Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
บันทึกลับปักษาสวรรค์ (จินตนิยายสามก๊ก)
•
ติดตาม
27 ม.ค. 2021 เวลา 01:38 • นิยาย เรื่องสั้น
1.11. หลบหนีสุดชีวิต
มือสังหาร เหยี่ยวดำ - ปรมาจารย์แพทย์ เตียวตงจิง - หมอเทพยดา ฮัวโต๋
โจโฉไม่รอช้า พอได้รับกระบี่สั้นสัตตดาราจากอ้องอุ้นมาแล้ว ก็ตรงกลับบ้านพักทันที ซักซ้อมแผนการจนมั่นใจแล้ว ค่อยใช้เวลาฝึกฝนกระบี่สั้นให้คล่องมือ มันสมควรลงมือให้รวดเร็ว เพื่อไม่ให้ข่าวลับแพร่งพรายออกไป
ภายในใจมีเป้าหมายยิ่งใหญ่ แต่แทนที่จะทบทวนแผนการ หรือฝึกซ้อมกระบี่ โจโฉกลับนึกถึงแต่วงหน้าของสาวน้อยหน้าตาน่ารักคนนั้นอยู่เนืองๆ จนต้องเลิกล้มความตั้งใจตรงหน้าหลายครั้ง “เสี่ยวเสี้ยนเอย หากงานนี้สำเร็จด้วยดี ข้าจะขอตัวเจ้ามาเป็นรางวัลเชยชมให้สาสมใจ”
ที่แท้ สันดานเจ้าชู้ของโจโฉก็กำเริบ หมายปองสาวงามเตียวเสี้ยนเอาไว้ในใจต้ั้งแต่แรกพบแล้วเช่นกัน
…
ตามท้องตลาดร้านค้า เริ่มโจษจันถึงข่าวคราวเรื่องคนร้ายลอบขโมยกระบี่มีชื่อจากจวนสมุหนายกอ้องอุ้น แต่บางคนกลับเสริมเติมว่า เป็นฝีมือของมหาอุปราชตั๋งโต๊ะเสียเอง ทำให้คนมีสีต่างตื่นตัว เร่งรีบทำคดีให้กระจ่าง แต่ผู้เสียหายกลับนิ่งเฉย ไม่กดดันอันใด พอนานเข้า ข่าวนี้ก็เลือนหายไปอย่างง่ายดาย
บ่ายวันหนึ่ง โจโฉตัดสินใจที่จะลงมือ จึงซ่อนกระบี่สั้นสัตตดาราไว้ในอกเสื้อ แล้วแต่งชุดนายทหาร เดินตรวจการณ์เข้าไปจนถึงจวนที่พักของผู้สำเร็จราชการตามปกติ ยังโบกมือทักทายลิโป้ที่เดินสวนทางกันที่ระเบียงทางเดินฝั่งตรงข้ามกัน แสดงว่า หนทางสะดวกแล้ว ตั๋งโต๊ะน่าจะนอนหลับพักผ่อนยามบ่ายตามลำพังในห้องหนังสือเหมือนเช่นเคย
ด้วยศักดิ์ฐานะของหัวหน้าสายเสนาธิการในกองทัพ ทำให้โจโฉเดินเข้าออกในจวนที่พักของมหาอุปราชได้โดยสะดวก และปกติ โจโฉมักจะหาเรื่องแวะเวียนเข้ามาหารือราชการกับตั๋งโต๊ะอยู่เนืองๆ จึงไม่มีใครรู้สึกผิดปกติ แม้แต่ลิโป้เอง หรือกุนซือลิซก ลิยู ก็ตาม นับว่า โจโฉรู้จักวางแผนกลยุทธ์เอาไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว
โจโฉ ณ วันนี้ คือนายทหารหนุ่มใหญ่ ใจห้าวหาญเกินตัว เชื่อมั่นในอุดมการณ์ จึงคิดแต่จักสังหารตัวการใหญ่ จอมทรราชย์ให้สิ้นซากไปจากแผ่นดิน แล้วหลบหนีภัยการเมืองไปก่อนชั่วคราว ส่วนเรื่องอื่นๆนั้น มันกลับไม่ขบคิดให้มากความ ปล่อยให้สมุหนายก อ้องอุ้น เป็นผู้สานต่อเรื่องราวต่อไป
โจโฉเดินลึกเข้าไปด้านใน พลางโบกมือไล่องครักษ์ชั้นผู้น้อย คล้ายกับมีเรื่องสำคัญเข้ามารายงานต่อตั๋งโต๊ะเป็นการลับ จึงทำให้มันเข้าถึงห้องหนังสือของตั๋งโต๊ะได้ตามลำพัง และเหยื่อสังหารก็นอนหลับอยู่ตรงหน้าแล้วจริงๆ
เป้าหมายพร้อมตรงหน้า อาวุธอยู่ในอกเสื้อ รอบข้างไร้ผู้คน นับว่า ถึงเวลาลงมือแล้ว โจโฉ วีรบุรุษผู้กล้าหาญกำลังท้าทายพญามารแห่งแผ่นดิน
...
แต่เหตุการณ์หนึ่งที่โจโฉมิอาจคาดเดาได้ คือ ตัวแปร “ลิซก” ที่ดันส่งกระจกทองเหลืองบานใหญ่มาให้เป็นของขวัญปีใหม่ โดยจัดวางไว้ข้างเตียงของตั๋งโต๊ะพอดี ทั้งๆที่เป็นการผิดหลักฮวงจุ้ยห้องนอนเป็นอย่างยิ่ง ราวกับล่วงรู้ถึงแผนลอบสังหารมาก่อน และเสียงฟ้าร้องหลงฤดูที่ดังขึ้นมาอย่างกระทันหัน จนทำให้ตั๋งโต๊ะตกใจตี่นขึ้นมา แลเห็นเงาสะท้อนของโจโฉที่กำลังชักกระบี่สั้นออกมาพอดี
“โจโฉ เจ้าจะทำอะไรหรือ” ตั๋งโต๊ะตวาดถามพร้อมลุกขึ้นนั่ง ในเวลาเดียวกันกับที่ลิโป้ก้มหน้าเดินเข้ามาอีกประตูหนึ่ง พลางกล่าวว่า “ท่านพ่อให้คนไปตามข้ากลับมาด้วยเรื่องอันใดหรือ ข้ากำลังตรวจรับฝูงม้าบรรณาการจากราชทูตอูหวนอยู่”
โจโฉตะลึงงันกับเหตุการณ์เฉพาะหน้า พลันคุกเข่าเสนอกระบี่สั้นสัตตดาราให้เป็นของกำนัลปีใหม่ “วันก่อน บังเอิญข้าน้อยได้รับกระบี่สั้นสัตตดาราเล่มนี้มาจากคนร้าย แทนที่จะคืนให้กับเจ้าของเดิม ข้าน้อยคิดว่า มันสมควรเป็นของท่านมหาอุปราชเสียมากกว่า จึงนำมามอบให้กับท่านเป็นการลับ”
แค่เหลือบมองก็จดจำได้ ตั๋งโต๊ะรับกระบี่สั้นไปตรวจสอบด้วยความยินดี ครั้งนั้น กษัตริย์เลนเต้มอบกระบี่นี้ให้กับอ้องอุ้น นับเป็นเรื่องที่มันขุ่นเคืองใจอยู่ แต่ยังมิอาจหาเหตุทวงคืน เมื่อโจโฉรู้ใจฉวยโอกาสจัดการเช่นนี้ มันจึงพึงพอใจยิ่งนัก บอกเล่าประวัติความเป็นมาให้กับลิโป้ฟังอย่างลิงโลดใจ
โจโฉเห็นว่า สองพ่อลูกกำลังยินดี จึงรีบเอ่ยปากขอตัว แล้วหลบหนีออกไปโดยเร็ว ก่อนสองพ่อลูกจะทันได้ทบทวนสถานการณ์เมื่อครู่ จนพอถึงประตูเมืองแล้ว แต่หากผ่านด่านหน้าประตูเมืองออกไปซึ่งหน้า คงจะผิดสังเกต เพราะลิฉุยและกุยกี กำลังตรวจทหารกองกำลังอยู่พอดี มันจึงแอบถอดเกราะ ทิ้งม้า แล้วกลิ้งตัวเข้าไปหลบซ่อนตัวอยู่ใต้รถม้าคันหนึ่งในขบวนรถม้าที่กำลังเคลื่อนผ่านมาตามทาง
"ยามบ่ายเช่นนี้ ท่านเจ้าสัวจะไปที่ใดหรือ" ขุนพลใหญ่กุยกีตะโกนทักทาย
"เราจะพาบุตรีทั้งสองไปไหว้พระทำบุญปีใหม่ที่วัดม้าขาวนอกเมือง เผอิญตระเตรียมสิ่งของมากมาย วันนี้จึงล่าช้าไปสักหน่อย"
เจ้าสัวที่ว่านั้น คือ เกียวชวน เจ้าพ่อวงการค้าแห่งเมืองลกเอี๋ยง นั่นเอง มิน่าเล่า จึงมีขบวนรถม้ามาคุ้มกันอยู่มากพอตัว แต่ฝีมือผู้คุ้มกันนับว่ายังอ่อนด้อยเกินไป โจโฉจึงหลบซ่อนเข้าไปได้ไม่ยาก
แม้ว่าเกียวชวนจะไร้วิทยายุทธ์ แต่อิทธิพลการค้า และอำนาจทางการเงินก็มิอาจดูแคลน เศรษฐกิจของเมืองหลวงเกินกึ่งหนึ่งแล้วที่อยู่ในการดูแลจัดการของสหพันธ์การค้า หากไม่นับเชื้อพระวงศ์และขุนนางระดับผู้ใหญ่แล้ว เกียวชวนก็นับว่ามีน้ำหนักสูงมากในเมืองหลวงแห่งนี้ ลิฉุย กุยกีจึงเกรงใจอยู่บ้าง ไม่กล้าตรวจค้นให้วุ่นวาย และสั่งการให้ทหารเปิดทางให้โดยง่าย
ไต้เกี้ยว เสียวเกี้ยว นางในฝันทั้งสองนั่งอยู่ในรถม้า ห่างเพียงแค่ฝากั้นกลาง จนได้ยินเสียงพูดคุยหยอกล้อกันตามประสาสาววัยรุ่น หากแต่โจโฉไม่กล้าบุ่มบ่ามเปิดเผยตัว ปล่อยให้รถม้าผ่านด่านห่างจากตัวเมืองมาพอสมควรแล้ว
…
ขณะที่โจโฉกำลังจะพลิกตัวแสดงตนต่อหญิงที่ชอบพอ กลับได้ยินเสียงฝีเท้าม้าควบมาใกล้อย่างรวดเร็วมาจากด้านหลัง พร้อมกับเสียงจอมมารน้อย ทวนไร้น้ำใจ ลิโป้ ศัตรูด้านความรักของมันนั่นเอง
"ท่านเจ้าสัว โปรดหยุดรถก่อนเถิด” ลิโป้ร้องตะโกน
โจโฉไม่อาจรอช้าเพื่อดูว่าลิโป้มาเพราะตามล่ามัน หรือติดตามหญิงงามกันแน่ มันรีบอาศัยขบวนรถม้า คั่นกลางบดบังสายตาผู้ไล่ล่า กลิ้งตัวลงข้างทางอีกด้านหนึ่งซึ่งเป็นเนินผาลาดเอียงก่อนรถม้าจะหยุดสนิท หากชักช้าไป คงโดนลิโป้สังเกตพบเป็นแน่ สู้ยอมเสี่ยงตายให้ร่างถลอกปอกเปิกไปบ้าง ยังพอมีโอกาสรอด
“ไต้เกี้ยว เสียวเกี้ยว และน้องบุ้นกี ได้โปรดรอข้าด้วย แล้วข้าจะกลับมาใหม่” โจโฉที่ต้องหลบหนีออกจากเมืองหลวงโดยไม่ทันร่ำลาหญิงสาวในดวงใจแต่อย่างใด ได้แต่ตะโกนร้องอยู่ในใจ ขณะที่กำลังกลิ้งร่วงไปตามเนินผาอย่างรวดเร็ว
...
ลิโป้รั้งดึงบังเหียนม้าเซ็กเทา กวาดตามองดูขบวนรถม้าของเจ้าสัวเกียวชวน คล้ายต้องการค้นหาสิ่งใด แต่ก็อึกอักอ้ำอึ้ง ไม่กล้าฉีกหน้าเจ้าสัว ขอตรวจค้นตรงๆเช่นเดียวกันกับพวกลิฉุย กุยกี หากแต่เหมือนวันนี้ เจ้าสัวอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ถึงกับเอ่ยปากชักชวนให้จอมมารน้อยไปทำบุญไหว้พระพร้อมกัน
ลิโป้จึงได้แต่ละทิ้งภารกิจติดตามคนทรยศ เปลี่ยนมาเป็นติดตามอารักขาเจ้าสัวผู้ทรงอิทธิพลไปที่วัดม้าขาว วัดสายพุทธแห่งแรกที่อยู่ห่างไกลเมืองหลวงออกไปไม่น้อยแทน
ไต้เกี้ยว เสียวเกี้ยว สองดรุณี รับรู้การมาร่วมทางขององครักษ์คนพิเศษด้วยความไม่พอใจ หากแต่ไม่อาจทำกระไรได้ เพราะบิดาเป็นคนออกปากชักชวนเอง ทำให้ทั้งสองได้แต่หลบตัวอยู่ในรถม้า ไม่เปิดทางให้ลิโป้เข้ามาพูดคุยแต่อย่างใด ปล่อยให้เป็นภาระของบิดา ต้อนรับดูแลกันไปเองตลอดทาง
วันนี้ เจ้าสัวเกียวมีนัดหมายพบปะสนทนาธรรมกับเจ้าอาวาสวัดม้าขาวนามเภาก้วย (ผิดพลาด) และศิษย์น้องเภาเจ๋ง (สันติ) จึงเชื้อเชิญให้สมุหกลาโหมคนใหม่ได้ร่วมวงด้วยกัน ภาพที่เห็นอาจจะแปลกตาสำหรับลิโป้อยู่บ้าง เพราะหลวงจีนเภาก้วยกลับเก็บตัวเจรจาอยู่หลังผ้าม่านบังตา คงมีแต่เภาเจ๋งออกมารับหน้าอาคันตุกะทางด้านนอกให้ผู้คนพบเห็นอย่างเปิดเผย
ระหว่างเดินทางกลับ ลิโป้จึงอดใจไม่ไหวต้องไต่ถามเจ้าพ่อเกียวชวน จึงได้ความว่า เจ้าอาวาสเป็นคนพิการ เคลื่อนไหวมือเท้าไม่สะดวก มักพบเห็นอาคันตุกะเฝ้าสังเกตอากัปกิริยาของท่านด้วยความหม่นหมอง นานเข้า ท่านจึงเลือกที่จะนั่งอยู่หลังผ้าม่าน เพื่อมิให้ผู้มาเยือนพลอยหดหู่รันทดจิตใจไปด้วย ทำให้ท่านจึงได้ฉายานามว่า หลวงจีนผู้ซ่อนกายหลังม่าน
ส่วนสมญานามทางธรรม เภาก้วย นั้น มาจากการที่ท่านเคยกระทำความผิด ล่วงเกินต่อบุคคลสำคัญของแผ่นดิน ทำให้ถูกลงโทษทัณฑ์สาหัส และส่งตัวมาพำนักยังวัดพุทธแห่งนี้ เพื่อให้สำนึกผิด ปรับปรุงตัวให้ดีขึ้นนั่นเอง
ลิโป้รับฟัง ย่อมเพียงแค่ผ่านหู เพราะเป็นนักสู้หยาบกร้านจากต่างถิ่น มิได้ล่วงรู้เรื่องราวในเมืองหลวงมากมายนัก หากแต่คนอื่นที่พอมีความรู้มารับฟัง คงจิตใจสั่นสะท้าน เพราะความเป็นมาเช่นนี้ ช่างคล้ายคลึงกับเล่าหัว อดีตเชื้อพระวงศ์ผู้อาวุโส เมื่อหลายสิบปีก่อนยิ่งนัก
…
ข่าวที่นายทหารคนสำคัญลอบสังหารมหาอุปราชตั๋งโต๊ะ ทำให้โจโฉมีชื่อเสียงโด่งดังในชั่วข้ามคืน กลายเป็นคนร้ายอันดับหนึ่งของแผ่นดิน ฝ่ายต่อต้านจอมทรราชย์ ได้แต่ทอดถอนหายใจ นึกเสียดายที่ล้มเหลว ในขณะที่ฝ่ายสนับสนุนจอมมาร นึกยินดีที่สายทหารจะมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว
ฝ่ายตั๋งโต๊ะยังคงแค้นเคืองใจไม่หายที่โจโฉบังอาจเข้ามากระทำการได้ตามลำพังถึงห้องนอน จนพาลไปถึงการลอบสังหารที่บ้านดอกไม้แดงที่เกิดขึ้น เมื่อลิโป้กลับจากการตามล่าแบบคว้าน้ำเหลว จึงสั่งการให้ปรับปรุงระบบคุ้มกันภัย เปลี่ยนให้ลิโป้ ลิยู ลิซก ช่วยกันดูแลความคุ้มครองในจวนให้รัดกุมยิ่งขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะกับลิโป้ ผู้เยี่ยมยุทธต้องมาช่วยงานด้านองครักษ์ ไม่ห่างไกลจากตัวมันอีกต่อไป
ส่วนโจโฉนั้น ตั๋งโต๊ะย่อมไม่ปล่อยเอาไว้เป็นเยี่ยงอย่าง จึงสั่งขุนพลห้ามฤตยูให้ออกประกาศตามล่าตัวโจโฉกลับมาให้ได้ รวมทั้งสั่งการให้จับกุมครอบครัวตระกูลโจที่อยู่ต่างเมืองด้วย เพื่อขุดรากถอนโคนให้สิ้นซากในคราวเดียวกัน
หากแต่โจโฉมิใช่คนสิ้นไร้ความคิด เมื่อจะกระทำการใหญ่ ย่อมต้องมีหนทางถอย ก่อนลงมือ หลายวันที่เตรียมการนั้น โจโฉก็แจ้งข่าวต่อบิดาโจเท้งให้โยกย้ายครอบครัวไปหลบซ่อนในที่ปลอดภัยไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว คำสั่งจับกุมตัวจึงไม่มีผลกระทบใดๆต่อพวกตระกูลโจอย่างที่คิดไว้
สำหรับกระบี่สั้นสัตตดารานั้น มันสืบทราบได้ว่า เป็นของสมุหนายกอ้องอุ้นจริง แต่อ้องอุ้นเองกลับมีหนังสือมาแจ้งต่อฮ่องเต้น้อยเหี้ยนเต้ตั้งแต่เมื่อหลายวันก่อนแล้วว่า กระบี่พระราชทานนั้นโดนขโมยไป กำลังสืบหาคนร้ายอยู่เป็นการลับ ซึ่งสอดคล้องกับคำให้การของโจโฉเอง
ดังนั้น อ้องอุ้นจึงรอดตัว เพราะมีหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์ ผลักดันให้กลายเป็นโจโฉคิดการณ์ใหญ่เองตามลำพังคนเดียว นับว่า อ้องอุ้นมีประสบการณ์สูงพอที่จะปัดความรับผิดชอบออกจากตนเองไว้แล้ว ตั๋งโต๊ะจึงยังไม่อาจฉีกหน้าเอาผิดได้อย่างชัดเจน แต่ก็ยึดเอากระบี่สั้นไว้เป็นสมบัติของตน
…
กระท่อมสามหลังใจกลางป่าใหญ่ระหว่างเมืองลกเอี๋ยงกับอ้วนเซีย มีนามว่า กระท่อมรังนก ซึ่งเป็นที่พักส่วนตัวของหมอใหญ่ชื่อดังแห่งยุคสมัย นาม ฮัวโต๋
หมอเทวดาฮัวโต๋ เพิ่งเริ่มต้นรักษาโรคมาได้ไม่กี่ปี ก็มีชื่อเสียงเลื่องลือ เพราะอดีตหมอเทพยดาเตียวตงจิงก่อนตาย ได้มาพบปะเยี่ยมเยียน และนำเสนอปณิธานที่คั่งค้างคาใจในเรื่องการเผยแพร่วิชาแพทย์มาฝากให้คนรุ่นใหม่ช่วยสานต่อ
แต่เดิม เตียวตงจิงเคยตั้งความหวังไว้กับผู้วิเศษเตียวก๊ก แต่สุดท้าย สำนักแพทย์ไม่ได้เพาะสร้างหมออย่างจริงจัง ภายหลังยังเป็นเครือข่ายก่อการขบถซ้ำขึ้นอีก หมอเตียวจึงผิดหวังอย่างยิ่ง จนได้มาพบกับหมอฮัวโต๋ซึ่งเป็นคนสายแพทย์จริงๆในช่วงบั้นปลายชีวิต จึงยอมมอบตำราความรู้ที่มี โดยเฉพาะเคล็ดลับการเผาไฟฝังเข็ม ส่งต่อให้กับหมอฮัวคนหนุ่ม และส่งมอบตำแหน่งหมอเทพยดาให้ด้วยพร้อมกัน
หมอเทพยดาฮัวโต๋เลยกลายเป็นหมออันดับหนึ่งในแผ่นดิน ปกติ กระท่อมรังนกย่อมมีคนไข้มากมายต่อแถวรอรักษาอาการ หากแต่วันนี้ กลับว่างเว้นการตรวจรักษา เพราะต้องเปิดทางสะดวกไว้รองรับแขกอาคันตุกะสำคัญที่มาเยือน เป็นกุนซือใหญ่ ลิซก ที่เดินทางมาพร้อมกับชายชราในชุดคนรับใช้เป็นการลับ
หากแต่ภายในห้องหนังสือส่วนตัวนั้น นอกจากหมอฮัวโต๋ กุนซือลิซก และชายชราคนรับใช้แล้ว ยังมีหนุ่มใหญ่ในชุดพ่อค้าเร่ หนุ่มใหญ่ในชุดบัณฑิตสะอาดตา หญิงสาวท่าทางห้าวหาญ กับ ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดนักสู้รัดกุม นั่งล้อมวงกันจิบน้ำชากัน ถึงกับเป็นการประชุมลับของหน่วยงานปักษาสวรรค์
ที่แท้ หมอฮัวโต๋ ก็เป็นสมาชิกอันดับสี่ของหน่วย ฉายา นกฮูก นั่นเอง จึงได้ตั้งชื่อที่พักเป็นกระท่อมรังนก ศูนย์กลางในการติดต่อประสานงานของหน่วย และการเปลี่ยนถ่ายชื่อเสียงของหมอเทพยดาเตียวผู้เฒ่า ก็เป็นฝีมือการจัดฉากของหน่วยปักษาสวรรค์นั่นเอง เพื่อสร้างความยอมรับให้กับนกฮูกอย่างรวดเร็ว
…
พอทุกคนพร้อมหน้าแล้ว กลับกลายเป็นชายชราคนรับใช้ที่ก้าวไปนั่งเก้าอี้ประธาน รับการคารวะจากคนอื่น แสดงถึงตำแหน่งที่สูงกว่าผู้อื่นในที่ประชุมแห่งนี้ หญิงสาวในชุดนักสู้ไม่รอช้า รีบเอ่ยถาม “พี่รอง ตกลงว่า ท่านหายตัวไปที่ใดตั้งนาน พวกเราออกจากประตูมิติค้นหาไม่พบตัวท่านตั้งหลายปี จนนึกว่า เกิดเหตุร้ายขึ้นกับท่านเสียแล้ว”
นางคือ นางแอ่น อันดับเก้า หรือ ขุนพลเตียวหุย ผู้หญิงคนเดียวในกลุ่ม ซึ่งฝ่าด่านชิงตำแหน่งมาได้ด้วยความสามารถ ไหวพริบ และสติปัญญาที่เพียบพร้อม
พี่รองที่กล่าวถึง ก็คือ ชายชราในชุดรับใช้ที่ปะปนเข้าไปดูศึกเปิดตัวของลิโป้เมื่อวันก่อน มันคือ กระเรียน อันดับสองแห่งหน่วยปักษาสวรรค์ สมาชิกที่ล่วงหน้ามาในอดีตตามลำพังเมื่อหลายสิบปีก่อน และเป็นที่รู้จักกันในฐานะเซียนผู้วิเศษด้วยความรู้ความเชี่ยวชาญในศาสตร์โบราณของจีน
“ภารกิจหลักของเราในช่วงเวลาที่ผ่านมา คือการเดินทางลงใต้ไปคลุกคลีอยู่กับเผ่าเย่ เพื่อสร้างอิทธิพลกับพวกชนเผ่าต่างแดน แต่เผอิญเกิดเหตุไม่คาดฝัน ตัวละครสำคัญหลายคนมีความบกพร่องเกิดขึ้น เราจึงต้องยื่นมือช่วยเหลือให้พวกมัน จนติดพันเสียเวลาอยู่หลายปี เดินทางมาไม่ทันพบกับพวกเจ้าตามที่นัดหมาย แต่ก็ไม่ได้เสียการเสียงานอะไรหรอก นอกจากเสียเวลาเพิ่มขึ้นเท่านั้น” กระเรียนเสียดสีตนเอง ที่จริง อายุของมันมากกว่าสมาชิกคนอื่นเพียงไม่กี่ปี แต่เนื่องจากเดินทางย้อนอดีตมาก่อน เพื่อทำภารกิจ และใช้ชีวิตในยุคโบราณมาก่อนคนอื่นร่วมสามสิบปีแล้ว จึงกลายเป็นผู้เฒ่าผมขาวแซมขึ้นประปรายไปก่อน
“พี่รองพอจะบอกเล่าเหตุการณ์ที่บกพร่องเหล่านั้นได้หรือไม่ พวกเรา..” นางแอ่นพูดไม่ทันจบคำ กระเรียนกลับทำตาลุกวาว กระชากเสียงตอบ “คงมิจำเป็นกระมัง หรือเจ้าคิดว่า ข้าทำงานได้ไม่ดีพอ จึงต้องการไต่สวนเรื่องราว”
หนุ่มใหญ่ในชุดบัณฑิต ซึ่งก็คือ กระตั้ว อันดับห้าแห่งหน่วยปักษาสวรรค์ ที่เพิ่งปลอมปนได้สำเร็จ และมาอาศัยอยู่กับกุนซือลิซก เพื่อเตรียมการขั้นต่อไป มองหน้าฮัวโต๋-นกฮูก อันดับสี่ ลิซก-อีกา อันดับหก คล้ายลังเลใจที่จะคัดค้าน
ลิซกจึงฝืนใจเอ่ยปากกลบเกลื่อนให้แทน “มิใช่กระไรดอก พี่รอง วันก่อนในเมืองหลวง หากมิใช่เราพบเห็นท่านเมามายหมดสติอยู่ในร้านอาหาร จนต้องจ่ายเงินไถ่ตัวท่านกลับมา เกรงว่า ท่านก็คงยังไม่พร้อมที่จะมาติดต่อกับพวกเรากระมัง”
ชายหนุ่มนักสู้ที่มีอาวุโสน้อยสุดกล่าวเสริมขึ้น “ช่วงที่ยังไม่พบตัวท่าน พวกเราที่เดินทางมากันในกลุ่มที่สอง จึงยกให้พี่สามเป็นหัวหน้ารักษาการณ์แทน”
มันคือ เหยี่ยวดำ มือสังหารประจำหน่วยในอันดับสุดท้าย คนที่ไม่มีตัวตนในประวัติศาสตร์ จึงไม่มีห่วงกังวลเหมือนคนอื่นๆ นอกจากการฝึกฝนวิชาฝีมือให้พร้อมต่อสู้ครั้งสำคัญ และพี่สามที่มันพูดถึง ก็คือ อ้วนเสี้ยว กระสาอันดับสาม ที่ปลอมตัวเป็นพ่อค้าเร่ ปกติ มันไม่ใคร่พูดจามากความ แสดงว่า เรื่องนี้สำคัญไม่น้อย จึงยอมร่วมวงเสวนาความด้วย
“พวกเราคงเพียงคลางแคลงใจว่า ท่านยังสามารถเป็นผู้นำตามที่กำหนดได้หรือไม่ หลายสิบปีที่ผ่านมา อาจทำให้พี่รองลำบากตรากตรำเกินไป จนสภาพจิตใจปั่นป่วนสับสนไปบ้าง ขอเพียงพี่รองยินยอมให้รอคอยให้พี่ใหญ่มาถึงก่อน ค่อยตรวจสอบโดยละเอียดสักครา ค่อยมารับภาระหน้าที่ดังเดิมก็คงมิสาย” อ้วนเสี้ยว-กระสา สรุปความเห็นให้ผู้เฒ่ากระเรียนรับรู้
กระเรียนมองดูรุ่นน้องทั้งหลาย แล้วระเบิดเสียงหัวร่อขึ้น “ฮ่าฮ่าฮ่า พวกเจ้าเป็นอะไรกันไปหมด เราห่างหายไปเพียงไม่กี่ปี ถึงกับทำให้พวกเจ้้าต้องมาหวาดระแวงกับข้าด้วยหรือ น่าขำนัก กฎที่ว่าผู้นำหน่วยไม่อาจเป็นตัวละครในที่แจ้ง พวกเจ้าลืมเลือนไปแล้วหรือ กระสาคืออ้วนเสี้ยว อ้วนเสี้ยวย่อมไม่อาจทำหน้าที่นี้ได้อย่างเต็มที่ หรือว่า ใครจะเถียงอีก”
การที่องค์กรต้นสังกัดกำชับไม่ให้ผู้นำหน่วยเป็นตัวละครในที่แจ้ง หมายถึงตัวละครสำคัญที่มีผู้คนมากมายอยู่ใกล้ตัว อย่างเช่น อ้วนเสี้ยว ลิซก เตียวหุย เป็นต้น เพราะมีตำแหน่งที่อยู่ชัดเจน ยากจะเคลื่อนไหวให้ไม่มีคนสังเกตพบ ส่วนตัวละครในที่ลับ อย่างเช่น เฒ่ากระเรียน หมอฮัวโต๋ หรือแม้แต่เหยี่ยวดำ กลับทำงานได้สะดวกกว่า เพราะเป็นพวกไร้สังกัด สามารถเดินทางได้เป็นอิสระ ไม่กระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์ของขุมกำลังต่างๆ
เฒ่ากระเรียนคล้ายอัดอั้นเก็บกดมานาน ด้วยแบกรับภารกิจอยู่ตามลำพังมาเป็นสิบๆปี พอถูกรุ่นน้องไม่ไว้วางใจเช่นนี้ จึงเกิดอารมณ์พลุ่งพล่าน สีหน้าบึ้งตึง เอื้อมมือแตะที่หน้าอกเบาๆ ร่างกายของชายชราเริ่มพร่ามัว เลือนหายไปทีละน้อย
ความมืดปกคลุมทั่วบริเวณอย่างกระทันหัน เสียงพายุฝนแว่วมาพร้อมฟ้าร้องครืนๆ คนทั้งหกต่างแสดงสีหน้าตึงเครียด บางคนที่มีวิทยายุทธ์เริ่มขยับอาวุธเปลี่ยนตำแหน่งเพื่อเตรียมพร้อมรับมือ ทางหนึ่ง หวั่นเกรงจะเกิดเรื่องราวร้ายแรง แต่อีกทางหนึ่ง ก็ยังเคารพต่อความอาวุโสของฝ่ายตรงข้าม เพราะก่อนการเดินทางมาในอดีตนั้น สมาชิกทุกคนเว้นแต่พี่ใหญ่ ล้วนเคยร่ำเรียนวิชามาจากกระเรียนผู้วิเศษทั้งสิ้น มันจึงเป็นทั้งพี่รอง และอาจารย์ผู้ฝึกสอนอยู่กลายๆ
กระสาในฐานะที่อาวุโสกว่าคนอื่น และรักษาการณ์ตำแหน่งผู้นำอยู่ด้วย จึงได้แต่ยกมือห้ามปราม ร้องขอให้พรรคพวกทั้งหลายยับยั้งการกระทำตอบโต้ใส่กัน ค่อยกล่าวต่อ “เอาเถิด ในเมื่อท่านกลับมาแล้ว และมีความพร้อมในการกลั่นกรองพิจารณาเรื่องราว ข้าก็ขอมอบคืนตำแหน่งผู้นำให้กับท่านเป็นผู้สั่งการดังเดิม”
กระเรียนหยีตา ลดมือลง นึกลำพองใจ สบตากับกระสา-อ้วนเสี้ยว พร้อมกล่าว “ประเสริฐยิ่งนัก สมกับเป็นจอมทัพแห่งแดนอิสาน รู้บุกรู้ถอย ฮ่าฮ่าฮ่า”
ท้องฟ้าพลันกระจ่างอีกครั้งหนึ่ง เหมือนไม่เคยเกิดพายุฝนอันใด ผู้เฒ่ากระเรียนสั่งการกับหน่วยปักษาสวรรค์ทั้งหกให้เคลื่อนไหวแบบรุกคืบในทุกกรณี ตามหลักการที่เชื่อมั่นว่า เวลาจะสามารถแก้ไขเรื่องราวของแต่ละบุคคลตามโครงสร้างหลักของประวัติศาสตร์ได้เอง
หลายสิบปีที่ผ่านมา ทำให้มันค้นพบว่า ขุมกำลังโบราณมีทั้งเปิดเผยในที่แจ้ง และซ่อนเร้นในที่ลับ ทำให้ภารกิจที่ถูกกำหนดมานั้น ต้องปรับเปลี่ยนแก้ไขให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ดังนั้น ทุกๆการกระทำที่สำคัญ สมควรให้สมาชิกต้องรายงานต่อผู้นำหน่วย ซึ่งก็คือตัวมัน เสียก่อน
แน่นอนว่า สมาชิกหน่วยปักษาสวรรค์เริ่มรู้สึกถึงท่าทีความไม่ชอบมาพากลของผู้เฒ่ากระเรียน หากแต่ยังไม่มีเงื่อนงำให้คัดค้าน จึงได้แต่งึมงำคล้อยตามไปก่อน ส่วนอ้วนเสี้ยว-กระสาปรายตาส่งสัญญาณกับลิซก-อีกา เตียวหุย-นางแอ่น และเหยี่ยวดำ หวังให้ช่วยกันจับตาดูแลพี่รองเอาไว้เป็นกรณีพิเศษ มันเพียงกริ่งเกรงสงสัย แต่ยังมิอาจเอาผิดได้อย่างโจ่งแจ้งชัดเจน
...
1 บันทึก
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
ภาค 1 - มัจฉากลางวารี
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย