21 พ.ค. 2021 เวลา 09:46 • หนังสือ
หากคุณก็เป็นคนหนึ่งเหมือนกันที่อ่านหนังสือเยอะ แต่กลับรู้สึกว่าได้รับประโยชน์น้อยจังเลย
1
วันนี้ผมมีเทคนิคการอ่านหนังสือ ที่จะทำให้คุณอ่านบทความต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ที่ผมใช้อยู่และเกิดผลกับตัวเองมาแล้ว มาแชร์ต่อให้คุณอ่าน
1
หากคุณเอาเทคนิคซักข้อที่ผมแนะนำไปปรับใช้ ผมเชื่อว่าคุณจะอ่านหนังสือได้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
---
สวัสดีทุกคนครับ พบกันอีกครั้งแล้ว โชคดีที่ตรงกับวันศุกร์สุดสัปดาห์พอดี ผมเลยนำเรื่องที่เชื่อว่านักอ่านบล็อกดิตทุกท่านน่าจะชอบ นั่นคือเรื่องการอ่านหนังสือนั่นเอง
และในวันนี้ ผมมีบทความอีกตัวหนึ่งที่จะโพสต์ให้ได้อ่านกันในช่วงหัวค่ำของวันนี้ ขออุบหัวข้อไว้ก่อน แต่ใบ้ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรัก ยังไงหากสนใจก็ฝากกดติดตามกันไว้ได้นะครับ ^ ^
เอาล่ะ มาเข้าเรื่องกันเถอะ…
หนึ่งในข้อดีสุด ๆ ของการอ่านหนังสือ คือมันเป็นรากฐานที่สำคัญของการเรียนรู้ มันช่วยย่นระยะเวลา จากบางเรื่องที่ต้องใช้เวลาทั้งชีวิต ให้เราหาอ่านได้จากหนังสือที่ผู้ใช้ชีวิตสรุปมาให้
1
ผมเชื่อว่า ยังมีประโยชน์อีกมากมายของการอ่าน ที่ชาวบล็อกดิตรู้ และเข้าใจเป็นอย่างดี ลองคอมเมนต์ข้อดีในการอ่านหนังสือของคุณ แชร์ให้ผมและเพื่อน ๆ ได้อ่านกันหน่อยนะครับ 😚
และด้วยข้อดีมากมายนี้เอง ที่มันเป็นสะเก็ดเหตุผลส่วนหนึ่งให้คุณเริ่มอ่านหนังสือ และกลายมาเป็นนักอ่านตัวยงดังปัจจุบัน
คุณเชื่อไหมครับ ว่ามีคนจำนวนมาก ที่อ่านแบบสักแต่ว่าอ่าน อ่านเอาเรื่อง ไม่มีเป้าหมาย หรือหลักการเท่าที่ควร ซึ่งในแง่หนึ่งมันก็คงดีกว่าไม่ได้อ่าน
แต่จะดีกว่าไหม ถ้าคุณสามารถอ่านหนังสือทุกเล่ม หรือบทความทุกชิ้น ได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่ ให้คุ้มกับทุกเวลาที่เสียไป ให้ได้นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง
การนี้ ผมจึงได้ลิสต์ วิธีการอ่านหนังสือได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้คุณได้นำไปใช้อ่านหนังสือ หรือบทความถัดไปที่คุณจะเลือกอ่าน
เริ่มจาก…
1. มีเป้าหมายชัดเจน
การมีเป้าหมาย จะทำให้คุณรู้ว่าจะอ่านไปทำไม อ่านเพื่อเอาความรู้ไปใช้ต่อยอดทำงาน อ่านเพื่อความบันเทิง อ่านเอาเรื่อง หรือเป้าหมายเฉพาะตัวอื่น ๆ ของคุณ
เมื่อคุณรู้แล้วว่าเป้าหมายของคุณคืออะไร เวลาที่คุณกำลังอ่าน คุณจะอ่านด้วยหลักคิดที่ตรงกับเป้าหมายนั้น
ยกตัวอย่างเช่น คุณอ่านหนังสือสอนจัดบ้าน เป้าหมายของคุณอาจเป็น อยากมีบ้านที่สะอาด เรียบร้อย น่าอยู่ ดังนั้นแล้ว เวลาคุณอ่านหนังสือแนวนี้ แล้วสายตาเลื่อนไปเจอหัวข้อ หรือใจความสำคัญ สมองของคุณก็มีแนวโน้มที่จะจำข้อมูลนั้น ๆ ได้ เพราะจะได้เอาไปใช้ปฎิบัติจริง
หรืออย่างเช่น คุณซื้อหนังสือการ์ตูนตาหวานซักเล่มมาอ่าน เป้าหมายคุณอาจเป็นเพื่อความผ่อนคลาย คุณก็จะอ่านอย่างผ่อนคลาย สบายอารมณ์ อ่านชิว ๆ ไม่ต้องคิดอะไรมากความ ปล่อยเวลาไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้า หยิบแก้วกาแฟขึ้นมาจิบ ขณะที่ตัวละครกำลังกุ๊กกิ๊กกัน
จะเกิดอะไรขึ้น หากคุณไม่มีเป้าหมายชัดเจน
ยกตัวอย่างเช่น เวลาคุณอ่านหนังสือเตรียมสอบ หากคุณไม่มีเป้าหมาย คุณก็จะอ่านไปแบบผ่าน ๆ ทำให้จำอะไรสำคัญ ๆ ไม่ได้ ทำให้เวลาอยู่ในห้องสอบ คุณก็จะไม่มีข้อมูลอะไรในหัวให้เขียนลงบนกระดาษคำตอบเลย
หรืออย่างคุณอ่านหนังสือ Sapiens แต่คุณไม่มีเป้าหมายอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับมนุษยชาติ แค่เค้าแนะนำกันว่าดีเลยซื้อมาอ่านเอาเท่ห์ เมื่อคุณไม่มีเป้าหมาย คุณก็มีแนวโน้มที่จะอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่จบ หรือจบก็จบแบบจำอะไรไม่ได้เลย
โดยสรุป ก่อนที่คุณจะเริ่มอ่านหนังสือ หรือบทความ คุณควรเป็นอย่างยิ่งที่จะกำหนดเป้าหมาย หรือเป้าประสงค์ของการอ่านสิ่งนั้น ๆ เมื่อคุณเข้าใจหลักการตรงนี้ ที่เหลือต่อ ๆ ไปก็จะง่ายขึ้นแล้วละครับ
2. ขีดเขียนได้เต็มที่ ไม่ต้องกลัวเลอะ
ต่อเนื่องจากข้อแรก เมื่อคุณเข้าใจแล้วว่าเป้าหมายของการอ่านคืออะไร เวลาอ่าน สมองคุณก็มีแนวโน้มที่จะจับใจความตามวัตถุประสงค์ของเรา
การขีดเขียน จด ไฮไลท์ ขีดเส้นใต้ใจความที่สำคัญ เป็นเบาะแส หรือเป็นอะไรก็ตามที่จุดประกายคุณ คุณสามารถขีดเขียนมันไว้ได้ทันที เพื่อให้เราสามารถกลับมาทบทวนอ่านได้
เหตุผลที่คุณควรจดสิ่งที่ปิ๊งแว้บเข้ามาในหัว ณ ขณะอ่าน นั่นเพราะ แต่ละการอ่าน สมองเราปิ๊งแว้บในที่ที่ไม่เหมือนกันหรอกครับ และโดยธรรมชาติแล้ว สมองเราถูกสร้างขึ้นมาให้ลืม หากคุณไม่จดอะไรไว้เลย ไอเดีย แนวคิด หรือคุณค่าที่คุณได้จากการอ่านนั้น ๆ ยากมากที่คุณจะกลับมานึกออกได้อีกครั้ง
+ ขอแถมเทคนิคเล็ก ๆ สำหรับหัวข้อนี้ นั่นคือการรวบรวมเรื่องที่คุณขีดเขียนไว้ในหน้าเดียว ซึ่งผมทำมาแล้วพบว่ามันเวิร์คมาก นั้นคือการทำหน้าสารบัญ หรือ Index ว่าคุณเขียนอะไรไว้หน้าไหน ก็ให้จดเลขหน้าไว้ โดยผมจะใช้วิธีจดลงบน Post it แล้วนำไปแปะที่หน้าแรก ๆ ของหนังสือ
วิธีการนี้จะทำให้คุณทบทวนไอเดียของตัวเองขณะอ่านได้อย่างง่ายดาย
3. เพิ่มทักษะการอ่านเร็ว
นอกจากคุณจะอ่านอะไรต่อมิอะไรได้เยอะขึ้นแล้ว การอ่านเร็วมีข้อดีมากกว่าการอ่านช้าในเชิงของ Performance ด้วย
กล่าวคือ หากคุณอ่านเร็ว คุณจะเข้าใจบริบทภาพรวมได้ดีขึ้น จำข้อมูลการอ่านแบบองค์รวม และนำมาอธิบายเป็นภาษาของตัวเองดีขึ้น
ขณะที่คนอ่านช้า หากไม่ใช่อ่านแบบวิเคราะห์ หรือจับใจความสำคัญของเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ ก็จะเป็นการอ่านแบบเฉี่อย ๆ ไม่แอคทีฟ ทำให้หลังอ่านจบก็จะจำอะไรไม่ได้มาก
หากคุณต้องการฝึกฝนทักษะการอ่านเร็ว ผมเคยเขียนโพสต์เกี่ยวกับการตรวจวัดความเร็วในการอ่าน และวิธีฝึกให้คุณอ่านเร็วขึ้น ลองเข้าไปอ่านกันได้ครับ
4. ตกตะกอนความรู้
หลังอ่านจบ คุณควรสรุป หรือตกตะกอนข้อมูลในหัวลงบนกระดาษ มันจะทำให้คุณจดจำรายละเอียดได้ดีขึ้น
ซื้อสมุดซักเล่มมาเขียนสรุปความรู้โดยเฉพาะ อาจเลือกเล่มที่ปกสวย ๆ คุณถูกใจ เพื่อเพิ่มขวัญและกำลังใจในการจดของคุณ
หรือจะหาซื้อไอแพดซักเครื่องมาใช้จด เห็นเค้าฮิตกันอ่ะนะ
นอกจากนี้ เมื่อคุณจดบันทึกความรู้ เมื่อเวลาผ่านไป มันจะกลายเป็นหนึ่งในสมบัติล้ำค่าของคุณ คุณสามารถนำความรู้ที่คุณมีไปต่อยอดทำอะไรได้สารพัด
ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่เจ้านาย หรือลูกค้าถามคุณถึงรายละเอียดข้อมูล คุณสามารถหยิบสมุดบันทึกขึ้นมาเป็นแหล่งอ้างอิงตอบได้
หรืออย่างเวลาอยู่ในวงสนทนา คุณก็จะมีข้อมูลในการพูดคุย ดีเบต ทำให้การสนทนาเป็นไปอย่างถึงพริกถึงขิง
หรือจะนำความรู้ที่ตกตะกอนของคุณ มาประกอบร่างขึ้นใหม่ เป็นบทความ หรือวิดีโอที่มีอรรถรส เข้าถึงใจผู้คน แล้วโพสต์ลงแหล่งออนไลน์ต่าง ๆ ไม่ว่าจุะเป็น Facebook Youtube Twitter Website
หรืออย่าง Blockdit เอง ก็เป็นแพลตฟอร์มที่ดีอีกที่หนึ่ง ที่คนไทยใช้งานกันอยู่มาก หากคุณสนใจก็สามารถเปิดเพจเพื่อลงผลงานได้เช่นกัน ซึ่งบทความส่วนมากในเพจของผม ก็มักหยิบยกข้อมูลจากสิ่งที่เคยอ่านมาแทบทั้งนั้น
1
5. ถกประเด็นกับนักอ่านท่านอื่น
การดีเบทกับผู้อื่น จะทำให้คุณจำเนื้อหาได้ติดแน่นมากขึ้น ชนิดที่ว่าพอเจอเรื่องนี้ ก็จะเอาข้อมูลในหัวมาตอบได้ทันที
แต่การหาคนมาดีเบทคงทำไม่ได้ง่าย ๆ ถ้าหากคนรอบตัวของคุณ ไม่มีใครอ่านหนังสือเลย
ทางออกคือ ลองหาชุมชนออนไลน์ ที่มีงานอดิเรกเป็นการอ่านหนังสือ เมื่อคุณเข้าร่วมกลุ่มเหล่านี้ นอกจากจะทำให้คุณได้ดีเบทพูดคุยถึงหนังสือที่คุณอ่าน คุณยังได้เปิดหูเปิดตามากขึ้นอีกด้วย บางเรื่องที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน คุณก็จะได้จากการเข้าร่วมกลุ่มเหล่านี้
นอกจากนี้ มันยังช่วยเพิ่มให้หลอดความต้องการทางสังคมของคุณสูงขึ้น เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัวกันเลยที่เดียว
---
โดยสรุป หลักคิดของเทคนิคทั้ง 5 คือเน้นให้คุณได้ประโยชน์จากเนื้อหาที่อ่านอย่างเต็มที่ เพราะแทนที่คุณจะสักแต่ว่าอ่าน โดยไม่ได้ใช้งานความรู้ให้เกิดประโยชน์ จะดีกว่าใหม่ถ้าคุณพัฒนาการอ่านของคุณ ให้นำเอาความรู้ที่อ่าน ไปใช้ประโยชน์ พัฒนา หรือต่อยอดองค์ความรู้ต่อไปได้
หากคุณยังไม่เคยใช้เลย ลองนำไปใช้ดูซักข้อนะครับ แล้วคุณจะรู้สึกได้ด้วยตัวเองเลย ว่าประสิทธิภาพการอ่านของคุณดีขึ้นจริง ๆ
ขอแถมเทคนิคส่งท้ายให้อีกข้อ นั่นคือ
● ไม่ต้องอ่านเยอะ แต่ให้อ่านสม่ำเสมอแทน
คุณไม่จำเป็นต้องกดดันตัวเอง อ่านแค่วันละหน้า แต่อ่านทุกวัน ยังดีกว่าคนอ่าน 5 เล่มจบในหนึ่งวัน แต่ไม่อ่านอีกเลยจนจบปี
อย่าลืมว่า ความรู้ ไม่ใช่อ่านเพียงอย่างเดียว แล้วมันจะทำให้ชีวิตคุณดีขึ้นในทันที แต่มันเป็นการสั่งสมองค์ความรู้ เพื่อที่จะให้คุณได้ใช้ประโยชน์เมื่อถึงคราว ฉะนั้น ค่อย ๆ อ่าน และลงมือทำไปพร้อม ๆ กัน จะดีกว่าสักแต่อ่าน แต่ไม่ได้เอาไปใช้ทำอะไรเลยแน่นอนครับ
---
และนี้ก็คือ 5 เทคนิค ที่จะทำให้คุณอ่านหนังสือได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด คุณสามารถเลือกอ่านทบทวนแต่ละหัวข้อ แล้วนำไปทำได้เลยทันที
คุณสามารถอ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่
สนับสนุนผม เพื่อให้มีกำลังใจทำผลงานต่อไป
ผมจะลงบทความทุก ๆ วันที่หารด้วยเลข 3 ลงตัว ยังไงฝากติดตามไว้ด้วยนะครับ
… วันนี้ผมมีลงบทความอีกตัวช่วงค่ำ ๆ รออ่านกันได้เลยครับ ^ ^
โฆษณา