10 มิ.ย. 2021 เวลา 06:20 • ประวัติศาสตร์
*** ประวัติของ Pride Month และ จูดี้ การ์แลนด์ ***
ณ ประเทศสหรัฐอเมริกาช่วงยุค 60s การปฏิบัติตัวไม่ตรงกับเพศสภาพภายนอกของตัวเองเป็นเรื่องต้องห้าม กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศมักถูกเหยียดหยาม โดนจับบำบัดเพราะแพทย์วินิจฉัยว่าป่วยทางจิต ถูกกดขี่รังแก ร้ายสุดคืออาจถูกส่งขังคุก พวกเขาจึงต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ ไม่แสดงออกตัวตน เก็บความทุกข์ไว้ภายใน
แต่แล้วกลับมีเหตุการณ์หนึ่งเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ไปโดยสิ้นเชิง ได้แก่ “การลุกฮือที่สโตนวอลล์” ในปี 1969 ซึ่งในเวลาต่อมาก่อให้เกิดการความเคลื่อนเรียกร้องสิทธิเท่าเทียมทางเพศเรียกว่า “Pride” อันโด่งดังและทรงอิทธิพลจนปัจจุบัน
มีบางทฤษฏีเชื่อว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจมีที่มาจากศิลปินหญิงคนหนึ่งชื่อ “จูดี้ การ์แลนด์” ซึ่งดังจากบทสาวน้อยโดโรธี ในภาพยนตร์สำหรับเด็กชื่อ “พ่อมดแห่งออซ”
1
เหตุใดผู้หญิงอย่างเธอจึงกลายเป็นแรงบันดาลใจของความเคลื่อนไหวของกลุ่มหลากหลายทางเพศได้ล่ะ?
1
เนื่องในเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นเดือนแห่งการเฉลิมฉลองความหลากหลายทางเพศหรือ Pride Month ผมได้เขียนบทความนี้ขึ้น เพื่อให้เราร่วมกันแสวงหาคำตอบในบทตอนนี้ของประวัติศาสตร์กัน
บางคนรู้จัก จูดี้ การ์แลนด์ ในฐานะดาราดังจากภาพยนตร์คลาสสิคเช่น The Wizard of Oz, Meet Me in St. Louis, หรือ A Star is Born บ้างก็รู้จักในฐานะจากบทเพลงอมตะ ไม่ว่าจะเป็น Over the Rainbow, The Trolley Song, และ The Man That Got Away
1
...แต่สำหรับกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศแล้ว เธอคือหญิงสาวที่ทำให้พวกเขารู้สึก “ภูมิใจ” ในตนเอง…
การ์แลนด์ ชื่อเกิดคือ ฟราเซส เอเธล กัมม์ เกิดวันที่ 10 มิถุนายน 1922 ในครอบครัวนักแสดงละครเร่
เธอมีความสามารถทางการร้องและการแสดงโดดเด่นมาตั้งแต่เด็ก ถูกพาขึ้นเวทีเพื่อร้องเพลงกับพี่สาวสองคนของเธอตั้งแต่อายุสองขวบ พออายุสี่ขวบก็ต้องย้ายบ้านจากรัฐมิเนโซต้าทางเหนือไปรัฐแคลิฟอร์เนียทางใต้ เพราะมีข่าวลือหนาหูในละแวกนั้นว่าพ่อของเธอชอบคนเพศเดียวกัน
4
ในปี 1935 การ์แลนด์ได้เซ็นสัญญากับค่ายหนังยักษ์ใหญ่ Metro-Goldwyn-Mayer หรือ MGM (ที่มีสิงโตออกมาร้องก่อนเข้าหนังนั่นแหละ) แต่อนิจจาด้วยอายุ 13 จะเล่นบทเด็กก็ดูโตไป จะเป็นผู้ใหญ่ก็ยังไม่ได้ แถมลุคของเธอยังใสๆ ซึ่งไม่ถูกจริตประชาชนยุคนั้น ที่นิยมคนสวยหยดมีเสน่ห์ชวนหลงใหล
1
ภาพแนบ: การ์แลนด์ (คนกลาง) กับพี่สาว
ค่ายจึงหาทางออกหลายประการโดยบังคับให้เด็กสาวเป็นใน “สิ่งที่ขายได้” พวกเขาให้เธอใส่ฟันยางและที่ดันโพรงจมูกเพื่อปรับเปลี่ยนโครงหน้า, ให้รัดหน้าอก, สั่งงดอาหารจนผอมกว่าเกณฑ์, และให้กินยาลดความอ้วน ...แต่ทำถึงขั้นนี้แล้ว ก็ยังมีคนดูถูกว่าเธอน่าเกลียดอยู่เสมอ
นอกจากนั้น การ์แลนด์ยังโดนผู้บริหาร MGM ลูอิส บี. เมเยอร์ ล่วงละเมิดทางเพศขณะถ่ายทำ The Wizard of Oz เขามักจะเข้ากองมาชื่นชมเสียงร้องเพลงของเธอ ว่าร้องออกมาจากหัวใจ แล้วขยำหน้าอกเธอเล่นโดยที่ไม่มีใครกล้าห้ามปราม
การ์แลนด์หาใช่เด็กไม่รู้ความ เมื่อเมเยอร์ทำซ้ำหนักเข้าเธอจึงรวบรวมความกล้าขอให้เขาอย่าทำแบบนี้กับเธออีก ทว่าเมเยอร์กลับร้องไห้แล้วลำเลิกบุญคุณเธอเสียยกใหญ่ ถามว่าทำไมถึงพูดกับคนที่รักเธอได้แบบนี้ แต่สุดท้ายเขาก็หยุดทำแบบนั้นไป
ภาพแนบ: เด็กสาว จูดี้ การ์แลนด์
เมื่อทุกอย่างผ่านพ้นไปแล้ว การ์แลนด์ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า “มหัศจรรย์จริงๆ ที่คนใหญ่คนโตซึ่งคบกับผู้หญิงไฮโซมามากมายจะทำตัวงี่เง่าขนาดนั้น” และ “ฉันคิดอยู่เสมอว่าโชคดีนะที่ตัวเองไม่ได้ร้องเพลงมาจากร่างกายส่วนอื่น”
ภาพแนบ: เมเยอร์และภรรยา
ภายหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว การ์แลนด์ยังโดนคณะกรรมการบริหารคนหนึ่งเรียกไปพบเพื่อขอมีเพศสัมพันธ์ด้วย แม้เธอจะปฏิเสธไปอย่างสุภาพ แต่เขากลับโวยวายพร้อมข่มขู่ “ฟังนะ ก่อนแกจะไป ฉันจะบอกให้ ...ฉันจะทำให้ชีวิตแกพัง ฉันทำได้จริงนะเว้ย ฉันจะทำลายแก!”
การ์แลนด์ได้แต่เก็บเรื่องนี้ไว้กับตัว เพราะยุคนั้นผู้หญิงเองก็ยังไม่มีสิทธิมีเสียงเท่าใดนัก หากพูดไปสังคมก็จะเข้าข้างผู้ชายก่อน แถมอีกฝ่ายเป็นคนใหญ่คนโตที่มีอิทธิพลระดับฮอลลีวู้ด เธอจึงเลือกยอมอดทน
...แม้ภายหลังการ์แลนด์จะประสบความสำเร็จจากหนังหลายเรื่อง แต่ประสบการณ์เลวร้ายที่ผ่านมา ทำให้เธอขาดความมั่นใจไปทั้งชีวิต
...เธอหวาดกลัวว่าคนจะไม่ยอมรับอยู่เสมอ บางครั้งถึงกับพึ่งเหล้าพึ่งยา เศร้าหมองทำร้ายตนเอง จนถึงกับพยายามฆ่าตัวตายหลายครั้ง เพราะฝังใจว่าตนเป็น “ลูกเป็ดขี้เหร่” ที่มีแต่คนชัง
การ์แลนด์ทำงานไปจนอายุ 28 ปี ก็โดนไล่ออกจาก MGM เพราะเธอดื่มเหล้าหนัก ไม่มาทำงานตามนัดหมาย และใช้ยานอนหลับผสมมอร์ฟีน
แม้ภายหลัง ผลงานเรื่อง A Star is Born ของค่าย Warner Bros. จะพิสูจน์ฝีมือการแสดงของเธอ แต่รายได้ของเธอกลับไม่ดีนัก นอกจากนั้นการไม่ได้รับรางวัลออสการ์อย่างที่นักวิจารณ์คาด ทำให้เธอค่อยๆ หมดอนาคตบนจอเงินไปในที่สุด
แต่นั่นไม่ได้ทำให้เธอยอมแพ้จากวงการบันเทิง การ์แลนด์ผันตัวไปเป็นนักร้อง ออกแสดงคอนเสิร์ตทั้งในและต่างประเทศหลายครั้ง ซึ่งแต่ละที่ก็จะมีแฟนๆ ทุกเพศทุกวัยเข้ามาชมหญิงสาวอย่างคับคั่ง
ทั้งนี้เพราะเพลงของเธอแอบแฝงความบีบคั้นสะเทือนใจราวกับเข้าใจเรื่องราวของผู้ฟังทั้งหลาย
การ์แลนด์เองยังมีชื่อเสียงในการกล้าหยอกล้อกับแฟนๆ อย่างไม่ถือตัวระหว่างแสดงสด
ในที่สุดเธอก็ประสบความสำเร็จในสายนักร้อง เมื่อได้เป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รับรางวัลแกรมมี่สาขาอัลบั้มแห่งปี จากอัลบั้มบันทึกแสดงสดที่คาร์เนกี้ฮอลล์ในปี 1961 และได้มีรายการเพลงเป็นของตัวเองชื่อ The Judy Garland Show ในปีเดียวกัน
ผู้คนมองว่าเธอเป็น “ผู้รอดชีวิต” จากการแข่งขันของสังคมที่พยายามจะกดเธอให้ต่ำ
ภาพแนบ: คอนเสิร์ตที่คาร์เนกี้ฮอลล์
ในด้านชีวิตส่วนตัว แม้การ์แลนด์จะมีข่าวคบกับชายหนุ่มมากมาย และแต่งงานไปถึง 5 ครั้ง แต่ก็มีหลักฐานว่าเธอคบกับผู้หญิงด้วยเช่นกัน...
สมัยที่ยังอยู่ใน MGM ค่ายหนังต้องการคุมพฤติกรรมเธอ จึงส่งหญิงสาวนาม เบตตี แอเชอร์ ซึ่งทำงานอยู่ฝ่ายประชาสัมพันธ์มาคอยสอดส่อง แหล่งข่าวหลายแหล่งกล่าวว่า มิตรภาพของทั้งสองคนดูจะไปไกลกว่านั้น และมีผู้พบเห็นทั้งสองไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ เดินจับมือถือแขนสนิทสนมกันเหมือนคู่รัก
นั่นอาจเป็นเหตุผลให้เธอเปิดกว้างต่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งถือว่ายังเป็นกลุ่มบุคคลที่ถูกสังคมรังเกียจในยุคนั้น เธอมีเพื่อนใกล้ชิดเป็นเกย์ ชอบไปเที่ยวบาร์เกย์ และสามีคนที่ 2 กับสามีคนที่ 4 ของเธอ ยังถูกเปิดเผยในภายหลังว่าเป็นไบเซ็กชวล
ภาพแนบ: การ์แลนด์ (กลาง) กับแอเชอร์ (ผู้หญิงคนริมที่ถูกตัดตกขอบ)
จูดี้ การ์แลนด์ เสียชีวิตลงในวันที่ 22 มิถุนายน 1969 ด้วยอายุเพียง 47 ปี ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ สาเหตุคือกินยานอนหลับเกินขนาด
ก่อนหน้านี้ไม่กี่ปีเธอเริ่มมีสุขภาพกายใจแย่ลง มีการดื่มเหล้าหนักจนเมาขึ้นคอนเสิร์ตหลายครั้ง ซ้ำร้ายกว่านั้น ผู้จัดการใหม่ของการ์แลนด์ก็บริหารงานผิดพลาด ทำให้เธอเป็นหนี้ราว 500,000 เหรียญสหรัฐ ต้องทำงานใช้หนี้ตัวเป็นเกลียว ในขณะที่ชื่อเสียงถดถอยลงเรื่อยๆ
1
...แม้การ์แลนด์จะจากไปในช่วงที่ชีวิตกำลังตกต่ำ แต่การตายของเธอได้ส่งผลกระทบที่แม้กระทั่งตัวเธอเองก็อาจคาดไม่ถึง...
...นั่นคือมีแฟนๆ กลุ่มหลากหลายทางเพศมาไว้อาลัยแก่เธอเป็นจำนวนมาก...
ภาพแนบ: คนมารอการ์แลนด์เป็นครั้งสุดท้าย
*** แล้วทำไม จูดี้ การ์แลนด์ จึงมีอิทธิพลต่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศได้ขนาดนี้? ***
จากเรื่องที่เล่ามาจะเห็นได้ว่า นอกจากการ์แลนด์อาจเป็น LGBTQ+ คนหนึ่งแล้ว เธอยังโดนดูถูกจากรูปลักษณ์ภายนอก ถูกกดดันให้ต้องเป็นในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้เป็น เพื่อแสวงการยอมรับจากสังคม ซึ่งคล้ายกับชะตากรรมที่กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศต้องเผชิญ
นายแพทย์ท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์กับสื่อ BBC ในบทความ Why is Judy Garland the ultimate gay icon? ว่า สำหรับเกย์แล้ว ร่างกายเป็นเรื่องใหญ่ เพราะบางคนถือว่ามันเป็นภาพแทนของความสำเร็จในกลุ่มเกย์ด้วยกัน และอาจรวมถึงในสังคมด้วย ทำให้พวกเขามีความกดดันมองว่าตัวเองน่ารังเกียจ และทำร้ายทรมานตัวเองต่างๆ ไม่ต่างอะไรกับการ์แลนด์ที่ต้องอยู่กับรูปลักษณ์ปรุงแต่งที่ผู้ใหญ่เห็นว่าสวยงาม ทั้งๆ ที่มันทำให้เจ้าของร่างกายเป็นทุกข์
จึงไม่แปลกที่นักวิชาการหลายท่านจะมองว่า ความเจ็บปวดดึงดูดทั้งการ์แลนด์กับกลุ่มหลากหลายทางเพศเข้าหากัน พวกเขาเข้าใจการถูกกดขี่ที่อีกฝ่ายประสบ และได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้แก่กันและกัน
ลิงก์บทความ: bbc (ดอต) com/culture/article/20190923-why-is-judy-garland-the-ultimate-gay-icon
นั่นอาจเป็นเหตุผลหนึ่ง ที่ทำให้กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ มีคำแทนตัวว่า “เพื่อนของโดโรธี” (Friend of Dorothy) เป็นแสลงเลี่ยงการกล่าวถึงเพศสภาพตรงๆ ในยุคที่คนทั่วไปยังมองว่าการคงอยู่ของพวกเขาเป็นเรื่องผิด
1
บางคนบอกว่า คำนี้มีที่มาจาก “โดโรธี พาร์คเกอร์” ซึ่งนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน แต่ส่วนใหญ่เชื่อว่าคำนี้มาจากตัวละคร “โดโรธี เกล” ในหนังเพลงเรื่อง The Wizard of Oz ซึ่งเป็นบทที่ทำให้การ์แลนด์โด่งดังเป็นพลุแตก
อนึ่งโดโรธีเป็นเด็กหญิงจากแคนซัสที่โดนพายุพัดไปดินแดนมหัศจรรย์ เธอได้พบกับเพื่อนที่มีทั้งหุ่นกระป๋อง หุ่นไล่กา และสิงโต ทั้งสี่ร่วมเดินทางกันไปปราบแม่มดร้ายด้วยกัน
ตัวละครหลายตัวในเรื่องนี้มีปัญหาต้องการอะไรบางอย่าง และรังเกียจตัวเองจากความขาดแคลนนั้น เช่น สิงโตต้องการความกล้าหาญ, หรือ หุ่นเหล็กต้องการหัวใจ แต่กระนั้นโดโรธีก็ยังให้ความเป็นเพื่อนโดยไม่ดูถูก ทำให้หลายคนตีความว่า มันหมายถึงการยอมรับความแตกต่างของเพื่อนมนุษย์
ซึ่งในตอนท้ายของภาพยนตร์ พวกเขาล้วนแก้ปัญหาได้ด้วย “การยอมรับตนเอง” มากกว่า “การแสวงหาสิ่งที่ขาดไป” จริงๆ
...เรื่องนี้อาจเป็นสิ่งที่ทำให้กลุ่มหลากหลายทางเพศ มองว่าพวกเขาเป็นเพื่อนของ จูดี้ การ์แลนด์ นั่นเอง
เมื่อเสร็จสิ้นงานศพในนิวยอร์คเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน แฟนๆ หลากหลายทางเพศของการ์แลนด์หลายคนก็มาพบปะสังสรรค์เพื่อย้อมใจที่บาร์เกย์ชื่อสโตนวอลล์ในละแวกเดียวกัน
เนื่องจากยุคนั้นการกระทำตัวไม่ตรงกับเพศสภาพภายนอกเป็นเรื่องต้องห้าม บาร์เกย์จึงมักตกเป็นเป้าให้ตำรวจบุกจับอยู่บ่อยครั้งจนแทบเป็นเรื่องปกติ
และในเวลาตีหนึ่งคืนนั้นสโตนวอลล์ก็ถูกตำรวจบุกถล่มอีก
...แต่ครั้งนี้มันแตกต่างออกไป...
ตอนนั้นตำรวจสั่งบังคับให้บาร์เปิดไฟ และขอตรวจบัตรประชาชนทุกคน ว่ามีใครทำตัว “ผิดเพศ” หรือไม่ กลุ่มหลากหลายทางเพศซึ่งกำลังโศกเศร้าเสียใจกับการจากไปของการ์แลนด์ ต่างรู้สึกพร้อมกันว่าถูกกดขี่เหยียดหยามมานานเกินไปแล้ว!
อารมณ์เจ็บปวดและโกรธแค้นของฝูงชนได้ปะทุขึ้น
ณ บัดนั้น ปรากฏกลุ่มหลากหลายทางเพศมากมายไม่ยอมปฏิบัติตัวตามที่ตำรวจสั่ง และลุกขึ้นต่อสู้อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
พวกเขาเข้าปะทะกับตำรวจอย่างรุนแรงเหมือนไม่มีอะไรจะต้องเสียอีกต่อไป!
ขว้างปาสิ่งของใส่ตำรวจ ทั้งกระป๋องเบียร์ ขยะ ขวดน้ำ หิน และก้อนอิฐ!
ตรงนี้นักประวัติศาสตร์มีความเห็นไปต่างๆ บ้างก็ว่าการปะทุที่สโตนวอลล์นั้นมาจากสาเหตุการกดขี่ทางสังคมเป็นหลัก และผู้ประท้วงส่วนใหญ่นั้นไม่ใช่ฐานแฟนของการ์แลนด์
แต่บ้างก็ว่าความโศกเศร้าจากการจากไปของการ์แลนด์นั้นส่งผลกระทบต่อเหตุการณ์นี้ไม่น้อย
มีคำให้การเล่าว่ามีการร้องตะโกนชื่อของ จูดี้ การ์แลนด์ ราวกับเป็นนามศักดิ์สิทธิ์ระหว่างการประท้วงว่า “เซนต์จูดี้ เซนต์จูดี้ เซนต์จูดี้ อวยพรพวกเราที!”
ไม่ว่าอย่างไรประวัติศาสตร์ต้องจารึกว่าวันนั้นสโตนวอลล์ได้ถูกเผาลง! และการประท้วงรุนแรงยังดำเนินไปอีกเกือบสัปดาห์!
ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิเสรีภาพของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศตามมาอีกมากมาย
หนึ่งปีผ่านไป ในวันที่ 27 มิถุนายน 1970 กลุ่มหลากหลายทางเพศ ณ นครชิคาโก้ได้ใช้โอกาสครบรอบเหตุการณ์สโตนวอลล์ออกมาเดินขบวนแห่งความภูมิใจหรือ “ไพรด์" เป็นครั้งแรก
ทำให้หลังจากนั้นในปี 1999 อเมริกาได้ยึดถือเดือนมิถุนายนเป็น Pride Month หรือเดือนแห่งความภาคภูมิใจและความเท่าเทียมทางเพศอย่างเป็นทางการ
ต่อมาเดือนแห่งความภาคภูมิใจฯ ก็กลายเป็นธรรมเนียมที่คนทั่วโลกให้ความสำคัญ มีการจัดงานดังกล่าวทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นประเทศในยุโรป ทั้งอังกฤษ สเปน เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ กรีซ ไอซ์แลนด์, ประเทศในตะวันออกกลางอย่างตุรกี อิสราเอล, ประเทศในอเมริกาใต้อย่างบราซิล, และประเทศในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นไต้หวัน ญี่ปุ่น อินเดีย ฟิลิปปินส์ รวมถึงไทย
ภาพแนบ: การเดินขบวนไพรด์ที่ชิคาโก้ในปัจจุบัน
*** Over the Rainbow ***
แล้วสงสัยไหมว่าทำไมไพรด์ต้องเป็นสีรุ้ง? เรื่องนี้นักวิเคราะห์บางคนก็บอกว่ามาจาก จูดี้ การ์แลนด์ อีกเช่นกัน!?
ช่วงแรกสุดนั้น ชาวเกย์ใช้สามเหลี่ยมสีชมพูเป็นสัญลักษณ์แทนตัว ซึ่งมาจากสัญลักษณ์ที่เยอรมันใช้แบ่งแยก “พวกเพศพิเศษ” ออกจากคนกลุ่มอื่นในค่ายกักกันช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งคนบางส่วนก็ไม่ชอบใจที่สัญลักษณ์นี้ เพราะมันเคยมีความหมายเชิงดูถูก
ต่อมา กิลเบิร์ต เบเกอร์ หรือ บัสตี รอสส์ แดร็กควีนจากแคนซัส ได้ทำธงสีรุ้งขึ้นเป็นครั้งแรกสำหรับเดินขบวนไพรด์ในปี 1978
เขาให้สัมภาษณ์กับพิพิธภัณฑ์ศิลปะนิวยอร์กถึงเหตุผลที่ธงเป็นสีรุ้งว่า “มันเป็นธงสีจากธรรมชาติ… มาจากท้องฟ้า”
แต่นักเขียนเกย์ของนิตยสาร Rolling Stone มองว่า บางทีรอสส์อาจได้แรงบันดาลใจจากเพลง Over the Rainbow หรือเพลงชูโรงในเรื่อง Wizard of Oz หนังอมตะของจูดี้ การ์แลนด์ มากกว่า
...ไม่ว่าจะอย่างไร ธงสายรุ้งก็กลายเป็นสัญลักษณ์แทนกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศมาจนถึงปัจจุบัน…
ภาพแนบ: เบเกอร์
จากเรื่องราวทั้งหมดที่เล่ามา จะพบได้ว่าชีวิตของ จูดี้ การ์แลนด์ นั้น แม้จะเลวร้ายแค่ไหน ต้องเผชิญความยากลำบากอย่างไร เธอก็ยังพยายามต่อสู้มาตลอด
แม้สุดท้ายจะดูเหมือนว่าเธอตกต่ำและพ่ายแพ้ แต่เรื่องราวชีวิตของเธอกลับกลายเป็นแรงบันดาลใจให้แก่กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศทั้งทางตรงและทางอ้อม
1
ย้อนกลับไปในปี 1967 นิตยสารไทมส์เคยเขียนวิจารณ์คอนเสิร์ตของการ์แลนด์ครั้งหนึ่งว่า “น่าแปลกที่แฟนคลับเดนตายส่วนใหญ่ของเธอดูเหมือนจะเป็นพวกรักร่วมเพศ …(พวกเขามีลักษณะเป็น) เด็กผู้ชายใส่กางเกงรัดๆ กลอกตา ทึ้งผม ชอบลุกขึ้นจากที่นั่ง”
ไทม์ไม่ใช่นิตยสารหัวเดียวที่ดูถูกผู้ชมของการ์แลนด์แบบนั้น…
ต่อมาการ์แลนด์ยังโดนสัมภาษณ์ออกทีวีว่ารู้สึกอย่างไรกับแฟนๆ กลุ่มนี้
ภาพแนบ: อริฟ คุปซิเนต ผู้สัมภาษณ์ในครั้งนั้น
...หากเป็นนักร้องคนอื่นอาจแกล้งเปลี่ยนเรื่อง หรือเลี่ยงไปตอบกลางๆ เพื่อเอาใจสังคมส่วนใหญ่
แต่การ์แลนด์กลับยิ้มและตอบว่า “ฉันโดนสื่อกล่าวหา โดนทำเลวร้ายใส่มาหลายปี ...แต่ฉันคงแย่มากๆ หากปล่อยให้ผู้ชมของฉันโดนปฏิบัติตัวไม่ดีใส่ไปด้วย”
พูดง่ายๆ สื่อจะบอกว่าเธอไม่ดีเพราะอะไรก็ได้ แต่ไม่ใช่ไม่ดีเพราะมีแฟนคลับเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ
...คนเหล่านั้นไม่ควรโดนหยาม
“ฉันไม่แคร์หรอก ฉันร้องเพลงให้คนฟัง!” การ์แลนด์ได้ให้สัมภาษณ์ในอีกที่หนึ่ง
...ถูกแล้ว ไม่ว่าแฟนของเธอจะเป็นคนชาติไหน เพศอะไร ชอบใคร ก็ไม่เห็นต้องสนใจ ในเมื่อทุกคนเป็นแฟนเพลงของเธอเหมือนกัน ...เป็นคนเหมือนกัน...
ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่า Pride ไม่ใช่การเรียกร้องเพื่อสิทธิของกลุ่มหลากหลายทางเพศเท่านั้น แต่มันคือการต่อต้านการกดขี่ในสังคม
ในชีวิตของเราท่าน คงมีหลายครั้งที่โดนบังคับให้ต้องทำในสิ่งที่ไม่ชอบ หรือต้องเป็นในสิ่งที่ไม่ได้เป็น
เราเคยเห็นคนที่ต้องถูกบังคับให้มีผิวขาว ต้องสูงเพรียว ต้องหล่อ ต้องสวย ต้องมีหุ่นดีตามค่านิยมที่สังคมกำหนด ผู้หญิงห้ามชอบสีฟ้า ผู้ชายห้ามชอบสีชมพู ต้องสอบเข้าคณะนั้นนี้ตามเพศของตน ฯลฯ
...เราทุกคนล้วนถูกบรรทัดฐานบางอย่างของสังคมกดไว้…
...และสิ่งนั้นไม่ใช่เรื่องที่ดี ไม่ใช่อนาคตที่เราควรจะมุ่งไป...
...โดโรธีอยากจะไปที่อื่นที่ไม่มีปัญหา เธอเชื่อว่าเหนือสายรุ้งขึ้นไปยังมีดินแดนแห่งเสรีภาพที่ทุกคนยอมรับในความแตกต่างของกันและกันอยู่
...นั่นคือสิ่งที่ทุกคน ไม่ว่าเป็นเพศไหน ควรมุ่งไปหา และควรต่อสู้เพื่อมัน ใช่หรือไม่...?
ในลักษณะนี้เรื่องราวของ จูดี้ การ์แลนด์ จึงไม่ใช่เรื่องของคนที่ตายอย่างล้มเหลว แต่เป็นเรื่องของการขัดขืนการกดขี่
...และการได้เป็นอมตะของผู้ที่ต่อสู้ในแนวทางดังกล่าวนั่นเอง...
...
... ...
... ... ...
(ดูอ้างอิงในคอมเมนต์)
::: โฆษณาปิดท้าย :::
ท่านที่สนใจเนื้อหาพิเศษของ The Wild Chronicles สามารถสมัครเข้ากลุ่มลับ illumicorgi
อนึ่งกลุ่มนี้เป็นกลุ่ม exclusive ผมจะใช้ลงบทความพิเศษ ซึ่งมีเนื้อหาเจาะลึกกว่าที่ลงในเพจ The Wild Chronicles และบทความส่วนใหญ่ในกลุ่มจะเกี่ยวกับธีมของหนังสือที่ผมกำลังเขียน
ผู้ที่ต้องการสมัครเข้ากลุ่มให้ทำดังนี้เลยนะครับ
(1) กดสมัคร Line OA ของ The Wild Chronicles มาทาง link นี้ https://lin.ee/fNEO1jr
(2) กด add เป็นเพื่อน
(3) กด chat
(4) จากนั้น พิมพ์ชื่อที่ท่านใช้ใน Facebook มาทางช่องแชทของ Line OA เพื่อให้ทีมงานบ่งชี้ได้ว่าบัญชีของท่านสมัครมาแล้ว
(5) จากนั้นจะมีแอดมินมาคุยกับท่าน ให้แจ้งประเภทสมาชิกที่ท่านต้องการสมัคร แอดมินจะส่ง link เพื่อชำระค่าสมาชิก และแนะนำวิธีการเข้ากลุ่มต่อไป
สมาชิกจะมีสามระดับได้แก่ Corgi Mason, Corgi Master และ Illuminated Corgi ซึ่งแต่ละระดับจะมีค่าสมาชิก และสิทธิประโยชน์แตกต่างกันไป
>> สมาชิกประเภทที่ 1 “Corgi Mason" (คอร์กี้เมสัน)
คุณคือ “นายช่าง” ที่ช่วยเหลือในการรังสรรค์ The Wild Chronicles เป็นผู้ที่สร้างให้เกิดผลงานต่างๆ และเป็นกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนกลุ่มนั่นเอง
สิทธิประโยชน์ที่ได้:
• ได้เข้าถึงเนื้อหากลุ่ม illumicorgi ที่มีบทความย่อยลงอยู่เสมอ และบทความใหญ่ลงอย่างน้อยอาทิตย์ละตอน
• ส่วนลดในสินค้าของกลุ่ม The Wild Chronicles ที่จะวางจำหน่ายต่อไป
• Priority ในการรับข่าวสารและกิจกรรมของ The Wild Chronicles
ค่าสมาชิก:
1 เดือน: 50 บาท
3 เดือน: 150 บาท
6 เดือน: 280 บาท
1 ปี: 550 บาท
>> สมาชิกประเภทที่ 2 “Corgi Master" (คอร์กี้มาสเตอร์)
คุณคือ “อัศวิน” ที่คุ้มครองและนำพา The Wild Chronicles ไปสู่จุดมุ่งหมาย เป็นบุคคลสำคัญที่จะขาดมิได้ในการส่งแสงสว่างนำทางพลพรรคของเรา
สิทธิประโยชน์ที่ได้:
• ทั้งหมดที่ Corgi Mason ได้ และ:
• ทุกๆ รอบหกเดือนจะได้รับหนังสือเล่มหนึ่ง ส่งให้ถึงบ้านพร้อมลายเซ็นของผม (รอบของปีนี้จะอยู่ที่ช่วงกลางปี และปลายปี โดยได้รับหนังสือความแค้นของเคิร์ดสองเล่มดังที่กล่าวไป หรือจะเปลี่ยนเอาหนังสือเล่มอื่นที่ยังมีใน stock หรือพิมพ์ใหม่ก็ได้นะครับ)
ค่าสมาชิก:
6 เดือน: 600 บาท
1 ปี: 1,100 บาท
สมาชิกประเภทที่ 3 “Illuminated Corgi" (อิลลูมิเนตคอกิ)
คุณคือหนึ่งใน “เจ้าผู้ครองนคร” แห่ง The Wild Chronicles เป็นสมาชิกที่สำคัญที่สุดซึ่งคอยดูแลกลุ่มของเราอยู่
สิทธิประโยชน์ที่ได้:
• ทั้งหมดที่ Corgi Master ได้ และ:
• ได้รับของที่ระลึกที่ได้จากการไปผจญภัยในสถานที่จริงที่นำมาเขียนหนังสือ เช่นโปสการ์ดจากครอบครัวของประภาการัน ผู้นำกบฏพยัคฆ์ทมิฬ, แบงค์รุ่นซัดดัมที่พบในเคอร์ดิสถานอิรัก, หรือทรายและเศษเหล็กจากหาด No Fire Zone
• มีชื่ออยู่ในหนังสือเล่มหนึ่ง ในฐานะผู้สนับสนุน
ค่าสมาชิก:
1 ปี: 3,000 บาท
...ยินดีต้อนรับสู่สมาคมลับของเรานะครับ.
:: ::: :::
สนใจอ่านเรื่องประวัติศาสตร์ สงคราม เรื่องต่างประเทศ กดติดตาม เพจ The Wild Chronicles ได้เลยนะครับ https://facebook.com/pongsorn.bhumiwat
โฆษณา