึดเอาเมืองต๋องง่อเป็นที่มั่น ยึดหัวเมืองต่างๆในแดนกังตั๋งไปได้มากมาย ถึงกับตั้งตนขึ้นเป็นไต้อ๋องไปแล้วด้วยซ้ำ อีกทั้งมีเครือข่ายโยงใยอยู่กับชนเผ่าเย่ทางใต้ ทำให้ชัดเจนว่าต้องการเป็นใหญ่เพื่อแสวงหาอำนาจส่วนตัว มิใช่เพื่ออุดมการณ์อันใด
แม้หนังสือเชิญชวนจะไปพร้อมกับข้อเสนอผลประโยชน์มหาศาล แต่เสือร้ายอย่างเงียมแปะฮอก็ไม่ยอมเสี่ยงตายออกจากรังปราการมาร่วมด้วย
อ้วนสุดแห่งลำหยงนั้นเล่า ที่จริง ก็เป็นน้องชายต่างมารดากับอ้วนเสี้ยวนั่นเอง หากแต่พี่น้องคู่นี้ไม่เคยเป็นมิตรที่ดีต่อกันมาตั้งแต่เยาว์วัย ด้วยความที่มารดาของอ้วนสุดเป็นเมียหลวง ส่วนมารดาของอ้วนเสี้ยวเป็นเพียงสาวใช้ในจวน ดังนั้น อ้วนเสี้ยวเกิดมาก่อนก็จริง แต่กลับมีศักดิ์ฐานะในตระกูลด้อยกว่า และยิ่งเป็นที่ชิงชังริษยามากขึ้น เมื่ออ้วนเสี้ยวรับราชการได้ก้าวหน้าดีเหนือกว่าอ้วนสุดอย่างมาก จนถึงขั้นสมุหกลาโหม ตำแหน่งสูงสุดในสายการทหารแล้ว ในขณะที่อ้วนสุดยังป้วนเปี้ยนอยู่เพียงตำแหน่งเจ้าเมืองขนาดเล็กเท่านั้น
ดังนั้น เบื้องแรกที่อ้วนสุดได้รับการติดต่อจากอ้วนเสี้ยว โจโฉ สองคู่หูทางเหนือที่กำลังมาแรง จึงทำเพียงแค่รับฟัง แต่ยังไม่ได้เห็นด้วยคล้อยตามแต่อย่างใด
ความหวังที่จะประสานกองทัพพันธมิตรทั่วแผ่นดินจึงตกอยู่กับการเกลี้ยกล่อมซุนเกี๋ยนแห่งเตียงสา สหายเก่าผู้ประกาศตนเป็นเสือร้ายแห่งแดนใต้ เลียนชื่อตามคำ “พยัคฆราช” ต้นสังกัดเดิม ซึ่งกลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของเงียมแปะฮอไปแล้ว
ตั้งแต่ซุนเกี๋ยน หัวหน้าสายนักรบแห่งกองทัพพยัคฆราชได้รับคำสั่งจากสมุหกลาโหมโฮจิ๋นให้ลงใต้ไปปราบปรามโจรพรรคฟ้าเหลืองที่ยังหลงเหลืออยู่นั้น ซุนเกี๋ยนก็นำกองกำลังชั้นดีลงไปทำภารกิจเป็นที่สำเร็จเรียบร้อย และถือโอกาสที่ได้รับความชื่นชมจากประชาชน ยึดอำนาจเมืองกังแฮเอาไว้เป็นที่มั่น ไม่กลับเข้ารายงานตัวต่อทางการอีกต่อไป
จนต่อมา เกิดเหตุวุ่นวายในเมืองหลวง ตั๋งโต๊ะก้าวขึ้นมาเป็นทรราชย์แห่งยุค ซุนเกี๋ยนจึงหมดความเกรงใจต่อเขตแดนอื่น อาศัยกำลังทางทหารและสามขุนพลคู่ใจ เทียเภา ฮันต๋ง อุยกาย ตระเวนยึดครองเมืองน้อยใหญ่ จนได้ครอบครองเมืองสำคัญเตียงสาไว้ได้ และมีชื่อเสียงเลืองลื่อไปทั่วแผ่นดินในฐานะพยัคฆ์หยกแห่งเตียงสา ทัดเทียมกันกับเงียมแปะฮอ จ้าวเสือขาวแห่งต๋องง่อ กลายเป็นสองพยัคฆ์ร้ายแห่งดินแดนทักษิณ
อันที่จริงแล้ว ซุนเกี๋ยนเองก็มีพื้นเพกำเนิดมาจากเมืองต๋องง่อ ดังนั้น การทำสงครามชิงเมืองเกิดคืนจากเงียมแปะฮอ เพื่อกำจัดให้เหลือเพียงหนึ่งพยัคฆ์ผู้เป็นจ้าวป่า จึงเป็นหนึ่งในแผนการขั้นต่อไปของมัน
แต่บัดนี้ ทุกส่ิงทุกอย่างอาจจะต้องชะลอออกไปก่อน เพราะหนังสือชักชวนที่มาจากสหายเก่าให้เข้าร่วมกองทัพพันธมิตรได้มาถึงมือของมันแล้ว ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ ชื่อเสียงการเข้าร่วมปราบโจรชั่วของแผ่นดินย่อมเป็นประโยชน์ทางการเมืองต่อไปในอนาคตอย่างแน่นอน นับเป็นข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธได้เลย

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา