26 มี.ค. 2021 เวลา 13:17 • หนังสือ
วันนี้ผมจะมารีวิวหนังสือที่มีชื่อว่า ‘ทิ้งไว้ให้เย็น’
หนังสือเล่มนี้เขียนโดยคุณบอย วิสูตร
เจ้าของแฟนเพจ Boy's Thought
และเป็นนักเขียนมากมายหลายเล่ม
1
หนังสือเล่มนี้เป็นการตกผลึกทางความคิดของคุณบอย
หลังไม่ได้ออกหนังสือมาประมาณ 5 ปี
มีแนวคิดที่อยากจะทำบทเรียนชีวิต
ไว้เพื่อเป็นประโยชน์ให้กับคนอื่นครับ
โดยในเล่มจะแบ่งออก 8 บท
โดยผมสรุปไว้เรียบร้อยแล้วครับ
1
ความคิดเห็นส่วนตัว :
เล่มนี้ได้มีการ Pre order ตั้งแต่ เดือนกุมภาพันธ์
โดยส่วนตัวผมไม่เคยอ่านผลงานหนังสือคุณบอยมาก่อน
แต่ติดตามอ่านบทความในเพจอยู่เสมอ
แล้วรู้สึกชอบครับ พร้อมกับได้ยินจากหลาย ๆคนแนะนำ
พอมีประกาศว่าจะทำหนังสือ ผมก็เตรียมตัวเลยครับ
แต่ราคาวันที่ออกมาคือ 990 บาท
ด้วยความที่ผมไม่เคยซื้อหนังสือที่ราคาเกือบพันมาก่อน
จึงลังเลครับ แต่ผมคิดว่ามันเป็นบทเรียนตกผลึกของคุณบอยและทำหนังสือออกมาในรอบ 5 ปี
มันต้องมีอะไรดี ๆ แน่นอน ผมจึงตัดสินใจสั่งมาครับ
พอได้อ่านแล้วผมรู้สึกได้อะไรหลายอย่างเยอะ ได้มองมุมใหม่ๆ มากมาย
คล้าย ๆ อ่านประวัติย่อคุณบอยเลยครับ
อ่านง่ายอ่านเพลินครับ ที่ราคามันสูงเพราะกระดาษหนาแล้วเป็นสีทั้งเล่มแล้วก็มีรูปทุกหน้าครับ
ซึ่งรูปผมชอบตรงที่มันแทนข้อความในบทหรือหน้านั้น ๆ ได้ดีมากครับ
เห็นแล้วผมก็ได้ไอเดียวาดรูปในสรุปของผมเพิ่มเลยครับ
ขนาดกระดาษก็ใหญ่กว่าหนังสือทั่วไปครับ
19 x 26 เซนติเมตร
แต่รู้สึกมันน้อยไปนิดนึง แต่เนื้อหาคุณภาพครับ
ได้หยิบกลับมาอ่านบ่อย ๆแน่ครับ
ถ้าใครสนใจก็ลองติดต่อไปที่เพจ Facebook คุณบอย วิสูตรได้เลยนะครับ
ผมไม่แน่ใจว่ายังมีเหลืออยู่ไหมเพราะทำมาจำกัด
แล้วก็ไม่มีขายตามร้านหนังสือครับ
หรืออ่านสรุปผมก่อนตัดสินใจก็ได้ครับ
1 รวย-เงียบ-เรียบง่าย
บทนี้เป็นการบอกประวัติของคุณบอยตั้งแต่เรียน
จนทำงานเป็นนักแต่งเพลง เป็นบรรณาธิการหนังสือ
จนเป็นนักเขียน
จนตกผลึกความคิดได้ จาก lifestyle ได้เป็น 3 คำ คือ
รวย-เงียบ-เรียบง่าย
- รวย ในที่นี้คือไม่ขัดสนในเรื่องเงิน และไม่ถูกจำกัดทางเลือกจากการไม่มีเงิน
- เงียบ ในที่นี้มี 2 ความหมาย คือ ไม่ต้องบอกใครว่าเรารวยแล้ว เพราะอาจมีคนอิจฉาเราถึงขั้นมุ่งร้ายเราได้
และอีกความหมาย คือ การอยู่เงียบ ๆ ทำให้เราเกิดไอเดียหรือปัญญาใหม่ ๆ ได้
- เรียบง่าย ข้อนี้จะช่วยในข้อแรก เพราะเมื่อเราใช้ชีวิตเรียบง่าย
เราก็ไม่ต้องการมากมาย ไม่ต้องหรูหรา ไม่ต้องอวดใคร
1
อีกอย่างในบทนี้คือ สตางค์และสไตล์
เมื่อเราเจอสไตล์เราแล้วต้องหางานให้ตรงกับจริตของเราด้วยครับ
นั่นคือขอให้หาอะไรที่เราทำได้ดีกว่าคนอื่น สตางค์ก็จะไหลมาเทมาครับ
2 ความคาดหวัง คือ นักฆ่าความสุข
บทนี้จะบอกถึงการตั้งเป้าหมาย
การตั้งเป้าหมายนั้นทำให้เรามีความหวังมากขึ้น ซึ่งความหวังนั้นจะนำไปสู่การลงมือทำของเราครับ
5
แต่ที่คนเห็นว่าไม่มีประโยชน์ เกิดจากความคลาดเคลื่อนในการตั้งเป้าหมาย คือ
1 แค่เขียนเป้าหมายแล้วรอปาฏิหาริย์เลยไม่ต้องลงมือทำ
บอกก่อนเลยว่าไม่ใช่ครับ เพราะหลังจากเราตั้งเป้าหมายแล้วเราจะโฟกัสกับเป้าหมายมากขึ้น
สิ่งที่เราจะต้องทำ คือ หาแผนการที่นำไปสู่เป้าหมายนั้น ๆ ครับ
2
2 ตั้งเป้าหมายทั้งที ต้องสูงต้องยากเข้าไว้
เมื่อเราตั้งเป้าสูงมากไป เมื่อทำไม่ได้มันจะเกิดความทุกข์แทนครับ
เราต้องหาเป้าหมายที่เหมาะสมกับตัวเราครับ
3 ตั้งเป้าหมายแล้วกดดันตัวเอง ว่าต้องทำให้ได้
เราต้องปล่อยวางการหมกมุ่นอยู่กับผลลัพธ์ครับ
เมื่อไม่เป็นตามที่หวังก็ขอให้คิดว่า บางทีอาจจะมีผลลัพธ์ที่ดีกว่านี้รออยู่ก็ได้ครับ
จากชื่อบทคุณบอยนำมาจากหนังสือ beyond Willpower
มีประโยคนึงคือ
Expectations are a happiness killer.
ความคาดหวังคือนักฆ่าความสุข เพราะ
เมื่อเราคาดหวังเราจะเกิดความเครียดแถมถ้าเราทำไม่ได้ เราจะเจ็บปวดขึ้นไปอีก
ดังนั้น ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ คือ คุณ Alexander Loyd
ให้คำแนะนำว่า
ให้เรานึกถึงสิ่งที่เราอยากได้มากที่สุดโดยให้เวลาแค่ 10 วินาที
ส่วนใหญ่แล้ว เป้าหมายนั้น ๆจะเกิดจากความรู็สึกที่อยู่ภายในใจ
เช่น อยากมีคนยอมรับ อยากมีความรัก เป็นต้น
นี่แสดงให้เห็นว่าเราต้องการสิ่งนั้น ๆ จริงหรือไม่
วิธีแก้ คือ ให้เราเปลี่ยนสิ่งที่เป็นนามธรรมให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น
ถามว่า ที่จริงความรู้สึกเราต้องการเป็นเช่นไร
แล้วย้อนมา 'กำจัด' และ 'จำกัด' สิ่งภายนอกให้น้อยที่สุด
1
3 ความสุขคือภายใน ความสบายคือภายนอก
เราอาจจะคุ้นชินกับคำว่า ‘สุขกาย สบายใจ’
แต่มุมมองจากคุณบอยคิดว่าความสุขมันเกิดขึ้นจากภายในมากกว่า
ซึ่งจะหาได้จาก
1 ความสุขจากการได้เป็นตนเอง
เกิดขึ้นได้เพราะความรู้สึกควบคุมได้
ยกตัวอย่างคุณบอยบอกว่า รู้สึกควบคุมสิ่งที่ตนเองอยากทำไม่ได้เลย
เช่น ตอนทำงานเป็นนักแต่งเพลง เพราะต้องแต่งตามกระแส และ ตอนทำงานนิตยสาร ทำงานแบบทีมซึ่งไม่ชอบ
แต่คุณบอกก็บอกว่าแม้ไม่ชอบแต่ก็ไ้ด้อะไรเยอะมากจากการทำงานครับ
พอมาเป็นนักเขียน สามารถเขียนได้เต็มที่ อิสระ จึงเกิดความสุขจากภายในขึ้นครับ
2 ความสุขจากการมี ’คุณค่า’
จะเกิดเมื่อเรารู้สึกมีค่ากับใครบางคน หรือทำประโยชน์ให้คนอื่น
3 ความสุขจากความสงบใจ
การอยู่กับปัจจุบัน คือ ความสุขที่แท้จริง
4 หาเก่ง-เก็บอยู่-รู้ลงทุน
ในบทเริ่มด้วยที่ เก็บอยู่ เพราะถ้าเราผ่านด่านนี้ไม่ได้
อีก 2 ด่านก็ไม่น่าไหวครับ
โดยมีวิธีช่วย คือ
1
1 เทียบรายจ่ายเป็น % รายได้
เช่น มีรายรับ 20000 แต่จะไปกินข้าวกับเพื่อน 1000 บาท
นั่นคือ 5% เลยนะ แล้วไม่ได้มีครั้งเดียวต่อเดือนด้วย
เมื่อเราเห็นแบบนี้เราจะกล้าจ่ายน้อยลง
2 อย่าเพิ่งขยับมาตรฐานชีวิตเร็วไป
เมื่อเรามีเงินมากขึ้นก็อยากจะใช้จ่ายที่มากขึ้น
สุดท้ายถ้าเป็นแบบนี้เราก็จะเก็บเงินไม่อยู่ครับ
มีประโยคนึงที่ผมชอบครับ
‘จำไว้ว่าต้องทนรวยให้ได้ ถ้าทนไม่ได้
เราจะต้องทนจนตลอดไป’
3 ฝึกนิสัยการออม
ขอแค่เริ่มครับ ไม่ว่าจะน้อยหรือมาก
ส่วนที่ 2 คือ หาเงินเก่ง
ถ้าเราหาเงินไม่ได้ แม้ประหยัดอดออมเท่าไหร่ก็เปลี่ยนชีวิตไม่ได้ครับ
โดยคุณบอยได้บอกประโยคนึงมาซึ่งผมว่าดีมากครับ
คือ 'ความสามารถของฉันทำอะไรได้อีก'
ส่วนที่ 3 รู้ลงทุน
เพื่อเป็นการลดการใช้แรงและการใช้เวลาของเรา
แทนที่จะทำงานไปตลอดชีวิตครับ
แต่สรุปจากคุณบอยอีกที คือ
1 ใช้ชีวิตเรียบง่าย ไม่ต้อหรูหรามากไป
2 อย่าฝากรายได้ไว้ทางเดียว
3 การลงทุนไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นสิ่งจำเป็น
โดยเริ่มจากหาว่าแต่ละเดือนใช้เท่าไหร่
เริ่มลงทุนทันทีอย่าดูถูกเงินน้อย
เช็คว่าเราเข้าใกล้เป้าหมายทางการเงินเราหรือไม่
5 เท่ากันแต่ไม่เหมือนกัน
บทนี้ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ชายหญิงบอกว่า
แต่ละคนเท่าเทียมกัน แต่หน้าที่ต่างกัน
จากหนังสือ Men are from mars,Women are from Venus
บอกไว้ว่า ผู้ชายนั้นโดยปกติมีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นฮีโร่
เป็นอัศวินที่คอยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ
จนเข้าไปแก้ไขปัญหาให้ผู้หญิงทั้งที่ไม่ต้องการ
แต่ผู้หญิงเองก็มีความเป็นแม่ มองผู้ชายเป็นลูก จึงพยายามตรวจสอบ อยากซ่อมแซม อยากดูแล
จนทำให้ผู้ชายที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นอัศวินรู้สึกสูญเสียความมั่นใจขึ้นได้ครับ
จนท้ายที่สุดก็ขัดแย้ง และเมื่อเวลาผ่านไปก็มีผลต่อ
ความสัมพันธ์ได้
2
และวิธีที่จะแก้ไขได้นั่นก็คือ การที่เข้าใจและยอมรับกันนั่นเองครับ
6 คนเราตัดสินใจด้วยความรู้สึก
บทนี้ว่าด้วยเรื่อง การเล่าเรื่องอย่างไรให้เข้าไปอยู่ในใจคน
จากประสบการณ์ของคุณบอย เพราะทุกอาชีพจำเป็นต้องใช้
และธุรกิจที่เล่าเรื่องได้ก็ขายของได้นั่นเองครับ
ซึ่งมี 3 การเล่าเรื่อง
2
1 เล่าเรื่องให้น่าจดจำ
ซึ่งเทคนิคของคุณบอยคือ STORY โดย
S = Situation (มีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น)
T = Turning point (เหตุการณ์ที่ทำให้เกิดจุดหักเห)
O = Obstacle (มีอุปสรรคขวางทาง)
R = Realise (การต่อสู้กับอุปสรรคทำให้ตระหนักได้บางอย่าง)
Y = Your Life Lesson (บทเรียนที่ได้)
2 เล่าอย่างไรให้มี ‘คุณค่า’
โดยมี 2 วิธี คือ เล่าวิธีการแก้ปัญหาและเล่าเรื่องที่
สร้างแรงบันดาลใจ
3 เล่าอย่างไรให้ขายได้
เล่าให้รู้ว่าเมื่อลูกค้ามีปัญหาจะคิดถึงเราเป็นคนแรก
7 การอ่านหนังสือ คือ การลงทุนที่คุ้มค่า
ในบทนี้จะเล่าถึงที่มาการอ่านหนังสือ ของคุณบอยว่าเป็นอย่างไร
และบอกว่าหนังสือนั้นแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1 Fiction คือ เรื่องแต่ง นิยาย นิทาน เรื่องสั้น
2 Non-Fiction เช่น สารคดี how to ชีวประวัติ
หนังสือทั้ง 2 ประเภท มีประโยชน์ทั้งคู่ เพราะ
นิยายทำให้เข้าใจผู้อื่น ส่วนฮาวทูทำให้เข้าใจตัวเอง
แต่ในที่นี้คุณบอยจะแนะนำไปที่ how to ครับ
มีแนะนำ 3 เล่ม คือ
พ่อรวยสอนลูก ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน และเงินหรือชีวิต
ซึ่งทั้ง 3 เล่มมีแปลไทยครับ
โดยคุณบอยบอกว่าจริง ๆแล้วเมื่อก่อนไม่อ่านแนวอาวทู
แต่ในปัจจุบันอ่านมากขึ้น เพราะ ได้ลองอ่านแล้วรู้สึกตรงกับตนเองหลายข้อ
แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่คิดเหมือนผม คือ ไม่ว่าหนังสือนั้นคนอื่นจะว่ากันอย่างไร นักเขียนเป็นแบบนี้ ๆ หรือเรื่องนี้สอนอีกแล้วอะไรแบบนี้ แต่จริง ๆแล้ว
ขอเพียงเราได้ประโยชน์จากตัวหนังสือนั้นหรือไม่ก็เพียงพอสำหรับการจะหยิบเล่มนั้นอ่านแล้วครับ
ซึ่งแต่ละเล่มผมได้บอกข้อคิดที่คุณบอยอ่านได้ไว้แล้วครับ
โดยส่วนตัวแล้วยังไม่เคยอ่านนะครับ ต้องลองอ่านบ้างแล้วครับ
แล้วรอดูรีวิวจากผมได้เลยครับ
3
8 เวลาคือชีวิต ชีวิตคือเวลา
บทนี้จะเป็นการบอกข้อคิดเกี่ยวกับเวลา คือ
1 เรื่องบางเรื่องมีความหมายในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น
เช่น เมื่อก่อนคุณบอยอยากได้กีตาร์มาก จึงรวบรวมเงินไปซื้อเป็นหลักหมื่น ซึ่งในสมัยนั้นมีค่าสูงมาก
แต่พอตอนนี้ มีเงินที่จะสามารถซื้อตัวที่มันราคาสูงเป็นแสนแล้ว แต่กลับรู้สึกไม่อยากได้มันแล้ว
2 อย่าลืมเวลาสัมพัทธ์จากคนใกล้ตัว
ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ คู่ชีวิต หรือเพื่อนครับ
3 ชีวิตสำคัญทั้งภาพเล็กและภาพใหญ่
ภาพเล็ก คือ สิ่งที่เราทำเป็นประจำทุกวัน
ภาพใหญ่ คือ สิ่งที่มองออกมาในระยะที่ไกลหน่อย จากวันแต่ละวันเรามองไม่เห็น เช่น สุขภาพ
มีข้อแนะนำคือ ให้เราคิดแบบนักลงทุน
คือ สิ่งที่เราทำตอนนี้จะส่งผลอะไรในระยะยาว
สรุปแล้วเราต้องมีสติในการใช้เวลาครับ
เพราะเวลาคือชีวิต และชีวิตก็คือเวลาครับ
เพิ่มเติมรูปภาพจากเพจคุณบอย
เพิ่มเติมรีวิวจากอาจารย์นภดล ร่มโพธิ์
ขอบคุณสำหรับการรับชมครับ
คิดเห็นอย่างไร บอกกันได้ลยนะครับ ^^
โฆษณา