6 พ.ค. 2021 เวลา 12:59 • ปรัชญา
ย อ ด นั ก ด่ า
สมัยพุทธกาล พราหมณ์คนหนึ่งชื่อ อักโกสกะ ได้ยินข่าวว่าเพื่อนรักซึ่งเป็นพราหมณ์ด้วยกันบวชเป็นภิกษุไปแล้ว จึงไม่พอใจพระพุทธเจ้าที่เทศน์จนเพื่อนพราหมณ์บวช คิดแล้วก็รีบบึ่งไปที่วัดเวฬุวันด้วยความโกรธแค้น พบพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่กุฏิพอดี จึงสวมวิญญาณนักด่าบรรเลงเพลงด่าเป็นชุดเลย ด้วยคำหยาบคายชนิดที่เขียนออกมาเป็นตัวหนังสือก็ยังหยาบอยู่ ด่าอยู่หลายชุดจนกระทั่งเหนื่อย แต่พระพุทธเจ้าก็ทรงนิ่งเฉยไม่โต้ตอบ ไม่แสดงกิริยายินดียินร้ายอะไร พราหมณ์ก็ยิ่งโกรธหนักขึ้น หายเหนื่อยแล้วก็ด่าอีกชุดแถมท้าย ในที่สุดก็หมดแรง ความโกรธค่อยลดดีกรีลง
พระพุทธเจ้าทรงเห็นพราหมณ์หยุดด่าด้วยหมดแรง จึงตรัสถามว่า
"ด่าหมดหรือยังท่านพราหมณ์"
"หมดแล้ว"
พราหมณ์ตอบแบบหมดสภาพความเป็นยอดนักด่า
"ท่านพราหมณ์ ท่านคงทราบดี และคงปฏิบัติอยู่ คือ เมื่อญาติพี่น้องหรือมิตรสหายของท่านมาเยี่ยมบ้าน ท่านย่อมจัดน้ำจัดท่าบ้าง อาหารบ้าง ผลไม้บ้าง ขนมบ้าง ออกมาต้อนรับตามธรรมเนียม ขอถามหน่อยเถอะท่านพราหมณ์ เมื่อแขกที่มาเยี่ยมเยียนนั้นไม่รับของต้อนรับเหล่านั้น ของเหล่านั้นจะเป็นของใคร"
"ก็เป็นของข้าพเจ้าเอง" พราหมณ์ตอบ
พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า
"ก็เหมือนกันแหละท่านพราหมณ์ ท่านด่าเราผู้ไม่ด่าตอบ ท่านโกรธเราผู้ไม่โกรธตอบ เราไม่ขอรับคำด่า และความโกรธของท่าน เมื่อเราไม่รับคำด่า และความโกรธของท่าน ก็กลับไปเป็นของท่านแต่ผู้เดียวนั่นแหละ"
พราหมณ์โดนไม้นี้เข้าถึงกับนิ่งเงียบไม่กล้าด่าอีก
พระพุทธเจ้าจึงทรงเทศน์สั่งสอนพราหมณ์ให้เห็นโทษแห่งความโกรธ และการเอาชนะความโกรธให้ได้
พราหมณ์ได้ฟังเทศน์แล้วก็เกิดศรัทธาเลื่อมใส ขอบวชในพระพุทธศาสนาตามเพื่อนที่บวชปฏิบัติธรรมล่วงหน้าไปแล้ว
เรื่องนี้สื่อความได้ว่า :
ความโกรธนั้นเป็นไฟที่เกิดในใจ แม้ว่าจะเกิดง่าย และหายเร็ว แต่ก็มีโทษรุนแรง มีผลร้ายแรง เมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมเผาลนผู้นั้นให้เร่าร้อน ให้ขุ่นเคือง และให้หม่นไหม้ไปเรื่อย ๆ ทำให้นั่งก็ไม่เป็นสุข นอนก็ไม่เป็นสุข ครุ่นคิดแต่จะหาทางทำลายล้างสิ่งหรือคนที่ตนโกรธ ลุกลามเรื่อยไปเหมือนไฟลามทุ่ง
ท่านว่า. . .
คนโกรธนั้นเป็นคนเลวอยู่แล้ว
แต่ผู้ที่โกรธตอบผู้ที่โกรธแล้วกลับเลวยิ่งกว่า
บุคคลที่ไม่โกรธตอบต่อบุคคลที่โกรธแล้ว
ชื่อว่าชนะสงครามที่ชนะได้โดยยาก
ผู้ใดรู้ว่าคนอื่นเขาโกรธ
ตัวเองพยายามตั้งสติไม่โกรธตอบ
ไม่ด่าตอบ ไม่ทำร้ายตอบ
อดทนอดกลั้น สงบกายสงบวาจาไว้ได้
ผู้นั้นชื่อว่า ประพฤติประโยชน์
ทั้งแก่ตน และคนที่โกรธนั้น
แต่เมื่อเราทำอย่างนี้ พวกคนพาลมักจะมองว่าเราเป็นคนโง่เขลา เป็นคนขี้ขลาด เป็นคนไม่สู้คนก็ให้เขาว่าไปเถิด เพราะคำของคนพาลนั้นท่านสอนกันมาว่า ไม่ควรให้น้ำหนักถึงกับเก็บมาใส่ใจหรือเก็บมาคิดให้วุ่นวายใจอยู่แล้ว
• • • • •
พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช)
.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..
ที่มา : หนังสือ "กิร ดังได้สดับมา"
|๑๐๘ เรื่องเล่าแฝงคติความคิด
|เพื่อการดำเนินชีวิตที่งดงาม
โฆษณา