#ก่อนจะมาเป็นผู้ประกอบการ
.
เฉิง เหว่ยเกิดในเมืองเล็กๆ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของมณฑลเจียงซี พอเข้ามหาวิทยาลัยเขาได้เข้าเรียนคณะบริหารธุรกิจที่ Beijing University of Chemical Technology ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยระดับกลางๆ ในปักกิ่ง และเขาก็เรียนจบออกมาด้วยเกรดที่ไม่ได้โดดเด่นไปมากกว่าคนอื่นๆ เลย
.
หลังจากเรียนจบเฉิงได้ทำงานในบริษัทด้านการดูแลสุขภาพ แต่ก็ไม่ใช่งานอย่างที่เขาหวังไว้ เพราะงานที่เขาทำคือการเป็นผู้ช่วยของประธานบริษัทนวดเท้านั่นเอง และด้วยงานที่ไม่ได้สวยหรูตามที่คิด 1 ปีต่อมาเฉิงจึงลาออกและสมัครเข้าทำงานกับบริษัทอาลีบาบา (Alibaba)
.
เฉิงเริ่มต้นจากการเป็นพนักงานขายที่อาลีบาบา ในตอนนั้นเขามีได้รับเงิน และในช่วงเวลา 7 ปีที่เขาได้ทำงานที่นั่นเฉิงได้ก้าวขึ้นเป็นผู้จัดการฝ่ายขายในภาคเหนือของประเทศจีน ก่อนที่จะย้ายไปทำงานในตำแหน่งรองผู้จัดการทั่วไปในส่วนของอาลีเพย์ (Alipay) ซึ่งเป็นฝ่าย E-Commerce ของอาลีบาบา
.
.
#DidiDache
.
ในปี 2012 เฉิงในวัย 30 ลาออกจากอาลีบาบาเพื่อก่อตั้งบริษัทของตัวเองชื่อ Beijing Orange Technology และมีตีตีต่าเชอ (DiDi Dache) บริการเรียกรถแท็กซี่เป็นบริการแรกภายใต้บริษัทนี้ โดยมีเงินทุนเริ่มต้นเพียง 3 ล้านดอลลาร์
.
ตีตีต่าเชอเป็นภาษาจีนแปลว่า “บี๊บ บี๊บ เรียกรถแท็กซี่” มีที่มาจากประสบการณ์ส่วนตัวของเฉิงที่ไม่ดีนักระหว่างเขากับการเรียกแท็กซี่ไปสนามบิน เขาพบว่าแท็กซี่มักจะมาไม่ตรงเวลาที่เรียกจนทำให้เขาพลาดเที่ยวบินอยู่หลายครั้ง เฉิงจึงสร้างแอปที่สามารถเรียกใช้บริการรถแท็กซี่ได้ในทันที และนอกจากนี้ผู้ใช้บริการยังสามารถจองรถแท็กซี่ล่วงหน้าได้สำหรับวันถัดไป
.
ในปี 2013 ตีตีได้ร่วมงานกับอูเบอร์เป็นครั้งแรกในฐานะแฟนตัวยงมากกว่าที่จะเป็นคู่แข่ง แกร์เรตต์ แคมป์ (Garrett Camp) ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานบริษัทอูเบอร์ซึ่งอยู่ที่ประเทศจีนในขณะนั้นเล่าว่ามีนักลงทุนแนะนำให้อูเบอร์ลงทุนในตีตี เพราะด้วยตัวอูเบอร์อย่างเดียวคงไม่สามารถเจาะตลาดจีนได้ และตอนนั้นยังนับว่าเร็วเกินไปมากสำหรับอูเบอร์
.
.
#สงครามระหว่างเทนเซ็นต์และอาลีบาบา
.
ในการระดมทุนรอบซีรีส์ B ในช่วงกลางปี 2013 เทนเซ็นต์ได้ให้เงินสนับสนุนตีตีเป็นจำนวนมาก เป็นตัวจุดชนวนสงครามการระดมทุนระหว่างเทนเซ็นต์ผู้ให้การสนับสนุนตีตีต่าเชอ และอาลีบาบาผู้ให้การสนับสนุนไคว่ตีต่าเชอ (Kuaidi Dache) ซึ่งทั้งคู่เป็นแอปพลิเคชันที่ให้บริการในลักษณะเดียวกัน และหวังครองส่วนแบ่งตลาดให้ได้มากที่สุด ผลสุดท้ายคือทั้งตีตีและไคว่ตีต่างระดมทุนในรอบซีรีส์ C ได้มากถึง 100 ล้านดอลลาร์
.
กระทั่งปี 2015 สงครามของทั้งสองบริษัทจบลงด้วยการควบรวมกิจการของทั้งสองบริษัทเข้าด้วยกันกลายเป็นตีตีชูสิง (DiDi Chuxing) ที่ปรึกษาของเฉิงกล่าวว่านั่นเป็นการแข่งขันที่ดุเดือด แต่ก็เป็นด้านที่เฉิงเชี่ยวชาญมากเช่นกัน เพราะเมื่อถึงเวลาที่ต้องทำข้อตกลง เฉิงมักจะทำได้ดีเสมอ
.
พนักงานในบริษัทของเฉิงมองว่าเขาเป็นสุดยอดผู้นำที่นอกจากจะมีความมั่นใจแล้ว ยังรู้วิธีการรับมือต่อทุกสถานการณ์อีกด้วย แม้ว่าเทนเซ็นต์และอาลีบาบาจะเป็นคู่แข่งกันมานาน แต่เฉิงก็สามารถรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนักลงทุนจากทั้งสองบริษัทเอาไว้ได้
.
ในปีเดียวกันตีตีชูสิงได้มีการระดมทุนครั้งใหญ่ การระดมทุนครั้งนั้นทำให้ตีตีชูสิงกลายเป็นบริษัทเอกชนรายแรกของโลกที่ระดมทุนได้มากถึง 2 พันล้านดอลลาร์ในการระดมทุนเพียงครั้งเดียว และด้วยส่วนแบ่งตลาดของตีตีชูสิงที่ใหญ่มากในจีนทำให้อูเบอร์ต้องยอมแพ้และควบรวมกิจการกับตีตีชูสิงภายใต้การบริหารของเฉิง ทำให้ตีตีชูสิงกลายเป็นแอปเรียกรถที่ผูกขาดในประเทศจีนไปโดยปริยาย
.
.
#SharingEconomy
.
เฉิง เหว่ย เป็นคนแรกๆ ที่นำเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน (Sharing Economy) มาใช้ในการทำธุรกิจในประเทศจีน เฉิงปรับใช้เศรษฐกิจแบบแบ่งปันผ่านแอปพลิเคชันเรียกรถของเขา โดยใครมีรถยนต์อยู่แล้วก็สามารถนำออกมาใช้หารายได้เพิ่มเติมได้ในรูปแบบการให้เช่าเพื่อเพิ่มมูลค่าของสินทรัพย์ จนได้กลายเป็นจุดแข็งของบริษัท
.
นอกจากนี้เฉิงยังเคยได้เขียนเรื่องราวของเศรษฐกิจแบบแบ่งปันกับการสร้างบริษัทในหนังสือที่ชื่อว่า “DiDi: the sharing economy is changing China." ร่วมกับ หลิว ชิง (Liu Qing) ประธานบริษัทตีตีชูสิง และ จาง เสี่ยวเฟิง (Zhang Xiaofeng)
.
.
#ขยายกิจการ
.
เฉิง เหว่ย กล่าวว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI) คือสิ่งต่อไปที่เขาให้ความสนใจ บริษัทของเขากำลังนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้เสมอ และในปี 2017 ตีตีชูสิงเริ่มขยายตลาดไปในต่างประเทศมากขึ้นเริ่มต้นจากประเทศบราซิล นอกจากนี้บริษัทยังได้ร่วมลงทุนในบริการเรียกรถอื่นๆ เช่น Grab, Uber, Taxify และ Careem
.
เฉิง เหว่ย เคยได้รับการเสนอชื่อให้เป็นบุคคลผู้ทรงอิทธิพลในนิตยสารต่างๆ ทั่วโลกตั้งแต่ปี 2015 อย่างเช่น ในปี 2017 เขาได้รับการเสนอชื่อจากนิตยสาร Forbes ให้เป็นหนึ่งในผู้พลิกเกมด้านธุรกิจระดับโลก (Game Changer) และในปี 2019 นิตยสาร Fortune ประเทศจีนยกให้เขาเป็น 1 ใน 50 ผู้นำที่ทรงอิทธิพลทางธุรกิจมากที่สุดในจีน
.
ปัจจุบันตีตีชูสิงให้บริการกับผู้ใช้กว่า 550 ล้านคน (เป็นผู้ใช้ในประเทศจีนมากกว่า 300 ล้านคน) ใน 400 เมืองทั่วโลก ในปี 2020 ที่ผ่านมาตีตีชูสิงทำกำไรจากการให้บริการทั่วโลกได้มากถึง 1 พันล้านดอลลาร์ แต่ก็ต้องมาจับตาดูกันต่อไปว่าจากเหตุการณ์ที่รัฐบาลจีนสั่งแบนแอปพลิเคชันตีตีชูสิงในจีนด้วยประเด็นการผูกขาดและความเสี่ยงทางด้านการให้ข้อมูลผู้ใช้ บริษัทจะเป็นไปในทิศทางใดต่อไป และเฉิง เหว่ยจะสามารถแก้ไขสถานการณ์นี้ได้หรือไม่
.
.
#careerfact #cariber
………………