6 ก.ค. 2021 เวลา 15:53 • กีฬา
นัดชิงยูโร 2012 : เมื่อ สเปน ยืนยันว่าตัวเอง "ใหญ่คับโลก" ด้วยการถล่ม อิตาลี 4-0 | MAIN STAND
1
อิตาลี ลงกลอนด้วยแทคติก คาเตนัคโช่ และสวนกลับด้วยหมัดหนักอย่าง มาริโอ บาโลเตลลี่, กราเซียโน่ เปลเล่ และจอมทัพอย่าง อันเดรีย ปีร์โล่ นี่คือสิ่งที่ทำให้พวกเขาโดดเด่นและกลายขวัญใจมวยรองในรอบชิงชนะเลิศ ยูโร 2012 ที่พวกเขาต้องพบกับ สเปน ... แชมป์เก่า และแชมป์ฟุตบอลโลกปี 2010
ณ ตอนนั้น หลายคนบอกว่าสเปนเล่นได้น่าเบื่อ และอาจจะถึงปีที่แฟน ๆ อัซซูรี่ รอคอย อย่างไรก็ตามเมื่อเกมจบลง ... 4 ต่อ 0 คือสกอร์ที่เกิดขึ้น
ก่อนที่ทั้ง 2 ทีมจะมาพบกันในรอบตัดเชือก ยูโร 2020 เราจะย้อนไปเมื่อ 9 ปีก่อน เพื่อดูว่าในความขาดลอย กระแสข่าว และยุคทองหนสุดท้ายของ สเปน เกิดอะไรขึ้นในนัดชิงชนะเลิศที่ขาดลอยที่สุดเกมนี้ อิตาลี พลาดตรงไหน ? สเปนชุดนั้นสมบูรณ์แบบอย่างไร ? ติดตามได้ที่นี่กับ Main Stand
เกมรับทำให้คุณเป็นแชมป์
อิตาลี คือทีมที่ใครก็รู้ว่าห้ามปล่อยให้ผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์เด็ดขาด เพราะไม่ว่าพวกเขาจะกระท่อนกระแท่นในรอบคัดเลือกหรือรอบแบ่งกลุ่มแค่ไหน แต่เมื่อมาถึงช่วงเวลาที่สถานการณ์บีบบังคับและกดดันอารมณ์ประมาณว่า "แพ้คัดออก" พวกเขาจะเปล่งประกายขึ้นมาทันที
1
พวกเขาคือทีมประเภทเลทเกมอย่างไม่ต้องสงสัย ทว่า ในยูโร 2012 คือยุคเปลี่ยนผ่านของพวกเขาอย่างแท้จริง นักเตะชุดแชมป์โลกเริ่มทยอยถอนตัวจากการแข่งขันในนามทีมชาติเนื่องจากอายุที่มากขึ้น อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่, ฟราน​เชสโก้ ต็อตติ, อเลสซานโดร เนสต้า และ ฟาบิโอ คันนาวาโร่ คือ 1 ในชื่อแรก ๆ ที่ทุกคนรู้ถึงพิษสงของพวกเขาหากได้ลงสนาม
กุนซือ เซซาเร่ ปรันเดลลี่ รู้ถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดี การขาดนักเตะแนวรุกที่มีประสบการณ์ในเกมระดับชาติและตัดสินผลการแข่งขันด้วยจังหวะไม่กี่ครั้งได้ จะส่งผลต่อรูปแบบการเล่นของพวกเขาอย่างแน่นอน อิตาลี จึงเริ่มพลิกแพลงและกลับสู่สิ่งที่พวกเขาถนัดที่สุด นั่นคือบอลสไตล์ "คาเตนัคโช่" (การปิดประตูลงกลอน) กล่าวคือ พวกเขาจะเล่นเกมรับพร้อมกันทั้งทีม และใช้การสวนกลับไม่กี่จังหวะโดยใช้ความสามารถเฉพาะตัวของนักเตะในแผงเกมรุก
ปรันเดลลี่ เลือกนักเตะจาก ยูเวนตุส เข้ามาอยู่ในทีมชุดนี้แบบแทบยกแผง 4 กำลังหลักในเกมรับ นำโดย จานลุยจิ บุฟฟ่อน, อันเดรีย บาร์ซาญี่, จอร์โจ้ คิเอลลินี่ และ เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ ขณะที่แดนกลาง เลือกใช้งาน เคลาดิโอ มาร์คิซิโอ และหัวใจของทีมอย่าง อันเดรีย ปีร์โล่
จะเห็นได้ว่าจากหลังถึงกลาง กลุ่มนักเตะจาก ยูเวนตุส จะยืนพื้นทั้งหมด และพวกเขาก็ทำได้ดีมาตั้งแต่รอบคัดเลือก เกมรับคือหัวใจของ อิตาลี ที่เหนียวหนึบแน่นหนา เล่นรอบคัดเลือก 10 เกม แต่กลับเสียประตูแค่ 2 ลูกเท่านั้น น้อยกว่าใครตลอดรอบนี้แล้ว
ขณะที่เกมรุก เขาไม่ได้เลือกนักเตะจาก ยูเวนตุส เลย แต่เลือกนักเตะแบบ "อิตาเลียน สไตล์" กล่าวคือ เป็นพวกศิลปิน เดาทางยาก และสามารถสร้างสรรค์ประตูในแบบที่เหลือเชื่อได้ นำโดย อันโตนิโอ คาสซาโน ที่ตอนนั้นอายุ 29 ปี และ มาริโอ บาโลเตลลี่ ที่อายุ 21 ปี แถมเพิ่งพา แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกในรอบ 44 ปีมาหมาด ๆ
1
ทุกคนพอจะเดาออกว่า อิตาลี จะเล่นอย่างไร ปรันเดลลี่ ใช้งานกลุ่มนักเตะเกมรับระดับเวิลด์คลาสเป็นแกนหลักเพื่อเริ่มต้นทุกสิ่งทุกอย่างของทีมชุดนี้ เพราะเกมรับดี ไม่เสียประตู "คุณไม่มีทางแพ้"
ส่วนเกมรุกนั้น ปล่อยไปตามจังหวะของเกม อิตาลี ชอบอยู่แล้วเรื่องการเล่นเกมรุกแบบ อิมโพรไวส์ (ด้นสด) ทำให้เราได้เห็นประตูสวย ๆ คลาสสิก ๆ จากนักเตะชาวอิตาเลียนเสมอ หากไม่นับ เปาโล รอสซี่ พวกเขาไม่มีนักเตะคนไหนเลยที่จบทัวร์นาเมนต์ระดับนานาชาติด้วยการเป็นดาวซัลโว เพราะการทำประตูของพวกเขาจะมาจากรูปแบบที่หลากหลาย และจากนักเตะหลายคน
กองหลังขึ้นมาโหม่งจากลูกเซ็ตพีซ, ฟรีคิก และยิงไกลจากกองกลาง, สวนกลับ เข้าทำไม่กี่จังหวะ และจบด้วยการยิงประตูของกองหน้า ด้วยวิธีแบบนี้ อิตาลี ไม่เคยกลัวใคร พวกเขาอาจจะไม่ได้เข้ามาสู่ทัวร์นาเมนต์ด้วยการเป็นตัวเต็ง และต้องอยู่ร่วมสายกับทีมอย่าง สเปน, โครเอเชีย และ ไอร์แลนด์ แต่ กุนซือ ปรันเดลลี่ รู้ว่าทีมของเขาจะต้องผ่านเข้ารอบอย่างแน่นอน แม้ใครต่อใครจะเป็นห่วง อิตาลี โดยเฉพาะกลุ่มนักเตะเกมรุกที่ไร้สตาร์ดังเหมือนกับทีมอื่น ๆ
"เราไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกลัวทีมอย่างสเปน ผมคิดว่าพวกเราต้องทำงานของเราทุกคนให้ดีที่สุด ก็แค่นั้น" ปรันเดลลี่ ว่าไว้เช่นนั้น และพวกเขาก็แสดงให้เห็นจริง ๆ
อิตาลี ยังคงแสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมาในรอบแบ่งกลุ่ม พวกเขาแสดงอาการร่อแร่ใน 2 เกมแรกจากการเสมอ สเปน และ โครเอเชีย ด้วยสกอร์ 1-1 ทั้ง 2 เกม จนต้องมาลุ้นเหนื่อยตามสเต็ปในเกมสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม และทุกอย่างก็เป็นใจ อิตาลี ชนะ ไอร์แลนด์ 2-0 โดยได้ประตูที่ 2 จาก บาโลเตลลี่ ในนาทีที่ 90 ขณะที่ โครเอเชีย แพ้ สเปน 0-1 หลังจากโดนยิงในนาทีที่ 88
1
ช่วงเวลาแค่ 2 นาที พลิกจากทีมที่ควรจะต้องตกรอบ กลายเป็นทีมที่เข้ารอบไปอย่างเหลือเชื่อ เพราะหาก 2 ประตูท้ายเกมจาก 2 สนามไม่เกิดขึ้น อิตาลี จะได้ที่ 3 ของกลุ่ม เพราะมีผลต่างประตูได้เสียน้อยกว่า โครเอเชีย และในตอนนั้น ยูโรรอบสุดท้าย ยังมีแค่ 16 ทีมด้วย
เมื่อคุณปล่อย อิตาลี ผ่านรอบแบ่งกลุ่มแบบลุ้นจนวินาทีสุดท้ายแบบนี้แล้ว คุณย่อมรับรู้ได้ถึงความน่ากลัวในรอบน็อกเอาต์ของพวกเขา ... ไม่สำคัญว่าอะไรจะเกิดขึ้นอีกต่อไป อิตาลี ไม่ต้องกลัวใครอย่างที่ ปรันเดลลี่ ว่าจริง ๆ เมื่อมาถึงตอนนี้ แม้กระทั่งแชมป์โลกอย่าง สเปน พวกเขาก็ยันมาแล้ว
ความน่าเบื่อและ สเปน ที่ทุกคนคิดว่ามาถึงขาลง
สเปนในชุดนั้น คือการรวมพลกันของนักเตะจาก 2 สโมสรที่ดีที่สุดในโลกอย่าง เรอัล มาดริด และ บาร์เซโลน่า อย่างที่กล่าวไปข้างต้น พวกเขาลงเล่นทัวร์นาเมนต์ระดับนานาชาติ 2 ครั้งหลังสุดด้วยการเป็นแชมเปี้ยนในบั้นปลาย และมันเป็นเรื่องปกติมาก ๆ หากวันใดวันหนึ่งที่คุณเก่งจนไร้เทียมทาน วันนั้นจะมีแต่คนอยากจะเห็นคุณเป็นผู้แพ้บ้าง และในยูโร 2012 สเปน ก็โดนดิสเครดิตกันตั้งแต่วันที่ประกาศรายชื่อนักเตะแล้ว
2
"False 9" คือตำแหน่งที่เกิดใหม่ในช่วงเวลาดังกล่าว มันคือวิธีการเล่นแบบไม่ต้องมีกองหน้าหมายเลข 9 ที่ทำหน้าที่จบสกอร์ให้ทีมเป็นหลัก และในยูโร 2012 ครั้งนั้น บิเซนเต้ เดล บอสเก้ กุนซือทัพกระทิงดุ คือคนที่ทำให้ตำแหน่ง False 9 นี้ ดังระเบิดขึ้นไปอีก หลังจากที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ทำคลอดตำแหน่งนี้ไว้ตอนคุมทีมเจ้าบุญทุ่ม
1
สเปน คว้าแชมป์ฟุตบอลยูโร 2008 และ ฟุตบอลโลกปี 2010 จากการมีกองหน้าระดับโลกเป็นส่วนสำคัญ ทั้ง เฟร์นานโด ตอร์เรส และ ดาบิด บีญ่า นั่นคือความบันเทิงในระดับระเบิดภูเขาเผากระท่อมใน 2 ทัวร์นาเมนต์ดังกล่าว เพราะหลายคนมองว่า สเปน เป็นทีมที่มีรูปแบบการเล่นที่ค่อนข้างน่าเบื่อ จากการที่แดนกลางของพวกเขาเก่งเกินไป นำทัพโดย 3 เทพอย่าง ชาบี เอร์นานเดซ, อันเดรียส อิเนียสต้า และ เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ อีกทั้งยังมี ชาบี อ​ลอนโซ จาก เรอัล มาดริด มาร่วมอีก 1 คน
ตอร์เรส และ บีญ่า คือคนที่ทำให้ "บอลคอนโทรล" ของสเปน มีจุดจบที่ประตูเสมอ แต่ในยูโร 2012 เกิดปัญหาขึ้น เพราะ บีญ่า ได้รับอาการบาดเจ็บจนต้องถอนตัวจากทีม ขณะที่ ตอร์เรส ก็กำลังอยู่ในช่วงขาลงกับ เชลซี ดังนั้น เดล บอสเก้ จึงปลุกแผน 4-6-0 ขึ้นมา และเริ่มใช้นัดแรกในเกมที่เสมอ อิตาลี 1-1 ซึ่งเกมนั้นเป็นจุดเปลี่ยนของทัวร์นาเมนต์เลยก็ว่าได้...
สเปน โดนกล่าวหาในฐานะทีมที่ "ดีแต่ป้อ ล่อไม่เป็น" น่าเบื่อเรื่องการครองบอล แต่จังหวะจบสกอร์น้อยนิด ขณะที่ อิตาลี กลายเป็นมวยรองขวัญใจพ่อยก เพราะมีไม่กี่ทีมในยุคนั้นที่สามารถ "เอาชนะด้วยแทคติก" เหนือสเปนได้ เกมเสมอ 1-1 อิตาลีทำได้ดี และทำให้สเปนต้องลิ้นห้อยตลอด 90 นาที
อิตาลี ได้รับคำชมมากมายจากแทคติกและความเคี่ยวของแผงหลัง ขณะที่ สเปน ถูกมองว่าไม่ไร้เทียมทานเหมือนกับ 4 ปีก่อนอีกต่อไป ระบบไร้กองหน้าจะทำให้พวกเขาต้องเจอกับความยากลำบากในทัวร์นาเมนต์นี้ และหากจะมีทีมไหนที่คว่ำสเปนได้ สปอตไลต์ฉายไปที่ 2 ทีมอย่าง เยอรมัน และ อิตาลี เจ้าพ่อบอลน็อกเอาต์เท่านั้น
"สเปน พยายามจะเล่นรูปแบบของ False 9 โดยไม่คำนึงถึงสไตล์การเล่นของ เชส ฟาเบรกาส (ผู้รับหน้าที่ดังกล่าวในทีม) ไม่มีทางเจาะเข้าไปได้เลย เขาจำต้องเป็นกองหน้าในการดวลกับกองหลัง อิตาลี ถึง 3 คน มันเป็นแทคติกที่ไม่ได้ผล สุดท้าย เดล บอสเก้ ก็ยอมแพ้กับระบบนี้ และใช้ เฟร์นานโด ตอร์เรส ลงมาในภายหลัง"
"สเปน ควรจะกลับไปใช้กองหน้าธรรมชาติได้แล้วหลังจากนี้ มันคือวิธีการเล่นที่มีประสิทธิภาพกว่า พวกเขายังคงยึดติดในการเล่นแบบ ติกิ-ตากา เกินไป ขณะที่ อิตาลี กับวิธีการเล่นของพวกเขาจะไม่มีปัญหา พวกเขาผ่าน โครเอเชีย และ ไอร์แลนด์ เข้ารอบได้แบบสบาย ๆ" แซม ทิเก้ (Sam Tighe) จาก Bleacher Report วิจารณ์หลังเกมแรกที่ทั้งสองทีมพบกัน
2
ความหมายโดยว่ากันตรง ๆ แบบไม่อ้อมค้อมคือ เขากำลังจะบอกว่า อิตาลี มีแทคติกการเล่นที่เหมาะสมกับนักเตะที่พวกเขามีในการแข่งขันแบบทัวร์นาเมนต์ มากกว่าการใช้ ติกิ-ตากา และ False 9 ของ สเปน ... ห้ามทุกคนมองข้าม อิตาลี หลังจากนี้โดยเด็ดขาด
มวยรองขวัญใจพ่อยก
สเปน ไปถึงรอบชิงชนะเลิศอีกครั้งในยูโร 2012 ไม่มีอะไรมากไปกว่าความเหนือชั้นของกลุ่มนักเตะที่แทบจะยกชุดมากันตั้งแต่เมื่อ 4 ปีที่แล้ว แม้ False 9 จะทำให้อะไร ๆ ติดขัดไปบ้าง แต่ สเปน ก็เอาชนะ 2 ทีมแกร่งอย่าง ฝรั่งเศส และ โปรตุเกส เข้ามาจนถึงรอบชิงชนะเลิศได้
ขณะที่ อิตาลี ต้องเหนื่อยทุกวินาที พวกเขาชนะ อังกฤษ จากการดวลจุดโทษในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ด้วยฟอร์มทุกอย่างที่ดีกว่าในเกมนั้น อันเดรีย ปีร์โล่ แสดงให้ทุกคนเห็นว่า ในวัย 33 ปี คลาสของเขาก็ยังเหลือกินเหลือใช้ เรียกได้ว่านี่คือเกมที่แฟนบอลรุ่นใหม่ ๆ หลงรักวิธีการเล่นกองกลางในตำแหน่ง "เรจิสต้า" (ยืนอยู่หน้าแผงกองหลังเพื่อคอยออกบอลให้ทีมเล่นเกมรุก) เลยก็ว่าได้
1
อิตาลี เหนือกว่า อังกฤษ ทุกประตู พวกเขาจ่ายบอลมากกว่า วิ่งมากกว่า ครองบอลมากกว่า และมีโอกาสจบสกอร์มากกว่า ก่อนจะเข้าไปด้วยจุดโทษแบบเหนือ ๆ โดยเฉพาะ ปิร์โล่ ที่ยิงแบบปาเนนก้าใส่ โจ ฮาร์ท ตรงกลางประตู อันเป็นการยืนยันว่า อังกฤษ เป็นผู้แพ้อย่างศิโรราบ
1
ตอนนั้นกระแสการชื่นชมอิตาลีเริ่มเกิดขึ้นแล้ว แต่ยังไม่เท่าเกมรอบตัดเชือกกับ เยอรมัน นั่นคือเกมที่คลาสสิกที่สุดแมตช์หนึ่งในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปตลอดกาลเลยก็ว่าได้
นี่คือเกมที่ อิตาลี บ่งบอกความเป็นตัวตนของพวกเขาอย่างดีที่สุด เสน่ห์ที่มีมาอย่างช้านาน เล่นเกมรับอย่างอดทน และไม่ปล่อยให้ เยอรมัน ที่ถือเป็นทีมยุคทองนำโดยนักเตะอย่าง มิโรส​ลาฟ โคลเซ่, โธมัส มุลเลอร์, เมซุต โอซิล, มาร์โก รอยส์ และมีจอมทัพในแดนกลางอย่าง บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ และ โทนี่ โครส
เยอรมัน โหมเกมบุก ครองบอลอย่างสนุกสนาน และเป็นฝ่ายเตะมุมฝ่ายเดียวตลอดทั้งเกม (14 ครั้ง) ขณะที่ อิตาลี แทบไม่ได้ลุยไปเห็นหน้า มานูเอล นอยเออร์ เลยด้วยซ้ำ ... แต่เกมแบบนี้แหละที่ อิตาลี ชอบที่สุด ธรรมชาติของนักด้นสดมืออาชีพ ในสถานการณ์ที่เป็นรองสุดกู่ พวกเขาจะเปล่งประกาย
1
อิตาลี มีโอกาสยิง 5 ครั้งในเกมนั้น และเข้ากรอบทั้ง 5 ครั้ง จากโอกาสทั้งหมด พวกเขาได้ประตูแรกจาก 2 กองหน้าที่ "เดาทางยาก" ของทีม เริ่มจาก คาสซาโน ครองบอลที่ริมเส้นฝั่งซ้าย โดนผู้เล่นเยอรมันรอชนรอซ้อนอยู่ 3 คน แต่ คาสซาโน ก็ม้วนซ้ายม้วนขวา และโยนบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษที่มีนักเตะ อิตาลี อยู่แค่คนเดียวคือ บาโลเตลลี่ ก่อนที่ดาวยิงวัย 21 ปี จะโขกแสกหน้า นอยเออร์ เข้าไป เป็นการช็อกเยอรมันตั้งแต่ช่วง 20 นาทีแรกของเกม
ขณะที่อีก 16 นาทีต่อมา ในช่วงเวลาที่เยอรมันกำลังใช้การเข้าทำด้วยระบบการเล่นที่ยอดเยี่ยม พวกเขาเสียบอลกลางทางและ อิตาลี ใช้การเล่นฟุตบอลสวนกลับเพียง 2 จังหวะ ริคาร์โด้ มอนโตลิโว่ โยนยาวจากแดนตัวเอง ให้ บาโลเตลลี่ หลุดเดี่ยวเข้าไปดวลกับ นอยเออร์ นายทวารที่ขึ้นชื่อเรื่องการดวลตัวต่อตัวกับกองหน้ามากที่สุด
1
แต่ บาโลเตลลี่ ไม่เหมือนใคร ... นี่คือนักเตะที่คุณไม่สามารคาดเดาได้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไปเมื่อบอลอยู่กับเท้าของเขา และจังหวะนั้น บาโลเตลลี่ ไม่ต้องรอให้เข้ากรอบเขตโทษเลยด้วยซ้ำ เขากดด้วยขวาจากระยะกรอบ 18 หลา บอลพุ่งยัดสามเหลี่ยมเสาแรก นอยเออร์ เข่าทรุดและได้แต่มองบอลตุงตาข่ายเท่านั้น
1
บาโลเตลลี่ แสดงความดีใจสุดคลาสสิกที่สุดในประวัติศาสตร์รายการนี้ นั่นคือการถอดเสื้อเบ่งกล้ามและทำหน้าตาขึงขัง นั่นคือโมเมนต์แห่งความจริง ที่ทำให้แฟนบอลซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับ สเปน และ อิตาลี หลายคน เลือกส่งใจเชียร์ให้ อิตาลี ในรอบชิงชนะเลิศ แถม ณ เวลานั้น อิตาลี เป็นทีมเดียวที่ยิงประตูสเปนได้ในทัวร์นาเมนต์ยูโร 2012 ... มันสะท้อนให้เห็นว่า ต่อให้สเปนจะมาในระบบที่โดนวิจารณ์ขนาดไหน แต่พวกเขายังคงเป็นเบอร์ 1 ของโลกด้วยนักเตะระดับคุณภาพคับแก้ว และโค้ชที่มีปรัชญาการทำทีมชัดเจนที่สุด
สเปน ปะทะ อิตาลี ในรอบชิงชนะเลิศ อาจจะดูไม่สูสีเท่ากับ สเปน เจอกับ เยอรมัน ที่กำลังเข้าสู่ยุคทอง(2 ปีหลังจากนั้น เยอรมัน เป็นแชมป์โลก) แต่ทุกคนอยากเห็นฟุตบอลที่ต่างกันสุดขั้ว ว่าหากต้องมาแข่งกันเป็นนัดที่ 2 ของทัวร์นาเมนต์ ผลการแข่งขันจะออกมาเป็นเช่นไรกันแน่ ?
ใหญ่คับโลก
False 9 ถูกมองว่าจะโดนนำกลับมาใช้ในเกมนี้หรือไม่ หลัง สเปน ล้มเหลวในแง่แทคติกในนัดที่พวกเขาเสมอกับ อิตาลี มาในรอบแบ่งกลุ่ม และ เดล บอสเก้ ทำในสิ่งที่ทุกคนอยากเห็น เขาใช้ ฟาเบรกาส เป็นกองหน้าอีกครั้ง เพื่อพิสูจน์ว่าสเปนชุดนี้ "ใครก็ได้"
ขณะที่ อิตาลี แทบไม่ต้องคาดเดาอะไร นักเตะจากนัดชนะ เยอรมัน จะได้ลงทั้งหมด และแทคติกการเล่นคงไม่ต่างจากเดิมมากนัก อุดให้แน่น ยิงประตูขึ้นนำให้ได้ และปิดเกมในสไตล์ที่ตนเองถนัด นั่นคือสิ่งที่พวกเขาจะทำ และเมื่อเกมเริ่มขึ้น อิตาลี ก็ทำเช่นนั้นจริง เพียงแต่ว่าผลลัพธ์นั้นต่างออกไป
นักเตะสเปนในชุดนี้แตกต่างกับเยอรมันที่อิตาลีเจอในรอบที่แล้ว ขณะที่กลุ่มนักเตะเยอรมันยังคงเป็นดาวรุ่งและกำลังจะสร้างชื่อกลายเป็นนักเตะระดับโลก แต่กลุ่มนักเตะสเปน ประสบความสำเร็จมาทุกรูปแบบทั้งในระดับสโมสรและในนามทีมชาติ โดยเฉพาะนัดชิงชนะเลิศ พวกเขาผ่านประสบการณ์นัดชิง ยูโร 2008 กับ เยอรมัน และ ฟุตบอลโลก 2010 กับ เนเธอร์แลนด์ มาแล้ว ... จะอุด จะสวน หรือจะเล่นเกมอดทน สเปน ชุดนี้ก็เยือกเย็นพอที่จะทำให้ตัวเองไม่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากได้
"False 9 ของ สเปน ถูกสร้างมาเพื่อเกมนี้โดยเฉพาะ" นี่คือสิ่งที่ อลัน เชียเรอร์ อดีตดาวยิงทีมชาติอังกฤษและนักวิจารณ์ของ BBC กล่าว
"หลายคนตั้งคำถามกับแทคติกของพวกเขาที่ไม่ใช้กองหน้า สงสัยว่าสเปนจะเอาอะไรมายิงหากไม่มีเบอร์ 9 ... แต่อย่าลืมนะว่า นี่คือทีมที่ยิงประตูได้มากที่สุด และเสียประตูน้อยที่สุดในทัวร์นาเมนต์นี้ ... สเปนมีทีมในฝันของพวกเขา และมีทีมที่เป็นฝันร้ายของทีมที่ต้องเผชิญหน้า"
เชียเรอร์ อธิบายถูกหมด เกมนั้น อิตาลี เหมือนกับได้รับรู้ว่า แม้พวกเขาจะพัฒนาตัวเองขึ้นมามากในระหว่างทัวร์นาเมนต์ และเป็นบอลแทคติกตัวพ่อ แต่สเปนในชุดนั้นคือส่วนผสมของทีมที่จะประสบความสำเร็จทุกอย่าง นักเตะเก่ง สปิริตในทีมยอดเยี่ยม โค้ชสามารถควบคุมทุกอย่างได้ และมีประสบการณ์การคว้าแชมป์ที่เหลือล้น
สเปน ครอบครองบอล ผ่านบอล และเคลื่อนที่เหนือไปอีกระดับจากเกมที่ทั้งสองทีมเจอกันในนัดแรก และสิ่งนี้หมายความว่าพวกเขาเชี่ยวชาญฟุตบอลทัวร์นาเมนต์ขนาดไหน ไม่ต้องหวือหวาแต่มาเรื่อย ๆ และค่อย ๆ ตบเกียร์ทีละขั้นจนมาพีคเอาในนัดสำคัญที่สุดของทัวร์นาเมนต์
สเปน 4-0 อิตาลี คือสกอร์ในเกมนั้น และหากใครได้ชมเกม คงจะเห็นการยอมรับสภาพของนักเตะ อิตาลี ซึ่งเป็นการบอกได้ว่าพวกเขายอมรับว่านี่คือความสมบูรณ์ ที่อาจจะเป็นอันดับ 1 ตลอดกาลของโลกเลยก็ว่าได้
"เกมนัดนี้บอกทุกอย่างกระจ่างมาก อิตาลี ดีแค่ไหนก็ยังไม่พอที่จะรับมือกับ สเปน ชุดนี้ อิตาลี ต้องเผชิญหน้ากับทีมที่แข็งแกร่งมากเกินกว่าที่พวกเขาจะรับมือ พวกเขาอ่อนล้า (อิตาลี ได้พักก่อนถึงนัดชิงน้อยกว่า สเปน 1 วัน) ปีร์โล่ อายุ 33 ปี แต่การเล่น 6 เกมในระยะสั้น ๆ นั้นไม่ไหวหรอก"
"ขณะที่ สเปน ชุดนี้เชี่ยวชาญการเล่นฟุตบอลทัวร์นาเมนต์ หัวใจของทีมอย่าง ชาบี เอร์นานเดซ โดน เดล บอสเก้ ถอดออกมานั่งพักอย่างต่ำ 3 เกมตลอดทัวร์นาเมนต์ เพื่อให้เขาอยู่ในสภาพที่สดและสมบูรณ์แบบที่สุดเมื่อนัดชิงชนะเลิศมาถึง" จานลูก้า วิอัลลี่ อดีตนักเตะทีมชาติ อิตาลี กล่าว
1
ชาบี ทำ 3 แอสซิสต์ ในเกมนั้น กลบทุกอย่างที่ ปีร์โล่ เคยทำมาตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม ... นี่คือความเหนือชั้นของทีมที่เต็มไปด้วยนักเตะคุณภาพและทดแทนกันได้เสมอ แม้แต่ ปีร์โล่ ที่โดนชงว่าควรได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของทัวร์นาเมนต์ ยังกล่าวปฏิเสธและบอกว่าสิ่งที่ ชาบี ทำ เหนือกว่าเขาไปอีก 1 ขั้น นั่นคือยอดเยี่ยมจนบันดาลแชมป์ให้กับทีมได้
"ผมคือคนชี้ขาดเกมนี้ ผมไม่ได้ยืนต่ำแบบที่เคยเพื่อใช้การผ่านบอลที่ชี้เป็นชี้ตาย ... และวันนี้ผมทำมันได้ 2 ครั้ง" ชาบี กล่าวหลังจบเกม
ขณะที่ เชส ฟาเบรกาส ชายผู้เข้ามาเติมเต็มระบบ False 9 และทำให้สเปนที่ได้แต่ผ่านบอลไปมา โดนค่อนขอดว่าน่าเบื่อ ตอบคำถามที่ชัดเจนที่สุดของทัวร์นาเมนต์นี้ได้อย่างยอดเยี่ยม
"เราน่าเบื่ออยู่ไหมแบบนี้ ? ... ใครที่คิดว่าเรากำลังเล่นฟุตบอลแบบน่าเบื่อ ผ่านบอลไปเรื่อย ผมคงปล่อยพวกเขาคิดแบบนั้นไป แต่เชื่อเถอะ พวกเขาไม่เข้าใจเกมฟุตบอลที่แท้จริงหรอก" ฟาเบรกาส ว่าเช่นนั้น หลังจากที่พวกเขาชูถ้วยแชมป์ยุโรปสมัยที่ 2 ติดต่อกัน
1
ณ วันนี้ก็ผ่านมาแล้ว 9 ปี และสถานการณ์กลับกันอยู่พอสมควร ในยูโร 2020 อิตาลี ถูกมองว่าเป็น "โคตรบอล" ที่ดุดันและยอดเยี่ยมที่สุด ขณะที่ สเปน กระท่อนกระแท่นมาตลอดกว่าจะมาถึงจุดนี้ มันแสดงให้เห็นว่ายุคสมัยของฟุตบอลผันเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็ว ในวันที่คุณมีทีมที่ดีและสมบูรณ์แบบที่สุด คุณต้องคว้าแชมป์ให้ได้เพื่อลบล้างข้อสงสัยและคำวิจารณ์ต่าง ๆ ให้ได้ ไม่เช่นนั้นต่อให้เก่งขนาดไหนก็ถูกลืมได้ง่าย ๆ เพราะในโลกของฟุตบอล "มีเพียงแชมป์เท่านั้นที่ถูกจดจำ"
บทความโดย ชยันธร ใจมูล
1
แหล่งอ้างอิง
โฆษณา