18 มี.ค. 2021 เวลา 06:27 • ปรัชญา
เขมานันทะวาที(๑)
บันทึกและรวบรวม : นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว
.
ในช่วง ๑๐ กว่าปีที่ดิฉันทำงานหนังสือกับท่านอาจารย์โกวิท เขมานันทะ
.
เป็นบรรณาธิการรวบรวมเนื้อหา ตรวจสอบ จัดหมวดหมู่คำบรรยายและ edit งานบรรยายธรรมของท่านอาจารย์ออกมาเป็นต้นฉบับหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊ค และติดต่อสำนักพิมพ์ของพี่น้อง เพื่อนรักกันให้พิมพ์หนังสืออาจารย์ออกสู่บรรณพิภพมามากกว่า ๔๐ เล่มนั้น
.
มีงานชิ้นหนึ่งที่ดิฉันได้ทำเอาไว้ในช่วงสนทนากับท่านทั้งทางโทรศัพท์ และระหว่างไปพบท่านที่หมู่บ้านบัวขาว มีนบุรี นั้นคือ การจดบันทึกถ้อยวาทะอันเป็นคติชีวิตล้ำลึก คมกริบ กระทั่งเชือดเฉือนหัวใจคนฟัง ให้ร้าวราน สะดุ้งสะเทือน ที่ท่านพูดให้ดิฉัน น้องกิ๋ว ฟังเสมอ
.
หากผ่านหูไป ไม่จดบันทึกไว้ ก็คงลืมหมดสิ้น
.
ความที่ดิฉันเป็นคนจดบันทึกทุกอย่างไว้เป็นปกติชีวิต และดิฉันยังมีสมุดโน้ต ปากกา ติดกระเป๋า อยู่ใกล้มือตลอด ดิฉันจึงจดบันทึกคำคมของท่านได้ทันที ไม่ค่อยปล่อยให้ผ่านหู อีกทั้งเอามาจัดหมวดหมู่ไว้ได้ถึงร่วม ๒๐ กลุ่ม ในมิติทางด้าน ศาสนา, มนุษย์-ชีวิต-โลก, การงาน, ความทุกข์, ประเพณี-วัฒนธรรม, บุตร บิดา มารดา, สติ ความรู้สึกตัว, การให้-การรับ, จิต, ความดี, ความรัก-กามารมณ์, ทัศนะของเขมานันทะ, ศิลป-สุนทรียภาพ, ความตาย, ความริษยา, ความคิด, ธรรมชาติ
.
และมีที่จดไว้ใหม่เรื่อยๆ หลังปี ๒๕๔๖ อีกเป็นจำนวนมาก
.
ดิฉันเคยนำ “คำคม-คติชีวิต” ที่อ.เขมานันทะ กล่าวไว้ในช่วงการโทรศัพท์ และสนทนากัน ซึ่งดิฉันบันทึกรวบรวมไว้ ไปให้อาจารย์อ่านดู
.
อ.เขมานันทะ เคยบอกไว้ราว ๑๕ ปีก่อนว่า น่ามีการเผยแพร่ออกมา และอาจารย์ยังบอกว่า ถ้าวันหนึ่งดิฉันนำไปบันทึกเป็นบทความหรือหนังสือ อาจารย์อยากตั้งชื่อผลงานชิ้นที่ดิฉันรวบรวมไว้นี้ ในนามของ “เขมานันทะวาที”
.
และอาจารย์ยังเคยกล่าวอีกว่า ยังมีชื่อน่าสนใจสำหรับงานชุดนี้ให้ลองพิจารณาดู ว่าชื่อไหนจะเหมาะสม อันได้แก่ ดอกคำ, วาทะธรรม, ธรรมวลี, วลีวรรค, มาลัยวลี
.
เราเคยคุยกันไว้ในช่วงนั้น ว่าน่าจะมีการทำงานชุดนี้ออกมาในวันหนึ่งข้างหน้า เพราะจะเป็นประโยชน์กับผู้คนและสังคมมาก
.
มาบัดนี้ ดิฉันเองเริ่มเข้าสู่วัย “ผู้สูงอายุ” กำลังจะแก่เฒ่าไปเรื่อยๆ ดิฉันจึงขอนำงาน “เขมานันทะวาที” มาเผยแพร่ไว้ทางเพจ “นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว” ก่อนจะลืม หรือจมหายไปในกองข้อมูลของไฟล์งานในคอมพิวเตอร์
.
เป็นงานของอาจารย์จากใจศิษย์ดื้อๆ เสมือน “มาลัยวลี” สักการะแด่ครูผู้ให้ชีวิตทางธรรมกับดิฉัน ลูกศิษย์ที่ทำงานหนักกับครูมา และพูดตรงๆ ทุกอย่างกับครู
.
ซึ่งใน ๖ เดือนสุดท้ายของชีวิตครู เมื่อดิฉันไปพบท่าน ท่านพูดไม่ได้แล้ว แต่ได้ฝาก ๒ คำ อันมีค่ายิ่งไว้กับดวงจิตดิฉัน ให้ดิฉันยึดเป็นหลักมั่นในการเผชิญทุกสถานการณ์ของชีวิต
.
นั้นคือ “รู้สึกตัว” และ ไม่เป็นไร”
.
สำหรับ “มาลัยวลี” ของ “เขมานันทะวาที” ที่ดิฉันบันทึกไว้จากคำพูดสดๆของอาจารย์ จำนวนประมาณ ๒๑ หน้านี้ ดิฉันจะนำมาเผยแพร่ต่อเนื่องกันไปทีละหมวดคำ และความ โดยเริ่มในหมวดแรกดังนี้
.
๑.ศาสนา
.
-เข้าถึงแก่นธรรมด้วยความรู้ตัวล้วนๆ
.
-การอยู่เหนือคลองของความคิด เป็นปรีชาญาณแหลมคมในการรู้เท่าทันเกมส์ของธรรมชาติด้านมืด
.
-หยั่งรู้ปรมัตถ์ แต่อยู่กับโลกสมมติโดยไม่ติดยึด
.
-เราภาวนาเพื่อหยั่งถึงปรมัตถ์ แต่ไม่ได้อยู่กับปรมัตถ์ เราต้องอยู่กับสมมติ โดยไม่ติดกับสมมติ
.
-เมื่อทำอะไรด้วยความรู้สึกตัวทั้งหมด ปาฏิหาริย์ย่อมเกิด
.
-Ego เป็น “ตอ” ของวัฏสงสาร(วฏฏขาณุ)
.
-ทำศาสนาให้เป็นเรื่องจริงในชีวิต มิใช่เรื่องราวปรัมปราที่นักเทศน์ขยันเล่า
.
-มหาสมุทรเวิ้งว้างแห่งความรู้สึกตัว อยู่ในเรา
.
-ลึกซึ้งที่สุดคือธรรมดาที่สุดและจะซ่อนเร้นได้ดีที่สุด สติรู้ตัวดีจะเห็นธรรมดาที่น่าอัศจรรย์
.
-คุณจะรู้สึกผิดอยู่ลึกๆเมื่อเพลินใจไปทางคิดนึกโดยหันหลังให้ความรู้ตัวและเมตตากรุณา ทำไมหรือ? ก็เพราะรู้อยู่ว่า ได้ทอดทิ้งสาระไปแล้ว
.
-พุทธศาสนาจะไม่ชักจูงคุณให้เข้าสู่ความสงบโดยเปล่าประโยชน์ แม้คุณคิดว่าตนไร้ประโยชน์ที่สุดแล้ว แต่กระนั้นคุณยังค้ำจุนโลกได้ด้วยเมตตา
.
-พุทธศาสนาไม่ใช่จะให้คำตอบในทุกเรื่อง ไม่ใช่ภาระของพระพุทธเจ้าที่จะตอบปัญหาไว้ล่วงหน้า แต่เป็นภาระหน้าที่ของพระสาวกและคนรุ่นนี้ ที่จะอยู่ร่วมยุคกับคนทำบาป จะเกณฑ์เอาคำตอบจากพระพุทธเจ้าไปถึงไหน ในเมื่อไม่เจริญภาวนา คำตอบก็ไม่มี
.
-วีรบุรุษทางธรรมไม่มี มีแต่คนธรรมดาผู้เข้าใจเมล็ดพันธุ์ความเป็นพุทธะในตนเองและผู้อื่นเท่านั้น
.
-พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานพระพรและสติปัญญามาให้มนุษย์เพียงเพื่อค้นพบ สดุดี เทิดทูน และประกาศกิตติคุณของพระองค์
.
-วิปโยคโศกซึ้ง รูปสลัก ภูผา
พุทธะนิมิตยืนค้ำฟ้า ทะเลบันบาป
.
-เมื่อจิตใจสัมผัสความเป็นพระแล้ว จะบวชจะสึกไม่ใช่ปัญหาของผู้นั้น
.
-ไม่จำเป็นต้องภายใต้บรรยากาศของโบสถ์ที่ก่อเกิดศรัทธา ในกระท่อม, ในทุ่งนา, เกาะเปลี่ยวร้างกลางทะเล อารมณ์อาจหน่วงลึกถึงสิ่งประเสริฐ และการภาวนาก็เจริญงอกงามได้
.
-ธรรมเบ็ดเสร็จเป็นใจที่ดีงาม เย็นอกเย็นใจไปเรื่อยๆ อะไรๆก็ดีหมด
.
-ทำไมต้องดิ้นรน? อวิชชา,ตัณหา,โง่งม, ประมาทมัวเมา
.
-คิดว่ามีการหลุดพ้น ก็หลุดพ้นเพราะคิดเอา ความหลุดพ้นนั้นไม่ยั่งยืน ต้องเป็นสภาวธรรมที่ไม่มีภาวะหลุดพ้น จึงเป็นความพ้นถาวร ไม่บรรลุถึงอะไรอีกเลย
.
-ค่อยๆรู้สึกอิสระจากสิ่งบีบคั้น(กิเลส)
.
-การปฏิบัติธรรมคือการเข้าสู่กระแสธรรมชาติ
.
-กำแพงกีดกั้นระหว่างพระพุทธองค์กับสรรพสัตว์ได้หักแหลกลงในช่วงขณะแห่งการตรัสรู้(สัมโพธิ) ก่อนหน้านั้น เจ้าชายนักพรตยังยึดถือตัวตน แสวงหาบรมธรรมเพื่อตน อันแบ่งแยกจากสรรพสัตว์
.
-มัวพะวักพะวนอยู่กับตัวตนที่ยังไม่บรรลุ หรือตัวตนที่บรรลุแล้วหรือจะบรรลุ ความคิดเรื่องตัวตนนั่นเองหลอกล่อล้อมจับ(อุปาทาน)อยู่
.
-แรงทะยานในความมีความเป็น ดุจสายธารเชี่ยวกราก ทวนกระแสถึงต้นกำเนิด ด้วยอำนาจอริยมรรค
.
-เมื่อไม่มีการภาวนา มรรควิถีและญาณทัศนะไม่ปรากฏ พุทธศาสน์ก็เสื่อมสูญ หรือค่อยๆถูกดูดกลืนจากลัทธิที่มาแรง
.
-ดูเสมือนไทยประสบชัยชนะทางวัฒนธรรมจากชาวต่างชาติมาบวช แต่กลับพ่ายแพ้ทางภูมิปัญญาโดยไม่รู้ตัว
1
(ภาพ) อ.เขมานันทะ หน้าวัดท้ายยอ เกาะยอ สงขลา นิพัทธ์พร เพ็งแก้วถ่ายภาพ ๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๓ ดูน้อยลง

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา