10 พ.ค. 2021 เวลา 07:48 • สุขภาพ
ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะฉีดวัคซีนหรือไม่ ตอนที่ 2
ถ้าจะฉีด vaccine ตัวไหนดี
อยากเที่ยว อยากไปทานของอร่อย แล้ว
เราจะช่วยประเทศไทยให้กลับมาเป็นดังเดิม ได้อย่างไร
1
Cr: Bangkok post
จากความเดิม ตอนที่ แล้ว
ประเด็นที่ 1 เราควรรอ Vaccine ที่ถูกใจไหม
ประเด็นที่ 2 Pfizer ดีกว่า Astra ขนาดที่เราควรจะรอไหม
2
ประเด็นที่ 3
ยังกลัวผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน
ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะฉีดวัคซีน หรือไม่ ?
เป็นคำถามยอดฮิตที่หมอทุกคนถูกถามจากทั้งคนไข้
คนรู้จัก ญาติสนิทมิตรสหายรวมถึงเพื่อนร่วมงาน
ซึ่งคำถามนี้เป็นคำถามที่ตอบยาก
เพราะถ้าตอบว่าไม่ต้องฉีดแล้วเกิดติดขึ้นมา ก็จะรู้สึกผิด
ในขณะเดียวกันถ้าฉีดแล้วเกิดผลข้างเคียง ก็จะรู้สึกผิดมากเช่นกัน
ทำให้หมอส่วนมากก็จะตอบแบบกลางว่า
ถ้าไม่มีข้อห้าม ก็สามารถฉีดได้
แต่มีแนวคิดง่ายๆ ให้ท่านตอบตัวเองง่ายๆ 3 คำถาม ดังต่อไปนี้
คำถามที่ 1
คุณหรือญาติที่อาศัยบ้านเดียวกัน
มีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะติดหรือแพร่เชื้อไวรัสโคโรนาหรือไม่
คำถามที่ 2
ถ้าป่วยขึ้นมาคุณหรือเพื่อนหรือญาติที่อาศัยบ้านเดียวกัน
มีโอกาสที่จะป่วยหนักหรือเสียชีวิตจากไวรัสโคโรน่าหรือไม่
คำถามที่ 3
คุณเป็นกลุ่มที่มีโอกาสเกิดผลข้างจากวัคซีนน้อย ใช่หรือไม่
1
โอกาสเสี่ยงสูงที่จะติดหรือแพร่เชื้อไวรัสโคโรนา คือ
- อาชีพหรือลักษณะงานหรือลักษณะการใช้ชีวิตดังต่อไปนี้
บุคลากรทางการแพทย์
ทำงานในสถานที่ที่มีผู้คนมากมาย เช่น ตลาด ห้าง สถานีขนส่ง
คนส่งของ สนามบิน โรงเรียน
ทำงานในสถานที่ปิดระบบถ่ายเทอากาศไม่ดี แออัด เช่น ผับ เทค
ร้านอาหารแบบปิด
2
ถ้าป่วยขึ้นมาคุณหรือญาติในครอบครัว
มีโอกาสที่จะป่วยหนักหรือเสียชีวิตจากไวรัสโคโรน่าหรือไม่
ปัจจยเสี่ยงที่จะป่วยหนักหรือเสียชีวิตจากไวรัสโคโรน่า(16 ล้านคน) คือ
- ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้น
- มีโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค ได้แก่
1.โรคทางเดินหายใจเรื้อรังรุนแรง
2.โรคหัวใจและหลอดเลือด
3. โรคไตวายเรื้อรัง
4.โรคหลอดเลือดสมอง
5.โรคมะเร็งทุกชนิดระหว่างการรักษา 6.โรคเบาหวาน
7.และโรคอ้วน
2
กลุ่มเสี่ยงน้อย ที่มีโอกาสเกิดผลข้างจากวัคซีนได้น้อย คือ
- อายุ >60 ปี
- ผู้ชาย
- ไม่มีประวัติแพ้ยาหรืออาหารอย่างรุนแรง หรือ
- ไม่แพ้สาร PEG
3
ถ้าท่านตอบได้
- 3 คะแนนเต็ม
ท่านเป็นกลุ่มที่ควรจะได้รับวัคซีนเป็นอย่างยิ่ง
ประโยชน์ของวัคซีนชัดเจนกว่า
ผลข้างเคียงมากๆ
เพราะด้วยสถานการณ์
ที่มีเคสใหม่
เฉลี่ย 2พันคน / 65 ล้านคน (1: 33,000)
ในกทม. 1พัน/10ล้านคน (1: 1 หมื่น)
เทียบกับผลข้างเคียงรุนแรงของวัคซีน
ที่เจอได้ในระดับ 1-10 / ล้านโดส
Benefit > Risk ประมาณ 3-30 เท่า
ซึ่งคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุ(>60 ปี) ซึ่งมีประมาณ 12 ล้านคน
เพราะผลข้างเคียงของทั้ง Astra และSinovac เกิดในผู้หญิงอายุน้อย
ไม่ใช่ผู้สูงอายุ
- 2 คะแนน ให้ดูว่าคะแนนได้จาก
ข้อ 1+2
ถ้าคุณหรือญาติเป็นคนที่มีความเสี่ยงจากการป่วยหนักเอง
การฉีดวัคซีนจะผ่อนอาการหนัก
เป็น อาการเบา
และช่วยให้หมอและพยาบาล เสี่ยงลดลง
การแพทย์ของไทยไม่ล่มสลาย ไม่เกิดโศกนาฏกกรมที่ต้องเลือกว่าจะช่วยใคร
1
ข้อ 2 +3
คุณเป็นคนที่มีความเสี่ยงต่อการนำเชื้อไปแพร่กระจาย
ให้ผู้อื่นหรือบุคคลในบ้าน ซึ่งอาจจะทำให้ ผู้สูงอายุในบ้านของท่านป่วยหนักหรือเสียชีวิตได้
การฉีด Vaccine ของท่านไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อนคนที่รัก
เพราะการเสียชีวิตจากโควิด
การเสียชีวิตที่เศร้าและโดดเดี่ยวมาก
เหมือน น้าค่อม วินาทีหลังจากรถพยาบาลมารับ
ทั้งญาติแและน้าค่อม
จะไม่ได้เจอกันแบบตัวเป็นๆอีก
ไม่มีโอกาสได้ร่ำลา หรือสั่งเสีย
ไม่มีโอกาสได้ดูใจ
และต้องจากไปอย่างโดดเดี่ยว
มาเจอกันอีก คือหลังจากณาปนกิจเสร็จ
เหลือเพียงอัฐิไว้ดูต่างหน้า
ดังนั้นการฉีดวัคซีน
เพื่อป้องกันไม่ให้เอาเชื้อไป
ให้คุณพ่อคุณแม่หรือลูกของคุณ
โดยแลกกับความเสี่ยงเพียงเล็กน้อยของตัวคุณ
คะแนนได้จาก ข้อ 1+3
ความเสี่ยงท่านอาจจะทำให้ท่านเป็น Super spreader โดยไม่รู้ตัว
ส่งผลกระทบต่อหน้าที่
การงานและชื่อเสียงของคุณ
และต้องถูกเปิดเผยTimeline
และความลับต่างๆ มากมาย
ดังนั้นคุณควรปิดความเสี่ยงเหล่านี้ ด้วยการควรฉีดวัคซีน
1
-1 คะแนน
คะแนนได้จาก ข้อ 1
=> การฉีด Vaccine เป็นการป้องกันไม่ให้ตัวคุณกลายเป็น Super spreader โดยไม่รู้ตัว
คะแนนได้จาก ข้อ 2
=> การฉีด Vaccine เพื่อป้องกันคนในครอบครัวคุณ หรือ ป้องกันไม่ให้คุณป่วยหนัก หรือเสียชีวิต
คะแนนได้จาก ข้อ 3
=> การฉีด Vaccine ของท่าน เป็นการทำเพื่อชาติ เพื่อให้เกิด Herd immunity
โดยที่ความเสี่ยงจากการฉีดวัคซีน อยู่ในระดับต่ำ
-0 คะแนน
คุณเป็นกลุ่มที่ประโยชน์ กับ ความเสี่ยงจากการฉีดวัคซีนพอๆกัน
ถ้าคุณการ์ดไม่ตก อาจจะรอ vaccine ที่มีผลข้างเคียงน้อยกว่านี้
หรือรอให้เกิด herd immunity แล้วค่อยกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ
ประเด็นที่ 4 ถ้าตัดสินใจจะฉีดวัคซีนแล้วจะฉีดวัคซีนตัวไหนดี
จากข้อมูลข้างต้น จากตอนที่ 1
จะเห็นว่าวัคซีนแต่ละตัว
ก็มีจุดเด่นจุดด้อยที่แตกต่างกัน
ในความเห็นส่วนตัวผม
ผมคิดว่า การฉีดวัคซีนหรือไม่
เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนไทย
และควรมีสิทธิ์เลือก vaccine
ที่อยากฉีดว่า
จะฉีด Sinovac หรือ Astra
หรือเลือกที่รอ ตัวอื่นๆ
ถ้าได้เลือกยี่ห้อที่ตัวเองมั่นใจ
น่าจะเพิ่มความร่วมมือจากประชาชน
ได้มากขึ้น
ดังนั้นรัฐบาล ควรนำเสนอข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา
โดยเฉพาะวัคซีนหลัก
ของประเทศทั้ง 2 ตัว
ทั้งประโยชน์และผลข้างเคียงที่ควรรู้
รวมถึงวัคซีนทางเลือกอื่นๆ
เพื่อเพิ่มความร่วมมือจากภาคประชาชน
1
ในขณะเดียวกัน
รบ.ควรที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนชัดเจน
และเป็นที่เปิดเผย
เพื่อเป็นการสร้าง ศรัทธา
และความเชื่อมั่นต่อวัคซีน
สงบข่าวลือ FW mail Lineส่งต่อกันมา
2
เพราะ ผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน
เป็นสิ่งที่เจอได้อยู่แล้ว
ไม่จำเป็นต้องปกปิด เพราะ
ไม่มีวัคซีนตัวไหน ที่ไม่มีผลข้างเคียง
2
เป็นเรื่องปกติมากกๆ
ในช่วงแรกของการใช้วัคซีน
ถ้าเจอผลข้างเคียงใหม่ที่ไม่รู้จัก
จะทำให้อัตรการฉีด Vaccine ลดลงในช่วงที่มีข่าวร้ายได้
แต่ถ้าพิสูจน์ได้ว่า เกิดน้อย หรือไม่เกี่ยวกับวัคซีน
ความมั่นใจของประชาชน
ก็จะกลับมาเอง ดังตามกราฟ
อีกทั้งคนเอเชีย มีสัดส่วนของ antivaccine
ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับทวีปอื่นๆ
ดังนั้นเหลือเพียงรัฐบาลทำให้ข้อมุล
ให้ชัดเจน
สร้างความมั่นใจให้กับประชาชน
รวมถึงมีมาตรการจูงใจเพื่อให้ประชาชนออกมาฉีดวัคซีน
เช่น แจกหวยวัคซีน เอาเลขท้าย + ผลการลงทะเบียน ฉีดครบ
ไปลุ้นหวย ออกทุกๆ 30วันเลย
5
แล้วออกข่าว
นอกจากไม่ติดโควิดแล้วยังได้เงินอีก
ถ้าฉีดแล้วเกิดผลข้างเคียง
ก็มีการหาสาเหตุและให้เงินเยียวยา
ถ้าฉีดแล้ว ปกติ
ก็ได้ภูมิคุ้มกันต่อโรคร้าย และได้เป็น
ส่วนนึงของ herd immunity ที่จะทำให้เดินหน้าเปิดประเทศได้
รวมถึงขอความร่วมมือจากสื่อ
ให้เสนอทั้งข้อดีและข้อเสีย
ไม่เลือกขายแต่ข่าวร้ายขยายแต่ผลเสีย
เน้นสร้างความตื่นตระหนกจนเกินจริง
2
ซึ่งเปรียบได้กับการที่มี
กระดาษแผ่นใหญ่มีจุดดำๆ
สกปรกเพียงเล็กน้อย
แต่ถ้ามีคนคอยชี้นำว่ามีจุดดำไม่น่าใช้
กระดาษนั้นก็จะดูแย่เกินจริง
ทั้งที่จริงแล้วยังมีส่วนอื่นที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ตั้งเยอะ
1
แล้วถ้าจะฉีด จะฉีดตัววัคซีนตัวไหนดี
จากข้อมูลข้างต้น
ถ้า Vaccine ที่ไทยมี
ในขณะนี้มีเพียง 2 ตัว
คือ Sinovac กับ Astra
และไม่มีข้อห้ามในการฉีดวัคซีน
ตามคห.ของผม ที่ไม่สามารถอ้างอิงทางวิชาการได้ คือ
1
อายุ > 60 ปี : Astra แบบไม่ต้องสงสัย
เพราะมีข้อมูลในงานวิจัย + ภูมิขึ้นเร็วกว่า +ผลข้างเคียงน้อยกว่า
ยกเว้น ภูมิคุ้มกันไม่ดีก็ : SinoVac ไว้ลดความรุนแรงของโรค
อายุ < 30-60 ปี
-ถ้า Active Life ทำงานนอกบ้าน :
Astra
เพราะลดการนำเชื้อจากภายนอกบ้านได้ดี ภูมิขึ้นเร็วป้องกันการแพร่เชื้อได้ทันใจ
1
- มีเด็กหรือผู้สูงอายุในบ้าน :
Astra เพราะลดการนำเชื้อจากภายนอกบ้านได้ดี
ผู้ชาย ที่ไม่เข้าเงื่อนไข 2 ข้อด้านบน
: Sinovac หรือ Astra ก็ได้
ตั้งครรภ์ : รอ Pfizer
เพราะมีวิจัยออกมารองรับถึงความปลอดภัยต่อแม่และเด็ก
วิจัยโดยใช้ App v-safe pregnancy registry
ประมาณ appหมอพร้อมสำหรับคนท้องของ US
ที่คนท้อง จะลงทะเบียนและรายงานอาการหลังฉีดVaccine
มีผู้หญิงท้องเข้าร่วมวิจัย 3958 คน
ในงานวิจัยเบื้องต้น สรุปผลได้
ประมาณ 1 ใน 4 คือ 827 คน
มีแท้งไป 115 คิดเป็น 13%
ซึ่งใกล้เคียงกับอัตราปกติ ตามรูปที่ 3
ผลข้างเคียงหลังฉีดที่เจอได้
เป็นผลข้างเคียงทั่วๆ ไป
ไม่พบผลข้างเคียงที่รุนแรง
ทารกที่คลอดออกมาผิดปกติ
เช่น คลอดก่อนกำหนด ตัวเล็ก ก็มีอัตราใกล้เคียงกับปกติ
แต่ถ้ารอไม่ได้เพราะเสี่ยงสูงมาก
เช่น หมอ และพยาบาล ด่านหน้าที่ อยู่ในพื้นที่ระบาดอย่างหนักมาก
แม้การตั้งครรภ์ เป็นข้อห้ามการฉีดวัคซีนของกระทรวง
แต่ถ้าเป็นบุคลากรด่านหน้า ที่เสี่ยงสูงมาก
ทำเรื่องขอย้ายไปทำงานที่เสี่ยงน้อยลงน่าจะดีกว่า
แต่ถ้าย้ายไม่ได้จริงๆ ก็อาจจะฉีด Sinovac ไปก่อน
ตามคำแนะนำของ อ.ยง
เนื่องจากใช้เชื้อตาย แบบเทคนิคเก่า
ที่ถูกพิสูจน์ด้านความปลอดภัยมานานแล้วในคนท้อง
แต่เนื่องจากไม่มีคนไข้กลุ่มนี้ในงานวิจัยของ sinovac
โดยทั่วไปถ้าไม่เสี่ยงมากคงต้องรอข้อมูลในกลุ่มนี้เพิ่มเติม
ส่วน Astra เป็น Live vaccine ไม่ควรใช้ใน คนท้อง
ผู้หญิงทั่วไปที่ไม่ท้อง : ข้อนี้ยากมาก
เป็นกลุ่มที่มีปัญหา safety เล็กน้อยทั้งคู่
ถ้าให้เลือก ถ้าเน้น
- ประสิทธิภาพ : Astra ภูมิขึ้นเร็วกกว่า
1
- Safety : Sinovac เพราะอาการคล้ายอัมพาต ที่เกิดขึ้นในไทย
ส่วนใหญ่ หายเอง แม้ไม่ได้รักษาอะไรและไม่หลงเหลือความผิดปกติ
แต่ ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน (VIPIT )
จาก Astra ต้องรักษา และมีรายงานว่ามีโอกาสรุนแรงถึงตายได้
1
ดังนั้นในผู้หญิง อายุ <30 ปี Sinovac
อาจจะเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่า
ส่วน Pfizer กับ Moderna ที่มีข่าวจะสั่งมา 10-20 ล้าน dose หล่ะ
Pfizer น่าจะมีประโยชน์มากกว่า
Sinovac กับ Astra ชัดเจนมากๆๆๆ
ในกรณีที่
- ท้อง
- 12-18 ปี : FDA กำลัง approved ให้ฉีดได้
โดยใช้ข้อมูลจากงานวิจัยเบื้องต้น ที่ยืนยันว่าถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัย
ทำใน เด็ก 12-15 ปี 2290 คน
ได้เป็นที่ผลน่าพอใจ
และกำลังขยายลงไปฉีดให้ถึงเด็ก อายุ 6 ปี
เพื่อคืน เด็กๆสู่โรงเรียน ได้เรียน ได้เล่น ได้เจอเพื่อนอีกครั้ง
คืนชีวิตชีวิตวัยรุ่นให้แก่เด็ก high school
- บุคลากรทางแพทย์ : กลุ่มที่มีโอกาสได้รับเชื้อสูง
ที่ตอนแรกได้ sinovac ฉีดเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น
และเพื่อรองรับเชื้อกลายพันธุ์ ที่Sinovac กับ Astra เอาไม่อยู่
เพราะมี Trial ที่แสดงให้ถึงประสิทธิภาพของ Pfizerต่อเชื้อกลายพันธุ์ ที่ดีมาก
ถ้าฉีดครบ 2 dose แล้ว 2สัปดาห์
สายพันธุ์ B.1.1.7 efficacy = 89.5% (85.9-92.3%)
สายพันธุ์แอฟริกาใต้ B.1.351 = 75% (70.5-78.9%)
สรุปผลของ Vaccine ต่อเชื้อกลายพันธุ์
- มีข้อห้ามในการฉีดทั้งSinovac และ Astra หรือ ฉีดแล้วมีผลข้างเคียงที่รุนแรง
2
ประเด็นที่ 5
สุดท้าย อยากกิน อยากเที่ยว
อยากถอด mask สูด Ozone แล้ว
เมื่อไรจะมี Herd immunity สักที
ถ้าตามแผนการฉีดวัคชีนของ รบ. ตามรูป
Cr: Bangkok post
ประเทศไทยเราน่าจะใช้แผนการฉีดวัคซีน
เช่นเดียวกับประเทศอังกฤษ
กล่าวคือใช้ astrazeneca เป็นทัพหลัก
และ sinovac ที่สั่งเพิ่มเป็นทัพเสริม
เพื่อฉีดในคนที่มีข้อห้ามหรือฉีด astra แล้วมีผลข้างเคียงรุนแรง
โดยปูพรมฉีด โดยไม่เก็บdose 2 ไว้
รอจนครบ 3 เดือนเข้าสู่ Q3 ค่อยมาฉีดกระตุ้นภูมิ
และอาจจะมีไฟเซอร์และmoderna
เข้ามาในไตรมาสที่ 3 หรือ 4
เพื่อมาฉีดให้เด็ก คนท้อง หรืออื่นๆ
ตามทีได้เขียนไว้
1
การที่เรามีโรงงานผลิตเป็นของตัวเอง
และผ่านการตรวจสอบคุณภาพและมาตราฐาน
ทั้งจาก EU +US และรอ WHO Approved ต่อ
ทำให้น่าจะมั่นใจได้ว่า
เราน่าจะมีvaccine เพียงพอและต่อเนื่อง
ไม่เหมือนหลายๆประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ยุโรป
ที่ Vaccine ขาดตอน
ต้องรอ บ.ยาส่งมาให้
ถ้ารัฐบาลสามารถกระจายและ
ทำให้ประชากรเป้าหมายฉีดวัคซีนได้ตรงตามแผน
คาดว่า ภายในสิ้นปีประชากรที่ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดส
น่าจะไม่ต่ำกว่า 30-40 ล้านคน หรือคิดเป็น 50-60% ของประชากร
หรือต้องฉีดให้ได้เดือนละ 5-6 ล้านคน/เดือน
Herd immunity ที่ฝันไว้คงอีกไม่ไกล
แต่จากการความเร็วในการฉีดวัคซีน
ณ ขณะนี้
-ผ่านไป 1 เดือน ฉีดเพิ่มได้ เพียง 1 ล้าน dose
-ข่าวประเภทที่บอกความจริงไม่หมด + ข่าวประเภท เค้าเล่าว่า
-รบ. ที่ประสบความล้มเหลวในการให้ข้อมูลแก่ประชาชน
- คนไม่กล้าฉีดวัคซีน
คงยากที่จะทำให้สำเร็จภายในเวลาที่กำหนด
ยังไม่รวมถึง Wave 4
ที่อาจจะมาจากสายพันธุ์ เบงกอล
ความหวังที่จะมี Herd immunity คงเลือนราง ถ้าเราไม่เริ่มระดมฉีด vaccine
2
Herd immunity เป็นสิ่งต้องใช้เงิน
แต่เงินซื้อไม่ได้
เพราะต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชน และ
ความสามารถในการบริหารจัดการของ รบ.
เปรียบเสมือน งานกลุ่มที่คนในชาติต้องช่วยร่วมกันทำ
ภาพความสำเร็จของภูมิคุ้มกันหมู่ในประเทศอิสราเอล
จีนหรือแม้กระทั่งสหรัฐ
เป็น Tip of ice berg
สิ่งที่อยู่ภายใต้ความสำเร็จนั้น
เกิดจากการที่คนในชาตินั้น ร่วมแรงร่วมใจกันยอมฉีดวัคซีน
ตั้งแต่ยังไม่มีข้อมูลผลข้างเคียงที่มากพอ
ยอมเสี่ยงและจับมือไปพร้อมกัน
จนเกิด Herd immunity
แต่ในขณะที่เราตอนนี้มีข้อมูลเกี่ยวกับการฉีดวัคซีน
ระดับร้อยล้านโดสแล้วแต่กลับไม่กล้าฉีด
2
สำหรับคนที่จะรอฉีด Pfizer Moderna
ขอแนะนำให้ฉีดกันป่วย กันตาย ไปก่อน
แล้วไปฉีดกระตุ้นภูมิเป็นยี่ห้อที่ท่านศรัทธา
เพราะภูมิคุ้มกันจาก Vaccine อาจอยู่เพียงแค่ 3-6 เดือน
แล้วต้อง ฉีดเข็มที่3 เพื่อกระตุ้นภูมิ ตราบเท่าที่ยังไม่มี Herd immunity
ซึ่งตอนนั้น น่าจะมี vaccine
ให้เลือกฉีดหลายยี่ห้อแล้ว
 
แม้ไม่ใช่วัคซีนทุกชนิดสามารถ
ทำให้เกิด Herd immunity
ตามโพสเดิมที่ผมเคยโพสไว้
แต่วัคซีนที่เรามีอยู่ตอนนี้ถึงแม้ไม่ดีที่สุด
แต่ดีพอที่จะสร้าง ภูมิคุ้มกันหมู่ได้แน่นอนโดยเฉพาะ Astra
ถ้าเราฉีดได้เร็วพอ มากพอ และครอบคลุมพอ
 
แม้ไม่ใช่วัคซีนทุกชนิดสามารถทำให้เกิด Herd immunity
ตามโพสเดิมที่ผมเคยโพสไว้
แต่วัคซีนที่เรามีอยู่ตอนนี้ถึงแม้ไม่ดีที่สุด
แต่ดีพอที่จะสร้าง ภูมิคุ้มกันหมู่ได้แน่นอน
โดยเฉพาะ Astra ถ้าเราฉีดได้มากพอ
3
สุดท้ายนี้ ขอจบไปด้วย บทเพลง Live and Learn
อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน ตามความคิด สติและข้อมูลให้ทัน
อยู่กับ Vaccine ที่มี ไม่ใช่ Vaccine ที่ฝัน
แล้วฉีด Vaccine นั้นให้เร็วที่สุด
4
disclaimer : ตอนที่ 2
ส่วนใหญ่จะเป็นความเห็นส่วนตัวของผมเอง
ไม่สามารถอ้างอิงทางวิชาการได้
โปรดใช้ใช้วิจารณญาณในการอ่าน
แก้ไข
1. เรื่อง อายุ เป็น 30-60 ปี ตามยุโรป
เพราะจากรายงาน VIPIT ในเกาหลีใต้ ก็พบบ่อยพอๆกับยุโรป
คิดว่า Sinovac ไปก่อนน่าจะปลอดภัยกว่า
2. ตั้งครรภ์ เป็นข้อห้ามการฉีดวัคซีนของกระทรวง
แต่ถ้าเป็นบุคลากรด่านหน้า ที่เสี่ยงสูงมาก
ทำเรื่องขอย้ายไปทำงานที่เสี่ยงน้อยลงน่าจะดีกว่า
แต่ถ้าย้ายไม่ได้จริงๆ ก็อาจจะฉีด Sinovac ไปก่อน
ตามคำแนะนำของ อ.ยง
โฆษณา