17 มี.ค. 2021 เวลา 11:45 • ปรัชญา
#พี่น้องตระกูลกริมม์
พี่น้องกริมม์เป็นที่เล่าขานกันว่า มักจะชอบเขียนงานแนวโหดและระทึกขวัญ แต่ทว่า แท้จริงแล้วตัวตนของพวกเขานั้นเป็นเช่นไร วันนี้เราจะขอเป็นคนเล่าให้ทุกคนได้ทราบกัน
ชีวิตช่วงต้น
พี่น้องกริมม์ เกิดที่เมือง Hanau ประเทศเยอรมนี ซึ่ง เจคอบ เกิดเมื่อวันที่ 4 มกราคม 1785 และวิลเฮล์ม เกิดวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 1786. ทั้งสอง เป็นลูกคนโตจากพี่น้องทั้งหมด 6 คน ซึ่งตั้งแต่วัยเยาว์ พวกเขาสนิทกันมาก แต่หลังจากที่พี่น้องของพวกเขาค่อย ๆ จากไปทีละคน จึงเหลือเพียงแค่ เจคอบ วิลเฮล์ม และ ยาโคบ เท่านั้น
พ่อของพวกเขาเป็นทนายความ และเป็นเสมียนในเมือง ฮาเนา แต่ทว่าในปี 1796 พ่อของพวกเขาก็เสียชีวิตลงด้วยวัย 44 ปี จากโรคปอดบวม นี่จึงเป็นช่วงเวลาที่น่าเศร้าอย่างมาก สำหรับพี่น้อง Grimms
1
หลังจากสำเร็จการศึกษาที่โรงเรียนคัสเซิล พี่น้องกริมส์ ก็มุ่งมั่นศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยมาร์เบิร์ก ด้วยความตั้งใจอย่างแน่วแน่ ที่จะเป็นนักกฎหมายตามแบบอย่างของพ่อ เพื่อสร้างรายได้ ให้มากพอที่จะมาเลี้ยงดูพี่น้องที่เหลือ อีกทั้งในช่วงนั้นพวกเขาก็ยังโชคดีที่ได้ ป้าเฮนเรียต ซิมเมอร์ และปู่ของพวกเขา โยฮันน์ เฮอร์มันน์ซิมเมอร์ เข้ามาช่วยดูแล
2
หลังจากการสูญเสีย
ทั้งสามจึงทุ่มเทและตั้งใจเรียนอย่างหนัก แต่แล้วทุกสิ่งก็เปลี่ยนไป หลังจากที่ เจคอบ ได้รับความสนใจจาก ศาสตราจารย์ ฟรี ดริชคาร์ล ฟอน ซาวิญญี ผู้ก่อตั้งโรงเรียนกฎหมาย และยังกลายเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลอย่างมากกับพวกเขาด้วย
เนื่องจากตลอดเวลาที่อยู่ในมหาวิทยาลัย พี่น้องกริมส์ สนิทกับ ซาวิญญี มาก จึงทำให้พวกเขาสามารถใช้ห้องสมุดส่วนตัวของ ซาวิญญี ได้แทบจะตลอดเวลา และความสนใจ ด้านกฎหมายและประวัติศาสตร์ รวมไปถึง คติชนวิทยาของเยอรมันมาก
ศาสตราจารย์ ซาวิญญี จึงขอให้ เจคอบ ไปปารีสกับเขา ในฐานะผู้ช่วย เพื่อศึกษาดูงาน
สู่เส้นทางเฉพาะตัว
ในระหว่างนั้น วิลเฮล์ม ก็เกิดสนใจวรรณคดีเยอรมันขึ้นมา โดยจุดเปลี่ยนเกิดขึ้นหลังจากที่เขาได้อ่านหนังสือของ Ludwig Tieck จึงทำให้เขาเริ่มหันมาศึกษาทางด้านนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ
ขณะเดียวกัน ที่ ปารีส จาคอบ ที่คุ้นเคยกับการใช้ชีวิต และการทำงานร่วมกับพี่น้องมาโดยตลอด เขาจึงได้พบว่าการพรากจากกันแม้เพียงเวลาสั้น ๆ เป็นเรื่องยากที่จะทำอะไรได้อย่างที่ใจคิด
หลังจากที่ เจคอบ กลับมา เขาก็ได้เห็น และยอมรับในความหลงใหลด้าน วรรณกรรมของ วอลเฮล์ม เจคอบ จึงเปลี่ยนจุดสนใจจากกฎหมายเป็นวรรณกรรมเยอรมัน เพื่อจะได้ทำงานร่วมกันกับน้อง
เมื่อถึงจุดที่ต้องเปลี่ยนแปลง
ในปี 1808 แม่ของพวกเขาเสียชีวิตลง และยาโคบ จึงลำบากยิ่งขึ้น เพราะเขาต้องรับหน้าที่เป็น เสาหลักของที่บ้าน ในขณะเดียวกันก็ต้องพยายามเป็นพี่ชายที่ดีด้วย
ตั้งแต่ปี 1806 ถึงปี 1810 ครอบครัวกริมม์ แทบจะไม่มีเงินเพียงพอที่จะเลี้ยงตัวเองและนุ่งห่มเสื้อผ้าได้อย่างเหมาะสม อีกทั้งในเวลานั้น เจคอบ และ วิลเฮล์ม ยังเริ่มกังวลเกี่ยวกับปัญหาทางการเงินของครอบครัวด้วย
1
Achim von Arnim และ Clemens Brentano เพื่อนที่ดีของพี่น้องกริมส์ ก็เกิดมีความสนใจที่จะเผยแพร่นิทานพื้นบ้าน พวกเขาจึงขอให้พี่น้อง กริมส์ รวบรวมนิทาน ที่บอกเล่ากันปากต่อปาก มาเขียนไว้เพื่อเผยแพร่ เป็นชุดหนังสือ อีกทั้งพวกเขา ยังรวบรวมหนังสือเก่าจำนวนมาก และขอให้เพื่อน หรือคนรู้จักใน คัสเซิล เล่านิทาน และรวบรวมเรื่องราวจากผู้อื่น เพื่อเก็บเป็นข้อมูลทำหนังสือ
"Hansel and Gretel", illustrated by Arthur Rackham, was a "warning tale" for children
โดย เจคอบ และ วิลเฮล์ม พยายามรวบรวมเรื่องราวเหล่านี้ เพื่อเขียนเป็นประวัติศาสตร์ของชาวเยอรมันโพซีเก่า และเพื่อรักษาประวัติศาสตร์นี้ไว้
ระหว่างปี 1805 - 1809 เจคอบ กริมม์ จึงได้เริ่มทำงานเป็นบรรณารักษ์ของ เจอโรมโบนาปาร์ต ใน วิลเฮล์มเชก หลังจากสงครามกับฝรั่งเศสจบลง จาคอบ ก็ได้รับหน้าที่ ให้เดินทางไป ปารีส เพื่อรับเอกสารต้นฉบับของหอสมุดคัสเซิล ที่ถูกขโมยไปกลับคืนมา
1
ในปี 1829 เจคอบ ถูกส่งไปยังสภาคองเกรสแห่งเวียนนา และที่นั้นก็ทำให้เขาเกิดความสนใจในอาชีพเกี่ยวกับการเมืองที่กำลังรุ่งเรืองมาก ณ เวลานั้น
Wilhelm Grimm and Jacob Grimm in 1847
ในขณะเดียวกัน ยาโคบ ก็ตัดสินใจออกจากราชการ โดยเลือกที่จะปฏิเสธตำแหน่งศาสตราจารย์ที่เสนอใน บอนน์ พร้อมกับเงินเดือนที่สูงลิบลิ่ว เพื่อหันมาทำงานเป็นบรรณารักษ์ใน คัสเซิล ซึ่งพี่ชายทั้งสองของเขา เจคอบ และวิลเฮล์ม ทำงานอยู่
พี่น้องกริมม์ ยังคงดำรงตำแหน่งและหน้าที่การงานนี้ของตนต่อไป เพื่ออุทิศตัวในการค้นคว้าและสร้างผลงานทางวรรณกรรม
แม้ว่าในปี 1825 วิลเฮล์ม กริมม์ จะแต่งงาน แต่พี่น้องทั้งสาม ก็ยังคงใช้ชีวิตและทำงานร่วมกันเช่นนั้นอยู่เสมอ
ในปี 1829 มีการเปิดรับตำแหน่งผู้อำนวยการที่ห้องสมุด คัสเซิล ซึ่งตำแหน่งนี้ควรเป็นของ เจคอบ ที่ทำงานมานานและสร้างชื่อเสียงให้มาแล้วหลานครั้ง แต่ด้วยเหตุที่มีบุคคลหนึ่งไม่พึ่งใจ เขาจึงขัดขว้างการก้าวเข้าสู่ตำแหน่งนี้ของ เจคอบ จนได้
1
ความขัดแย้ง
เจคอบ ที่รู้สึกเจ็บแค้นมากกับความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น แน่นอนว่าแม้พวกเขาจะได้ออกจากงาน แต่ด้วยเหตุที่ผลงานทางวรรณกรรมของพวกเขาก็ต่างเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว
ในปี 1830 เจคอบ กริมม์ จึงได้รับคำเชิญให้เข้าทำงานที่ Göttingen เพื่อรับหน้าที่เป็นศาสตราจารย์ด้านวรรณคดีเยอรมัน และ เป็นบรรณารักษ์อาวุโสในมหาวิทยาลัย Göttingen
ส่วน วิลเฮล์ม ได้รับตำแหน่งบรรณารักษ์รุ่นน้อง และยังได้รับรางวัล the title of supernumerary ซึ่งต่อมาในปี 1835 เขาก็ได้ทำงานเป็นศาสตราจารย์เต็มเวลาเช่นกัน
ที่นั่น พวกเขาได้ทำงานร่วมกับกลุ่มนักวิชาการที่ก้าวหน้า โดยเฉพาะผู้ทรงคุณวุฒิด้านวรรณคดีของเยอรมนี แต่ทว่าการอยู่ใน Göttingen นั้นชั่งแสนสั้น
Jacob Grimm lecturing (illustration by Ludwig Emil Grimm, c. 1830)
ด้วยเหตุที่ กษัตริย์องค์ใหม่แห่ง ฮันโนเวอร์ ผู้ขึ้นครองบัลลังก์ ในปี 1837 ได้ตัดสินใจที่จะลบล้าง รัฐธรรมนูญที่ ฮันโนเวอร์ สร้างขึ้นมาตั้งแต่บรรพบุรุษ เขาเริ่มทำลายด้วยการขีดข่วนบนบันทึกนั้น แน่นอนว่าความไม่พอใจจึงเกิดขึ้นไปทั่วทั้งประเทศ
และนักวิชาการเพียงเจ็ดคนเท่านั้นที่กล้าพอที่จะประท้วงสิ่งที่เกิดขึ้นนี้อย่างเปิดเผย ซึ่งหนึ่งในเจ็ดคนนั้นก็มี พี่น้องกริมม์ ร่วมอยู่ด้วย กษัตริย์ เอิร์นส์ ออกัส จึงตอบโต้การประท้วงนี้ทันที ด้วยการไล่ศาสตราจารย์ทั้งเจ็ด และขับไล่ผู้ที่ไม่ได้เกิดใน ฮันโนเวอร์ ออกจากประเทศไป ภายในสามวันพี่น้องกริมม์ จึงต้องออกจากเมืองไป
1
แม้ผู้คนส่วนใหญ่ในเยอรมนี จะสนับสนุนความคิดของนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงอย่างพวกเขา แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังไม่สามารถกลับคืนสู่ประเทศได้อยู่ดี และด้วยการสนับสนุนจากผู้จัดพิมพ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในเยอรมนี อย่าง Reymer และ Girtsel เจคอบ และ วิลเฮล์ม จึงได้รับข้อเสนอให้จัดทำพจนานุกรมภาษาเยอรมัน
2
ข้อเสนอ เพื่อความอยู่รอดในต่างแดน
ที่รวบรวมเนื้อหา โดยใช้พื้นฐานทางวรรณคดีในงานเขียน เพื่อตีแผ่ความจริงและแนวคิดที่น่าสนใจผ่านเรื่องราวที่สร้างขึ้น แน่นอนว่าทางสำนักพิมพ์ยอมรับข้อเสนอแนะนี้ โดยไม่ลังเล และหลังจากเตรียมการค่อนข้างนาน พวกเขาก็เริ่มทำงานได้อีกครั้ง ใน คัสเซิล
แต่ทว่า พวกเขาก็ได้อยู่ในเมืองนี้เพียงแค่ช่วงสั้น ๆ ด้วยเหตุที่ Prince Frederick Wilhelm แห่ง ปรัสเซีย ได้ขึ้นครองบัลลังก์ พี่น้องกริมม์ จึงถูกเรียกตัว ให้กลับไป เบอร์ลิน ในทันที
พวกเขาได้รับเลือกให้เข้าทำงานที่ Berlin Academy of Sciences และ เนื่องจากนักวิชาการ ได้รับสิทธิ์ในการพูดบรรยาย ที่มหาวิทยาลัยเบอร์ลิน ไม่นานหลังจากนั้น วิลเฮล์ม และ จาคอบกริมม์ ก็เริ่มเป็นนักบรรยายให้กับนักศึกษาในมหาวิทยาลัย และอาศัยอยู่ใน เบอร์ลิน จนกระทั่งเสียชีวิต
ดังคำที่กล่าวไว้ว่า “ทุกเรื่องราวนั้นมีตอนจบ แต่ทว่าในชีวิตจริง ทุก ๆ ตอนจบมักคือจุดเริ่มต้นครั้งใหม่เสมอ"
1
แปลและเรียบเรียงโดยเรื่องเล่าจากดาวนี้
ที่มา:
ติดตามเรื่องเล่าจากดาวนี้เพิ่มเติมได้ที่
หากชื่นชอบก็อย่าลืมกด Like กด Share เพื่อเป็นกำลังใจให้กันด้วยนะคะ สามารถแชร์แนวคิด มุมมองดีๆได้ใน Comments นี้เลย 😄
โฆษณา