Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
เพจคลังปัญญา
•
ติดตาม
12 ส.ค. 2021 เวลา 23:30 • หนังสือ
(13) สรุปเนื้อหาสาระสำคัญจากหนังสือ
ลงทุนแบบป้าแอนน์ โดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ตอนที่ 13
ประเมินมูลค่าด้วย Market Cap.
ตัวเลขที่ใช้กันมากและแพร่หลายที่สุดในทางปฏิบัติก็คือ ค่า PE หรือราคาหุ้นเทียบกับกำไรต่อหุ้น ค่า PB หรือราคาหุ้นเทียบกับมูลค่าหุ้นทางบัญชี และ D/P หรือเงินปันผลเทียบกับราคาหุ้น โดยที่หุ้น PE ต่ำ เช่น ต่ำกว่า 10 เท่า หรือ ต่ำกว่าค่า PE โดยเฉลี่ยของตลาดหุ้น ก็มักจะถือว่าเป็นหุ้นราคาถูก เช่นเดียวกับหุ้นที่มีค่า PB ต่ำกว่า 1 เท่า หรือ ต่ำกว่าค่า PB เฉลี่ยของตลาด ก็ถือว่าเป็นหุ้นที่มีราคาถูก ตรงกันข้าม หุ้นที่มี Dividend Yield หรือ D/P สูง เช่น 4-5 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ก็ถือว่าเป็นหุ้นที่ถูก
แต่ตัวเลขที่ผมคิดว่ามีประโยชน์ และผมนำมาใช้ค่อนข้างมาก หรือถ้าจะพูดว่าดูทุกครั้งที่ประเมินมูลค่าหุ้นก็คือ Market Cap. หรือ มูลค่าตลาดของหุ้นทั้งหมดของบริษัท
Market Cap. ที่เห็นอยู่ในปัจจุบันของบริษัททั้งหมดนั้น มันเป็นเสมือน "ตัวแทน" ความ "ยิ่งใหญ่" หรือ "ความเล็ก" ของแต่ละกิจการในสายตาของนักลงทุน หรือนักเก็งกำไรในตลาดหลักทรัพย์
หุ้นตัวเล็กๆ บางตัวมี Market Cap. เพิ่มขึ้นมโหฬารในเวลาอันสั้น เช่น หุ้นขึ้นมา 5-10 เท่าในเวลาเพียงปีเดียว และมีขนาดใหญ่กว่าบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันและมี Business Model หรือรูปแบบการทำธุรกิจใกล้เคียงกัน แต่มีขนาดของธุรกิจและกำไรสูงกว่ามาก ในกรณีแบบนี้ ส่วนใหญ่แล้วผมก็จะลงความเห็นว่า ไม่มีเหตุผลทางพื้นฐานและ Market Cap. ที่เห็นน่าจะสูงเกินไปและในที่สุดราคาหุ้นก็จะลดลงมา แม้จะไม่รู้ว่าเมื่อไร
บ่อยครั้งผมเปรียบเทียบกับหุ้นในอุตสาหกรรมอื่นด้วยที่มีอิทธิพลหรือส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจในระดับใกล้เคียงกัน ตัวอย่างเช่น ถ้าเปรียบระหว่างกลุ่มสุขภาพกับกลุ่มสื่อสารที่ต่างก็เป็นเมกะเทรนด์ทั้งคู่ บริษัทในกลุ่มไหนที่จะโตและทำกำไรได้ดีกว่าหรือ "ง่ายกว่า" ในอีกซัก 4-5 ปีข้างหน้า และทั้งหมดนั้นผมก็จะมาดูว่า Market Cap. ของสองบริษัทนั้นเป็นเท่าไร เพื่อจะดูว่าผมควรจะเลือกลงทุนตัวไหนที่ Market Cap. จะโตเร็วกว่า และบริษัทจะใหญ่กว่าในอนาคต
อุตสาหกรรมหรือธุรกิจบางอย่างนั้น โดยธรรมชาติเป็นอุตสาหกรรมที่ไม่ใหญ่หรือใหญ่มากไม่ได้ มีผู้ใช้หรือผู้บริโภคเพียงกลุ่มเล็กๆ นานๆ ครั้งก็จะมีบริษัทที่สร้างผลงานที่ประทับใจและสามารถสร้างยอดขายและกำไรที่เติบโตขึ้นอย่างมาก ซึ่งก็มักจะดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาซื้อหุ้น แล้วดันราคาให้สูงขึ้นไปอย่างมาก จนมี Market Cap. สูงกว่าบริษัทที่มียอดขายและกำไรสูงกว่ามากได้ อย่างไรก็ตาม ลักษณะแบบนี้เราก็ต้องระวังว่า ในระยะยาวแล้วบริษัทก็อาจจะโตขึ้นไปมากไม่ได้ การเติบโตที่เร็วมากจะต้องหยุดลงตามขนาดของตลาดที่เล็กอยู่แล้วโดยธรรมชาติซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น ในที่สุดราคาหุ้นและ Market Cap. ก็จะยืนอยู่ไม่ได้
มันเป็นวิธีการที่ไม่ได้แม่นยำเป็นตัวเลขแน่นอน แต่จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้เราพบ "ความผิดพลาดที่ร้ายแรง" ทั้งทางด้านที่แพงและถูก
หน้าที่ของเราก็คือ หลีกเลี่ยงหุ้นที่แพงมากๆ มองจาก Market Cap. และเลือกซื้อหุ้นที่ถูกสุดๆ และอาจจะกลายเป็นหุ้น 10 เด้งในอนาคตอีกหลายๆ ปีข้างหน้าที่ Market Cap. จะโตตามสถานะทางเศรษฐกิจในวันนั้น
เขียน ณ วันที่ 20/8/2559
หากเห็นว่าหนังสือเล่มนี้เป็นประโยชน์กับคุณ อย่าลืมซื้อ เพื่อเป็นการสนับสนุน ผู้เขียนด้วยนะ
หาซื้อได้ที่ ร้านหนังสือ Se-Ed Book Center หรือร้านจำหน่ายหนังสือใกล้บ้านคุณ ราคา 220 บาท
สามารถกดติดตาม กดไลค์ กดแชร์ เพื่อรับบทความดีๆจาก เพจคลังปัญญา ได้ในทุกวันเวลา 06.30 น. สามารถติชม แนะนำ
ในทางสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาเพจในทางที่ดีขึ้นได้นะ ขอขอบคุณผู้ติดตามทุกท่านมานะที่นี้
บันทึก
1
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
ลงทุนแบบป้าแอนน์ โดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย