14 พ.ค. 2021 เวลา 09:06 • ประวัติศาสตร์
5 บุคคลสำคัญประวัติศาสตร์ไทย-ศรีลังกา (4) พระองค์เจ้าปฤษฎางค์
พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ - นักเรียนวิศวะ ราชทูต เจ้าอาวาส สู่ชายชราสามัญ
พระองค์เจ้าปฤษฎางค์
ถ้าหากพูดถึงชีวิตคนๆหนึ่งที่มีผกผันราวกับรถไฟเหาะในสวนสนุก ชีวิตของพระองค์เจ้าปฤษฎางค์เป็นหนึ่งในนั้น พระองค์ประสูติในปี พ.ศ.2394 (1851) ที่วังท่าพระ พระนามเดิม "หม่อมเจ้าปฤษฎางค์ ชุมสาย" เป็นพระโอรสในกรมขุนราชสีหวิกรม พระราชโอรสในรัชกาลที่ 3 พระองค์จึงมีฐานะเหลนกษัตริย์ั้งแต่แรกเริ่ม ต่อมาได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในรัชกาลที่ 5 ในปี พ.ศ. 2414 (1871) เดินทางไปศึกษาต่อประเทศสิงคโปร์และอังกฤษ จนจบการศึกษาด้านวิศวกรรมประยุกต์จากคิงส์ คอลเลจ ลอนดอน ด้วยผลการเรียนที่ยอดเยี่ยมจากได้รางวัลจากวิลเลียม อี.แกลดสโตน อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ในปี พ.ศ.2419 (1876)
หลังเดินทางกลับจากอังกฤษ พระองค์เริ่มรับราชการในตำแหน่งข้าหลวงตรวจบ่อทองที่กบินทร์บุรี และเป็นส่วนหนึ่งในการเจรจากับอังกฤษ ในกรณีพระปรีชากลการ บุตรเขยของโทมัส นอกซ์ กงสุลอังกฤษ กระทำการฆาตกรรมในเหมืองทองกบินทร์บุรี จนนำไปสู่การประหารชีวิตพระปรีชากลการ พ.ศ.2422 (1879)
ด้วยที่พระองค์เป็นเจ้านายไทยไม่กี่พระองค์ที่สามารถศึกษาภาษาอังกฤษจนแตกฉาน ในปี พ.ศ.2423 (1880) รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้เป็นล่ามคณะทูตเข้าเฝ้าสมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรียแห่งอังกฤษ และรวมไปถึงเป้นผู้แทนพระองค์เข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์ต่างๆทั่วทวีปยุโรป ในปี พ.ศ.2425 (1882) หม่อมเจ้าปฤษฎางค์ได้รับการสถาปนาเป็นพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ เอกอัครราชทูตประจำสหราชอาณาจักร ยุโรป และสหรัฐอเมริกา มีบทบาทสำคัญในการเจรจาภาษีสุราและนำประเทศไทยเป็นสมาชิกสหภาพไปรษณีย์สากลในปี พ.ศ.2428 (1885)
แสตมป์ 125 ปีการเป็นสมาชิกสหภาพสากลไปรษณีย์
ระหว่างที่ปฏิบัติหน้าที่ในต่างประเทศนั้น พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ได้ทราบข่าวความพ่ายแพ้ของพม่าต่อกองทัพอังกฤษ นำมาซึ่งการสูญเสียเอกราช พระองค์ทรงร่วมกับเจ้านาย 3 พระองค์ และข้าราชการอีก 7 ท่าน ลงนามในหนังสือกราบทูลความเห้นเรื่องการเปลี่ยนแปลงการบริหารราชการแผ่นดินต่อรัชกาลที่ 5 ซึ่งรัชกาลที่ 5 เห็ยว่ายังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม จึงได้มีหนังสือเรียกตัวพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ เจ้านาย 3 พระองค์ และข้าราชการอีก 7 ท่าน เดินทางกลับประเทศ
หลังจากที่เดินทางกลับประเทศ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ได้ทำงานที่กรมไปรษณีย์โทรเลขและกรมโยธาธิการ จนลาออกจากราชการอย่างกระทันหันในปี พ.ศ.2434 (1891) ระหว่างการเดินทางตามกรมพระภาณุพันธ์วงศ์วรเดช เมื่อออกจากราชการ พระองค์ได้ออกไปทำงานทั้งในกัมพูชาของฝรั่งเศส และรัฐเปรัคของอังกฤษ จนกระทั่งเดินทางไปผนวชที่ลังกา ในปี พ.ศ.2439 (1896) โดยได้รับฉายาว่า "พระชินวรวงศ์" (Jinavaravamsa)
พระชินวรวงศ์
ในช่วงที่พระชินวรวงศ์ถือเพศบรรพชิต พระองค์มีส่วนสำคัญในการจัดขบวนรับเสด็จรัชกาลที่ 5 เมื่อเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 1 ในปี พ.ศ.2440 (1897) แต่รัชกาลที่ 5 ไม่พอพระทัยเนื่องจากชนชั้นนำในเมืองแคนดี ปฏิเสธการสัมผัสพระเขี้ยวแก้ว และเมื่อมีการค้นพบพระบรมสารีริกธาตุที่หมู่บ้านปิปราห์วา ไม่ไกลจากกรุงกบิลพัสดุ์ พระชินวรวงศ์จึงรีเดินทางไปที่นั่น เพื่อทำการถวายพระบรมสารีริกธาตุแด่รัชกาลที่ 5 โดยตรง แต่ทางรัฐบาลอังกฤษตัดสินใจที่จะถวายให้รัชกาลที่ 5 ด้วยตนเอง โดยมีเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เป็นตัวแทนรัฐบาลไทย และเมื่อพระชินวรวงศ์พบกับเจ้าพระยายมราชที่กัลกัตตา ได้เกิดความขัดแย้งกันเรื่องที่มาของการได้พระบรมสารีริกธาตุจนเมื่อเจ้าพระยายมราชเดินทางถึงไทย จึงได้รายงานกรมพระยาเทววงศ์วโรปการ เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศและคณะสงฆ์ว่าความผิดของพระชินวรวงศ์ถึงขั้นปาราชิก ต้องลาสิกขาบทเมื่อถึงแผ่นดินไทย
หลังเสร็จธุระที่อินเดีย พระชินวรวงศ์ได้เดินทางกลับไปที่ลังกา ธุดงค์ทำสมาธิกลางเกาะร้างที่มีงูและซากศพอาศัยอยู่ ทำให้ชาวศรีลังกาและชาวยุโรปที่พบเห็นต่างเลื่อมใสศรัทธา ต่อมาท่านได้เป็นเจ้าอาวาสวัดทีปทุตตามาราม (Deepaduttaramayana) ในกรุงโคลัมโบ สร้างศาสนสถานสำคัญและโรงเรียนจนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่ชาวพุทธให้ความเคารพนับถือ
รัตนเจดีย์ วัดทีปทุตตามาราม
เมื่อรัชกาลที่ 5 สวรรคตในปี พ.ศ.2453 (1910) พระชินวรวงศ์เดินทางกลับไทยเพื่อสักการะพระบรมศพ แต่ต้องถูกบังคับให้ลาสิกขาจึงสามารถเคารพพระบรมศพได้ เป็นอันจบบทบาทพระชินวรวงศ์
หลังจากนั้น พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ ได้เป็นบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์สยามออบเซอเวอร์ ของพระยาอรรถการประสิทธิ์ (วิลเลียม อัลเฟรด ติเลเก) แต่เป็นได้ไม่นานก็ปิดตัวลง ระหว่างนั้นก็ชนะเลิศจากการประกวดเครายาวเมืองฮาโกเนะ ประเทศญี่ปุ่น ต่อมาได้ทำงานเป็นเสมียนแปลภาษาที่กระทรวงการต่างประเทศ แต่ก็เป็นได้ไม่นานต้องออกจากราชการ เนื่องด้วยสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำภายในประเทศ จากนั้น พระองค์ได้พักอยู่ที่บ้านพักย่านวัดมหาพฤฒารามจนสิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ.2478 (1934) รวมพระชันษาได้ 84 ชันษา
ที่พักสุดท้ายของพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ บริเวณวัดมหาพฤฒาราม
โฆษณา