หากต้องลาออกจากงาน ควรทำอย่างไรกับสิทธิ์ประกันสังคม และ กองทุนชราภาพ
รับชมคลิปอธิบายได้ที่
1
เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงจากโรคระบาด covid-19 และ ปัญหา disruption ต่างๆ ทำให้ บางกิจการต้องปิดตัวลง อาชีพและตำแหน่งงานบางอย่างต้องยุบตัวไปและมีทักษะอาชีพใหม่ๆเข้ามาแทนที่ ส่งผลกระทบให้คนวัยทำงาน ถูกเลิกจ้าง หรือ จำเป็นต้องลาออก อยู่ในภาวะตกงานเป็นจำนวนมาก
ซึ่งคนวัยทำงานส่วนใหญ่ จะมีสวัสดิการขั้นพื้นฐานตามข้อบังคับของกฏหมาย คือ ประกันสังคม ซึ่งมีจำนวนสมาชิกถึง 16 ล้านคน
บทความนี้จึงนำข้อมูลสำคัญควรทราบมาประกอบการพิจารณาการวางแผนการเงินของผู้ประสบปัญหาการถูกให้ออกจากงานค่ะ
คำถามยอดฮิตตอนนี้จึงเป็น
เมื่อต้องออกจากงานเราควรทำอย่างไรกับประกันสังคม
• ควรสมัครมาตรา 39 ต่อ เพื่อรับสิทธิ์ค่ารักษาพยาบาลไหม
• เงินสมทบส่วนหนึ่งของเราถูกเก็บเป็นเงินออมไว้ในกองทุนชราภาพ เราควรทำอย่างไร
👉 การสมัครเข้ามาตรา 39 จะต้องตัดสินใจสมัครภายใน 6 เดือน หลังจากพ้นสภาพจากมาตรา 33 แล้วเท่านั้น แต่ก็มีข้อสงสัยว่า จะมีผลอย่างไรต่อกองทุนชราภาพของเรา เมื่อครบอายุ 55 ปี และ คำนวณเงินบำนาญ จะทำให้เงินบำนาญที่ได้รับลดลงกว่าที่ควรจะเป็น หากหยุดไว้ที่มาตรา 33 หรือเปล่า
ทางเลือกไหนเหมาะกับเรา บทความนี้จะให้ข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อให้คุณใช้ประกอบการตัดสินใจค่ะ
ทบทวนกันก่อนสักนิดนะคะ ประกันสังคมแบ่งผู้เอาประกันตนออกเป็น 3 กลุ่ม คือ มาตรา 33, มาตรา 39 และ มาตรา 40
มาตรา 33 เป็นภาคบังคับสำหรับผู้ทำงานแบบมีนายจ้าง โดยจ่ายสมทบทั้งฝั่งลูกจ้างและนายจ้าง
มาตรา 39 เป็นภาคสมัครใจ เป็นเราจ่ายสมทบฝ่ายเดียว โดยมีคุณสมบัติต้องเคยเป็นสมาชิกมาตรา 33 มาก่อน และส่งเงินสมทบมาไม่ต่ำกว่า 12 เดือน และสมัครในช่วงเวลาลาออกจากงานไม่เกิน 6 เดือน
มาตรา 40 เป็นภาคสมัครใจสำหรับคนทำอาชีพอิสระ ฟรีแลนซ์ และ ค้าขาย
ประเด็นสำคัญควรรู้ เงินทองต้องวางแผนรวบรวมมา 8 ข้อ ดังนี้ค่ะ
🚩1.เมื่อคุณออกจากงาน สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ไปแจ้งขึ้นทะเบียนว่างงาน ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ว่างงาน เพื่อขอรับเงินชดเชยการว่างงาน โดยไม่ต้องรอหนังสือรับรองการออกจากงาน โดยเป็นการแสดงสิทธิ์ในเบื้องต้น รายละเอียดศึกษาได้ตามลิ้งค์นี้
🚩2.สำรวจกองทุนชราภาพของตนเอง ว่าเมื่อครบอายุ 55 ปี คุณจะได้รับเป็นเงินบำเหน็จ หรือ เงินบำนาญ
1
โดยมีเส้นแบ่งที่ระยะเวลาจ่ายเงินสมทบ
• ต่ำกว่า 180 เดือน รับบำเหน็จ
• ตั้งแต่ 180 เดือน รับบำนาญ
👉 สมทบไม่เกิน 180 เดือน
• และไม่เกิน 12 เดือน จะได้รับเฉพาะส่วนเงินสมทบของตนเองในส่วนของกองทุนชราภาพ
• เกิน 12 เดือน แต่ไม่เกิน 180 เดือน จะได้รับเงินบำเหน็จ ประกอบด้วย
เงินสมทบของตนเอง + เงินสมทบของนายจ้าง ในส่วนของกองทุนชราภาพ
+ ผลประโยชน์ตอบแทนตามประกาศของประกันสังคม ณ.ปีที่จ่ายเงินสมทบ
1
ตรวจสอบยอดเงินได้ที่นี่
[หลักเกณฑ์และเงื่อนไขกรณีชราภาพ https://bit.ly/3vLgkZu]
👉 สมทบตั้งแต่ 180 เดือนเป็นต้นไป
จะได้รับเงินบำนาญรายเดือนทุกเดือน ตั้งแต่อายุ 55 ปี ไปตลอดชีพ
เงินบำนาญ = [20%+ 1.5%เพิ่มทุก 12 เดือนที่เกินจาก 180 เดือน] × ฐานเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย
ตัวอย่างของการคิดบำนาญชราภาพ ตามจำนวนเดือนที่สมทบ
🚩3.เมื่อออกจากมาตรา 33 ผู้ประกันตนจะยังได้รับสิทธิ์ค่ารักษาพยาบาลไปอีก 6 เดือน ถ้าภายใน 6 เดือน ไม่สมัครมาตรา 39 ต่อ ก็จะหมดสิทธิ์ค่ารักษาพยาบาล และ ไปรอรับเงินชราภาพตอนอายุ 55 ปี
🚩4. หากเสียชีวิตระหว่างที่ รอรับกองทุนชราภาพ ณ.อายุ 55 ปี เงินบำเหน็จที่คำนวณได้จะถูกจ่ายให้ทายาทโดยธรรม ดังนี้
กลุ่มที่ 1 แบ่งเท่าๆกัน ระหว่าง บิดา(โดยชอบด้วยกฎหมาย) มารดา คู่สมรส (จดทะเบียนสมรส) บุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย
หากไม่มีบุคคลกลุ่มที่ 1 จะจ่ายกลุ่มที่ 2 โดยจ่ายเป็นลำดับ คือ
• พี่น้องร่วมบิดามารดา
• พี่น้องร่วมบิดา หรือ มารดา
• ปู่ย่าตายาย
• ลุงป้าน้าอา
🚩5. หากเราอยู่ในกลุ่มผู้รับบำเหน็จเพราะสมทบไม่ถึง 180 เดือน แล้วอยากรับบำนาญจากประกันสังคม
เราสามารถสมัครกลับมาเป็นผู้เอาประกันตนมาตรา 33 อีกครั้งได้ โดยกลับมาสมัครงานแบบมีนายจ้าง (ต้องภายในอายุ 60 ปี) ประกันสังคมจะนับจำนวนเดือนของการจ่ายเงินสมทบต่อเนื่องจากเดือนสุดท้ายที่หยุดจ่ายเงินสมทบไป เช่น
จ่ายเงินสมทบมาแล้ว 170 เดือน แล้วออกจากงานตอนอายุ 45 ปี กลับมาสมทบใหม่ตอนอายุ 50 ปี ก็จะนับต่อเป็นเดือนที่ 171 ไปจนถึงอายุ 55 ปี
☝ทำให้จากเดิมอยู่ในเกณฑ์รับบำเหน็จ สามารถเปลี่ยนเป็นเกณฑ์ของการรับบำนาญ เพราะสมทบเกิน 180 เดือน
🚩6. กรณีผ่านเกณฑ์ 180 เดือนของการรับบำนาญในขณะที่อยู่มาตรา 33 แล้ว และไม่คิดว่าจะกลับเข้าระบบประกันสังคมอีกเลยจนเกษียณ รวมถึงไม่สนใจสิทธิ์รักษาพยาบาลของประกันสังคม เนื่องจากอาจจะไปใช้บัตรทอง หรือ มีประกันสุขภาพส่วนบุคคล ทดแทน
ก็ไม่ควรสมัครมาตรา 39 ต่อ เพราะจะทำให้เมื่อคิดค่าเฉลี่ยเงินเดือน 60 เดือนสุดท้าย คือ ช่วงอายุ 51-55 ปีหากอยู่ใน ม.39 จะคิดที่ฐาน 4,800 บาท แทนที่จะเป็น 15,000 บาท ทำให้เมื่อคำนวณเป็นเงินบำนาญแล้วจะน้อยกว่ามาก
ตัวอย่างเช่น
กรณี 1 - ลาออกตอนอายุ 40 ปี จ่ายสมทบมาแล้ว 180 เดือน ฐานเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายสูงสุดอยู่ที่ 15,000 บาท อายุ 55 ปี จะได้รับบำนาญ ดังนี้
20% × 15,000 = 3,000 บาท ต่อเดือน
กรณี 2 - สมัครมาตรา 39 ต่อ และส่งเงินสมทบในมาตรา 39 ตั้งแต่อายุ 41 ปี จนถึงอายุ 55 ปี (สมทบต่ออีก 15×12= 180 เดือน) จะได้รับบำนาญ ดังนี้
[20%+ (1.5%×15)] × 4,800 = 2,040 บาท ต่อเดือน
ข้อพิจารณานี้ เราก็คงต้องชั่งใจเลือก โดยพิจารณาสุขภาพของตนเองประกอบไปด้วย ว่าจะเลือกรับสิทธิ์ค่ารักษาพยาบาล หรือ เงินบำนาญที่จำนวนมากกว่า
🚩7.หากเราอยู่ในมาตรา 39 แต่อยากได้ฐานคิดเงินบำนาญเป็น 15,000 บาท ไม่ใช่ 4,800 บาท เราต้องกลับไปทำงานในระบบที่มีนายจ้างและสมัครกลับเข้ามาตรา 33 ใหม่
สำคัญที่ 60 เดือนสุดท้าย หากเราอยู่ในมาตรา 33 ค่าเฉลี่ยเงินเดือนที่นำมาคิดบำนาญ จะเป็น 15,000 บาท ถึงแม้ว่าเราจะเคยอยู่มาตรา 39 มาหลายปีแล้วก็ตาม
ส่งผลให้เรามีโอกาสที่จะรับเงินบำนาญชราภาพในจำนวนที่สูงขึ้นได้นั่นเอง
🚩8. กรณีที่อยู่ในเกณฑ์รับบำนาญชราภาพแล้ว เมื่อครบอายุ 55 ปี ยังมีความประสงค์จะรับสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลต่อ จึงสมัครมาตรา 39 แต่เกรงว่าวันที่ลาออกจากมาตรา 39 แล้วขอรับเงินบำนาญชราภาพ จะได้เงินบำนาญจำนวนน้อยเพราะคิดที่ฐาน 4,800 บาท
1
ให้เลือกขอรับเงินบำนาญ ณ.อายุ 55 ปีก่อนไปอีกสัก 5 เดือน แล้วค่อยสมัครกลับไปที่มาตรา 39 ระบบจะหยุดจ่ายเงินบำนาญ แต่จะจดจำเงินบำนาญที่ถูกคำนวณไว้ล่าสุดให้ (คิดที่ฐาน 15,000 บาท)
ยกตัวอย่างเช่น ไปยื่นลาออกจากมาตรา 39 ณ.อายุ 62 ปี วิธีคิดเงินบำนาญชราภาพ จะคำนวณที่ยอดฐานการคิดเดิมของเงินเดือน 15,000 บาท และ นับอายุงานต่อ คือเพิ่มตัวคูณ 1.5% ทุกๆ 12 เดือนที่เพิ่มขึ้นในขณะที่อยู่ที่ มาตรา 39 อีกด้วย
1
📚ทั้ง 8 ข้อ ที่เงินทองต้องวางแผน ได้รวบรวมมาฝาก น่าจะพอเป็นแนวทางให้ท่านตัดสินใจได้ว่า ควรจะเลือกจัดการอย่างไรกับสิทธิ์ประกันสังคมของท่าน
ซึ่งจุดเด่นของประกันสังคมไม่ใช่เพียงสิทธิ์ประกันสุขภาพเท่านั้น แต่สิทธิประโยชน์ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง คือ กองทุนชราภาพ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่ประชากรในประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่างสหรัฐอเมริกา ใช้เป็นเครื่องมือหลักในการใช้เป็นรายได้หลังเกษียณ แต่ในบ้านเรายังไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากนัก
1
และการเก็บเงินจำนวนเท่านี้ยังไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพอย่างปลอดภัยในวัยเกษียณ หากท่านใดยังมีกำลังทรัพย์ที่มากพอ นอกจากการออมเงินผ่านการลงทุนรูปแบบต่างๆแล้ว แอดมินขอนำเสนอให้ใช้อีกเครื่องมือหนึ่งคือ ประกันบำนาญ เข้าช่วยสร้างรายได้ประจำในวัยเกษียณเพิ่มอีกตัวหนึ่งด้วย
แล้ววัยเกษียณของท่านจะมีความสุข สบายใจ ปลอดภัย มั่นคงค่ะ
☝ติดตามฟังสาระดีดีของการวางแผนการเงินส่วนบุคคลและการพัฒนาตัวเองได้ที่
33ถูกใจ
61แชร์
8.7Kรับชม
แสดงความคิดเห็นของคุณ...