25 ม.ค. 2021 เวลา 03:39 • นิยาย เรื่องสั้น
1.10. อาสาลอบสังหาร
จิวจง เจ้าเมืองลกเอี๋ยง - งอหยี่เหนียง ภรรยาซุนเกี๋ยน - เกียวชวน ผู้นำสหพันธ์การค้าหมาป่า
ณ วัดใหญ่ที่เดิม หลวงจีนสูงวัยกำลังนั่งจิบน้ำชาอยู่กับอาคันตุกะเพียงสองคน เป็นน้องรองที่เคยกล่าวถึง เริ่มต้นบทสนทนาก่อน “พี่ใหญ่ วันก่อนที่ท่านกล่าวยกบัลลังก์ให้น้องสามนั้น เป็นการหยั่งเชิงหรือคิดจริงจังแล้วขอรับ”
หลวงจีนทอดสายตามองดูท้องฟ้าค่อยกล่าว “น้องรอง เจ้ายังจดจำเหตุการณ์เมื่อสิบห้าปีก่อนที่เล่าฉวนตายได้หรือไม่”
“ผู้คนทั่วไปเข้าใจกันว่า ท่านสามเมามายพลัดตกเหวสิ้นชีพ แต่ที่จริง มีคนลอบสังหาร ผลักดันจนท่านพลาดท่าเสียที พวกเราที่ยามนั้นคิดก่อการชิงอำนาจจากเล่าหง รับรู้ถึงขุมกำลังแฝงเร้น จึงต้องอดทนรอคอยมาอีกตั้งสิบกว่าปี ว่าแต่เหตุการณ์ครั้งนั้นจะเกี่ยวข้องกันกับเรื่องนี้ด้วยหรือ” น้องรองตั้งข้อสงสัย
“ความคิดของน้องสามกับน้องสี่ล้วนต้องการชะลอช้า ไม่ได้เห็นด้วยกับการรีบร้อนชิงอำนาจ พอเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว กลับสอดคล้องต้องใจพวกมันยิ่งนัก และพวกเราก็เห็นแล้วว่า สิบกว่าปีมานี้ มันวางแผนการซับซ้อนเช่นไร เราขบคิดแล้วเห็นว่า พวกมันจงใจอ้างเหตุ คิดจะยืมมือพวกเราเพื่อสนองความต้องการส่วนตัวเสียมากกว่า เหตุการณ์ลอบสังหารอาจจะเป็นฝีมือของคนกันเองเสียด้วยซ้ำ” หลวงจีนหยุดจิบน้ำชาแล้วกล่าวต่อ “เราจึงรั้งรอสงวนท่าที เพื่อเพาะสร้างกำลังฝั่งเราควบคู่กัน และจนบัดนี้ ค่อยลองหยั่งเชิงมันดูสักครา ในวันนั้น มันรีบเสนอเล่าเปียว เล่าเอี๋ยนเป็นตัวเลือกคนต่อไป แทนที่จะเป็นตัวเราตามแผนการดั้งเดิม นั่นก็บ่งบอกถึงความคิดของมันแล้วว่า มันมิได้เห็นเราอยู่ในสายตามาเนิ่นนานแล้ว”
น้องรองอดมิได้ที่ต้องสบตามองพี่ใหญ่อีกครั้ง หลายปีมานี้ ความคิดของพี่ใหญ่ดูคล้ายจะเปลี่ยนแปลงไปมากนัก กลับกลายเป็นคนเก็บกด มองโลกในแง่ร้าย จนอดเป็นกังวลใจไม่ได้ แต่หลวงจีนไม่มีแสดงทีท่าผิดปกติ ยังคงกล่าวความในใจต่อไป “เรายังคงอาศัยมันสองเป็นกลไกผลักดันแผนการ แต่มิอาจไว้วางใจกับพวกมันเฉกเช่นเดิม น้องรอง ปล่อยให้พวกมันจัดการงานใหญ่ให้สำเร็จลุล่วงก่อน แล้วในที่สุด เราคงต้องพึ่งพาคนของเจ้าเสียแล้ว”
เสียงน้องสามน้องสี่เดินทางมาถึงตามนัดหมายปกติ หลวงจีนและน้องรองจึงระงับบทสนทนาลับไว้เพียงแค่นี้ เนื้อหาการประชุมกลับเป็นเรื่องของขุนพลหน้าใหม่นามลิโป้ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อแผนการระยะยาว แต่คำพูดเมื่อครู่ย่อมแสดงให้เห็นรอยปริแตกของหนึ่งขุมกำลังลับที่แอบแฝงอยู่ในเมืองหลวง
คนบางคนถึงกับยอมอดทนรอคอยมาหลายสิบปี เพียงเพื่อหวังก่อการให้สำเร็จในคราเดียว แล้วผลต่อเนื่องจากนั้น อาจจะเป็นการหักหลังชิงอำนาจกันเอง สุดท้าย ใครจะเป็นผู้ชนะที่แท้จริง จึงยากจะคาดเดา
หลายวันต่อมา อ้วนเสี้ยวอาศัยเหตุการณ์ดังกล่าวที่ตั๋งโต๊ะกำลังเบิกบานใจกับลูกเลี้ยงคนใหม่ อ้างกับตั๋งโต๊ะว่า ขอกลับไปบ้านเดิมเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง และอาสาไปสร้างกองกำลังเสริมให้ที่หัวเมืองทางเหนือ อีกทั้งเป็นการเปิดทางให้ลิโป้เข้ามาเป็นสมุหกลาโหม กุมอำนาจทางทหารแทนตนด้วย
ก่อนจะออกเดินทาง อ้วนเสี้ยวจึงมีคำพูดกล่าวทิ้งท้ายไว้กับโจโฉ "ท่านอย่าเข้าใจเราผิด เราเพียงผันแปรตามสถานการณ์ เพื่อหาโอกาสโค่นล้มจอมทรราชย์คนนี้เท่านั้น เมื่อเราไปถึงเมืองเหนือ คงได้สะสมกองทัพเพื่อกลับมาใหม่ ขอให้ท่านจงรักษาตัว รอคอยจังหวะร่วมมือกันอีกครั้ง"
"แม้ว่าท่านจะมีพฤติกรรมแปลกประหลาดไปกว่าเดิมมากนัก แต่คงมีเหตุผลอยู่ในใจ วันหนึ่งเราคงได้พบกันอีก" โจโฉกล่าวลาเช่นกัน แต่ในใจกลับครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ในบ้านดอกไม้แดง ด้วยความคลางแคลงใจ เพราะมันเองก็ใช้บริการอยู่ห่างออกไปเพียงห้องที่ติดกันเท่านั้นเอง ตัวมันจึงได้แอบเห็นเหตุการณ์การต่อสู้ทั้งหมด และรอยยิ้มของอ้วนเสี้ยว"ที่สลบอยู่"นั้น ด้วยสายตาของตนเองด้วย
"เวลาเท่านั้นคือบทพิสูจน์" อ้วนเสี้ยวทิ้งท้ายด้วยประโยคติดปากเช่นเคย
...
หลังจากที่อ้วนเสี้ยว อดีตสมุหกลาโหมจากไปแล้ว สมุหกลาโหมคนใหม่ลิโป้กับกุนซือลิซก ก็เร่ิมออกลาย ผ่าตัดรื้อโครงสร้างกองทัพเสียใหม่ กองทัพหมีทมิฬยังคงให้ขึ้นตรงต่อลิฉุยกุยกี กองทัพพยัคฆราชยกให้ฮัวหยงมีบทบาท และเพิ่มกองทัพไร้พ่ายให้ขุนพลรองหน้าใหม่โกซุ่นดูแล และขึ้นตรงต่อสมุหกลาโหม โดยแบ่งกองกำลังหลักไปจากกองทัพพยัคฆราชที่เหลืออยู่ ทำให้กองทัพที่เคยยิ่งใหญ่ในอดีต เหลือเพียงแต่ชื่อเสียงสะสมเก่าก่อนเสียแล้ว เพียงแต่ยังดีที่โจโฉ เอียวปิด พอรักษาตำแหน่งเดิมไว้ได้
ส่วนกององครักษ์วังหลวงนั้น กลับถูกโยกย้ายให้ขึ้นกับกุนซือลิยู ลูกเขยของตั๋งโต๊ะเอง และขุนพลเตียวเจ หวนเตียว คนสนิทเก่า ทำให้สายทหารแทบทั้งหมดอยู่ในกำมือของตั๋งโต๊ะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ยากที่ผู้ใดจะต่อต้านได้แล้วจริงๆ ชื่อเสียงของห้ามฤตยู อันได้แก่ ลิฉุย กุยกี ฮัวหยง เตียวเจ หวนเตียว จึงโด่งดังขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ควบคู่กันกับทวนไร้น้ำใจ ลิโป้
หลายเดือนผ่านไป โจโฉยิ่งคับแค้นใจกับการกระทำของตั๋งโต๊ะลิโป้สองพ่อลูก เพราะตั๋งโต๊ะรักพวกพ้องเกินไป ปกป้องลูกสมุนไปเสียทุกเรื่อง จนพรรคพวกก่อเกิดคดีความ สร้างความเดือดร้อนต่อราษฎรมากมายให้สะสาง ทำให้ข้าราชการฝ่ายท้องถิ่นดูแลประชาชนได้อย่างยากลำบากขึ้นทุกที คดีความที่เกิดขึ้นก็ถูกยกฟ้อง ปล่อยตัวคนร้ายไปเสียทุกครั้ง จนเป็นที่อิดหนาระอาใจไปทั่วทั้งเมือง แต่ทุกคนยังจดจำคดีของจิวจง อดีตเจ้าเมืองได้ จึงไม่กล้าตอแยให้มากความ
เดิมที โจโฉยังพอมีอ้วนเสี้ยว ซุนเกี๋ยนเป็นสหายคู่คิด แต่บัดนี้ ซุนเกี๋ยนลงใต้พลิกแพลงตามสถานการณ์ไปเป็นใหญ่เป็นโต ซ้ำยังลอบรับครอบครัวแม่ลูกไปจนหมดสิ้นแล้ว ส่วนอ้วนเสี้ยวที่มีพฤติกรรมแปลกประหลาด เมื่อครั้งนำพาให้โฮจิ๋นสิ้นชีพนั้นก็คราหนึ่งแล้วที่อ้วนเสี้ยวเหมือนต้องการส่งโฮจิ๋นไปตาย มาล่าสุดนี้ ยังแกล้งสลบตอนที่ตั๋งโต๊ะพบลิโป้เข้าอีก จึงทำให้โจโฉอดหวาดระแวงต่อสถานการณ์รอบด้านมิได้ และได้แต่ปิดตาข้างหนึ่งไว้เรื่อยมา
สถานการณ์การเมืองก็เรื่องหนึ่ง มิตรสหายร่วมวงการก็เรื่องหนึ่ง แต่สิ่งที่โจโฉกลัดกลุ้มและกังวลใจมากที่สุด นั่นคือ เรื่องสาวงามทั้งหลายที่ตนติดพันอยู่กับความเจ้าชู้ของสมุหกลาโหมลิโป้ที่ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าตนเลย จนกลายเป็นศัตรูด้านความรักกับมันโดยตรง อย่างเช่น ซัวบุ้นกี ที่มันมีการคบค้ากันอย่างลับๆมานานด้วยความรู้ความสามารถรอบด้านเกินอิสตรีทั่วไป ซึ่งตอนนี้ ย้ายเข้าจวนขุนนางชั้นสูงของราชครูซัวหยงผู้เป็นบิดาไปแล้ว มันจึงเข้าพบได้ยากเย็นกว่าเดิมนัก แต่กลับเป็นลิโป้ที่ได้รับโอกาสจากซัวหยงให้ได้พบปะพูดคุยกับซัวบุ้นกีอยู่เนืองๆ ทั้งๆที่สาวเจ้าก็มิได้ชื่นชมนัก
นี่คงเป็นเพื่อผลประโยชน์และความมั่นคงทางการเมืองของตัวราชครูซัวหยง ผู้เป็นพ่อแล้ว ถึงกับเสนอตัวลูกสาว หนึ่งในสามยอดดรุณี ให้เป็นใบเบิกทาง สร้างความมั่นคงให้กับตนเอง
ยังมี สองสาวน้อยคนดัง ไต้เกี้ยว – เสียวเกี้ยว ที่อยู่ใกล้กับบ้านเดิมของซุนเกี๋ยน แม้ว่าทั้งสองจะยังเพิ่งเป็นสาวแรกรุ่น ไม่รู้ประสีประสาอันใด แต่กลับเป็นความใสซื่องดงามฝังใจต่อมันเป็นยิ่งนัก แม้ว่าได้นางใดนางหนึ่งมาเป็นคู่รักแล้ว คงจะเป็นสุขยิ่งนัก แต่ลิโป้เองก็ดูเหมือนจะแวะเวียนไปพบหาอยู่บ่อยครั้ง ด้วยมุ่งหวังทั้งลูกสาวและสมบัติ จนเจ้าสัวเกียวชวนผู้พ่อเริ่มรู้สึกผิดสังเกต และลอบไม่พอใจด้วยไม่ชอบในนิสัยที่อำมหิตหยาบกระด้างของลิโป้ ส่วนโจโฉเองก็ถูกกีดกันมานานแล้ว เพราะวัยที่แตกต่างกันจนเกินไป ดังนั้น เพื่อส่วนรวมและส่วนตัว โจโฉจึงตั้งใจมุ่งมั่น หาทางสังหารตั๋งโต๊ะ ลิโป้ สองพ่อลูก ให้จงได้
อันที่จริง หญิงงามย่อมมีชายหนุ่มมาพัวพัน สามยอดดรุณีก็ย่อมจะควรคู่กับสี่ยอดคุณชาย อ้วนถำ อ้วนฮี สองพี่น้องก็เคยแวะเวียนเข้าออกบ้านของเจ้าสัวอยู่บ่อยครั้ง หากแต่เจ้าสัวก็ไม่ชมชอบใจพฤติกรรมของอ้วนเสี้ยว ผู้เป็นบิดาที่มักจะโอนอ่อนให้กับพวกทรราชย์ ไม่ว่าจะเป็นโฮจิ๋น หรือตั๋งโต๊ะ อีกทั้งสองหนุ่มก็ดูเย่อหยิ่งยะโสตามแบบฉบับคุณชายที่ไร้การอบรมสั่งสอน ทำให้เจ้าสัวผิดหวังต่อพวกแซ่อ้วนยิ่งนัก เมื่ออ้วนเสี้ยวนำครอบครัวผละจากเมืองหลวงไป จึงเป็นที่โล่งใจของเจ้าสัวได้เปลาะหนึ่ง
ภายในใจเกียวชวน ที่จริงกลับชมชอบลูกพยัคฆ์น้อย ซุนเซ็ก คุณชายลูกของอดีตเพื่อนบ้าน อย่างน้อย ซุนเกี๋ยนเองก็เริ่มแผ่ขยายอำนาจอยู่ทางแดนใต้แล้ว ภายหน้าคงเป็นใหญ่ได้ไม่ยาก การเป็นพ่อตาของว่าที่เจ้าเมืองในอนาคตย่อมมีอิทธิพลต่อเครือข่ายการค้าขายของมันมากขึ้น สินค้าแบบนี้ จึงน่าลงทุนยิ่งนัก
ส่วนอีกคนหนึ่งที่เข้าตา ก็คือ จิวยี่ คุณชายรูปงามอีกคนหนึ่ง แม้ว่าจะดูด้อยศักดิ์ฐานะกว่าสามคุณชายที่เหลืออยู่ขั้นหนึ่ง แต่ด้วยตัวของหนุ่มน้อยคนนี้เอง กลับดูโดดเด่น มีสติปัญญาเหนือกว่าคนทั่วไป เจ้าสัวจึงเชื่อมั่นว่า เด็กหนุ่มนามจิวยี่ น่าจะมีอนาคตไกลกว่าคนอื่นๆแน่นอน ไม่เช่นนั้น คงไม่อาจเบียดเสียดเข้าทำเนียบสี่คุณชายมาได้หรอก
น่าเสียดายที่ซุนเซ็กต้องย้ายถิ่นฐานตามซุนเกี๋ยนไปก่อนแล้ว แต่มันก็ยังทิ้งเชื้อผูกสัมพันธ์ผ่านทางงอฮูหยิน ผู้เป็นภรรยาซุนเกี๋ยนไปถึงสามีที่ตั้งตนเป็นอิสระไปแล้ว หวังว่า เมื่อมีโอกาสจะสามารถเชื่อมดองเป็นญาติมิตรกันได้ ซึ่งนับเป็นการเปิดฉากรุกคืบเข้าสู่ธุรกิจอิงการเมืองครั้งใหญ่ของเจ้าสัวเกียวชวนเลยทีเดียว
ส่วนจิวยี่นั้น กลับผิดแผกแตกต่างกันบ้าง เพราะเผอิญให้ครอบครัวตระกูลจิวมีปัญหาใหญ่หลวง ตำแหน่งเจ้าเมืองลกเอี๋ยงของจิวจงกลับกลายเป็นทุกขลาภในยามวิกฤต พ่อเมืองคนซื่อพยายามปกป้องราษฎรไม่มีทางสู้ กลับต้องกระทบกระทั่งกับพวกกองทัพหมีทมิฬไม่หยุดหย่อน
จนในที่สุด ตัวผู้ว่าเองต้องยื่นฎีกาฟ้องร้องต่อหน้าฮ่องเต้ กลับถูกมหาอุปราชตำหนิอย่างรุนแรง และกลายเป็นศพผูกคอตายไปอย่างลึกลับ เปิดทางให้คนสนิทของลิฉุยกุยกีเข้ามาแทนที่ ครอบครัวจึงรีบหลบลี้หนีภัยการเมืองกลับบ้านเกิด เหลือเพียงคุณชายจิวยี่ที่ดื้อรั้น ซ่อนตัวเพื่อสืบหาเบาะแส จนพลาดพลั้งถูกจับกุม เจ้าสัวเกียวจึงต้องยื่นข้อตกลงทำการค้ากับจอมทมิฬ และจัดการให้เดินทางไปร่วมกับซุนเกี๋ยนที่ตั้งตนอยู่ทางใต้ สร้างบุญคุณให้ไว้กับพวกแซ่จิวอย่างหาที่สุดมิได้
นอกจากนั้นแล้ว เจ้าสัวเกียวยังจัดส่งศิษย์เอกให้ร่วมติดตามดูแล และสั่งการให้ไปช่วยบุกเบิกอาณาจักรใต้ด้วยอีกคนหนึ่ง เพราะที่จริง มันก็เป็นสหายรักอยู่กับจิวยี่มานานแล้ว ลูกศิษย์คนนี้ ก็คือ โลซก ทายาทของคหบดีที่เพิ่งเสียชีวิตไปไม่นานนี้เอง ทำให้โลซกกลายเป็นเศรษฐีหนุ่มที่กำลังเร่ิมต้นกับบทบาทใหม่พอดี
ทางเลือกของโลซกจึงเป็นไปได้สองทาง ทางแรก คือ สานต่อกิจการของครอบครัวในเมืองหลวงที่กำลังถูกครอบงำด้วยระบบทรราชย์ หรือ ทางที่สอง ละทิ้งทุกอย่าง รวบรวมเงินทองไปเผชิญโชคทางใต้กับโอกาสที่เปิดให้ในครั้งนี้ โอกาสที่จะบุกเบิกเส้นทางร่วมกับพวกตระกูลซุน ขุมกำลังใหม่ที่กำลังสร้างตัว
ต้องถือว่า โลซกเป็นคนมีจิตใจกล้าได้กล้าเสียเป็นอย่างยิ่ง เมื่อได้รับคำแนะนำจากอาจารย์มาชัดเจนแล้ว ก็ตัดสินใจแจ้งกับครอบครัว ให้ถอนรกรากจากเมืองหลวง และรวบรวมทรัพย์สินทั้งหมด ออกเดินทางไปเสี่ยงโชคทางใต้ นับว่า เป็นการเดิมพันครั้งสำคัญกับพวกตระกูลซุนเลยทีเดียว
เมื่อซุนเกี๋ยนได้ต้อนรับกำลังเสริมกลุ่มใหม่ที่มีทั้งคุณชายจิวยี่และเศรษฐีหนุ่มโลซก จึงเสมือนเป็นเสือติดปีก ได้กุนซือที่มีปัญญามาเสริมทัพ และทรัพย์สินมาจุนเจือต่อการสร้างขุมกำลังแดนใต้ต่อไป ซึ่งแน่นอน คนที่ได้รับความดีความชอบอีกคนหนึ่งของดินแดนกังตั๋ง ก็คือ เจ้าสัวเกียวชวน ผู้ทรงอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในครั้งนี้
หากแต่กิจการธุรกิจของเกียวชวน ล้วนตั้งอยู่ในเมืองหลวง รวมทั้งเครือข่ายสหพันธ์การค้าหมาป่าที่เพิ่งถูกจัดตั้งขึ้น กลับทำให้เจ้าสัวเกียวชวนไม่กล้าตัดใจละทิ้ง เพื่อเดินทางไปร่วมอุดมการณ์กับซุนเกี๋ยนได้ในยามนี้ มันจึงได้แต่ต้องรักษาความสัมพันธ์กับสองพ่อลูกทรราชย์ไปพลางๆก่อน
นับตั้งแต่แผนการเปิดโปงอดีตของลิโป้ล้มเหลวไปแล้ว สมุหนายกอ้องอุ้น เสาหลักสายพลเรือนได้แต่ถนอมตัวรักษาท่าทีไว้ก่อน น่าเสียดายนักที่เต๊งหงวนไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่ง มัวแต่พูดจาอ้ำอึ้งอ้อมค้อม จนถูกลิโป้ชิงลงมือปิดปากไปเสียก่อน
ที่จริง มันรับเลี้ยงเต๊งหงวน อดีตนายทหารเอาไว้ในจวนในฐานะพ่อบ้าน เป็นเพราะเคยมีน้ำใจต่อกันมาเก่าก่อน หากแต่พอลิโป้ปรากฏ พ่อบ้านเต๊งหงวนกลับอาสาเปิดโปงเรื่องราวในอดีตให้ขุนพลหน้าใหม่ได้อับอาย เสื่อมเสียชื่อเสียง ขอเพียงจุดประกายความด่างพร้อยได้สำเร็จ ต้องมีผู้คนออกหน้าช่วยเหลือ เรียกร้องความเป็นธรรมให้ได้แล้ว ช่างน่าเสียดายนัก
วันหนึ่ง สมุหนายกอ้องอุ้นสุดจะทนทานต่อพวกจอมทรราชย์ และรู้สึกถึงแรงกดดันจากราชครูซัวหยงสายม่อจื้อที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ จึงใช้โอกาสวันปีใหม่จัดงานเลี้ยงใหญ่เพื่อหยั่งท่าทีเหล่าขุนนางนายทหารทั้งหลายทั้งที่เป็นลูกศิษย์สายขงจื้อ และคนคุ้นเคยให้หาทางช่วยกันต่อต้านตั๋งโต๊ะ
โจโฉเผอิญทราบเรื่องจากสายข่าวที่ขุนพลเอียวปิดดูแลอยู่อย่างกระทันหัน ก็พบเห็นเป็นจุดเปราะบาง พวกตั๋งโต๊ะอาจใช้เป็นสาเหตุในการใส่ความหาเรื่อง เกรงว่าจะสูญเสียบุคคลสำคัญทางการเมืองไปอีกคน จึงเอ่ยปากขอให้เอียวปิดช่วยปกปิดเรื่องราวไปเสีย อย่าให้ข่าวหลุดไปถึงหูพวกตั๋งโต๊ะได้ก่อน
จากนั้น โจโฉรีบตรงเข้ามาก่อความวุ่นวายในงานเลี้ยงโดยเร็ว แต่แอบส่งสัญญาณว่า งานเลี้ยงอาจจะมีปัญหาลุกลาม และตนเองอาสาจัดการเรื่องนี้ให้เอง อ้องอุ้นเข้าใจความนัย จึงรีบยกเลิกงานเลี้ยง เชื้อเชิญทุกคนกลับไปหมด ค่อยเปิดประตูหลังรับโจโฉเข้ามา เพื่อปรึกษาแผนการลับกันตามลำพัง
โจโฉเพียงขอกระบี่สั้นพระราชทานที่ชื่อ สัตตดารา จากอ้องอุ้น เพื่อลอบติดตัวเข้าไปบั่นคอจอมทรราชย์เท่านั้น แผนการก็ง่ายแสนง่าย แค่เดินเข้าวังไปตามลำพัง แล้วหาข้ออ้างต่อองครักษ์หน้าห้องนอน มันก็เข้าไปยืนอยู่หน้าเตียงของตั๋งโต๊ะได้แล้ว มาตรการรักษาความปลอดภัยในเมืองหลวงยุคสมัยนี้ช่างหย่อนยานยิ่งนัก โดยเฉพาะสำหรับนายทหารคนสำคัญด้านเสนาธิการอย่างมัน
อ้องอุ้นรับฟังพร้อมประเมินตาม โจโฉสำทับเพิ่มเติมอีกว่า หากเกิดความผิดพลาดขึ้น ขอเพียงอ้องอุ้นยืนกรานปฏิเสธความเกี่ยวข้องทั้งปวง และโยนความผิดมาให้แก่ตนเองเพียงคนเดียว เพราะตัวโจโฉเป็นคนนอก ทั้งไม่ใช่คนสายขงจื้อ และไม่มีความสัมพันธ์อันใดกับอ้องอุ้นมาก่อน
กระบี่สั้นสัตตดารา เป็นกระบี่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมา เพราะเป็นของวิเศษประจำพรรคฟ้าเหลือง ถูกตั๋งโต๊ะนำกลับมามอบให้กับฮ่องเต้เลนเต้ เพื่อยืนยันว่า พรรคฟ้าเหลืองล่มสลายแล้วอย่างแท้จริง
กระบี่ดังกล่าว เดิมที เป็นสมบัติของเตียวเทียนซือ ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งลัทธิข้าวเปลือกห้าทะนาน พอเตียวล่อ ผู้นำคนใหม่ยอมเข้าร่วมกับพรรคฟ้าเหลือง จึงพลอยยกกระบี่ล้ำค่าให้เป็นสมบัติประจำพรรค
คาดกันว่า กระบี่สัตตดาราถูกสร้างเลียนแบบจากตำนานกระบี่เหวมังกรเจ็ดดาวที่ปรมาจารย์การตีดาบ โอวหยางจี้กับกานเจียง ร่วมกันสร้างขึ้นในสมัยเลียดก๊ก และกระบี่ดั้งเดิมนั้นเคยตกทอดไปยังอู่จื่อซี ขุนนางชื่อดัง แล้วหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย กลายเป็นเรื่องเล่าขานอย่างสนุกปากเรื่อยมา
นอกเหนือจากกระบี่สั้นนี้จะมีลวดลายเจ็ดดาวบนฝักดาบตามตำนานเล่าขานแล้ว ตำแหน่งดวงดาวยังประดับไว้ด้วยอัญมณีสวยงามเจ็ดสีวาววับสะดุดตา สมควรมีคุณค่าครองเมือง
ครั้งนั้น สมุหกลาโหมโฮจิ๋น และขุนพลตั๋งโต๊ะ ต่างหมายปองกระบี่ดังกล่าว เพื่อส่งเสริมบารมีในฐานะผู้ล้มล้างพรรคฟ้าเหลือง กษัตริย์เลนเต้ลังเลพระทัย ไม่อาจเทใจให้เกิดเหตุขุ่นเคืองใจต่อกัน จึงพระราชทานกระบี่สั้นให้สมุหนายกอ้องอุ้น คนนอกวง เป็นสินน้ำใจต่อความจงรักภักดีที่มีให้ต่อราชสำนักแทน
การที่โจโฉขอกระบี่สั้นสัตตดาราไป จึงนับว่า เป็นเหตุผลที่สมควร ตั๋งโต๊ะย่อมปรารถนาได้กระบี่สั้นเล่มนี้ไว้ในครอบครอง ต้องถือว่า โจโฉทำการบ้านเบื้องลึกมาเป็นอย่างดีทีเดียว สมกับที่เติบโตมาทางสายเสนาธิการ
...
สาวน้อยโฉมงามวัยไม่เกินสิบเจ็ดสิบแปดปีคนหนึ่ง ประคองถ้วยน้ำโสมไว้ในมือ แอบมองดูความเคลื่อนไหวของสมุหนายก อ้องอุ้นกับนายทหารหนุ่มใหญ่ในห้องหนังสือ เห็นว่ามีการหยิบยื่นกระบี่สั้นสัตตดาราส่งให้ ก็นึกแปลกใจ หรือว่า ท่านพ่อคิดวางแผนลอบสังหารคนสำคัญแล้วกระมัง
กระบี่สั้นเล่มนั้นเคยผ่านตาของนางมาบ้างตั้งแต่เด็ก จึงพอจะมีข้อมูลอยู่ ผู้สร้างกระบี่เป็นผู้อาวุโสของพรรคที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องการประดิษฐ์คิดค้นส่ิงต่างๆได้อย่างแยบยล มันถูกสร้่างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองต่อการเปิดตัวทายาทสืบทอดตำแหน่งคนใหม่ของพรรคฟ้าเหลือง และเป็นของวิเศษประจำพรรคชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว หากแต่บุคคลภายนอกกลับร่ำลือกันว่า เป็นกระบี่โบราณสืบทอดมาแต่ปรมาจารย์ลัทธิข้าวเปลือกด้วยความเข้าใจผิด
ร่ำลือกันว่า เมื่อครั้งพรรคฟ้าเหลืองล่มสลาย ทายาทประมุขจำยอมตัดใจทิ้งกระบี่สั้นไว้ เพื่อให้ขุนพลผู้พิชิตนำมามอบต่อองค์กษัตริย์ สร้างความเชื่อมั่นว่า พรรคมารจบสิ้นแล้ว แต่ท่านก็หวังว่าสักวันจะสามารถมาทวงของสำคัญสิ่งนี้กลับคืน นึกไม่ถึงเลยว่า วันนี้ กระบี่สั้นกลับจะมีบทบาทสำคัญทางการเมืองอันใด
นางนึกถึงการปลอมแปลงฐานะเข้ามาใกล้ชิดกับอ้องอุ้นด้วยความยากลำบาก ยังดีที่อ้องอุ้นชมชอบเลี้ยงดูเด็กหนุ่มเด็กสาวที่มีหน้าตาดีมากมาย คล้ายจะชดเชยที่มันไร้บุตรธิดาสืบสกุล นางจึงสามารถสวมรอยแทนที่เด็กสาวที่ได้รับการคัดเลือกเข้ามา พร้อมกับคนอื่นๆจำนวนหนึ่ง ตามเส้นทางของคนรับใช้พิเศษ
ด้วยกิริยาท่าทางอ่อนช้อย หน้าตาที่งดงามโดดเด่น และเมื่อได้แสดงฝีมือด้านการร้อง การรำ และความรู้ด้านหนังสือให้เป็นที่ประจักษ์ นางก็ได้รับการเลื่อนขั้นเข้ามาให้อ้องอุ้นพิจารณาด้วยตนเอง จนสุดท้าย ถึงกับได้รับเลือกให้เข้ามาอยู่ในกลุ่มคนรับใช้เพื่อสร้างความบันเทิงของอ้องอุ้นแล้ว
ชะตาชีวิตของนางจะเป็นไปทางใด ย่อมขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเจ้าบ้าน ซึ่งอาจจะเป็นเพียงความบันเทิงผ่อนคลายด้วยศิลปะความรู้ หรือเรือนร่างเข้าแลก หากแต่นางก็พร้อมแล้วกับชีวิตและเส้นทางของนางเอง
โจโฉรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวภายนอก จึงพุ่งตัวออกไปตรวจสอบ เห็นเป็นเงาร่างผู้คน จึงคว้าจับตัวเอาไว้ กลับเห็นเป็นเด็กสาวแรกรุ่น หน้าตาสะสวยงดงาม อ้องอุ้นเดินตามออกมาเห็น จึงตวาดว่า “เสี่ยวเสี้ยน เจ้ามาทำอะไรลับๆล่อๆที่นี่หรือ”
เตียวเสี้ยนเสแสร้งตกใจ ทำถ้วยน้ำโสมในมือร่วงหล่นกับพื้น แล้วทรุดตัวลงคารวะ “ขออภัยนายท่าน ข้าน้อยเพียงนำน้ำโสมมาให้ พอเห็นว่ามีแขกมาเยือน จึงยืนลังเลใจไปครู่หนึ่งเท่านั้นเอง ยังไม่่ทันได้พบเห็นสิ่งไรเลย”
โจโฉมองนิ่ง สังเกตอาการไม่พบพิรุธอันใด ค่อยลดมือจากการจับกุม สบตากับอ้องอุ้นแทน “ท่านอ้องอุ้น เห็นแก่การณ์ใหญ่ คงต้องรบกวนท่านแล้ว”
อ้องอุ้นมากประสบการณ์ ย่อมรู้ว่าโจโฉคิดเห็นเช่นไร แม้ว่ามีจิตใจเมตตา แต่จำต้องป้องกันเหตุไว้ก่อน จึงได้แต่เรียกคนรับใช้ให้นำตัวสาวใช้ผู้โชคร้ายไปกักขังไว้เป็นการชั่วคราว เพื่อป้องกันไม่ให้ข่าวลับรั่วไหล
เตียวเสี้ยนนึกขุ่นเคืองใจอยู่บ้าง แต่ก็นับว่า อ้องอุ้นยังให้ความปรานี มิสั่งให้สังหารทิ้ง เพื่อตัดปัญหาแบบง่ายๆ ชีวิตสาวใช้คนหนึ่งย่อมไม่ได้เกิดผลกระทบอันใดต่อคนรอบข้าง เพียงแต่การกักขังเอาไว้เช่นนี้ นางเองก็ไม่สามารถแจ้งข่าวลับให้แก่ต้นสังกัด เพื่อฉกฉวยโอกาส สร้างประโยชน์จากสถานการณ์ครั้งนี้
อีกประการหนึ่ง นายทหารหนุ่มใหญ่ร่างเล็กคนนั้น ก็ดูองอาจกล้าหาญ และมีมารยาทเรียบร้อย แตกต่างจากทหารอาชีพทั่วไป กลับดูน่าพึงพอใจอยู่ไม่น้อย น่าเสียดายที่การพบหน้าครั้งแรกนี้ กลับเป็นเรื่องราวที่น่ากระอักกระอ่วนใจไม่น้อย อาจจะทำให้ความประทับใจยามแรกพบเปลี่ยนไปในทางเลวร้ายก็ได้
เตียวเสี้ยน จารชนสาวในจวนขุนนางใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญการแปลงโฉม และแทรกซึมบ่อนทำลาย นึกเสียดายที่นายทหารผู้นั้นคงจะต้องสิ้นชื่อในเร็ววัน เพราะแผนการลอบสังหารนั้น ยังดูหละหลวมจนเกินไป ถึงทำได้สำเร็จ ก็มิอาจรอดชีวิตออกมาได้อยู่ดี

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา