22 เม.ย. 2021 เวลา 06:39 • ข่าว
CRIME: ศาลฎีกาพิพากษายืน จำคุก ‘ศิริโชค โสภา’ อดีต ส.ส.สงขลา 2 ปี ปรับ 1 แสนบาท โพสต์เฟซบุ๊กหมิ่นนักธุรกิจตระกูลสีหนาทกถากุล เจ้าของโรงแรมแลนด์มาร์ค รอลงอาญา 2 ปี
1
เมื่อเวลา 09.45 น. วันนี้ (22 เม.ย. 64) ที่ห้องพิจารณาคดี 806 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาคดีหมายเลขดำที่ อ.3352/2558 ที่นายอนุชา สิหนาทกถากุล อายุ 62 ปี นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ตระกูลดังบุตรชายของนายมนตรี เจ้าของธุรกิจโรงแรมแลนมาร์ค เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายศิริโชค โสภา อายุ 54 ปี อดีต ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ เป็นจำเลยคดีในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550
1
จากกรณีเมื่อวันที่ 22 ก.ค. - 8 ต.ค. 2558 ต่อเนื่องกัน จำเลยได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวทำนองว่าบิดาของนายอนุชาโจทก์ เป็นคนไม่ดี ชอบเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น ทำให้โจทก์รู้สึกได้รับความเสียหาย จึงนำเรื่องมายื่นฟ้องเป็นคดี โดยนายศิริโชค จำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดี
คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามมาตรา 328 จำคุก 2 ปี และปรับเงิน 100,000 บาท พร้อมทั้งให้จำเลย ลงโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ 4 ฉบับด้วย ได้แก่ ไทยรัฐ เดลินิวส์ ผู้จัดการ และเดอะเนชั่นภาคภาษาอังกฤษ
3
ต่อมาจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์อ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2562 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรของนายมนตรี สีหนาทกถากุล ผู้เสียชีวิต โจทก์อ้างตนเองเบิกความว่า เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2553 น.ส.เสาวรสได้กู้ยืมเงินจากนายมนตรี บิดาของโจทก์จำนวน 15 ล้านบาท และได้รับเงินเรียบร้อยแล้ว แต่ปรากฏว่าศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งให้ น.ส.เสาวรสเป็นบุคคลล้มละลายตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2550 ก่อนกู้ยืมเงิน ทำให้ น.ส.เสาวรสไม่สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้ ผู้ตายจึงฟ้อง น.ส.เสาวรส ต่อศาลแขวงกรุงเทพใต้ แต่ภายหลังได้ถอนฟ้องในชั้นอุทธณ์
1
ต่อมาเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2558 นายศิริโชค จำเลยได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก ทำนองว่านายมนตรี บิดาของโจทก์เป็นคนขี้โกง ชอบเอารัดเอาเปรียบแม่ โดยหลอกให้กู้ยืมเงิน โดยคิดดอกเบี้ยร้อยละ 10 สุดท้ายแม่ก็ถูกศาลจำคุก และที่เราแพ้คดีเพราะเรามีหลักฐานไปหักล้างเขาได้ ซึ่งข้อความดังกล่าวที่โพสต์ลงในเฟซบุ๊กตั้งค่าเป็นสาธารณะและปักหมุดให้เห็นเป็นหน้าแรก ทำให้ผู้ติดตามแสดงความคิดเห็นตำหนินายมนตรี ผู้เสียชีวิต และโจทก์ซึ่งเป็นบุตร เป็นการทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่าผู้เสียชีวิตและครอบครัวโจทก์เป็นคนไม่ดี ได้รับความเสียหายถูกดูหมิ่นเกลียด ขณะที่นายศิริโชคอ้างว่าเฟซบุ๊กดังกล่าวนั้นน่าจะเป็นของผู้สนับสนุนตนเป็นคนทำขึ้น
2
แต่ศาลเห็นว่าชื่อผู้ใช้เฟซบุ๊กศิริโชค ซึ่งเป็นภาษาอังกฤษ เคยโพสต์ข้อความอื่นๆ จริง นอกจากนี้ ทางนำสืบโจทก์ยังระบุว่า ได้มีการตรวจสอบจากวิกิพีเดียด้วยซึ่งระบุว่าเฟซบุ๊กดังกล่าวเป็นของนายศิริโชค โดยมีการแสดงข้อมูลไว้ก่อนเกิดเหตุการณ์โพสต์ข้อความหมิ่นประมาท นาน 2 ปี ขณะจำเลยก็ไม่เคยเข้าโต้แย้งว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง
2
แม้ว่าโจทก์จะนำสืบไม่ได้ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องไอพีแอดเดรส ที่จะแสดงตำแหน่งของการโพสต์ในคอมพิวเตอร์ แต่พยานหลักฐานที่นำสืบมาสอดคล้องกับ ที่อยู่บนเว็บไซต์ของอินเตอร์เน็ต หรือยูอาร์แอล (อังกฤษ : URL) ที่ตรงกับเฟซบุ๊กของจำเลย ส่วนที่จำเลยอ้างว่าเคยมีการปลอมของบุคคลผู้มีชื่อเสียง ก็ไม่เคยปรากฏว่าเป็นกรณีของจำเลยมาก่อน
จึงฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นต่อบุคคลที่สามโดยการโฆษณา ตามมาตรา 328 ให้จำคุก 2 ปี ปรับ 100,000 บาท แต่จำเลยเคยเป็นเลขานุการส่วนตัวนายกรัฐมนตรี เคยทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องการนำรถของทางราชการไปใช้ขนยาเสพติด โดยไม่หวั่นเกรงเรื่องความไม่ปลอดภัย จึงเห็นว่าได้ทำประโยชน์ต่อประเทศชาติมีคุณงามความดี แม้จะกระทำผิดฐานหมิ่นประมาท แต่ก็อาจเยียวยาด้วยการโฆษณาลงในสื่อสิ่งพิมพ์ได้ จึงให้รอลงอาญาไว้ 2 ปีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งนายศิริโชค จำเลยได้ ยื่นฎีกาในวันนี้นายศิริโชค จำเลยเดินทางมาฟังคำพิพากษาพร้อมทนายความและบุคคลใกล้ชิด
1
ศาลฎีกาตรวจสำนวนปรึกษากันแล้ว พิเคราะห์ว่า ข้อเท็จจริงรับฟังโดยปราศจากข้อสงสัยว่า เฟซบุ๊กดังกล่าวเป็นของจำเลยจริง และจำเลยได้โพสต์ข้อความที่เป็นการใส่ความนายมนตรีผู้ตายว่าเป็นคนไม่ดี เป็นคนโกง และทำผิดกฎหมาย ย่อมไม่เป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา และไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาประการอื่นอีก เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไปที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน
3
โฆษณา